สดับคำถาม จืออวี้พยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ กระแอมหนึ่งคำ จากนั้นจึงเริ่มต้นการอธิบายขึ้นอีกคำรบ
“ความยาวนานของตำนานบทนี้มากพอที่จะทำให้ไม่ทราบแน่ชัดว่าจุดเริ่มต้นคือเมื่อใด ถูกเล่าขานสืบกันมารุ่นต่อรุ่น ถึงสิ่งที่เรียกว่าศิลาผนึกปราณเทพเจ้า ซึ่งว่ากันว่าเดิมทีมันคือเครื่องรางประจำกายที่เทพเจ้าผู้ดลบันดาลสรรค์สร้างยุทธภพเซี่ยงชานได้ทำตกเอาไว้ ไม่มีใครล่วงรู้ว่ารูปร่างลักษณะที่แท้จริงของสิ่งนี้ว่าเป็นเช่นไร แม้กระทั่งมีอยู่จริงหรือไม่ก็ยากที่จะพิสูจน์ แต่ในแง่พลังอิทธิฤทธิ์ของมันทุกคนต่างรับรู้ตรงกันว่าอัศจรรย์เสียยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมดในยุทธภพเซี่ยงชานอันกว้างใหญ่
วัตถุนี้มีพลังปราณอันเป็นอนันต์อัดแน่นอยู่ภายใน หากผู้ใดสัมผัสกับมัน ร่างกายและจิตวิญญาณจะแหลกเป็นจุณภายในเสี้ยวพริบตา ยกเว้นเสียแต่ผู้ถูกเลือก ที่นอกจากจะไม่ได้รับอันตรายแล้ว ยิ่งครอบครองนานวันเข้า พลังปราณอันเป็นนิรันดร์ก็จะยิ่งถ่ายเทเข้าสู่ร่างคนผู้นั้น มอบความแข็งแกร่งที่ก้าวกระโดดรวดเร็วเกินจินตนาการให้ และสุดท้ายแม้แต่ระดับเทพยุทธ์ผู้อยู่เหนือทั้งปวง ที่สามารถทำลายยุทธภพเซี่ยงชานให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ เพียงพลิกฝ่ามือก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้” เนื่องเพราะร่ายวาจาติดต่อกันนาน จืออวี้จึงหยุดพักครู่หนึ่ง หยิบชาในจอกเบื้องหน้าที่ยามนี้เริ่มเย็นชืดหมดแล้วขึ้นจิบสองสามอึก จากนั้นเตรียมตัวเล่าต่อ ทว่าก็โดนฮันเตอร์โพล่งขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
“แล้วมันเกี่ยวกับการเชื่อมโลก นำพาพวกเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
“แม้จะแข็งแกร่งอัศจรรย์เกินจินตนาการ ทว่าศิลาผนึกปราณเทพเจ้าก็มีสถานะเป็นเพียงเรื่องเล่าขานเท่านั้น ไม่เคยมีใครรับรู้การมีอยู่ของมัน ยกเว้นเสียแต่สมาชิกตระกูลเฟย ที่เป็นผู้ครอบครอง โดยเก็บงำเป็นความลับมาหลายศตวรรษ เรียกได้ว่าการห้ามแพร่งพรายเรื่องศิลาผนึกปราณเทพเจ้าให้คนนอกตระกูลรู้เป็นกฎเหล็กประจำตระกูล พื้นเพเดิมของตระกูลเฟยเป็นชาวเมืองไป๋ซี ดำรงชีพด้วยเกษตรกรรม ก่อนที่เมื่อสี่ชั่วอายุคนก่อนจะอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองเทียนอาน นครหลวงแห่งจักรวรรดิเหลียนหยาง เพื่อหวังจะสร้างเนื้อสร้างตัว แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นดังหวัง สี่ชั่วอายุคนวนเวียนอยู่กับงานใช้แรงงานรายได้ต่ำ ดูผิวเผินตระกูลเฟยก็ดูเหมือนตระกูลธรรมดาตระกูลหนึ่ง ทว่าในความธรรมดานี้ กลับมีข่าวลือแพร่สะพัดออกมาไม่ขาดสาย ใจความสำคัญของข่าวลือคือการกล่าวหาว่าตระกูลเฟยเป็นพวกบูชาปีศาจ เนื่องเพราะหัวหน้าตระกูลทุกรุ่นจะหายตัวไปอย่างลึกลับ เป็นเช่นนี้ติดต่อกันมาหลายสิบชั่วอายุคน ผู้คนจึงปักใจเชื่อว่าหัวหน้าครอบครัวต้องบูชายัญตนเองแก่ปีศาจ ใช้ชีวิตเป็นเครื่องสังเวยเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
แน่นอนว่าการหายตัวอย่างปริศนาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการบูชายัญปีศาจเช่นกัน สาเหตุที่แท้จริงคือศิลาผนึกปราณเทพเจ้า ที่ทำให้หัวหน้าตระกูลผู้หวังพึ่งพลังอำนาจของมันในการยกระดับสร้างฐานะอำนาจ ใจกล้าบ้าบิ่นยื่นมือไปสัมผัส และผลลัพธ์คือการกลายเป็นความว่างเปล่าในชั่วพริบตา จนกระทั่งมาถึงรุ่นของทายาทนามว่าเฟยหลง น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักที่เด็กหนุ่มผู้นี้สัมผัสกับศิลาผนึกปราณเทพเจ้าได้อย่างปราศจากรอยขีดข่วน ชัดเจนว่าเขาคือผู้ถูกเลือก และสุดท้ายก็ทำให้เด็กหนุ่มจากครอบครัวยากจนอย่างเขากลายเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเหลียนหยางได้จริง ๆ
อย่างไรก็ตาม พลังปราณอันเป็นอนันต์ที่สถิตภายในศิลาผนึกปราณเทพเจ้ากลายเป็นดาบสองคม ในยามที่หมู่ดาวจากทุกทิศเดินทางมาบรรจบกัน บังเกิดทวารสวรรค์บนเขตแดนจักรวรรดิเหลียนหยาง ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างโลกสองใบที่ถูกปิดผนึกเอาไว้เปราะบางที่สุด สุดท้ายพลังปราณมหาศาลก็บีบอัดจนมันปริแตก กลายเป็นรูมิติเล็ก ๆ จำนวนสิบรู ที่แม้แต่เฟยหลงเองก็ไม่รู้ตัวว่าได้เกิดสิ่งนี้ขึ้น ซึ่งรูมิติดังกล่าวก็คือเส้นทางที่ทำให้พวกเจ้าข้ามมาสู่ยุทธภพเซี่ยงชานแห่งนี้ ทว่าบัดนี้รูดังกล่าวได้ปิดลง และกลับสู่สภาพเดิมแล้ว ดังนั้นหนทางเดียวที่พวกเจ้าจะกลับบ้านได้ก็คือโค่นล้มจักรรพรรดิเฟยหลง ช่วงชิงศิลาผนึกปราณเทพเจ้ามา และใช้มันเป็นกุญแจไขเปิดประตูที่ปิดผนึกออกอีกครั้ง นี่คือเหตุผลว่าทำไมเหล่าสิบผู้กล้าในคำทำนายจะต้องเข้าร่วมศึกสมรภูมิครั้งนี้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง”
แม้เรื่องเล่าจะสลับซับซ้อนไม่น้อย แต่ด้วยน้ำเสียงที่สุขุมและเยียบเย็นปานสายธารในเหมันต์ฤดูของจืออวี้ ทำให้เหล่าผู้ฟังต่างกระจ่างแจ้งโดยพร้อมเพรียง ทว่าอึดใจถัดมา ข้อสงสัยใหม่ก็ผุดขึ้นกลางใจอเล็กซ์อีกครั้ง
“ในเมื่อศิลาผนึกปราณเทพเจ้ามีพลังอัศจรรย์ปานนั้น นอกจากจักรพรรดิเฟยหลง ผู้ใดสัมผัสเป็นอันวอดวายภายในพริบตา เช่นนั้นแล้วต่อให้โค่นจักรพรรดิเฟยหลงได้สำเร็จ แล้วมันจะมีประโยชน์อันใด หากทำได้เพียงจ้องมองศิลาผนึกปราณเทพเจ้าที่ไร้ซึ่งเจ้าของ”
“ในญาณสัมผัส ข้ามองเห็นชัดเจนว่าหนึ่งในสิบผู้กล้าที่โชคชะตานำทางมา มีคุณสมบัติพอที่จะครอบครองศิลาผนึกปราณเทพเจ้า แม้กระทั่งทำลายทิ้งก็ทำได้” คำตอบนี้ของจืออวี้ทำให้สองบุรุษจากต่างโลกพยักหน้าตอบรับโดยพร้อมเพรียง ก่อนที่ไม่กี่วินาทีต่อมา จางเหว่ยที่นั่งเงียบอยู่มาเนิ่นนาน ขัดกับบุคลิกช่างเจรจาของเขาโดยสิ้นเชิง จะกล่าวขึ้นมาบ้าง
“พวกเจ้าทั้งสิบคนต่างก็มีหน้าที่สำคัญ เป็นกำลังหลักที่จะขาดไม่ได้สำหรับการโค่นล้มจักรพรรดิเฟยหลง และกองทัพอันเกรียงไกรของมัน ดังนั้นตอนนี้ภารกิจสำคัญที่สุดคือการตามหาผู้กล้าอีกแปดคนที่เหลือให้มาเข้าร่วมกับพวกเรา ก่อนที่เฟยหลงจะรู้ตัว และชิงกำจัดทิ้งไปเสียก่อน”
“ ตอนนี้หากข้อสงสัยทุกประการในใจพวกเจ้าถูกไขกระจ่างหมดแล้ว ตัวข้า จางเหว่ย หัวหน้ากลุ่มกบฏวิหคล่องนภาขอใช้เกียรติทั้งหมดที่ตัวข้ามี เรียนเชิญพวกเจ้าทั้งสอง รวมถึงท่านผู้เฒ่าลี่กันเข้าสู่กลุ่มกบฏวิหคล่องนภา เพื่อร่วมกันเป็นกำลังรบ เคียงบ่าเคียงไหล่กันในสมรภูมิ เป้าหมายคือโค่นล้มจักรพรรดิเฟยหลง และส่งพวกเจ้ากลับสู่โลกที่พวกเจ้าจากมา ไม่มีใครเป็นสูงศักดิ์หรืออยู่เหนือกว่าใคร แต่พวกเราทั้งหมดคือมิตรสหายที่มีอุดมการณ์และเป้าหมายเดียวกัน”
กล่าวจบ จางเหว่ยพลันลุกขึ้นยืนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ดวงตาเรียวเล็กสีน้ำตาลเปลือกไม้ที่สะท้อนกับแสงไฟจากเปลวเพลิงนิจนิรันดร์ในยามนี้แลดูเคร่งขรึมจริงจังกว่าปกติ ก่อนที่พริบตาถัดมา สมาชิกกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาทั้งหมดจะลุกขึ้นยืนขึ้นตามโดยพร้อมเพรียง จากนั้นทุกคนต่างยื่นกำปั้นข้างขวาสู่เบื้องหน้า ราวกับเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาบางประการ
แลเห็นเช่นนี้ อเล็กซ์ ฮันเตอร์ รวมถึงลี่กันเข้าใจได้ในทันทีว่ามันคืออะไร จึงไม่รอช้า ลุกขึ้นยืนแล้วส่งกำปั้นขวาออกไปด้วยเช่นกัน จากนั้นสายตาระหว่างสมาชิกเก่าและใหม่ของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาต่างสอดประสานกันอย่างไม่ขาดสาย แววตาที่มอบให้แก่กันเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นลุกโชนด้วยศรัทธากล้าหาญ
“ในเมื่อโชคชะตาบันดาลให้เป็นเช่นนี้ ตัวข้าก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว เช่นนั้น นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ข้าขอตอบรับคำเชิญเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา ข้าให้ความเชื่อใจในตัวพวกเจ้า หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง” อเล็กซ์กล่าวพลางกวาดตามองสมาชิกกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา ก่อนที่ฮันเตอร์จะสมทบขึ้น
“ข้าก็เช่นกัน”
สิ้นประโยคนี้ สิ่งที่ตามมาคือเสียงไชโยโห่ร้องเคล้าเสียงหัวเราะยินดีปรีดา และคำกล่าวต้อนรับสมาชิกใหม่ที่พรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสาย ราวกับเป็นการเฉลิมฉลองให้กับต้นไม้แห่งมิตรภาพและอุดมการณ์ที่ได้เริ่มหยั่งรากลงบนผืนแผ่นดิน
คล้อยหลังการตอบรับเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาอย่างเป็นทางการของอเล็กซ์ ฮันเตอร์ และลี่กัน บทสนทนาภายในห้องลับใต้ดินของโรงเตี๊ยมจอมยุทธ์เย้ยสุราก็ยังไม่จบลงง่าย ๆ ตรงกันข้าม ความไว้เนื้อเชื่อใจที่เพิ่มขึ้นกลับทำให้บทสนทนายิ่งออกรสออกชาติยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
หย่างหวานกลับเข้ามาทำหน้าที่นักเล่าเรื่องผู้ทรงเสน่ห์อีกครั้งหนึ่ง สตรีผู้นี้จัดการอธิบายทุกแง่มุมของพลังปราณอย่างเสร็จสรรพ ไม่ว่าจะเป็นธาตุ การจัดอันดับ เคล็ดวิชา วิชายุทธ์ จากนั้นก็ตามด้วยเรื่องราวสัตว์อสูร สัตว์วิเศษ และสารพันเกร็ดความรู้ที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการดำรงชีพในจักรวรรดิเหลียนหยาง เรียกได้ทันทีที่เดินออกจากห้องลับนี้ไป มนุษย์โลกทั้งสองสามารถสวมรอยเป็นชาวจักรวรรดิเหลียนหยางได้อย่างแนบเนียน ไร้ข้อพิรุธ
เวลาล่วงผ่านไปเกือบชั่วโมง เมื่อทุกความรู้ที่จำเป็นถูกบันทึกลงสมองเสร็จสิ้นแล้ว เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าถึงเวลาอันเหมาะสมที่จะจบการประชุมลับสุดยอดของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาไว้แต่เพียงเท่านี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป จางเหว่ยก็ได้โพล่งประโยคหนึ่งขึ้นมาเสียก่อน
“ไหน ๆ วันนี้ก็ไม่ได้ต้องรีบร้อนออกเดินทางกันต่อ ข้ามีอีกหนึ่งเรื่องที่อยากเล่าให้พวกเจ้าได้ฟัง อาจจะมีประโยชน์ในอนาคต เพราะตำราพิชัยสงครามทุกเล่มจารึกไว้เหมือนกันหมดว่า ยิ่งรู้จักศัตรูของมากเท่าไร โอกาสที่จะชนะก็มากขึ้นเท่านั้น”
“เรื่องอะไร?” ฮันเตอร์หันขวับมาถามทันที สีหน้าฉายแววฉงน
“จักรพรรดิเฟยหลง ตั้งแต่ลืมตาดูโลก กว่าที่จะก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิได้ ต้องผ่านเรื่องราวแบบไหนมาบ้าง”
“ได้สิ เล่ามาเลย ข้าเองก็อยากรู้จักให้มากที่สุดเหมือนกัน เจ้าจักรพรรดิเฟยหลงผู้นี้” อเล็กซ์กล่าวตอบ แววตาทอประกายโชติช่วง เขารู้สึกติดใจกับนามกรนี้นับตั้งแต่ได้ยินครั้งแรก และก็ปรารถนาอยากรู้เรื่องราวเบื้องลึกมาของจักรพรรดิผู้นี้มาโดยตลอด ตอนนี้โอกาสอันดีลอยมาถึงแล้ว
แลเห็นความโชติช่วงของมิตรสหายใหม่ จางเหว่ยอดที่จะยิ้มพรายไม่ได้ ชายหนุ่มเว้นช่วงครู่หนึ่งให้ทั่วทั้งห้องกลับคืนสู่ความเงียบสงบโดยสมบูรณ์อีกครั้ง จากนั้นจึงเริ่มกล่าว
“เอาล่ะ มันค่อนข้างยาวมาก พวกเจ้าจงตั้งใจฟังให้ดี จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ต้องย้อนกลับไปเมื่อสิบสี่ปีก่อน…”