บทที่ 52 มรสุมลูกใหม่
สีหน้าที่เจ็บปวดทรมานอย่างสุดแสนฉายชัดบนใบหน้าที่เหย๋เกรของเฉินซือหยาง ชายหนุ่มในตอนนี้อยู่ในท่านั่งสมาธิหลับตาโคจรพลังลมปราณที่ก่อเกิดจากแก่นฐานแห่งมังกรบรรพกาลในกาย เคลื่อนลมหายใจเข้าออกตามจังหวะที่จินเยว่ชี้แนะ นำพาให้ความเจ็บปวดแทรกซึมไปทุกเส้นลมปราณรวมถึงสายโลหิต หล่อเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนสัด กระตุ้นความตื่นตัวให้อยู่ในสภาวะที่ตื่นถึงขีดสุด การโคจรลมปราณของชายหนุ่มเสมือนการชักนำสายธารเข้ามาดับไฟอันร้อนลวกรุนแรงในร่าง ส่วนพลังจิตวิญญาณที่เริ่มเพิ่มระดับความหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ของจินเยว่ก็เสมือนหนึ่งการเติมเชื้อไฟที่ไม่มีวันมอดดับ
ระหว่างน้ำดับไฟ กับไฟลุกท้วมแผดเผาร่างกาย สิ่งใดจะเกิดขึ้นก่อน การฝึกฝนและกระตุ้นพลังร่างกายด้วยวิธีการนี้นับเป็นความเสี่ยงอันตรายอย่างหาที่สุดไม่ได้ และในทางเดียวกัน ยิ่งอันตรายก็ยิ่งให้ผลเร็วทันตา จึงอยู่ที่ว่าผู้ฝึกฝนจะนำพาตนให้ไปยืนอยู่ในสภาพเช่นไร
วิธีการนี้ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่บิดานางเคยกระทำให้แก่มารดา ทว่าจนถึงตอนนี้พลังที่นางกระตุ้นใส่ร่างของเฉินซือหยางเริ่มรุนแรงขึ้นไปอีกขั้นเหนือกว่าสิ่งที่บิดานางเคยกระทำแล้ว
หากไม่รู้จักกันมาก่อน วิธีการนี้นางย่อมไม่คิดที่จะนำมาใช้กับคนจากแดนดาราที่มีพลังหนุนเสริมต่ำต้อยเช่นนี้ ทว่าตัวตนของเฉินซือหยางเป็นข้อยกเว้น นางใกล้ชิดกับมันมาพักใหญ่แล้ว รู้ถึงสิ่งที่เหนือความคาดหมายของบุรุษหนุ่มมามากแล้ว นางจึงมั่นใจในศักยภาพที่เกินขอบเขตของบุรุษหนุ่มผู้นี้ นางเชื่อใจมัน เชื่อว่ามันจะทานทนแลฟันฝ่าขึ้นมาได้
อ๊ากกก!
เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดดังสะท้อนไปทั่วห้องลับ จากที่ชายหนุ่มถูกขังในที่แห่งนี้ก็กินเวลาเกือบเจ็ดวันแล้ว ตลอดเจ็ดวันที่มันไม่กินไม่นอน ตลอดเจ็ดวันที่มันแบกรับพลังจิตวิญญาณอันหนาหนักที่แผ่ชัดเข้าร่าง และตลอดเจ็ดวันที่มันฝึกปรือไหลเวียนลมปราณจนร่างกายจดจำการไหลเวียนเองได้โดยที่มันมิทันได้ใช้ความคิด เหล่านี้ได้นำพาให้ชายหนุ่มเฉียดผ่านความเป็นตายอยู่หลายครั้ง กระดูกในกายป่นปี้อยู่หลายหน แต่การแตกดับของมันมิใช่การสิ้นสุด การแตกดับนี้คือการเริ่มต้นใหม่ ยิ่งกระดูกที่ผ่านการหล่อหลอมปลูกถ่ายขึ้นใหม่ภายใต้ไขกระดูกมังกรบรรพกาลเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความแข็งแกร่งทางกายภาพและพลังแห่งชีวิตที่สูบฉีดไปทั่วทุกอณูแห่งร่างกายก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกเท่าตัว
โครงสร้างแก่นฐานทางกายภาพของมันนี้ ได้ปรากฏแสงสีทองเรืองรองวูบวาบ เพียงแต่ประกายแสงที่เกิดขึ้นอยู่ภายในร่างกาย คนจึงมิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพียงสัมผัสรับรู้ผ่านกระแสจิตเท่านั้น
ดังนั้นเสียงคำรามจึงมีมวลลมปราณที่หนักอึ้งทอดออกเป็นวงกว้าง แค่เสียงคำรามของความเจ็บปวดที่พึ่งผ่านการถือกำเนิดใหม่อีกรอบ ก็ทำให้ผนังห้องลับถึงกลับสั่นกระเพื่อมราวเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่แล้ว
เฉินซือหยางลืมตาพร้อมกับเสียงหอบหายใจที่หนักหน่วง หยาดเหงื่อสีเงินวาวเปล่งประกายผุดเต็มแผ่นหลัง แววตาของมันเองก็กระจ่างใสลึกล้ำเพิ่มมากขึ้น ผิวพรรณยิ่งดูผ่องใสราวกับผิวทารกที่ผลัดเปลี่ยนขึ้นมาใหม่ ทว่าภายใต้ความอ่อนโยนจากรูปลักษณ์ภายนอกนี้ กลับแฝงความแข็งแกร่งราวเกล็ดมังกรแห่งบรรพกาลก็มิปาน
“ออกไปได้แล้ว"
เมื่อลืมตาตื่นจินเยว่ก็ขับไล่มันทันที เฉินซือหยางได้รับการช่วยเหลือจากนางอีกหน พอได้ยินน้ำเสียงที่เหนื่อยหอบของนางมันจึงไม่คิดรบกวนนางอีก ชายหนุ่มประสานมือคารวะขอบคุณจากนั้นก็ออกจากมิติไป ปล่อยให้นางได้พักผ่อน
เมื่อเฉินซือหยางออกไปแล้ว จินเยว่ก็กระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ ใบหน้าของนางซีดเผือดลงมากกว่าเดิม นางขมวดคิ้วคิดถึงข้อเท็จจริงที่น่ากลัวประการหนึ่ง พลางมองสองมือของตนที่สั่นพร่าพร้อมคิดในใจ
“เวลาเริ่มไล่หลังแล้วสินะ"
เมื่อออกมาจากมิติแห่งคันฉ่องที่เป็นเอกเทศ กลิ่นซากศพภายในห้องลับถึงตอนนี้คละคลุ้งอบอวลเป็นอย่างมาก ศพของตันไห่เริ่มขึ้นอืดจะเสียรูปไปหมดแล้ว เฉินซือหยางพอมองภาพตรงหน้าก็ได้แต่ทอดถอนใจ ผู้ที่อ่อนแอกว่าแม้แต่ชีวิตก็ยังต้องถูกแย่งชิงไป ก่อนที่แววตาอันลึกล้ำนั้นจะทอประกายคมวาวมองไปยังช่องลับที่ทอดไปสู่ประตูทางออกเดียวที่ถูกปิดลงจากภายนอก
เวลาผ่านไปนานถึงเจ็ดวันแล้ว แต่บุรุษที่หาบมันเผาขายตามตรอกซอยผู้นั้นก็ยังคงวนเวียนขายมันเผาอยู่ที่เดิม ภายนอกของมันเหมือนพ่อค้าขายมันทั่วไป แต่ภารกิจหลักของมันแท้จริงแล้วคือทำลายเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆา หอการค้านั่นจะเฟื่องฟูที่ใดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ที่วังหลวง ข้อมูลที่เมืองหลวงจะไม่มีทางไปถึงเมืองจรดเมฆา เช่นนั้นมันจึงขายมันเผาที่นี่ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อมีคนมาแสดงรหัสลับเมื่อไหร่ มันก็จะลวงไปฆ่าไม่ละเว้น
ขณะที่ชายผู้นี้พึ่งขายมันเผาแก่เด็กหญิงผู้หนึ่งไปหยกๆ เสียงของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก็ดังขึ้นที่เบื้องหลัง
“มันเผาไหม้เช่นนี้ยังขายได้”
บุรุษที่หาบมันเผาเผยยิ้มเย็นออกมาคราหนึ่งก่อนขานตอบ
“อยู่ที่ท่านจะรับหรือไม่”
เสียงด้านหลังตอบทันควัน
“อยู่ที่ท่านจะให้หรือไม่"
“หนึ่งลูก?"
“ครึ่งลูก"
บุรุษขายมันเผายังคงยิ้มเย็นเล็กน้อย ก่อนหันไปมองบุคคลที่ด้านหลังของตน พร้อมกับกล่าวเชื้อเชิญ ทว่าเพียงมันมองเห็นเจ้าของเสียงได้อย่างชัดตา รอยยิ้มและคำพูดก็พลันชะงักค้าง นัยน์ตาเบิกโพลงพลางชี้นิ้วออกไปด้วยความเหลือเชื่อ
“เจ้าออกมาได้อย่างไร!”
เจ้าของเสียงผู้นั้นก็คือเฉินซือหยาง ชายหนุ่มแม้จะดูเปอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงที่ปกคลุมราวกับถูกอาคารทั้งหลังถล่มทับ แต่มันก็ยังยืนหยัดอย่างมั่นคงไม่มีร่องรอยอาการบาดเจ็บแม้เพียงนิด
“ไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าโชคดีค้นพบทางลับใดจึงออกมาได้ แต่เจ้านับว่าโง่งมสิ้นดี อุตส่าห์รอดชีวิตอย่างโชคช่วยแล้วแท้ๆ แต่ยังกลับมาให้ข้าผู้นี้สังหาร”
เฉินซือหยางมองตาบุรุษผู้ขายมันเผา
“เจ้าเป็นคนลงมือสังหารตันไห่?”
“ข้าไม่มีปัญญาสังหารมันหรอก แต่ขยะที่ไร้พลังจิตวิญญาณเช่นเจ้า ข้าย่อมทำได้!”
บุรุษผู้ขายมันเผา มันคว้าไม้หาบที่ใช้สำหรับหาบของขายฟาดออกไปอย่างรวดเร็ว นำพาพลังจิตวิญญาณที่กำจายไปพร้อมกับไม้หาบ รูปแบบพลังมิใช่การผสานจิตวิญญาณ แต่ก็พอทำให้คนทราบได้ว่าไม้หาบตรงหน้าคืออาวุธคู่กายของมัน
“ลิ้มรสไม้หาบข้า ไม้หาบที่เคยล้มได้แม้แต่เสือทั้งตัว!”
โครม!!!
เสียงดังสนั่นขึ้นมาราวกับอัสนีบาตรผ่าฟาด ตามด้วยเสียงโครมใหญ่ของสิ่งที่แตกหัก บุรุษขายมันเผายิ้มอย่างอวดดีเพราะคิดว่านั่นคงเป็นเสียงกระดูกที่หัก ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นไม้หาบอาวุธคู่กายของมันที่หักสะบั้นเป็นสองท่อน!
“จะจะเจ้า เป็นตัวอะไรกันแน่"
เฉินซือหยางไม่กล่าวคำ มีเพียงหมัดที่ชกออกไปอย่างรุนแรง บุรุษขายมันเผาตัวโก่งงอจุกเสียดจนน้ำลายทะลักออกทางปาก เสียงเอื้อจุกอยู่ในลำคอ แววตาฉายแววความหวาดกลัวถึงขีดสุด
หลังจากชกหนึ่งหมัดออกไป เฉินซือหยางก็คว้าเอาร่างของบุรุษผู้นี้ทะยานหลบเลี่ยงสายตาผู้คน มุ่งไปยังบริเวณศาลเจ้าร้างลับตา ซึ่งก็คือตำแหน่งห้องลับแห่งเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆานั่นเอง ก่อนหน้านั้นอาคารศาลเจ้าร้างยังคงดูเป็นอาคารที่อยู่ดี ทว่าบัดนี้กลับพังทลายหายไปทั้งแถบไม่เหลือทรงเดิม
เฉินซือหยางทิ้งร่างของบุรุษผู้นั้นลง มือซ้ายตบลงยังกล่องอาวุธชักดาบจรดใต้หล้าออกมาจ่อที่ลำคอของฝ่ายตรงข้าม
“หากไม่อยากตายก็จงบอกมาว่าใครสังหารตันไห่”
บุรุษผู้นั้นตอบเสียงสั่นเครือ
“ข้าไม่รู้"
ฉึก!
เฉินซือหยางแทงกระบี่ลงยังไหล่ซ้ายของมันอย่างไร้ปราณี ส่งให้บุรุษผู้นั้นลืมความจุกเสียดที่ท้องต้องมาเจ็บปวดที่ไหล่แทน
“อ๊ากก”
เฉินซือหยางกล่าวเสียงทุ้มต่ำจนฟังราวกับเป็นเสียงกระซิบแห่งปรโลก
“หากยังตอบว่าไม่รู้อีก ดาบนี้จะมิใช่แค่ทะลุหัวไหล่"
เสมือนหนึ่งพานพบอสุราที่โหดร้ายไร้จิตใจ แววตาที่ดุดันคู่นั้นส่งให้ความหวาดกลัวแทรกซึมไปทุกอณูรูขุมขน บุรุษผู้ขายมันเผามิกล้าจะต่อต้าน เพียงแต่มันเองก็ไม่รู้จักคนที่สังหารตันไห่จริงๆ จึงอธิบายเรื่องราวเท่าที่จะทำได้
“ขะข้าได้รับคำสั่งมา ให้คอยเรียนแบบประโยคลับที่ใช้สื่อสารกันระหว่างเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆาของพวกเจ้า อาศัยพวกข้าก็ไม่รู้ว่าที่เมืองหลวงนี้มีเครือข่ายของหอการค้าพวกเจ้าคอยลอบทำการค้าและสืบข้อมูลอย่างลับๆ อยู่ จนกระทั่งปรากฏคนผู้หนึ่ง ไม่รู้มันใช้ของสิ่งใดล่อหลอกคนจนทำให้บุรุษนามตันไห่เผยไต๋การดำรงอยู่ของเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆาได้ ซึ่งคนผู้นั้นไม่ใช่คนในกลุ่มของพวกข้า พวกข้าจึงมิได้รู้จักมันโดยตรง ใบหน้าก็ไม่เคยเห็นเพราะมันสวมใส่หน้ากากบดบัง รู้เพียงแต่ว่าชุดที่มันสวมใส่เกี่ยวข้องกับสำนักยุทธ์หมื่นภูษาที่ขึ้นตรงต่อวังหลวง”
เฉินซือหยางนึกถึงเศษชุดคลุมสีเงินที่ถูกตันไห่กำไว้แน่น ก่อนพึมพำออกมา
“สำนักยุทธ์หมื่นภูษา… ของที่ว่าใช้ล่อหลอกคนจะเกี่ยวข้องกับมรกตหรือไม่?”
บุรุษขายมันเผากล่าวเสี่ยงสั่นเครือ
“ข้าบอกสิ่งที่รู้ต่อเจ้าหมดแล้ว เจ้าจะไว้ชีวิตข้าได้หรือยัง"
เฉินซือหยางจึงมองมัน
“แล้วตัวตนของพวกเจ้าล่ะ เป็นใคร!”
บุรุษขายมันเผาแสดงท่าทีอึกอักไม่กล่าวคำออกมา เฉินซือหยางจึงบิดข้อมือที่กำชับดาบของตนจนปลายดาบบดขยี้หัวไหล่ของคนผู้นั้นหนักขึ้น เสียงความเจ็บปวดก็หลุดจากปากของมัน รวมถึงตัวตนของมันด้วย ต่อหน้าเงาแห่งความตาย มันมิอาจที่จะไม่ยินยอมปริปาก
“พวกข้าคือ…”
แต่คำกล่าวของบุรุษผู้นั้นยังมิทันจะได้เอ่ยถึงครึ่งประโยค เสียงกรีดลากอากาศที่แหลมคมก็ดังขึ้นทันควัน ก่อนกลางอากาศบริเวณแผ่นหลังของเฉินซือหยางจะปรากฏรังสีจิตสังหารบางอย่างให้ชายหนุ่มสัมผัสได้ มันจึงคว้าดาบอีกเล่ม ตวัดฟันกลับหลังโดยที่ไม่หันไปมอง ดาบสกัดเข้าใส่สิ่งที่มุ่งมา มันก็คือธนูดอกหนึ่ง!
เห็นบุรุษหนุ่มที่ไร้พลังจิตวิญญาณสามารถรับธนูที่ลอบโจมตีได้อย่างหมดจด ธนูลูกที่สองที่ยิงออก เป้าหมายจึงไม่ใช่ชายหนุ่มอีกต่อไป การต่อสู้คงมิใช่เรื่องง่าย เช่นนั้นมันจึงเปลี่ยนเป้าหมาย ธนูดอกที่สองมุ่งเข้าใส่ศีรษะบุรุษขายมันเผาทันใด
ทว่าเฉินซือหยางได้แสดงปฏิกิริยาทางร่างกายเหนือมนุษย์ ทั้งที่มันพึ่งตวัดดาบรับลูกธนูดอกแรก ท่าร่างก็อยู่ในลักษณะเอี้ยวตัว แต่ชายหนุ่มกลับคว้ามือซ้ายจับลงยังธนูดอกที่สองได้อย่างรวดเร็ว ส่งให้ธนูดอกนั้นหยุดชะงักและจ่อที่ศีรษะของบุรุษขายมันเผา หยุดความตายของมันได้อย่างฉิวเฉียด
บุรุษขายมันเผาตาเบิกโพลงด้วยความตระหนกคิดว่าตนจะถูกฆ่าปิดปากเสียแล้ว ทว่าพึ่งคลายใจได้เปราะหนึ่ง มันพลันเหลือบไปเห็นว่าที่ปลายธนูดอกที่สองนี้มีรูปทรงที่หนาใหญ่แปลกไปจากลูกธนูทั่วไป เมื่อมองให้ดีกอปรกับสัมผัสกลิ่นที่ห่างเพียงจ่อที่หน้าผาก มันจึงเบิกตาจนแทบถลน นั่นเพราะมันจดจำได้ว่าอาวุธเช่นนี้เป็นของใคร มีอานุภาพเช่นไร!
“ไม่!!!!”
ตูมมม!!!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ธนูดอกที่สองกลับระเบิดออกอย่างรุนแรงอย่างเหนือความคาดหมาย ปลายธนูดอกที่สองมีการดัดแปลงให้เป็นหัวระเบิดพร้อมบรรจุอาวุธลับขนาดเล็กไว้ภายใน เมื่อเกิดการระเบิดอาวุธลับเหล่านั้นก็จะซัดออก อานุภาพจึงร้ายกาจเมื่อใช้สังหารคนในระยะประชิด!