"ผู้เยาว์ขอปฏิเสธ..."
คำตอบนี้ของชายหนุ่มทำให้รุ่นเยาว์ทั้งสามถึงกับอ้าปากค้าง
"ขะเขากะกำลังปฏิเสธคำขอจากเทพกระบี่" เฝิ่นเฟยพูดอย่างตะกุกตะกัก
สำหรับตัวเธอแล้วการที่ได้เข้าเป็นศิษย์สำนักอรุณก็ทำให้ตัวเองตื่นเต้นจนเสียอาการไปหลายวันแต่ชายหนุ่มผู้นี้
ไม่รู้ว่าต้องสั่งสมบุญมาตั้งแต่ชาติปางใด จึงทำให้เทพกระบี่รู้สึกสนใจและเสนอรับตัวเข้าเป็นศิษย์
"นี่มันวิเศษกว่าการได้รับศาสตราวิญญาณระดับสูงนับพันเล่ม"
เพียงแค่ตนคิดก็ตื่นเต้นแทนหัวใจเต้นแรงแทบจะระเบิดออกมาแต่อีกฝ่ายดันปฏิเสธออกมาง่ายๆ เสียอย่างนั้น
ฉู่เหยียนที่เป็นฝ่ายชักชวนก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจอะไร
"โอ้ เจ้าเป็นคนแรกที่ข้าชักชวนเป็นศิษย์แล้วก็คนแรกที่ถูกปฏิเสธในคราเดียวไหนลองบอกคนแก่อย่างข้าทีว่าเป็นเพราะเหตุผลใด"
"ประการแรกผู้เยาว์เป็นผู้ใช้ดาบ ประการที่สองผู้เยาว์ยังไม่เคยจับกระบี่เลยสักครั้งเดียว..."อู๋เซี่ยนตอบออกมาตามตรง
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ทุกคนก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
หากมองเผินๆ ดาบกับกระบี่มีส่วนคล้ายกันก็จริงแต่กลับถูกสร้างแบ่งออกมาทำให้อาวุธทั้งสองมีจุดเด่นเฉพาะตัว
กระบี่นั้นมีปลายแหลมออกแบบมาเพื่อใช้แทงมีสองคมข้างใช้ฟันได้ก็จริง แต่ด้วยรูปร่างที่เรียวบางพลังในการฟันจึงไม่มากเท่ากับดาบ
ส่วนดาบนั้นสร้างสรรค์มาเพื่อการฟาดฟันมีคมด้านเดียว เพื่อเพิ่มพลังในการฟัน แม้ปลายแหลมแต่ด้วยรูปร่างโค้งมนกลับมีด้านหนึ่งทื่อแทงไม่ทะลุทะลวงเท่ากระบี่
ดังนั้นผู้ฝึกย่อมมีวิธีการที่แตกต่างกันไม่มากก็น้อยผู้ที่เข้าสู่วิถีของจอมดาบส่วนใหญ่จะเน้นการจู่โจมดุดันหนักแน่น
ผู้เข้าสู่วิถีของจอมกระบี่นั้นมักนิยมใช้ท่วงท่าออกด้วยความเร็วพลิ้วไหวเพื่อชิงชัย
ขณะที่เค่อลี่วางหมากลงไปมุมปากก็ยกยิ้ม
"เจ้าฉู่จะว่าไปเจ้านี่ก็ตาแหลมไม่เบา แต่น่าเสียดายนักหนุ่มน้อยผู้นี้ดันไม่อยากก้าวในหนทางสายกระบี่"
ฉู่เหยียนเองก็ถือตัวหมากขึ้นทำทีครุ่นคิด
"เป็นเหตุผลที่ดี คนเราย่อมต้องเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองเจ้าหนุ่มอยากจะฟังข้าสักหน่อยไหมล่ะ..."
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบชายชราฉู่เหยียนจึงพูดต่อไป
"เคยได้ยินคำกล่าวว่า ดาบชนะด้วยกำลังกระบี่เอาชัยด้วยยุทธวิธีหรือไม่"
"ย่อมต้องเคย ในตำราดาบเบื้องต้นก็มีบอกไว้" อู๋เซี่ยนตอบไปตามสัญชาตญาณอย่างรวดเร็ว
"แล้วเจ้าคิดเห็นอย่างไรกับคำกล่าวในตำราพวกนั้น" อีกฝ่ายยังคงถาม
"เรียนอาวุโส ผู้เยาว์เห็นว่าคำกล่าวพวกนี้ล้วนเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลไม่สามารถนำมาเป็นบรรทัดฐานได้ เพราะทุกสิ่งล้วนนำมาปรับใช้และพลิกแพลงได้เสมอ"
คำตอบของชายหนุ่มทำให้เหล่ารุ่นเยาว์ต่างขยับเข้ามาใกล้เพราะมันช่วยเปิดวิสัยทัศน์ให้กับตนด้วย
"จางยี่บอกข้าหมดแล้วว่ามีสาวน้อยผู้นั้นแล้วก็เจ้าที่จะไปฝากตัวในสำนักอรุณก่อนออกเดินทางข้าและเจ้าเต่าเค่อลี่จะเล่นหมากล้อมกันสองวันสองคืน ดังนั้นระหว่างรอเจ้าก็ลองรำกระบี่เล่นไปพลางๆก่อนดีหรือไม่" ชายชราเสนอด้วยรอยยิ้ม
ฝ่ายอู๋เซี่ยนเองก็ไม่ได้หัวช้าในเมื่อตนไม่ยอมเป็นศิษย์อีกฝ่ายจึงอยากจูงใจโดยให้เขาลองใช้กระบี่ แต่เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้วก็มีแต่ผลดีไร้ซึ่งผลเสีย
เพียงแค่สองวันก็ไม่ใช่เวลาที่ยาวนานอยู่แล้ว อีกทั้งชายชราผู้นี้ก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ร้ายแอบแฝงการรับน้ำใจอีกฝ่ายไว้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย
"ศิษย์ข้าเจ้าใช้กระบวนท่าสูงสุดคืนสู่สามัญให้เขาดูหน่อย"
เมื่อได้รับคำสั่งจางยี่ก็เดินออกมาพร้อมกระบี่ในมือ
"พี่ชายอู๋แม้มันจะเป็นกระบวนท่าธรรมดาแต่ขอให้ท่านอย่าได้ดูแคลน"
สิ้นคำชายหนุ่มชุดแดงก็แทงกระบี่ออกไปเบื้องหน้าอย่างเบามือ
หนึ่งครั้ง...
สองครั้ง...
สามครั้ง...
สิบครั้ง...
เสียงกระบี่เสียดสีไปในอากาศดังก้องไปทั่วห้อง
ผ่านไปกว่าสิบลมหายใจจางยี่ก็ยังคงแทงอยู่อย่างนั้น
"ดี ทำต่อไป" ฉู่เหยียนกล่าวขณะจิบชา
เฝิ่นเฟยเองก็มองด้วยสีหน้าประหลาดใจ เพราะการแทงพวกนั้นมันขาดทั้งพลังและความเร็วเหมือนใครๆก็สามารถกระทำได้ไม่ยากนัก
เมื่อหญิงสาวที่มองไปทางอู๋เซี่ยนก็รู้สึกงงอีกครั้งเพราะอีกฝ่ายเอาแต่มองไปที่การแทงกระบี่ของจางยี่อย่างตั้งใจ
"บางทีเขาอาจจะแค่ทำตามคำสั่ง" ขณะคิดจบตนก็เห็นหลานเอ้อจ้องไปที่การออกกระบี่ของจางยี่เช่นกัน
และเมื่อมองไปทางเทพกระบี่ทั้งสองที่มีท่าทีสงบนิ่งจึงทำให้เธอรู้สึกแปลกๆขึ้นมา
"หรือการออกกระบี่นั้นจะมีสิ่งพิเศษซ่อนอยู่" หญิงสาวจึงจ้องมองไปที่ท่าทางของจางยี่อย่างแน่วแน่
ผ่านไปเกินร้อยกว่าลมหายใจตนก็ไม่รู้ว่าจางยี่ออกกระบี่ไปกี่ครั้งแล้ว
สายตาของเฝิ่นเฟยกำลังเบิกกว้างเพราะเพียงหนึ่งลมหายใจผ่านพ้นกระบี่ที่เคยเชื่องช้าในตอนแรก
มันรัวเสียจนตนไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป
"ช้าไป" เสียงเคร่งขรึมดังออกมาจากปากฉู่เหยียน
เมื่อได้ยินเสียงเตือน การออกกระบี่ของจางยี่ก็ทวีเร็วขึ้นอีกจนกระทั่งเฝื่นเฟยมองไม่เห็นกระบี่ในมือของจางยี่อีกเลยราวกับเขาไม่ได้ถือมันเอาไว้ แต่ทำท่าทางเหมือนกำลังออกกระบี่เท่านั้น
อู๋เซี่ยนจากที่ไม่กะพริบตาเลยสักครั้งก็เปลี่ยนเป็นหยุดมองก่อนจะเริ่มหลับตาลง
ทำให้เทพกระบี่ทั้งสองที่เล่นหมากล้อมอยู่หันมามองอย่างสนใจ
การกระทำนี้ทำให้จางมีท่าทีตกตะลึงก่อนจะหยุดการออกกระบี่แล้วกลับมายืนที่เดิม
หลานเอ้อเองก็ผงะ"ไม่จริงน่าหรือเขาจะเข้าถึงมันได้"
สิ่งที่เทพกระบี่ซ้ายสั่งให้จางยี่ทำนั้นไม่ใช่สิ่งที่พิเศษอะไรเพราะการแทงตรงเป็นท่าพื้นฐานของเพลงกระบี่ทั้งมวลเพียงขั้นตอนของมันซับซ้อนกว่าปกติ
ส่วนมือกระบี่ในทวีปแห่งนี้นั้นก็ถูกจัดอันดับเอาไว้เช่นกันโดยจะแบ่งออกเป็นสี่ระดับใหญ่ๆ คือ ต่ำ กลาง สูง และ เทพผู้ที่ใช้ทักษะกระบี่ได้จนคล่องแคล่วจะถูกยอมรับว่าเป็นระดับ ต่ำ ส่วนผู้ที่เข้าถึงสัจธรรมในระดับเริ่มต้นจะถูกจัดในอันดับกลางนั่นคือสิ่งที่จางยี่ทำออกไป
เมื่อคนและกระบี่เริ่มเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ใช้คนผู้นั้นจะเข้าสู่กระบวนการหลอมรวมและก้าวไปสู่ความเร็วที่มากกว่าปกติ
แม้แต่จางยี่เองก็รู้สึกแปลก อีกใจหนึ่งเขาก็ไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะเข้าถึงสัจธรรมกระบี่เพราะการจะเข้าสู่ระดับกลางหากเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ก็ต้องใช้เวลานับสิบปีเป็นอย่างน้อยดังนั้นจึงเป็นไมได้เลยที่อีกฝ่ายจะบรรลุมันได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
เวลานี้อู๋เซี่ยนได้ยินเพียงเสียงน้ำที่กำลังไหลกลิ่นเครื่องหอมที่โชยเข้าสู่จมูกอ่อนๆ เสียงการวางตัวหมากจากสองชายชรา
ทุกท่วงท่าของจางยี่นั้นเมื่ออาศัยดวงตาทั้งสองข้างทำให้ตนเห็นมันได้อย่างชัดเจน การออกกระบี่ของอีกฝ่ายแม้จะดูเหมือนกันแต่กลับไม่ใช่จากการสังเกตทำให้อู๋เซี่ยนเริ่มแบ่งการแทงตรงเหล่านั้นออกเป็นสามจังหวะหลัก
หนึ่งคือช่วงงอมือจะออกกระบี่ล้วนยังไม่ใช้พลังปราณสองช่วงยื่นออกไปด้านหน้าเป็นการเดินพลังปราณมากขึ้นตามลำดับ จนเกือบจะสุดแขนมาถึงจุดที่พลังปราณใกล้จะระเบิดออกมานั้นอีกฝ่ายก็ถอนปราณออกจนหมดสิ้น
ซ้ำไปซ้ำมาๆ กระบี่เหล่านั้นจึงดูธรรมดาแต่แฝงไปด้วยความไม่ธรรมดานั่นเอง
เมื่อผนวกกับตอนที่ตนเห็นเทพกระบี่ทั้งสองดวลกันเขาก็รู้สึกเข้าใจหลักการบางอย่าง
ไม่นานชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้นมา
"เจ้าพอจะเห็นการแทงกระบี่ของเขาหรือไม่" หลังจากอู๋เซี่ยนลืมตาขึ้นมาเค่อลี่ที่อดสงสัยไม่ได้ก็รีบถามออกมาทันที
"ผู้เยาว์เห็นขอรับ น้องจางแทงกระบี่ไปทั้งหมดหนึ่งพันแปดร้อยครั้ง"
คำตอบนี้ทำให้เฝิ่นเฟยถึงกับอึ้งไปอีกรอบแต่ในใจก็รู้สึกว่าชายหนุ่มคงจะเดามั่วเสียมากกว่าแต่เมื่อเห็นใบหน้าเคร่งขรึมของทุกคน หญิงสาวก็ต้องประเมินใหม่อีกฝ่ายเสียใหม่
"หรือเขาจะมองเห็นมันจริงๆ"
ฉู่เหยียนเริ่มมองมาที่อู๋เซี่ยนด้วยสายตาคาดหวัง
"ส่งกระบี่ให้เขา"
เมื่อได้ยินคำสั่งจากอาจารย์จางยี่ก็โยนกระบี่ไม้ที่ดูธรรมดาไปให้อีกฝ่าย
ด้านชายหนุ่มเองก็รับมันด้วยท่าทีไม่ใส่ใจแต่ไม่นานสายตาตนก็ต้องเบิกกว้าง ในความรู้สึกส่วนลึกราวกับว่า เขาคุ้นเคยกับกระบี่ไม้นี้เป็นอย่างดี
อีกฝ่ายไม่รอช้าเริ่มจัดท่ายืนให้คล้ายกับจางยี่ก่อนหน้านี้แผ่นหลังเหยียดตรง สายตามองไปเบื้องหน้า ก่อนจะหยิบกระบี่ขึ้นมาแทงออกไปเบาๆ
หนึ่งจังหวะสองจังหวะ สามจังหวะ การทำชุดแรกยังมีข้อผิดพลาดอยู่มาก เพราะตนยังส่งปราณไปยังตัวกระบี่ไม่มากพอและเมื่อถึงจังหวะสุดท้ายก็ยังถอนปราณออกไม่ทัน
หนึ่งจังหวะสองจังหวะ สามจังหวะ ปัญหาเดิมๆยังคงเกิดขึ้น
หนึ่งจังหวะสองจังหวะ สามจังหวะ เป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบ
เสียงกระบี่ที่ปะทะกับมวลอากาศเริ่มดังสะท้อนไปทั่วห้องอีกครั้ง
ภาพที่ทุกคนเห็นคือ ชายชุดขาวพยายามที่จะแทงกระบี่ตรงๆไปเบื้องหน้า และเมื่อทำเสร็จหนึ่งรอบเขาก็จะหยุดยืนนิ่งไปเกือบสองนาทีแล้วก็เริ่มทำใหม่วนแบบนี้อยู่หลายครั้ง
จนผ่านไปเกือบห้าสิบรอบชายหนุ่มจึงยืนนิ่งอยู่ราวสิบนาทีเพื่อวิเคราะห์
"น้องสาวหลานเอ้อช่วยบอกข้าทีเถอะว่าเขากำลังทำอะไร"เฝิ่นเฟยที่สงสัยขอร้องอีกฝ่ายเพื่อไขความกระจ่างให้
"ปีศาจชัดๆ" หลานเอ้อพูดออกมาสั้นๆ ด้วยแววตาเบิกโพลง
"นอกจากศิษย์พี่ใหญ่ ข้าก็ไม่เคยพบใครทำได้ขนาดนี้"จางยี่เองก็มีอาการไม่แพ้หลานเอ้อเช่นกัน
แม้แต่ตัวเขาที่ได้รับขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะกระบี่ที่อายุน้อยที่สุดของสำนักยังต้องใช้เวลานับสิบปีเพื่อเข้าถึง
แก่นแท้ของ "สูงสุดคืนสู่สามัญ"
แต่จากอาการที่เห็นอู๋เซี่ยนกำลังกระทำอยู่นั้นตนก็รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณได้ว่าอีกฝ่ายใกล้กำลังจะเข้าถึงคำนี้อย่างถ่องแท้แล้ว
"ฮ่า"
ไม่นานชายหนุ่มที่ยืนสงบนิ่งก็ลืมตาแล้วแทงกระบี่ออกไป
"ยังไม่ใช่...เคล็ดลับน่าจะอยู่ที่การหายใจ"ขณะออกกระบวนท่าเขาก็พึมพำกับตัวเอง
จากนั้นเขาก็แทงกระบี่ไม้นั้นซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตัวเองนั้นสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนขนาดไหนทุกท่วงท่าของอู๋เซี่ยนทั้งรวดเร็วพลิ้วไหว จนใกล้เคียงกับจางยี่ทีละน้อย
ผ่านไปสักระยะความเร็วกระบี่ในมือของเขาก็เริ่มที่จะมากขึ้นจนกลายเป็นภาพเลือนรางก่อนจะเริ่มจางหายไปในที่สุด
ไม่นานจากท่าทางคนที่กำลังออกกระบี่ก็เริ่มหยุดลงคล้ายกับคนที่กำลังยืนสงบนิ่งเท่านั้น
"เพ้ย เจ้าหนุ่มนี่มันเทวดาลงมาเกิดหรืออย่างไร" เค่อลี่ที่ทนไม่ไหวถึงกับลุกขึ้นยืน