บทที่ 4 ไข่มุก
"แต่... เพราะอะไรกันล่ะ? ก่อนหน้านี้เรายังรักกันดีอยู่ไม่ใช่เหรอ?" หลิวอวี่ถามออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เขาไม่อาจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้เลย
สวี่เหยียนทอดสายตามองเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "อดีตก็คืออดีตค่ะ ตอนนี้เราต่างคนต่างก็ต้องเดินไปตามทางของตัวเอง ฉันรู้สึกว่าในตอนนี้ คุณให้ชีวิตในแบบที่ฉัน้าไม่ได้อีกแล้ว... เราจบกันแค่นี้เถอะนะ ตกลงไหม?"
"คุณจะบอกว่าเพราะผมมันไม่มีเงินสินะ?" หลิวอวี่เค้นยิ้มอย่างขมขื่น
‘วันนี้ฉันเพิ่งหาเงินได้ตั้งหนึ่งแสนห้าหมื่น แต่แฟนสาวกลับมาบอกเลิกในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ... นี่มันเป็ตลกร้ายที่์จงใจกลั่นแกล้งกันหรือไง?’
สวี่เหยียนไม่ได้เอ่ยคำใด เธอเพียงแต่พยักหน้ายอมรับความจริงข้อนั้นอย่างเงียบเชียบ
"ได้สิ... งั้นก็เลิกกันเถอะ หวังว่าคุณจะมีความสุขกับชีวิตที่้านะ" น้ำเสียงของหลิวอวี่สั่นเครือไปด้วยความเ็ป
ใจจริงหลิวอวี่อยากจะโพล่งเื่ที่เขาหาเงินได้มหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงออกไป แต่พอนึกดูอีกที สิ่งนั้นจะไปเปลี่ยนอะไรได้ ในเมื่อสวี่เหยียนตรงหน้าไม่ใช่สวี่เหยียนคนเดิมที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว
"หวังว่าคุณจะเจอคนที่ดีกว่าฉันนะ" สวี่เหยียนทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะลุกเดินจากไป
หลิวอวี่มองตามแผ่นหลังของเธอที่เดินออกจากร้านกาแฟไปอย่างเหม่อลอย เขาเห็นเธอเดินตรงไปขึ้นรถ BMW สีดำขลับคันหนึ่งที่จอดรออยู่
ชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ ในตำแหน่งคนขับโน้มตัวลงมาจูบเธอทันทีที่เธอขึ้นรถ
ในวินาทีนั้นเอง หลิวอวี่กลับรู้สึกว่าหากเขาไม่มีพลังพิเศษนี้เสียยังจะดีกว่า เขาจะได้ไม่ต้องมองเห็นแววตาเย้ยหยันบนใบหน้าของชายคนนั้นหลังจากที่มันจูบสวี่เหยียนเสร็จ
เมื่อรถคันนั้นขับลับสายตาไป หลิวอวี่ยกกาแฟขึ้นจิบช้า ๆ กาแฟที่เขาลืมใส่น้ำตาลถ้วยนี้ กลับให้รสชาติที่จืดชืดไร้ความรู้สึกเสียยิ่งกว่าน้ำเปล่า
หลังจากจัดการกับอารมณ์ที่คุกรุ่นได้บ้างแล้ว หลิวอวี่ก็พาตัวเองมาที่ริมทะเลอีกครั้ง
ด้วยความอัดอั้นตันใจที่ยากจะระบาย เขาจึงเลือกกระโจนลงสู่ท้องทะเลเพื่อปลดปล่อยความโกรธแค้นให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้ง
ภายใต้ผืนน้ำ หลิวอวี่แหวกว่ายลึกลงไปอย่างบ้าคลั่ง ร่างของเขาพุ่งทะยานไปข้างหน้าประหนึ่งลูกธนูที่ถูกปล่อยออกจากคันศร
ถึงแม้พลังพิเศษจะทำให้เขารู้สึกว่าทะเลคือบ้านที่แสนสบาย แต่ร่างกายของมนุษย์ก็ยังมีขีดจำกัด หลังจากปลดปล่อยอารมณ์อยู่นานนับชั่วโมง ในที่สุดเขาก็หยุดพักลง
เมื่อความเหนื่อยล้าเข้ามาแทนที่ จิตใจของเขาก็ค่อย ๆ สงบลงตามลำดับ
‘นี่ฉันว่ายมาถึงไหนแล้วเนี่ย?’ หลิวอวี่ที่เริ่มได้สติมองสำรวจไปรอบ ๆ เมื่อโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา เขามองเห็นเพียงแนวชายฝั่งที่เลือนรางอยู่ไกลลิบจนรู้สึกอึ้งไปครู่ใหญ่
‘โชคดีที่ยังพอมองเห็นฝั่งอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นฉันก็คงมืดแปดด้าน ไม่รู้จะกลับไปยังไงเหมือนกัน’
หลังจากนั้น หลิวอวี่ก็ค่อย ๆ ว่ายทวนกลับไปทางเดิม พร้อมกับใช้ความสามารถมองสำรวจใต้ทะเลไปพลาง ๆ
‘ในเมื่อว่ายมาถึงนี่แล้ว ก็ลองดูหน่อยเถอะว่าจะมีอะไรให้ค้นพบหรือเปล่า’
‘โทรศัพท์ที่เพิ่งได้มาเมื่อกี้ก็คงพังไปแล้ว หวังว่าจะมีของดีอะไรให้ฉันเอาไปขายเพื่อหาเงินมาซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่คืนนะ’
หลังจากว่ายกลับมาได้ประมาณสองร้อยเมตร หลิวอวี่ก็เห็นว่าที่พื้นทะเลเบื้องล่างมีหอยเปลือกคู่กระจายตัวอยู่จำนวนหนึ่ง
หากเป็หอยธรรมดาทั่วไป หลิวอวี่คงไม่คิดจะชายตามอง แต่หอยเหล่านี้กลับมีเปลือกสีม่วงสดใส และแต่ละตัวมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึงสี่สิบเิเ
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ หลิวอวี่ััได้ถึงประกายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน... มันคือไข่มุก!
หลิวอวี่ดำดิ่งลงไปทันที เขามาหยุดอยู่เหนือกลุ่มหอยั์เ่าั้
‘เปิดออกซะ’
เพียงแค่เขาสั่งการในใจ หอยเ่าั้ก็ค่อย ๆ แย้มเปลือกแข็งของมันออกอย่างว่าง่าย
บนเนื้อเยื่อภายในเปลือกหอยเ่าั้ มีส่วนนูนเด่นที่ถูกหุ้มไว้ด้วยเยื่อบาง ๆ และเมื่อเขาััมันดู ก็พบว่ามีไข่มุกซ่อนอยู่ภายในเป็จำนวนมาก
เขาลองหยิบไข่มุกจากหอยตัวหนึ่งออกมา ปรากฏว่าเป็ไข่มุกสีม่วงนวล มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึงสามเิเ และที่น่าทึ่งที่สุดคือรูปทรงที่กลมมนไร้ที่ติของมัน
หลังจากเก็บรวบรวมไข่มุกทั้งหมดจากหอยเ่าั้มาได้ หลิวอวี่ก็ถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกเพื่อใช้ห่อสมบัติล้ำค่าเ่าั้เอาไว้
หลิวอวี่ใช้เวลาเดินทางอีกกว่าสองชั่วโมงจึงกลับถึงห้องเช่าได้อย่างปลอดภัย
ทันทีที่เขาวางไข่มุกทั้งหมดลงบนเตียง แสงไฟในห้องก็สะท้อนกับผิวไข่มุกสีม่วงจนเกิดเป็ประกายระยิบระยับงดงามจนแทบจะทำให้ตาพร่ามัว
ต้องยอมรับเลยว่าอัญมณีที่วิจิตรเช่นนี้มีแรงดึงดูดมหาศาล ไม่ว่าจะเป็ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ยากที่จะละสายตาได้
หลิวอวี่นิ่งอึ้งไปพักใหญ่กว่าจะดึงสติกลับมาจากความงามเ่าั้ได้
เขาหยิบไม้บรรทัดขึ้นมาวัดขนาดของไข่มุกทีละเม็ดอย่างตั้งใจ
ไข่มุกทั้งหมดมีจำนวน 66 เม็ดพอดี ซึ่งถือเป็ตัวเลขมงคลอย่างยิ่ง
ในจำนวนนี้ มีเม็ดเล็กที่สุดขนาดสองเิเอยู่หกเม็ด และมีเม็ดที่ใหญ่ั์ขนาดสี่เิเอยู่ถึงสามเม็ด ซึ่งไข่มุกขนาดนี้ถือเป็สมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินมูลค่าได้โดยง่าย
ส่วนขนาด 2.5 เิเมีอยู่ยี่สิบเอ็ดเม็ด และขนาดสามเิเมีอยู่อีกยี่สิบหกเม็ด
เมื่อวัดขนาดครบทุกเม็ด หลิวอวี่ก็รู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจแทบจะกระดอนออกมาข้างนอก
‘ต้องเข้าใจก่อนว่าไข่มุกทั่วไปที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแค่หนึ่งเิเก็นับว่าเป็ของล้ำค่าแล้ว’
‘แต่นี่... แต่ละเม็ดใหญ่กว่าสองเิเทั้งนั้น!’
‘ฉันเคยเห็นในเน็ตว่าไข่มุกขนาดสองเิเเม็ดเดียวก็ต้องควักเงินจ่ายถึงสี่แสนหยวนแล้ว’
‘ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ มูลค่าของมันก็ยิ่งพุ่งทะยานเป็เงาตามตัว’
‘แค่ขนาด 2.5 เิเพวกนี้ อย่างน้อยก็น่าจะขายได้เม็ดละห้าแสนหยวนแล้วมั้ง?’
‘นี่แค่ขนาดเล็กที่สุดในกลุ่มนะเนี่ย... ถ้าฉันขายไข่มุกทั้งหมดนี่ได้ ฉันจะมีเงินมหาศาลขนาดไหนกันเชียว!’
ชั่วขณะหนึ่ง ภาพของกองธนบัตรจำนวนมหาศาลก็ลอยละล่องอยู่ในหัวของหลิวอวี่
ผ่านไปสักพัก หลิวอวี่ก็ค่อย ๆ ดึงตัวเองกลับสู่โลกความเป็จริง
การจะขายไข่มุกทั้งหมดในคราวเดียวนั้นดูจะเป็เื่ที่เสี่ยงเกินไปและยังไม่สมจริง เพราะเขาเองก็ยังไม่มีช่องทางที่น่าเชื่อถือพอ อีกอย่างคือไข่มุกสามเม็ดที่ใหญ่ที่สุดนั้น หลิวอวี่ไม่ได้มีความคิดที่จะขายมันเลย เขาตั้งใจจะเก็บพวกมันไว้เป็มรดกประจำตระกูล
หลิวอวี่จัดแจงหากล่องใบเล็ก ๆ มารองด้วยผ้านุ่ม แล้วคัดไข่มุกขนาด 2.5 เิเใส่ลงไปหกเม็ด
จากนั้นเขาก็หิ้วกล่องใบนั้นออกจากห้องไป
เขาเรียกแท็กซี่มุ่งตรงไปยังร้านเครื่องประดับที่เลื่องชื่อและใหญ่ที่สุดในเซียงซาน นั่นคือร้าน ‘จินอวี้เซวียน’
ในฐานะที่เป็ร้านเครื่องประดับชั้นนำ พนักงานที่นี่จึงถูกฝึกอบรมมาเป็อย่างดี พวกเขาต้อนรับหลิวอวี่ด้วยความสุภาพโดยไม่ได้ดูถูกการแต่งตัวที่แสนธรรมดาของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
"คุณลูกค้า ้าให้ดิฉันช่วยเหลือในด้านไหนดีคะ?" พนักงานหญิงเดินเข้ามาสอบถามด้วยรอยยิ้ม
"ที่นี่รับซื้อไข่มุกธรรมชาติไหมครับ? พอดีผมมีไข่มุกอยู่ไม่กี่เม็ดที่อยากจะเสนอขายให้พวกคุณน่ะครับ" หลิวอวี่บอกจุดประสงค์อย่างตรงไปตรงมา
"รับทราบค่ะ" พนักงานหญิงพยักหน้าตอบรับ "คุณลูกค้าโปรดรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันไปแจ้งผู้จัดการให้มาดูแลค่ะ"
เป็เื่ปกติที่ร้านเครื่องประดับขนาดใหญ่จะรับซื้ออัญมณีหรือของล้ำค่าจากภายนอก และ ‘จินอวี้เซวียน’ เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ไม่นานนัก ผู้จัดการของร้านซึ่งเป็ชายวัยสี่สิบต้น ๆ ก็เดินออกมา เขาเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มสุภาพ "คุณลูกค้าครับ ขอดูไข่มุกที่คุณนำมาหน่อยได้ไหมครับ?"
หลิวอวี่เปิดกล่องออก เผยให้เห็นไข่มุกสีม่วงนวลหกเม็ดที่วางสงบนิ่งอยู่ภายใน
ทันทีที่เห็นของในกล่อง ดวงตาของผู้จัดการก็ลุกวาวขึ้นมาทันที
ในฐานะผู้ดูแลร้านเครื่องประดับ ประสบการณ์และการมองอัญมณีของเขาย่อมไม่ธรรมดา
เขาหยิบเครื่องมือตรวจวัดออกมาอย่างระมัดระวัง เพื่อตรวจสอบคุณภาพและวัดขนาดของไข่มุกอย่างละเอียด
ในขณะที่ผู้จัดการกำลังวุ่นอยู่กับการตรวจสอบอยู่นั้น หลิวอวี่กลับนั่งเอนหลังรอด้วยท่าทางเรียบเฉย
"คุณลูกค้าครับ ไข่มุกทั้งหกเม็ดนี้เป็ไข่มุกธรรมชาติแท้ ๆ แน่นอน... คุณแน่ใจจริง ๆ ใช่ไหมครับว่า้าจะขายให้ทางจินอวี้เซวียนของเรา? ถ้าคุณตกลง รับรองได้เลยว่าเื่ราคาจะไม่ใช่ปัญหาแน่นอนครับ" น้ำเสียงของผู้จัดการแฝงไปด้วยความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด
ไข่มุกคุณภาพระดับนี้ถือเป็ของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง หากส่งต่อให้ดีไซเนอร์ฝีมือเอกออกแบบเครื่องประดับที่คู่ควร มันจะช่วยสร้างชื่อเสียงมหาศาลให้กับร้านได้อย่างแน่นอน และผลงานชิ้นโบแดงนี้ก็จะทำให้เขาได้รับความดีความชอบรวมถึงรางวัลอย่างงาม
ดังนั้น ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร เขาต้องคว้าไข่มุกหกเม็ดนี้มาให้ได้
"พวกคุณให้ราคาได้เท่าไหร่เหรอครับ?" หลิวอวี่ถามสั้น ๆ สำหรับเขาแล้ว ตราบใดที่ราคานั้นสมเหตุสมผล เขาก็พร้อมจะทำข้อตกลงกับใครก็ตามที่ให้ค่าของมันได้ดีที่สุด