เช้าวันต่อมา
หญิงสาวลืมตาทันทีที่ได้สติพลางมองข้างกายแล้วสำรวจเรือนร่างของตัวเองที่สวมชุดนอนอย่างเรียบร้อยพึมพำออกมาว่า “โชคดีจริง ๆ ข้าเพียงแค่หลับฝันเท่านั้น”
หากแต่ลุกขึ้นมองไปรอบตัวดี ๆ อีกครั้ง ดวงตาสีทับทิมเบิกกว้างะโว่า “ไม่ใช่ห้องนอนของข้านี่”
สีหน้ากระวนกระวาย หันดูซ้ายขวารอบตัว ยิ่งมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝันแต่ยังคงคิดในแง่ดีว่า “สงสัยฉากห้องหออาจจะผ่านพ้นไปแล้วก็ได้” พลางทบทวนเื่ราวในนิยายอีกครั้งหนึ่ง “หยางเสวี่ยเฟยทำเื่อย่างว่าเพียงครั้งเดียวในคืนแต่งงาน หลังจากนั้นไม่ได้แตะต้องร่างกายอีกฝ่ายอีกเลย นั่นแหละ เื่มันผ่านไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อคืนนี้ เขา… เขา...”
มู่หรงเซียวหน้าแดงระเรื่อเพราะจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนเป็ลมไป ทั้งยังไม่อยากคิดอันใดให้วุ่นวายจึงลุกขึ้นเพื่อรีบหนีจากจวนสกุลหยางเสียก่อน
“ฮูหยินจะไปที่ใดหรือเ้าคะ” เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งเอ่ยถาม นางหันไปมองคนแปลกหน้าด้วยท่าทีงุนงง
“กลับจวนของข้า” มู่หรงเซียวตอบแล้วมองหาเมิ่งเซียงที่ไม่รู้ว่าหลบซ่อนอยู่ที่ไหน
“นับจากนี้ไป จวนสกุลหยางคือบ้านของเ้า” เสียงทุ้มคุ้นเคยเอ่ยขึ้น ใบหน้าหยางเสวี่ยเฟยเรียบเฉยทำเหมือนคืนที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เหตุใดต้องรีบร้อน” นางรู้ตัวว่าแต่งงานแล้วแต่ไม่คิดว่าจะต้องปรับเปลี่ยนทุกอย่างกะทันหัน
หยางเสวี่ยเฟยบอกให้สาวใช้หลบออกไปแล้วเดินเข้ามาใกล้หญิงสาว “ฮูหยินคงไม่ลืมใช่หรือไม่ว่าทุกค่ำคืนต้องร่วมรักกับข้าจนกว่าจะตั้งท้องสายเืสกุลหยาง”
เมื่อได้ยินเขาเรียกตนเองว่าฮูหยินแล้วก็รู้สึกขนลุกซู่บอกไม่ถูก มู่หรงเซียวมองคนตรงหน้า “รองแม่ทัพหยางช่างปรับตัวได้เร็วเหลือเกิน ทั้งยังทำตามรับสั่งของฝ่าาไม่มีขาดตกบกพร่องถึงกับยอมเรียกข้าว่าฮูหยินเลยหรือเ้าคะ”
“ข้าไม่ได้อยากเรียก หากแต่ว่าแต่งงานกันแล้วจำเป็ต้องเรียกต่างหาก” เขาส่ายหน้าราวกับไม่ยอมรับ
“เหตุใดต้องทำทุกวันเล่า ครั้งเดียวก็พอแล้ว” นางเอ่ยเช่นนั้นเพราะในนิยายเขียนไว้ว่าร่วมรักครั้งเดียว มู่หรงเซียวก็ตั้งครรภ์ลูกของเขา อีกทั้งยังจำััที่ขยับไหวในร่างกายได้เป็อย่างดีพาลคิดว่าเขาทำทุกอย่างไปเรียบร้อยแล้วแต่เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายถึงกับอุทานลั่น “ยังไม่ได้ทำอีกหรือ!!!”
“ถ้าเ้าไม่เป็ลมไปก่อนก็คงเรียบร้อยไปแล้ว” เ้าตัวเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ทำท่าราวกับถูกบังคับเต็มกลืนก่อนจะพูดสิ่งที่สงสัย “คงไม่คิดว่าข้าจะทำเื่นั้นกับคนเป็ลมใช่หรือไม่”
“ยะ... อย่างนั้นหรือ” มู่หรงเซียวถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วถอยห่างจากคนตรงหน้า สายตากรอกไปทางซ้ายขวา พยายามนิ่งให้มากที่สุดเพื่อฉวยจังหวะหนีออกจากจวนสกุลหยาง
“ไม่ว่าเ้าจะคิดสิ่งใดอยู่ จงอย่าลืมว่าครอบครัวเ้ากำลังกลายเป็เดิมพัน หากฮ่องเต้ไม่ทรงพอพระทัย ทั้งชีวิตเ้าและคนอื่น ๆ จะตกอยู่ในอันตราย” หยางเสวี่ยเฟยพูดเสียงเรียบให้นางได้ฉุกคิด แผ่นดินนี้เป็ของคนผู้นั้น พระราชโองการล้วนเป็สิ่งที่ขัดไม่ได้อย่างเด็ดขาด
“…” หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจพึมพำว่า “เป็แค่นิยายต้องจริงจังถึงเพียงนี้เชียวหรือ” ก่อนจะเผลอเดินไปที่ประตูจวนจนอีกฝ่ายเอ่ยถาม
“ข้าพูดไปตั้งมากมายเ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ เหตุใดจึงคิดเดินไปออกไปจากจวนของข้า”
มู่หรงเซียวสบตาคนตรงหน้าพูดแก้เก้อว่า “เวลานี้เพิ่งจะเช้าไก่โห่ เ้าจะให้ข้ารออยู่ในห้องนอนั้แ่ตอนนี้หรือ”
“ข้าเปล่า…” เขาส่ายหน้าพลางเบือนหนี “อยากทำอะไรก็ตามใจเ้า แต่พลบค่ำเมื่อใดต้องรอข้าอยู่ในห้อง”
“เ้าค่ะ” นางพูดกระแทกเสียงแล้วรีบเดินออกจากจวนรองแม่ทัพทันทีพลันได้เจอกับเมิ่งเซียงที่กำลังสั่งคนหอบข้าวของพะรุงพะรัง
“คุณหนู เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” นางเข้าใจว่าคืนที่ผ่านมาพวกเขาจัดการเื่ราวเสร็จเรียบร้อยแล้ว “ร่างกายไม่เจ็บที่ใดใช่หรือไม่”
“เมิ่งเซียง เ้าอย่าถาม”
“…”
“หอบข้าวของข้ามาทำไมตั้งมากมาย ข้าไม่ได้ย้ายบ้านเสียหน่อย” นางจำได้ว่าของทุกชิ้นขนมาจากจวนสกุลมู่ ไม่นึกเลยว่าแผนการหนีไปเริ่มต้นใหม่ที่เมืองต้าหลินจะจบลงเร็วถึงเพียงนี้
“คุณหนูแต่งงานแล้วก็ต้องย้ายเข้าจวนรองแม่ทัพ ฝ่าาห้ามไม่ให้หย่าอีกด้วย เห็นทีจะต้องอยู่ที่นั่นตลอดไป” ดวงตาของนางมีน้ำตาคลอนึกสงสารเ้านายตัวเอง “หากคุณหนูยังมีใจให้รองแม่ทัพหยางอยู่บ้าง ก็คงไม่เป็อันใด…”
“ไม่มี... ไม่เหลือแม้เพียงเสี้ยว ข้าไม่ได้รักเขา” มู่หรงเซียวยืนยันหนักแน่นได้เช่นนี้เพราะนางไม่ใช่ตัวจริง อีกทั้งการกระทำของคนผู้นั้นใช่ว่าจะทำให้นางประทับใจจนหลงใหลเสียหน่อย
ครั้นหันไปทางจวนสกุลหยางกลับได้เห็นว่ารองแม่ทัพยืนอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าได้ยินคำพูดของนางไปมากน้อยแค่ไหนแต่หญิงสาวกลับยืนยันชัดเจน
“เมิ่งเซียง ข้าไม่ได้รักรองแม่ทัพหยาง ข้าไม่รักเขาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปเป็เพราะพระราชโองการทั้งนั้น”
หยางเสวี่ยเฟยได้ยินดังนั้นจึงยิ้มมุมปากแล้วเดินมาทางนาง กระซิบข้างหูด้วยสีหน้าเ็า “ข้าก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้รักเ้าและจะไม่มีวันรักด้วย” ก่อนจะเดินหายลับไปข้างหน้า
่สายของวันนั้น
แม่ทัพใหญ่และฮูหยินได้รับจดหมายส่งด่วนจากเซี่ยหลานเฟิง ใจความในนั้นอธิบายอย่างชัดเจนว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นกับบุตรสาวของพวกเขา
“ฮูหยิน” มู่หลิงอวิ๋นเอ่ยกับภรรยาสีหน้าเวทนาชะตาชีวิตของบุตรสาว “ลูกของเราก่อเื่เข้าแล้ว ฝ่าาพระราชทานงานมงคลระหว่างนางกับรองแม่ทัพหยาง”
“ท่านพี่ เซียวเอ๋อร์เป็อย่างไรบ้างเล่า”
ชายวัยกลางคนส่ายหน้า “นางเคยอยากแต่งงานกับเขามาโดยตลอด หากแต่วันที่ฟื้นจากตกสระบัวกลับพูดอีกอย่างราวกับเป็คนละคน ข้าเพียงรู้สึกว่าบางทีใจลึก ๆ ของนางอาจจะยัง้าเขา”
“หากเป็เช่นนั้นคงไม่หนักหนากระมัง แต่ว่าเวลานี้ลูกของเราไม่น่ายอมง่าย ๆ ไม่ใช่หรือ” ฮูหยินปรับตัวเข้ากับบุตรสาวคนใหม่ได้อย่างรวดเร็ว อันที่จริงแล้วนิสัยดั้งเดิมของนางก็คล้าย ๆ สิ่งที่มู่หรงเซียวคนนี้แสดงออกมา “แม้ข้าจะรู้สึกเป็ห่วงลูกแต่ข้ารู้ว่าลูกเข้มแข็งมากพอ ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองเสียใจในภายหลัง”
“อืม…” แม่ทัพใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย “แต่หากนางต้องเจ็บช้ำเมื่อใด ข้าก็จะไม่อยู่เฉยเช่นกัน”
อีกฟากหนึ่งของแคว้นฉินิ เพียงนั่งสูดหายใจเข้า ถอนหายใจออกไม่ทันไรท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงอีกครั้ง มู่หรงเซียวที่กำลังนั่งเล่นดูนกตัวเล็ก ๆ โผบินกลับรังกลับเหลือบเห็นสวีกงกงยืนยิ้มอยู่ไกล ๆ
นางยกมือห้ามไม่ให้พวกเขาเข้ามาใกล้แล้วทำท่าเวียนหัวคล้ายจะเป็ลม
ทว่า คราวนี้ทางฝั่งขันทีมีหมอยาตามมาด้วย เขาจับชีพจรของบุตรสาวแม่ทัพใหญ่แล้วยิ้มกว้าง
“สุขภาพดี แข็งแรง คืนนี้ช่างเหมาะยิ่งนัก”
“อย่างนั้นหรือท่านหมอ” สวีกงกงทำท่าเหมือนนัดแนะกันไว้ล่วงหน้าแล้วหันมาหานาง “ฮูหยิน ท่านหมอบอกว่าไม่มีอะไรน่ากังวล เชิญกลับจวนรองแม่ทัพ”
“เฮ้อ…” หญิงสาวถอนหายใจอีกครั้ง สายตามองเมิ่งเซียงทำตาปริบ ๆ แล้วยอมเดินตามไปแต่โดยดี
ค่ำคืนนี้ สาวใช้ช่วยอาบน้ำขัดตัวให้เ้านายพร้อมส่งตัวเข้าห้องนอนด้วยความหวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี ต่างคนต่างใจเต้นตึกตักโดยเฉพาะคนที่ต้องเผชิญกับสิ่งนั้นด้วยตนเอง
มู่หรงเซียวยืนแอบอยู่ด้านหลังเสาไม้ ไม่ยอมขยับเข้าหาผู้เป็สามีที่นั่งรออยู่บนเตียง ในใจนึกอยากให้เขาลืมไปเสียว่าต้องทำสิ่งใดทุกค่ำคืน
“ได้เวลาแล้ว” สวีกงกงส่งเสียงให้เริ่มขั้นตอนที่จำเป็ นางได้แต่คิดในใจ เฮ้อ... ข้าเข้าห้องหอกับรัชทายาทหรืออย่างไรต้องส่งคนมาเฝ้าถึงเพียงนี้ ฮ่องเต้ผู้นั้นช่างเป็คนเอาแต่ใจโดยแท้
นางยังคงนึกถึงเนื้อหาในนิยายที่กล่าวไว้ว่า หยางเสวี่ยเฟยเกลียดชังมู่หรงเซียวยิ่งนักที่นางเป็ต้นเหตุให้เขาต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก การร่วมรักจึงเป็ไปอย่างไร้ชีวิตชีวา ไม่มีการเล้าโลมหรือทำไปเพราะพึงพอใจ ไม่แตะต้องร่างกายส่วนใดนอกจากตรงนั้น ไม่มีทั้งคำพูดหวานซึ้งหรือจุมพิตอย่างคนรัก เพียงกระทำไปให้เสร็จสรรพ ครั้งเดียวแล้วเลิกราต่อกัน
ครั้งเดียวแล้วเลิกราต่อกัน ข้าทำได้ เ้าทำได้มู่หรงเซียว นางโน้มน้าวใจตัวเองอย่างหนัก ฮึกเหิมอย่างไม่เคยเป็มาก่อนแต่เมื่อพบหน้าหยางเสวี่ยเฟยก็ทำเอาเสียงอ่อยทันที “ครั้งแรกของข้าทำไมถึงต้องเป็เ้าด้วย”
“ฮูหยิน เ้าถ่วงเวลาหรือ” รองแม่ทัพเอ่ยถาม สีหน้าไม่สบอารมณ์เหมือนทุกวัน พลันลุกเดินมาหาคนตรงหน้า “อย่าคิดหวังว่าข้าจะทำเหมือนเ้าเป็ฮูหยินของข้าจริง ๆ”
“ไม่หวังหรอก” นางตอบทันควัน หมั่นไส้เต็มทนกับความคิดไปเองของเขา “เ้าน่ะ…”
ดวงตาสีทับทิมจ้องคนตรงหน้าไม่วางตา ทำใจดีสู้เสือพร้อมเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าใหญ่โตนั่น ครั้งเดียวจบ เ้าทำได้ มู่หรงเซียว
“มาสิ ข้าพร้อมแล้ว” น้ำเสียงที่ดูสั่นคลอนมองจากที่ไกล ๆ ก็รู้ว่านางไม่ได้พร้อมเลยสักนิดแล้วเดินไปนอนรอที่เตียงกว้าง “ก็แค่ใส่ ๆ เข้าไป นับหนึ่งถึงสิบก็เรียบร้อย ต่อให้เกลียดหน้าข้านักก็อดทนสักหน่อยเถิด”
“รองแม่ทัพหยาง” สวีกงกงส่งเสียงเตือนเป็ครั้งที่สอง
หยางเสวี่ยเฟยถอนหายใจแล้วถอดเสื้อตัวเองออก พลันเอื้อมมือไล้ชายกระโปรงของคนตรงหน้าขึ้นทีละนิด มองดวงตาสีทับทิมที่จ้องเขม็งสะกดจิตตัวเองอยู่ว่าไม่กลัวก่อนจะสอดนิ้วมือเข้าไปในกลีบบุปผาที่คับแน่น
ร่างบางสั่นระริก เม้มปากแน่น น้ำตาคลอเบ้า ยิ่งขยับข้อมือถูไถเข้าออกยิ่งทำให้นางไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ กลัวไปล่วงหน้าเพราะรู้ว่าคืนนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว
“เจ็บหรือ” เสียงเรียบเอ่ยถามหยุดมือไว้ชั่วครู่
เวลานี้มู่หรงเซียวไม่อาจทำเก่งได้อีกต่อไป ถึงแม้คืนวานจะเคยทำเช่นนี้แล้วแต่ยังไม่คุ้นชินแม้แต่น้อย
“ผ่อนคลาย” เขาเอ่ยแ่เบาแล้วค่อย ๆ ขยับอีกครั้ง คราวนี้อ่อนโยนกว่าครั้งแรก “ยังเจ็บอีกหรือไม่”
หญิงสาวส่ายหน้าแต่น้ำตาหยดใสกลิ้งไหลอาบแก้ม แววตาและร่างกายสั่นระริก มือข้างที่ว่างอยู่ของหยางเสวี่ยเฟยเอื้อมเช็ดน้ำตาให้นาง มืออีกข้างถอนนิ้วออกมาแล้วกระซิบบอก
“ข้าจะค่อย ๆ ทำ เ้าอย่ากังวล” เ้าตัวไม่พูดเปล่าพลางเผยให้เห็นของสิ่งนั้นที่ผงาดขึ้น ท่อนล่างเฉียดัักันจนมู่หรงเซียวหน้าแดงก่ำ
“แต่ว่า... ข้างนอก พวกเขาฟังอยู่” หญิงสาวเขินอาย แค่ต้องเผชิญกับหยางเสวี่ยเฟยในสภาพเช่นนี้แล้วยังมีเหล่าขันทีนางกำนัลได้ยินเสียงอยู่ข้างนอกก็ทำเอาเหงื่อแตกพลั่ก
“ข้าจะทูลฝ่าาขอยกเว้นให้เราสองอยู่เพียงลำพังยามค่ำคืน” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “มู่หรงเซียว หากคืนนี้เ้าทำไม่ได้ สิ่งที่จะทูลขอยกเว้นอาจไม่สำเร็จ”
“ข้ารู้แต่ว่าข้ากลัว” นางเอ่ยด้วยสีหน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน “เ้าก็รู้ว่าครั้งแรกของข้า…”
“ข้ารู้…” หยางเสวี่ยเฟยสบตาคนใต้ร่างพลันก้มลงจุมพิตหน้าผากก่อนจะไล้ต่ำลงมายังริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อ ลำคอเรียวเลื่อนลงมายังเนินหน้าอกขาวนวล
เอ๊ะ มู่หรงเซียวฉุกคิดในใจ ในนิยายไม่ได้เขียนไว้อย่างนี้นี่ หยางเสวี่ยเฟย เ้าทำอะไรของเ้า ครั้งเดียวจบไม่มีโลมเลีย เ้า… หยุดนะ เ้ากำลังจะ… จูบปากข้าอีกแล้ว เอาลิ้นเข้ามาทำไม เ้า… คิดจะทำอะไร แล้วก็ อื้อ… หยางเสวี่ยเฟย!… แก่นกายของเ้า อย่าเอาเข้ามานะ อย่าเพิ่งขยับ อ๊า…
“อย่าเกร็งนักสิฮูหยิน” เขากระซิบ แม้แววตาเรียบเฉยแต่นางแอบเห็นว่าอีกฝ่ายยิ้มมุมปากครู่หนึ่ง “ข้าเพิ่งเข้าไปได้ครึ่งเดียว”
มู่หรงเซียวมองไปที่ข้างล่าง อ้าปากค้าง “เข้ามาแค่นั้นก็พอ ทำแค่นั้นก็ได้ อย่าขยับนะ… อ๊ะ”
“ในนิยายไม่ได้บอกหรือว่าต้องทำอย่างไร” เขาถามนางอ้างอิงจากสิ่งที่พูดเมื่อคืนก่อน “แก่นกายของข้าต้องเข้ามาลึกจนถึงตรงนี้” พลางจับที่หน้าท้องแบนราบของอีกฝ่าย “ขยับเข้าเคลื่อนไหว”
“อือ…” เสียงครางและสีหน้าของนางทำเอาอีกฝ่ายยิ้มมุมปากแล้วค่อย ๆ จับสะโพกร่างบางแนบชิดให้ทุกส่วนเชื่อมประสาน
หยางเสวี่ยเฟยไม่พูดเพียงอย่างเดียวแต่เริ่มจังหวะกามารมณ์ไปด้วย อธิบายไปพลางกระแทกกระทั้นจนเตียงสั่นโยกไปพลาง “ทำเช่นนี้นับครั้งไม่ถ้วนจนกว่าจะถึงจุดหฤหรรษ์แล้วปล่อยน้ำรักไว้ในกายเ้า ทำอย่างนั้นจึงจะให้กำเนิดเืเนื้อเชื้อไขของหยางเสวี่ยเฟยและมู่หรงเซียวได้”