King of world ราชันแห่งพิภพ

    ทำลายเผ่าพันธุ์ก็อบลิน

            ​

            คำพูดนี้แม้กระทั่งวาสยังตกใจ เดิมทีเขาคิดว่าไคเซอร์จะสั่งการให้อพยพเป็นการด่วน

            “เราหนีไม่ทันแล้ว”ไคเซอร์ส่ายหน้าด้วยความขมขื่น

            “เราฝังรากอยู่ดินแดนแห่งนี้มานาน การจะอพยพไม่ใช่เรื่องง่าย เราประกาศเรื่องสงครามที่จะมาถึงไปแล้ว ถ้าเราเปลี่ยนจากการสู้สงครามเป็นการอพยพหนีแทนผู้คนจะเกิดความหวาดกลัว ปัญหามากมายจะตามมาไม่หยุดหย่อน อีกทั้งถ้าเราอพยพหนีในตอนนี้คงไม่สามารถขนทรัพยากรที่เรามีทั้งหมดไปได้ทัน ต่อให้มีตัวช่วยอย่างถุงมิติก็ตาม ด้วยประชากรจำนวนมากสิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาความอดอยากและการกลายเป็นเผ่าพันธุ์เร่ร่อน หรือต่อให้เราหนีไปจริง พวกก็อบลินจะตามล่าเราแน่นอน สุดท้ายมีโอกาสสูงที่เผ่าพันธุ์มนุษย์จะถูกทำลาย”มุมมองของไคเซอร์ลึกซึ้งกว่าวาสมาก

            “แต่ถ้าใช้ประตูวาร์ปของนายไปที่เมืองดีวอยด์...”

            “ใครจะไปที่เมืองของผมจะต้องทำพันธสัญญา!”วาสตัดฉับความหวังของไคเซอร์

            มากคนก็มากเรื่อง

            ไม่ใช่ว่าวาสนำคนไปไม่ได้ แต่เขาต้องการอำนาจเด็ดขาดในเมืองของเขาเองเพื่อป้องกันความวุ่นวายและการทรยศ

            แต่จะมีใครบ้างละที่ยอมทำพันธสัญญาทาสอันสุดโต่งของวาส

            เชื่อว่าต่อให้ไคเซอร์หรืออาเธอร์อธิบายหว่านล้อมด้วยเหตุผลต่างๆนาๆก็จะมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ยอมทำพันธสัญญา

            ไคเซอร์หน้าเขียวแต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา เขารู้ว่าวาสจะต้องพูดแบบนี้

            เขาไม่เคยได้ไปเมืองของวาสมาก่อน เพราะเมืองของวาสต้อนรับเฉพาะผู้ที่ทำพันธสัญญากับวาสแล้วเท่านั้น เพียงแต่ได้ยินคำเล่าลือจากปากของพลเมืองชาวดีวอยด์เท่านั้น

            แต่ก็พอจะรู้ว่าเมืองของวาสมีความเป็นอยู่เช่นไร

            ในหัวของไคเซอร์กำลังลังเลระหว่างอพยพมวลมนุษย์ไปที่อื่นหรือเกลี้ยกล่อมให้ยอมเข้าร่วมกับวาส

            “พวกมันจะมาถึงเมื่อไหร่”วาสเอ่ยขึ้นขัดความเงียบ ทำให้ไคเซอร์หลุดออกจากห้วงความคิด

            “คาดว่าน่ามาถึงภายใน 10 วัน”

            “เอาละ ในเมื่อคุณตัดสินใจจะสู้แล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ”

            “ไปไหน?”

            “ก็ไปถล่มเมืองพวกมันเหมือนที่พวกมันเคยทำกับเรานะสิ”วาสฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียม เรียกประตูวาร์ปออกมาและเปิดออก

            ไคเซอร์ที่เห็นภาพด้านหลังประตูทำเอาเขาถึงกับตะลึง!

            “นายมาวางจุดวาร์ปที่เมืองของพวกมันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”ไคเซอร์ถามด้วยความตกใจ ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนมาอยู่ที่ป่าทึบขนาดกว้างใหญ่ไพศาล ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านใบบดบังแสงตะวันทำให้ผืนป่าเต็มไปด้วยความมืด

            พื้นที่นี้อยู่ห่างจากเมืองของมนุษย์กว่า 100 กิโลเมตร

            “สักพักหนึ่ง”หลังการจากไปของไป๋ฟาง ถึงผู้เฒ่าเวนก้าจะบอกถึงเรื่องเบื้องหลังของพวกก็อบลินให้กับวาสเพื่อล้มเลิกความคิดล้างแค้นชั่วคราว แต่ไหนเลยใจคนจะเลิกแค้นง่ายดายขนาดนั้น

            เขากลัวว่ากาลเวลาจะทำให้เขาลืมความแค้นที่มี...

            เขาขอที่อยู่ของพวกก็อบลินจากผู้เฒ่าเวนก้าโดยรับปากว่าจะยังไม่ทำการกวาดล้างพวกมัน และแอบเดินทางมาเงียบๆที่นี่คนเดียวบ่อยๆเมื่อยามรู้สึกหมดไฟ

            ยามใดที่วาสมาอยู่ที่นี่ เปลวไฟแค้นที่อยู่ในใจเขาจะลุกโชนขึ้นทุกครั้ง กลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้เขาแสวงหาความแข็งแกร่งต่อไป

            ทุกครั้งที่วาสมาเขาต้องทนสะกดความแค้นที่มีในใจไม่ให้บุกเข้าไปฆ่าพวกมันให้หมดสิ้นเผ่าพันธุ์ และตอกย้ำตัวเองถึงความอ่อนแอที่มี

            สำหรับเผ่าพันธุ์ระดับ 9 ที่เป็นเงามืดอยู่เบื้องหลังพวกก็อบลิน เขาไม่เคยกลัว

            ตราบใดที่มีโลกมิติและสกิลวาร์ป เขาสามารถหลบหนีได้ทุกเวลาและไปไหนได้ทุกที่

            สิ่งเดียวที่เขาต้องการก็คือเวลา

            เวลาที่เขาจะแข็งแกร่งพอที่จะทำลายเผ่าพันธุ์ระดับ 9 ด้วยตัวคนเดียว!

            ด้านหน้าสายตาของไคเซอร์และวาสคือเมืองของพวกก็อบลิน

            เมืองในป่าทึบมีกำแพงหินสูงใหญ่ ก็อบลินหลายพันตัวเดินกันขวักไขว่ ความเจริญของพวกมันค่อนข้างต่ำกว่ามนุษย์ บ้านเรือนที่ใช้ยังเป็นกระท่อมไม้ธรรมดา แต่ด้วยจำนวนที่มหาศาลทำให้เมืองของพวกมันกว้างใหญ่กว่ามนุษย์หลายเท่าตัว

            เผ่าพันธุ์ก็อบลินมีนักรบกลายพันธุ์ทั้งหมด 3 ตัว ได้แก่ราชาก็อบลิน 1 ตัว และแม่ทัพใหญ่ก็อบลิน 2 ตัว

            และเมืองหลักของพวกมันก็มีทั้งหมด 3 เมือง โดยมีนักรบกลายพันธุ์แต่ละตัวคอยปกครองอยู่

            แต่ตอนนี้แม่ทัพใหญ่ก็อบลินตัวหนึ่งได้เสียชีวิตในน้ำมือของไคเซอร์ไปแล้ว และอีกตัวหนึ่งก็กำลังนำทัพมุ่งหน้าไปที่เมืองมนุษย์ ทำให้ 2 ใน 3 เมืองไร้ผู้ปกครอง และเป็นโอกาสเหมาะที่จะทำลายพวกมัน

            “แค่ 2 คนจะพองั้นหรอ?”ไม่ใช่ว่าไคเซอร์ตัว แต่มดก็ยังกัดช้างตายได้ นับประสาอะไรกับพวกเขา

            ถึงพวกก็อบลินจะขนทหารไปนับแสน แต่ก็อบลินที่อยู่ในเมืองก็ยังมีอีกหลายแสนเช่นกัน

            “ไม่ต้องห่วง หน้าที่ของคุณตอนนี้ก็แค่อยู่เฉยๆ”เขาให้ไคเซอร์ตามมาที่นี่ก็เผื่อเวลาฉุกเฉินเท่านั้น

            แววตาของวาสส่องประกาย ในที่สุดเวลาของการแก้แค้นก็มาถึงแล้ว จิตสังหารเอ่อล้นทะลักออกมากดดันจนหนักอึ้ง ไคเซอร์ที่อยู่ข้างกายวาสดวงตาเลื่อนลอยไปเกือบวินาทีจึงตั้งสติกลับมาได้

            ‘จิตสังหารน่ากลัวมาก!’

            วาสเรียกซากทัพมีปีกออกมาและบินขึ้นไปบนฟ้า ผืนป่าทึบกว้างใหญ่จนมองไปเหมือนทะเลสาบสีเขียว

            ในทะเลสาบสีเขียวมีเมืองอยู่ 3 เมืองที่ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก

            “ออกมาราชันแห่งความตายนิรันดร์!”

            วูบๆๆ

            วังวนมิติขนาดใหญ่จำนวน 8 วังวนโผล่มาล้อมรอบเมืองของก็อบลินทั้ง 2 เมืองที่ไร้ผู้ปกครอง

            ก๊าซซซซซซ!

            เสียงร้องคำรามของราชันแห่งความตายนิรันดร์ปลุกให้พวกก็อบลินที่อยู่ในเมืองตื่นตัว

            “มันเกิดอะไรขึ้น!”ขุนพลก็อบลินตัวหนึ่งที่มีเวรยามเฝ้ากำแพงวันนี้ตะโกนร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก เมื่อสายตาของมันสบเข้ากับดวงตาลึกโบ๋ที่มีเปลวไฟเต้นเร่าอยู่ก็สั่นสะท้านไปทั้งกาย

            ราชันแห่งความตายนิรันดร์4ตัวในแต่ละเมืองไม่รอช้าโผบินเข้าไปเกาะที่กำแพงเมืองเป็นวงกลม ความสูงของพวกมันมากกว่ากำแพงเมือง ทำให้เหลือกะโหลกสีดำโผล่ออกมาจากกำแพงเมืองมาให้ก็อบลินทุกตัวได้เห็น

            “นั่นมันตัวอะไร”แม่ทัพก็อบลินที่ประจำอยู่ในเมืองหนึ่งร้องขึ้นอย่างหวาดผวา

            สายตาของวาสเย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยความคลุ้มคลั่ง ริมฝีปากยกขึ้นและกล่าวเพียงเบาๆว่า

            “ระเบิดแห่งความตาย!”

            สกิลระเบิดแห่งความตาย!

            ตูมมมมมมมมมมมมม!

            ราชันแห่งความตายนิรันดร์ระเบิดออก แรงระเบิดทำลายกำแพงหินเป็นชิ้นๆ หินน้อยใหญ่ถูกแรงระเบิดอัดพุ่งเข้าไปในตัวเมือง ทำลายสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากของพวกก็อบลิน

            แต่หายนะยังไม่จบแค่นั้น เมื่อราชันแห่งความตายนิรันดร์ระเบิดตัวออก ในระยะระเบิดก็พลันเกิดหมอกสีดำฟุ้งกระจาย

            หมอกแห่งความตายจากราชันแห่งความตายนิรันดร์ 4 ตัว ใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็กระจายไปทั่วเมือง

            ก็อบลินจำนวนมากแผดเสียงร้องโหยหวน พลังชีวิตถูกหมอกสีดำกัดกร่อนด้วยความรวดเร็ว ไม่ว่าจะผู้ใหญ่หรือเด็ก สุดท้ายก็จบลงที่กลายเป็นซากศพแห้งเหี่ยว

            “ไม่จริง มันเกิดอะไรขึ้น!”

            “พวกเราถูกโจมตี!”

            “รีบหนีออกไปแจ้งองค์ราชาเร็ว!”

            ทั้ง 2 เมืองตกอยู่ในความโกลาหล ก็อบลินธรรมดาจำนวนนับแสนตายในกลุ่มหมอก เหลือเพียงก็อบลินที่มีความแข็งแกร่งระดับขุนพลขึ้นไปเท่านั้น

            พวกมันพยายามที่จะฝ่ากลุ่มหมอกสีดำออกไป

            วาสเฝ้ามองทุกสิ่งจากบนฟากฟ้าด้วยสายตาเย็นชา แค่นเสียงครั้งหนึ่งให้กับการดิ้นรนอันเปล่าประโยชน์ของพวกมัน

            สกิลมิติเชื่อมต่อ!

            วังวนมิติจำนวนมากโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง ซากทัพงูเกล็ดเขียวจำนวน 1 ล้านตัวที่วาสได้มาจากหลุมนิรนามทยอยกันออกมา พวกมันชูคอระดมพ่นหมอกพิษ เพียงไม่นานหมอกสีเขียวก็ลอยฟุ้งกระจายที่ด้านหนึ่งของทั้งสองเมือง

            ซากทัพงูเกล็ดเขียวกลายพันธุ์ภายใต้คำสั่งของวาส ชูคอขึ้นควบคุมกลุ่มหมอกให้กลายมาเป็นรูปร่างวงแหวนแล้วล้อมรอบด้านนอกของหมอกสีดำอีกชั้นหนึ่ง

            เพียงพวกก็อบลินออกมาจากหมอกดำได้ด้วยความทุลักทุเล ก็ต้องมาเผชิญกับหมอกพิษอีกชั้นหนึ่ง

            หมอกพิษพวกนี้คุกคามได้กระทั่งนักรบกลายพันธุ์อย่างวาส นับประสาอะไรกับพวกก็อบลินที่อ่อนแอกว่าเขาหลายเท่า

            แค่สูดดมเข้าไปเพียงอึกเดียว พวกมันก็ล้มลงชักดิ้นชักงอและตายไปในวงแหวนหมอกทะเลพิษ ไม่มีตัวไหนรอดไปแม้แต่ตัวเดียว

            มีก็แต่เพียงก็อบลินระดับสูงหลายตัวที่ยังฝืนทนอยู่รอด แต่สิ่งที่รอพวกมันอยู่ก็คือศาสตราล่องหนจำนวนมากของไคเซอร์

            ถึงวาสจะบอกว่าไม่ต้องให้ชายชราลงมือ แต่จะให้เขาอยู่เฉยๆก็กระไรอยู่

            แต่การสอดมือของไคเซอร์ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะมันช่วยให้วาสไม่ต้องเสียซากทัพไปแม้แต่ตัวเดียว!

            การทำลายเมืองของวาสเสร็จสิ้น!

            ไคเซอร์มองด้วยสายตาว่างเปล่า เผ่าพันธุ์ก็อบลินที่คุกคามมนุษย์มาอย่างยาวนาน ถูกทำลายไป 2 ใน 3 ส่วนง่ายๆเช่นนี้+

            ชายชราเต็มไปด้วยอารมณ์พลุกพล่าน นับตั้งแต่อดีตมีมนุษย์จำนวนมากที่สูญเสียชีวิตใต้เงื้อมมือของพวกก็อบลิน สุดท้ายในวันนี้ก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้เอาคืน!

            “เราไปอีกเมืองกันเถอะ แค่ราชาก็อบลิน ถ้าเราร่วมมือกันมันไม่คณามือพวกเราแน่ๆ”

            วาสส่ายหน้า

            “ทำไม?”

            “เราจะไปปิดล้อมมเองของพวกมันพรุ่งนี้ ตอนนี้มันคงจะรู้ตัวแล้ว”

            “เพื่ออะไร?”

            “เราจะล่อให้พวกมันส่งข่าวไปยังกองทัพที่กำลังบุกเมืองมนุษย์ให้กลับมาปกป้องเมือง”

            ระหว่างบุกเมืองมนุษย์กับปกป้องดินแดนสุดท้ายของพวกมัน ใครๆก็รู้ว่าพวกมันจะเลือกทางไหน

            ตึง

            !

            ราชาก็อบลินตัวอ้วนกำแพงปราสาทด้วยความโกรธเกรี้ยว ที่ยอดปราสาท มันสามารถมองเห็นได้ถึงหายนะของทั้งสองเมือง

            มันเห็นถึงสัตว์ประหลาดโครงกระดูกสีดำพวกนั้น ที่ระเบิดทำลายเมือง รวมถึงหมอกสีดำและหมอกพิษจำนวนมากที่ล้อมรอบเมืองไว้

            “มันเกิดอะไรขึ้น!”

            “เรียนฝ่าบาท พวกเราถูกโจมตี!”ขุนพลก็อบลินตัวหนึ่งคุกเข่าลงและตอบด้วยความลนลาน จนโดนฝ่าเท้าราชาก็อบลินถีบไปครั้งหนึ่ง

            “ข้ารู้แล้วเจ้าโง่! ที่ข้าอยากรู้คือใครเป็นคนทำ!”ขุนพลก็อบลินพ่นเลือดออกมาคำโต แค่ลูกถีบครั้งเดียวของนักรบกลายพันธุ์ก็เกือบจะเอาชีวิตมันได้

            “ขะ...ข้ามองเห็นว่าเป็นมนุษย์ 2 คน ขอรับ คนหนึ่งเป็นชายที่ข้าไม่รู้จัก แต่อีกคนเป็นไอ้แก่ไคเซอร์ขอรับ”มันเป็นเพียงขุนพลก็อบลินกระจอกๆเท่านั้น จึงไม่รับรู้อะไรมากมาย

            “ไคเซอร์!!!”ราชาก็อบลินตะโกนด้วยความคลั่งแค้น มันไม่คิดว่าไคเซอร์จะตลบหลังมันเช่นนี้

            “ส่งค้นไปตามแม่ทัพใหญ่กลับมา! ยกเลิกแผนโจมตีเมืองมนุษย์ คราวนี้เราจะฆ่าไอ้แก่ไคเซอร์ให้ได้!”ต่อให้เป็นราชาก็อบลินมันก็ไม่กล้าเสี่ยงสู้กับไคเซอร์ตัวต่อตัว

            สำหรับชายที่มาด้วยกัน มันคงคิดว่านั่นคือวายุหลานชายคนเดียวของไคเซอร์ที่สืบรู้มา

            “ไป! ข้าอนุญาตให้ใช้มอนเตอร์อินทรีลมกรดของข้าได้ รีบไปแจ้งข่าวให้แม่ทัพใหญ่ให้เร็วที่สุด!”

    คล้ายกับเรื่องKing of world ราชันแห่งพิภพ ที่คุณอ่าน