เมื่อพวกของเทียนอี้เข้ามาในห้องพักแล้วซุยหงก็สำรวจรอบที่พักอย่างระเอียดอีกครั้งทันที ส่วนเทียนอี้ก็แผ่สัมผัสมังกรออกไปเป็นบริเวณกว้างเพื่อช่วยตรวจสอบอย่างระเอียดอีกรอบ หลังจากที่ช่วยกันตรวจสอบอย่าระเอียดอยู่สักแล้วเทียนอี้ก็ได้วางค่ายกลปกปิดรอบๆห้องอีกชั้นทันที
เมื่อทำการวางค่ายกลเสร็จเรียบร้อยแล้ว เทียนอี้ก็เดินมานั่งลงบนโตะน้ำชาที่มีซุยหงและเหม่ยลี่นั่งรออยู่ก่อนแล้วก่อนที่ซุยหงจะเริ่มพูดขึ้นมาว่า "ดูเหมือนจะถอยกลับออกไปแล้วสินะ"
เทียนอี้พยักหน้ายืนยันตอบซุยหงกลับไปก่อนจะพูดเสริมขึ้นมา "ดูเหมือนว่าโหย่วเหวยเชี่ยวจะค่อนข้างระมัดระวังตัวมากเลยทีเดียว ถึงกับติดตามเรามาถึงทีนี้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่มีสัมผัสมังกรข้าคงรู้สึกถึงตัวตนของมันไม่ได้เป็นแน่"
"และดูเหมือนว่ามันจะสามารถมองผ่านการปกปิดระดับพลังของข้าด้วย มันถึงระวังพวกเราเป็นพิเศษขนาดนี้" ซุยหงกล่าวออกมาด้วยท่าทางจริงจัง
เทียนอี้พยักหน้าเห็นด้วยก่อนที่จะพูดเสริมขึ้นว่า "คงเป็นเช่นนั้นจริงๆ หากอาศัยเพียงพลังของข้ามันคงไม่แสดงท่าทางเช่นนี้เป็นแน่ แต่ที่ทำให้ข้าแปลกใจที่สุดก็คือแม่ทัพใหญ่จ้านเฟยหลง.."
พูดถึงตรงนี้เทียนอี้หยุดพูดแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อยก็จะพูดจงขึ้นอีกครั้งว่า "ถึงกับกล้าร่วมมือกับพวกลัทธิมารเช่นนี้ ถึงแม้ข้าจะรู้อยู้ก่อนแล้วก็เถอะแต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกล้าแม้กระทั้งนำยอดฝีมือระดับราชันย์จักรพรรดิ์ขั้นที่ 5 ของลัทธิมารมาไว้ข้างกายเช่นนี้"
ได้ยินสิ่งที่เทียนอี้พูดซุยหงก็ถึงกับลุกพรวดขึ้นมาทันที "เจ้าหมายความว่า.."
เทียนอี้มองหน้าซุยหงก่อนจะพยักหน้าช้าๆ "ใช่แล้วโหย่วเหวยเชี่ยวคือคนของลัทธิมาร และยังมีเป็นยอดฝีมือขอบเขตราชันย์จักรพรรดิขั้นที่ 5 อีกด้วย ถ้าข้าคาดการไม่ผิดมันคงเป็นผู้อาวุโสระดับสูงของลัทธิมารอีกด้วย"
ยิ่งได้พูดคุยกับเทียนอี้มากขึ้นเท่าไหร่ ใบหน้าของซุยหงก็ยิ่งดูตึงเครียดมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเทียนอี้เห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาว่า "ในตอนนี้สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วงมากเท่าไหร่ ดูจากท่าทางแล้วดูเหมือนว่าแผนของมันยังต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร ทำให้เรายังพอมีเวลาเตรียมตัวรับมือได้ทัน ไว้หลังจากที่เรากลับจากทวีปเหนือแล้วค่อยกลับมาสะสางปัญหานี้ก็ยังไม่สาย"
"พี่ชายตาเฒ่าคนนั้นเป็นคนไม่ดีหรอ" เหม่ยลี่ที่นั่งฟังทั้งสองคนอยู่นานถามขึ้นมาด้วยท่าทางสงสัย เทียนอี้เห็นท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของนางก็อดที่จะยิ้มกว้างออกมาไม่ได้ เทียนอี้ใช้มือลูบหัวเหม่ยลี่อย่างถนุถนอมแล้วตอบกลับไปว่า
"ใช่แล้วตาเฒ่าคนนั้นเป็นคนไม่ดี น้องสาวของข้าต้องระวังคนที่มีรอยยิ้มชั่วร้ายเช่นนี้เอาไว้ให้ดี เพราะคนที่มีรอยยิ้มที่ชั่วร้ายเช่นนี้มักจะเป็นรอยยิ้มของปีศาจเสมอ"
เหม่ยลี่พยักหน้าน้อยๆขึ้นลงก่อนที่จะยกกำปั้นสองข้างขึ้นมาแล้วพูดดูท่าทางจริงจังว่า "ข้าเข้าใจแล้ว แต่ข้าไม่ชอบชายที่ขี่ม้าตัวใหญ่นั้นเลยคนนิสัยไม่ดีคนนั้นคิดจะทำร้ายท่านด้วย ถ้าข้าแข็งแกร่งขึ้นข้าจะจัดการกับคนชั่วคนนั้นด้วยมือข้าเองเลยคอยดู"
"ฮ่าๆๆ ถ้าเจ้าอยากจะจัดการคนชั่วนั้นล่ะก็ไม่ต้องรอให้แข็งแกร่งขึ้นก็ได้ แค่อาศัยความเข้าใจค่ายกลของเจ้าตอนนี้เราก็สามารถเล่นอะไรสนุกๆกับคนชั่วนั้นได้แล้ว" เทียนอี้หัวเราะออกมาเขายิ่งรู้สึกชอบน้ิงสาวคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อได้ยินสิ่งที่เทียนอี้พูดดวงตาของเหม่ยลี่ก็ส่องประกายวิววับออกมาด้วยความอยากเล่นสนุก "พี่ชายพูดจริงหรือเปล่าตอนนี้ข้าสามารถใช้ค่ายกลเล่นงานคนชั่วนั้นได้จริงๆใช่ไหม?"
เทียนอี้ยิ้มจนตาหยีให้เหม่ยลี่ก่อนจะตอบกลับไปอย่างทีเล่นทีจริงว่า "พี่ชายคนนี้เคยหลอกเจ้าสักครั้งมาก่อนหรือยังไง ถ้าเจ้าต้องการเดียวคืนนี้เราจะไปเล่นอะไรสนุกๆกันดีกว่า"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซุยหงก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาด้วยความเป็นห่วง "น้องชายแบบนี้จะดีหรือถ้าเกิดโหย่วเหวยเชี่ยวจับได้ขึ้นมาพวกเราจะตกที่นั่งรำบากได้นะ"
"ถ้าเป็นเรื่องนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้ามีแผนอยู่ก่อนแล้ว ข้ารับรองได้เลยว่าถ้าหากฝั่งนั้นไม่มีครึ่งเซียนปรากฎตัวขึ้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวล" เทียนอี้ตอบซุยหงกลับไป
เมื่อเทียนอี้ได้ยืนยันเช่นนั้นแล้วซุยหงก็ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องคัดค้านอีกก่อนจะพูดเสริมขึ้นว่า "ถ้าหากว่าเจ้ามั่นใจเช่นนั้นข้าก็ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลอีก ข้าเองก็ไม่ค่อยสบอารมณ์กับการกระทำของเจ้าหนุ่มจ้านหลงนั้นเท่าไดเช่นกัน"
"เย้ๆ..เช่นนั้นก็หมายความว่าคืนนี้พวกเราจะไปจัดการกับเจ้าคนเลวนั้นกันแล้วใช่ไหม" เหม่ยลี่ร้องดีใจวิ่งกระโดดโลดเต้นไปมา ทำให้เทียนอี้และซุยหงหัวเราะออกมาเสียงดังกับท่าทางอันน่าชังของนาง
ถึงแม้ว่าเหม่ยลี่จะเคยเป็นเด็กที่น่าสงสาร แต่หลังจากที่บิดาของนางและนางหายจากคำสาป ก็ทำให้นางดูสดใสขึ้นมากจนกลายเป็นเด็กสาวที่ร่าเริงเช่นเด็กสาวคนอื่นๆ สิ่งนี้ทำให้เทียนอี้และซุยหงมีความสุขมากที่ได้เห็นแววตาของนางเต็มไปด้วยความสุขที่แสดงออกมาจากใจ หลังจากที่หัวเราะกันไปพักใหญ่เทียนอี้ก็พูดออกมาว่า
"เช่นนั้นข้าต้องขอตัวไปเตรียมการอีกสักหน่อยท่านกับเหม่ยลี่เข้าไปริในมิติอนันต์กันก่อนเลยก็แล้วกัน" พูดเสร็จเทียนอี้ก็นำตำราค่ายกลเล่มหนึ่งออกมาและส่งให้เหม่ยลี่ไป ก่อนที่จะพูดกับเหม่ยลี่ว่า " ให้เจ้าทำความเข้าใจค่ายกลในตำราเล่มนี้ให้ขึ้นใจ แล้วคืนนี้พวกเราจะใช้มันในการจัดการกับเจ้าคนชั่วนั่น"
เหม่ยลี่รับตำราค่ายกลเล่มใหม่ไปด้วยดวงตาที่เปล่งประกายวิบวับ จากนั้นเทียนอี้ก็ได้ส่งสองพ่อลูกเข้าไปในมิติอนันต์ หลังจากที่สองพ่อลูกนั้นเข้าไปภายในมิติอนันต์แล้ว. เทียนอี้ก็ได้นำพู่กันและกระดาษออกมาเพื่อเตรียมที่จะเขียนอะไรบางอย่าง
" โชคดีที่ได้เดินทางผ่านป่าอสูร ทำให้ได้วัตถุดิบที่หายากมาหลายอย่าง เห็นทีตอนนี้คงต้องสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาก่อน"
พูดเสร็จเทียนอี้ก็เริ่มเขียนรายการวัตถุดิบบางชนิดที่เขายังขาดอยู่ออกมาแผ่นหนึ่ง แต่ว่าวัตถุดิบเหล่านี้ล้วนเป็นของที่หาได้ไม่ยาก หลังจากนั้นเขาก็ได้เรียกบ่าวรับใช้เข้ามาคนหนึ่ง แล้วฝากกระดาษแผ่นนั้นไปให้กับผู้ดูแลหอการค้าหมื่นธาราสาขาเมืองเมฆาเคลื่อน และกำชับไปว่าให้รีบจัดเตรียมของเหล่านี้อย่างเร่งด่วนที่สุด
หลังจากนั้นเทียนอี้ก็กลับมานั่งที่เดิม และเริ่มเขียนแบบแปลน ในการสร้างอุปกรณ์ต่างๆออกมาอีกหลายแผ่น หลังจากนั้นไม่นานผู้ดูแลหอการค้าก็ได้นำสิ่งของที่เทียนอี้ต้องการมามอบให้ด้วยตนเอง หลังจากทำการส่งมอบสิ่งของให้กับเทียนอี้ และทำการพูดคุยกันอีกนิดน้อยแล้วผู้ดูแลหอการค้าก็ขอตัวกลับออกไป
เมื่อผู้ดูแลหอการค้ากลับออกไปแล้วเทียนอี้ก็เข้าไปภายในมิตินั้นทันที หลังจากที่เข้ามาภายในมิติอนันต์แล้วเทียนอี้ ก็เลยเดินไปหาทำเลที่ตังที่เหมาะสมในการหลอมสร้าง เขานำวัตถุดิบต่างๆ ออกมาวางเรียงกันไว้อย่างเป็นระเบียบ สุดท้ายเขาก็ได้นำเตาหลอมขนาดใหญ่อันหนึ่งออกมาวางไว้ตรงหน้า และเริ่มการสร้างยุทธภัณฑ์บางอย่างทันที
เทียนอี้นำเอาเสื้อคลุมสีดำเงางามที่ตัดเย็บอย่างปราณีตออกมา 3 ตัว เสื้อคลุมนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่เทียนอี้ให้หอการค้าจัดหาให้เมื่อสักครู่นี้ เสื้อคลุมชนิดนี้ถักทอขึ้นมาจากไยของหนอนไหมราตรีมีคุณบัติพิเศษในการช่วยดูดพลังปราณ และอำช่วยปกปิกระดับพลังได้ในระดับหนึ่ง แต่ความจริงแล้วมันยังมีคุณสมบัติที่ดีกว่ากว่านั้นซ้อนอยู่อีก
จากนั้นเทียนอี้ได้นำเลือดมังกรบรรพการออกมาจำนวนหนึ่งผสมเข้ากับชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับต่างๆอีกหลายชนิด แล้วนำเข้าไปหลอมในเตาหลอมเลือดมังกรบรรพกาลในเตาค่อยๆเกิดความค่อยเปลี่ยนแปลงขึ้นทีล่ะน้อยๆ ระหว่างที่รอให้เลือดมังกรพร้อมใช้งาน
เทียนอี้ได้นำเกร็ดมังกรบรรพกาลออกมาติดไว้ที่ด้านในของเสื้อคลุมทั้งสามตัว เพื่อเสริมพลังป้องกันให้เสื้อคลุมทั้งสามตัว หลังจากติดเกล็ดมังกรเสร็จแล้วตอนนี้เลือดมังกรได้กลายเป็นสีเงินที่แผ่พลังบางอย่างออกมา พลังนี้บางครั้งก็ดูมีตัวจนบางครั้งก็ไม่มีตัวตนที่มองดูแล้วให้ความรู้สึกแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
ความจริงแล้วตามแบบแปลนการสร้างเดิมของเสื้อคลุมชนิดนี้ต้องใช้เพียงเลือดมังกรระดับราชันย์จักรพรรดิเท่านั้นในการหลอมสร้าง แต่เทียนอี้ได้ปรับเปลี่ยนแก้ไขแบบแปลนเล็กน้อยใช้เลือดมังกรบรรพการแทน เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับเสื้อคลุมทั้งสาม
จากนั้นเทียนอี้ได้นำเลือดที่ผ่านการหลอมแล้วมานั้นมาใช้ชุบเสื้อคลุมทั้งสามผืนนั้น ตอนนี้เสื้อคลุมสีดำเงางามได้เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งมันได้ดูดเอาเลือดมังกรเข้าไปจนหมดราวกับว่ามันมีชีวิต เมื่อมันดูดซับเลือดมังกรไปจนหมดแล้ว เทียนอี้ได้โคจรพลังปราณมังกรหยินหยางออกมาจากนิ้วมือแล้วเขียนเส้นรวดลาย และอักระต่างๆลงไปบนเสสื้อคลุมทั้งสามตัว ทำให้บนตัวเสื้อคลุมเกิดเป็นรวดลายอักระที่ดูซับซ้อนขึ้น หลังจากที่เทียนอี้ได้เขียนอักขะต่างๆจนเสร็จแล้ว สุดท้ายแล้วเสื้อคลุมทั้งสามผืนก็ได้สั่นไหวอย่างแรงและส่องแสงสีเงินสว่างจ้าอยู่สักพักออกมาก่อนที่จะค่อยๆจางหายไป
"สำเร็จแล้ว เสื้อคลุมมังกรท่องราตรี" เทียนอี้ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มพูดออกมาเสียงเบาพร้อมกับใช้มือปาดเหงื่อที่ไหลลงมาจากหน้าผาก การสร้างเสื้อคลุมมังกรท่องราตรีนั้นเทียนอี้ต้องใช้สมาธิค่อนข้างมาก เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นถึงยุทธภัณฑ์ระดับหยกระดับสูงสุด ที่มีระดับรองลงมาจากระดับเซียนเท่านั้น!
แสงสว่างจ้าเมื่อสักครู่ดึงดูดสายตาของซุยหงและเหม่ยลี่เป็นอย่างมาก ความจริงแล้วสองพ่อลูกอยากเข้ามาดูว่าเทียนอี้ต้องการทำอะไรตั้งแต่ทีแรกแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเทียนอี้นำเตาหลอมออกมาซุยหงจึงไม่กล้าเข้ามารบกวนเทียนอี้ จึงได้แต่นั่งรออยู่ที่เดิมแต่ทั้นที แต่เมื่อแสงนั้นหายไปซุยหงก็พาเหมยลี่มาปรากฎตัวอยู่ด้านข้างเทียนอี้ทันที
ทันทีที่ซุยหงมาถึงเสื้อคลุมทั้งสามผืนก็ได้ดึงดูดสายตาของมันไปทันที ตอนแรกซุยหงพยายามใช้พลังตรวจสอบว่าเสื้อคลุมทั้งสามตัวว่ามีอะไรพิเศษ แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่รู้สึกถึงอะไรที่พิเศษเลย แต่แล้วซุยหงก็สองตาเบิกโพลงขึ้นมาก่อนที่จะอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"เดียวก่อนไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกถึงความพิเศษของเสื้อคลุมแต่กลับไม่สามารถสัมผัสถึงการคงอยู่ของมันได้"
เมื่อได้ยินสิ่งที่ที่ซุยหงอุทานออกมาเทียนอี้ก็ยิ้มกว้างออกมาก่อนที่จะอธิบายออกไปว่า "ใช่แล้วเสื้อคลุมทั้งสามตัวนี้มีความสามารถในการอำพรางที่ดีเยี่ยม ทำให้ผู้ที่สวมใส่สามารถพลางตัวได้อย่างสมบูรณ์จากผู้ฝึกตนคนอื่น ถ้าไม่ใช้ระดับครึ่งเซียนมาด้วยตนเองรับรองได้เลยว่าจะไม่มีมีใครสามารถสัมผัสถึงผู้สวมใส่เลยแม้แต่น้อย"
"นี่มัน...."จบตอนครับออกเวรมาก็รีบปั่นงานให้เลย????????