จินลี่หยางมองเยว่ไหลเซียงและพยักหน้าน้อยๆ“ใช่ ข้าเอง”
“แหม รูปงามดังที่ร่ำลือจริงๆ ด้วย”เยว่ไหลเซียงหัวเราะคิกคักและยิ้มเอียงอาย ความตื่นกลัวเมื่อครู่หายไปหมดแล้ว
“ใต้เท้าจิน มิทราบว่าคนร้ายเมื่อครู่ไปทำอันใดมาหรือขอรับ”จางฝูลู่เอ่ยถาม
“เขาเป็นโจรขโมยม้า และก่อเหตุใช้มีดแทงเจ้าของม้าจนได้รับบาดเจ็บสาหัสหนีจากฉางผิงเข้ามาในเมืองซุนฉือและใช้มีดทำร้ายคนจนบาดเจ็บมาตลอดทางโชคดีที่คุณชายทั้งสองช่วยจับคนร้ายเอาไว้ได้ ข้าขอทราบชื่อท่านทั้งสองได้หรือไม่หากว่ามีสิ่งใดต้องไต่ถามข้าจะได้ติดต่อพวกท่านได้”
จางฝูลู่ตั้งท่าจะบอกแต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าหากท่านพ่อกับท่านแม่รู้ว่าเขาแอบเข้ามาในหอนางโลมคงได้ถูกเฆี่ยนจนหลังขาดเป็นแน่
“เอ่อ ขออภัยเถิดใต้เท้าจินข้ามิสะดวกที่จะบอกชื่อเอาเป็นว่าหากท่านมีสิ่งใดต้องการสอบถามท่านก็ไปติดต่อที่โรงไม้ไฉกัง ถามหาเสมียนบัญชีก็แล้วกันนะขอรับ แหะๆ”จางฝูลู่กล่าวพลางหัวเราะแห้งๆ
จินลี่หยางพยักหน้า“ได้ ข้าขอตัวก่อน”
แล้วจินลี่หยางก็หันกายเดินออกจากห้องแต่หูก็ยังได้ยินเสียงสนทนาภายในห้องอยู่แว่วๆ
“ของสิ่งนั้นที่ข้าให้แม่นางเยว่ไป อยู่ที่ไหนหรือ”จางฝูลู่เอ่ยถามเยว่ไหลเซียง
“เอ่อ เมื่อครู่ข้าตกใจมาก ไม่รู้ว่าทำตกไปที่ใดแล้วเจ้าค่ะ” เยว่ไหลเซียงตอบเสียงอ่อย
“มิเป็นไรนี่เป็นค่าตอบแทนที่เจ้าช่วยทำให้เราสองคนได้สบายเนื้อสบายตัวเสียที”จางฝูลู่กล่าวพลางยื่นถุงเงินให้
“ขอบคุณเจ้าค่ะ หากคราวหน้าท่านทั้งสองต้องการให้เซียงเอ๋อร์ช่วยทำให้ท่านแบบวันนี้อีกก็มาหาเซียงเอ๋อร์ได้เลยนะเจ้าคะ เซียงเอ๋อร์มิรังเกียจเจ้าค่ะ”เยว่ไหลเซียงกล่าวเสียงหวานออดอ้อนยิ่งนัก
จินลี่หยางได้ยินหนึ่งหญิงสองชายคุยกันในห้องเช่นนี้ก็ลอบส่ายหน้าอยู่ในใจกลางวันแสกๆ แท้ๆ ช่างมิอายผีสางกันบ้างเลย
เมื่อลงมาถึงชั้นล่างความโกลาหลเมื่อครู่ก็เบาบางลงแล้ว ทหารสองคนพาคนร้ายออกจากหอนางโลมไปส่วนจินลี่หยางยังอยู่คุยกับแม่เล้าและผู้ดูแลหอชิงอ้ายจางฝูลู่กับเฉินอี้ก็กำลังก้าวขาลงบันไดมาจากชั้นสอง
เมื่อลงบันไดมาได้ครึ่งทางเฉินอี้ก็ชะงักจางฝูลู่จึงหันไปมองเพื่อนพลางถามด้วยความสงสัย
“เป็นอันใด อาอี้ เหตุใดมิลงไปเล่า”
ท่ามกลางเสียงพูดคุยที่ยังดังระงมไปทั่วเฉินอี้มองเห็นวิญญาณตนหนึ่งที่ยืนอยู่ต่ำกว่าตนเองลงไป น่าจะเป็นทางสุดบันได
มือที่จับไม้เท้าเกร็งขึ้นเล็กน้อยจางฝูลู่สังเกตเห็น
“มีอันใด อาอี้ เจ้าเห็น……ใช่หรือไม่” จางฝูลู่กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา
เฉินอี้พยักหน้า“วิญญาณอาคมมนต์ดำตนนั้นออกมาจากถุงหอมแล้ว ตอนนี้อยู่ที่ด้านล่างสุดของบันได”
จางฝูลู่มองไปตามทิศทางที่เฉินอี้บอกหน้าตาตื่น
อาหลิ่งที่อยู่ด้านนอกของหอนางโลมกับหลิวซูเจี๋ยพลันรู้สึกถึงไอวิญญาณที่มากระทบกับเกราะคุ้มภัยของเฉินอี้นางร้อนใจอยากจะเข้าไปในหอนางโลมเพื่อช่วยเฉินอี้ทันทีแต่หลิวซูเจี๋ยห้ามนางเอาไว้
“แม่นางอาหลิ่ง หากเข้าไปในนั้นเจ้าจะต้องกลับไปหาฟานเจียงต้าเหรินถึงเจ็ดปีมนุษย์เลยนะ”
อาหลิ่งที่ร้อนใจจนอยู่แทบไม่ติดชะงักไปเล็กน้อย“แต่หากวิญญาณตนนั้นเข้าไปทำร้ายเฉินอี้วิญญาณตนอื่นในหอนางโลมได้รุมเล่นงานเขาเป็นแน่”อาหลิ่งกล่าวด้วยความกังวลเป็นอย่างมาก
หอนางโลมเป็นสถานที่ที่มีคนมากหน้าหลายตาคนส่วนมากที่เข้ามาก็ล้วนเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาเป็นสถานที่ที่ดวงวิญญาณเข้ามาได้ง่ายที่สุด
“ใจเย็นเถิดแม่นางอาหลิ่ง จางฝูลู่ต้องรีบพาเขาออกมาแน่เจ้าอย่าเพิ่งวู่วามไป”หลิวซูเจี๋ยรวบรวมกำลังของตนเองยื้อยุดอาหลิ่งเอาไว้อย่างยากลำบาก
อาหลิ่งที่แม้จะยังมีสีหน้าไม่สู้ดีนักแต่ก็ยอมรออยู่ด้านนอกแต่โดยดี
จางฝูลู่เข้าไปยืนขวางอยู่ด้านหน้าของเฉินอี้แม้ว่าใจจะกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ก็เป็นห่วงเพื่อนมากกว่า
“นะ…ไหน วะ…วิญญาณตัวนั้น อยู่ตรงไหน หะ…ห้ามเข้ามาใกล้อาอี้นะ”จางฝูลู่พูดตะกุกตะกักด้วยความกลัว
เฉินอี้วางมือบนไหล่ของจางฝูลู่“มิเป็นไรหรอก เจ้าหลบไปเถิด”
เฉินอี้มองเห็นว่าวิญญาณตนนั้นกำลังมีร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป
จากที่มีไอสีดำล้อมรอบบัดนี้ไอดำเหล่านั้นได้หายไปหมดแล้วร่างกายที่ตกสะเก็ดเป็นสีดำเหมือนไม้ที่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านและดวงตาสีแดงฉาน ก็พลันค่อยๆจางหายไปด้วย
เมื่อรูปกายของดวงวิญญาณเปลี่ยนสภาพจนหมดสิ้นแล้วตอนนี้ดวงวิญญาณตนนั้นก็กลายเป็นวิญญาณชายตนหนึ่ง เนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าขาดวิ่นอายุประมาณสี่สิบปี ยืนอยู่ที่สุดทางลงบันได
วิญญาณตนนั้นมองร่างกายของตนเองและเงยหน้าขึ้นมอง เฉินอี้ด้วยรอยยิ้มพร้อมทั้งน้ำตาที่เปี่ยมสุข
เฉินอี้เดินลงไปด้านล่างวิญญาณตนนั้นก็คุกเข่าและก้มหัวคำนับเฉินอี้ พลางกล่าวขอบคุณเขาด้วยเสียงปนสะอื้น
“ขอบคุณคุณชายขอรับ ข้าถูกสะกดวิญญาณให้เป็นปิศาจรับใช้และคอยทำร้ายผู้อื่นข้าต้องทนทำตามคำสั่งของผู้มีคุณไสยมนต์ดำมานานแล้ว ฮือๆ คิดถึงลูกเมียเหลือเกินอยากกลับบ้านก็กลับมิได้ ฮือๆ ขอบคุณคุณชายที่ล้างอาคมมนต์ดำออกไปทำให้ข้าได้เป็นอิสระขอรับ ฮือๆๆ”
ตลอดมาตั้งแต่เฉินอี้ได้พบเจอและช่วยเหลือดวงวิญญาณ เขาได้เรียนรู้อย่างหนึ่ง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดมิใช่ผีหรือว่าปิศาจ แต่คือจิตใจของมนุษย์นั่นเอง
วิญญาณนั้นไม่ซับซ้อนไม่โกหก ไม่มีเล่ห์กลโกงที่จะปรุงแต่งขึ้นมาเองได้
ทุกอย่างล้วนเกิดจากจิตใจของมนุษย์ที่ดำมืดและนำความร้ายกาจของตนเองใส่เข้าไปในดวงจิตของวิญญาณ เพื่อสนองความต้องการของตน
“เจ้ามีชื่อว่าอันใด ข้าจะช่วยเหลือเจ้าเอง”เฉินอี้กล่าวพลางมองไปที่วิญญาณที่ยังคุกเข่าอยู่กับพื้น
จางฝูลู่มองเฉินอี้ที่ยืนพูดคนเดียวด้วยเสียงแผ่วเบาและมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าด้านหน้าของเฉินอี้ พลันขนที่คอก็ลุกเกรียว
ยังโชคดีที่เหตุการณ์ในห้องโถงตอนนี้ยังอยู่ในความวุ่นวายจึงไม่มีผู้ใดหันมาสนใจเฉินอี้ เขาจึงมิได้ตกเป็นเป้าสายตาให้ผู้คนพากันคิดว่าเขาสติไม่ดี
เมื่อได้ฟังข้อความจากวิญญาณจนครบถ้วนแล้วเฉินอี้ก็พยักหน้าและกล่าวว่าเขาจะทำตามที่ขอร้องขอให้วิญญาณตนนั้นมิต้องเป็นห่วงอันใดอีก
ขณะที่วิญญาณตนนั้นคำนับเฉินอี้อีกครั้งและจากไปวิญญาณตนอื่นๆ ที่รอฉวยโอกาสดูดพลังชีวิตของเฉินอี้ก็พากันกรูเข้ามาทันที
อาหลิ่งรับรู้ถึงไอวิญญาณมากมายที่เข้าใกล้เฉินอี้นางกำลังจะหายตัวเข้าไปในหอนางโลม แต่แล้วก็พลันหยุดชะงัก
หลิวซูเจี๋ยเองก็รับรู้ถึงความรู้สึกแปลกพิกลนั้นเช่นกัน
ทันใดนั้นม่านพลังสีขาวก็ระเบิดออกมาจากหอชิงอ้ายแสงสีขาวนั้นพุ่งออกมาทางประตูหน้าต่างทุกทิศทุกทาง จนสว่างวาบไปหมดเฉินอี้ต้องยกมือขึ้นป้องหน้าตนเองจากแสงด้วยความตกใจ
ข้าวของต่างๆที่อยู่ล้อมรอบตัวของเฉินอี้ก็ราวกับถูกพลังบางอย่างกระแทกจนเคลื่อนย้ายจากที่แม้กระทั่งคนที่อยู่ใกล้ๆ ก็ต้องเซออกมาราวกับถูกชน
จากเสียงพูดคุยที่ดังหึ่งๆเมื่อครู่ ตอนนี้พลันเงียบกริบกันทั้ง ห้องโถง
แสงสีขาวนั้นสว่างเจิดจ้าจนแสบตาแต่ผู้ที่มองเห็นแสงสีขาวนี้มีเพียงดวงวิญญาณและเฉินอี้เท่านั้น
ทุกคนมองข้าวของที่ล้มกลิ้งเป็นวงกว้างอยู่รอบกายของเฉินอี้แล้วก็พากันหันมามองเขา
.......................
ตั้งแต่ตอนที่ 21 ไรท์จะอัพสัปดาห์ละ3 วันนะคะ คือ วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ค่ะ ^ ^