ในบรรดาอาหารทั้งหกจานที่อยู่บนโต๊ะ มีสามจานที่อันเยว่เป็นคนทำ และอาหารทั้งสามจานนี้ก็มีวิธีทำแตกต่างไปจากปกติโดยสิ้นเชิง
ขาหมูน้ำแดง ปลานึ่ง และผัดเครื่องในวัว อาหารสามอย่างที่อันเยว่เป็นคนทำถูกกินจนเกือบหมด ทั้งหกคนจึงเริ่มกินอาหารอีกสามจานที่เหลือ แต่เมื่อกินไปแค่คำเดียวก็วางตะเกียบทันที
“เกิดอะไรขึ้น?”
แม่ครัวใหญ่ของหอจู้เหอตกใจมาก ปกติแล้วอาหารสองสามอย่างที่นางถนัดล้วนถูกคนชมไม่ขาดปาก วันนี้กลับกินได้แค่คำเดียวก็ไม่กินต่อ นี่ต้องมีปัญหาแน่ ๆ
แต่อาหารของอันเยว่กลับถูกกินจนเห็นก้นจาน หรือว่าอีกฝ่ายใส่อะไรลงไปในอาหาร?
“จืดชืดไร้รสชาติ”
“ขาหมูนี่เลี่ยนเกินไป”
“เครื่องในวัวก็คาวไปนิด”
“ส่วนปลา…ก็ไม่ค่อยเท่าไร”
“ใช่”
……
ทั้งหกคนวิจารณ์กันคนละหนึ่งประโยค คนของหอจู้เหอต่างก็นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะเอ่ยออกมาเช่นนี้ มันเป็นไปได้อย่างไร?
มีเพียงพวกึคนทำอาหารเท่านั้นที่รู้ว่าอาหารที่ถูกยกออกมาก่อนนั้นอันเยว่เป็นคนทำ ส่วนอีกสามจานที่ยกออกมาภายหลังคืออาหารของหอจู้เหอ
ใบหน้าของชูชิงเฟิงดำทะมึนในทันใด อาหารสามจานที่นางภาคภูมิใจที่สุดถูกนำมาวางไว้ที่นี่ กลับถูกคนรังเกียจว่าไม่มีอะไรดีสักอย่าง ถึงกับไม่สนใจมันด้วยซ้ำ
อันเยว่ไม่แสดงอาการลำพองใจออกมาแม้แต่น้อย แต่กลับมองดูอย่างสงบ และไม่ทำให้ชูชิงเฟิงต้องอับอายต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย
“นี่…นี่เป็นจานที่ข้าทำ”
แม่ครัวใหญ่ของหอจู้เหอชี้นิ้วไปที่อาหารของอันเยว่ และบอกอย่างหน้าไม่อายว่านี่เป็นอาหารที่นางทำ น่าขำยิ่งนัก
เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องขายหน้า กลับยอมเสียเกียรติของตัวเองจนหมดสิ้น
อันเยว่ไม่รีบโต้แย้ง แต่มองไปยังชูชิงเฟิง
มือที่กำลังจับรถเข็นของซูจือฉือเกร็งขึ้นทันที เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มโมโห ดูเหมือนว่านางจะยังไม่รู้จักปกป้องตัวเอง
อันเยว่ตบหลังมือเขาเบา ๆ โดยไม่พูดอะไรแม้สักครึ่งคำ แต่ท่าทีของนางทำให้ความโกรธในหัวใจของซูจือฉือสงบลง
“ออกไป!”
ชูชิงเฟิงตบหน้าแม่ครัวใหญ่ รอยนิ้วมือสีแดงทั้งห้าถูกประทับอย่างชัดเจนบนใบหน้าของนาง
“เถ้าแก่…”
“ไสหัวไป!”
ชูชิงเฟิงตะคอกด้วยความโกรธ แม่ครัวใหญ่มองอันเยว่ด้วยสายตาเกลียดชัง เห็นอยู่ว่าโกรธกลับไม่กล้าพูดแม้แต่ครึ่งคำ จากนั้นก้มหน้าเดินดุ่ม ๆ ไปยังห้องครัวด้านหลัง
เมื่อเห็นว่านางไปแล้วชูชิงเฟิงถึงค่อย ๆ ดึงสติกลับมา และสำรวจอันเยว่ยกใหญ่ นึกไม่ถึงว่าคนที่นั่งอยู่บนรถเข็นนี้จะทำอาหารออกมาได้เหนือความคาดหมายของนาง
นางจะยอมแพ้ทั้งอย่างนี้ได้อย่างไร แม้จะเลือกคนหกคนมาชิมอาหาร นางก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดี
นางหยิบตะเกียบเดินไปที่โต๊ะแล้วกินอาหารของร้านตัวเองก่อน รสชาตินี้เป็นไปตามสูตรของร้าน เป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้ว และเป็นรสชาติอันไร้ที่ติของหอจู้เหอ
จากนั้นจึงคีบขาหมูที่อันเยว่เป็นคนทำขึ้นมาหนึ่งชิ้น พบว่ามันละลายในปากโดยไม่รู้สึกเลี่ยนแม้แต่น้อย ลายหนังเสือช่วยเพิ่มรสชาติ เนื้อละเอียดชุ่มฉ่ำ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายใส่อะไรลงไปถึงกระตุ้นกลิ่นหอมของเนื้อได้เช่นนี้
ปลานึ่งและผัดเครื่องในวัวก็ถูกชิมเช่นกัน ไม่มีรสคาวแม้แต่น้อย เนื้อหอมระเบิดในปาก รสชาตินี้ไม่เลวเลยจริง ๆ
เมื่อเทียบกันแล้ว อาหารของหอจู้เหอก็ไม่เท่าไรจริง ๆ รสชาติจืดชืดเหมือนเทียนไข
ชูชิงเฟิงวางตะเกียบ สีหน้าของนางอึมครึมเล็กน้อย แม่ครัวที่นางเลือกมานั้นทำเป็นแต่อาหารตามสูตรของร้าน
“วันนี้ข้ายอมรับว่าตัวเองแพ้แล้ว”
นางยอมรับว่าพ่ายแพ้ต่อหน้าผู้คนจำนวนมากเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ยังบอกอย่างหนักแน่นว่าต้องคุกเข่าโขกศีรษะ นี่ก็ถึงคราวของนางแล้ว
หอจู้เหอมีชื่อเสียงอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี หากถูกทำลายโดยคนที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นนี้ อย่าว่าแต่เสียหน้า แม้แต่ชื่อเสียงของหอจู้เหอก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
เดิมทีอันเยว่ไม่ได้ต้องการให้เรื่องบานปลายขนาดนี้ ที่เรื่องมาถึงจุดนี้เป็นเพราะชูชิงเฟิงที่บีบคั้นทีละขั้นจนมาถึงจุดนี้
“จากนั้นล่ะ?”
อันเยว่ยิ้มน้อย ๆ เห็นได้ชัดว่านางไม่คิดปล่อยอีกฝ่ายไปง่าย ๆ ชูชิงเฟิงหน้าดำทะมึน และกำลังจะคุกเข่าลงช้า ๆ
หากปล่อยให้นางคุกเข่าจริง อันเยว่กลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถปักหลักที่เมืองฮวาตูได้แล้ว และจะมีศัตรูไปทั่ว นางจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้อย่างไร?
นางประคองแขนชูชิงเฟิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยังสงบนิ่ง จากนั้นเอ่ยเสียงเรียบ ๆ “ข้าเองก็ไม่ได้อยากทำให้เจ้ารู้สึกแย่ แค่คิดว่าอาหารของเราสามารถทำให้ดีขึ้นได้ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“…”
ชูชิงเฟิงงุนงงเล็กน้อย นางนึกไม่ถึงว่าอันเยว่จะพูดเช่นนี้ นางจึงมองอันเยว่ด้วยความประหลาดใจ
“ในเมื่อเจ้ารู้สึกว่าข้าทำอาหารได้ไม่แย่เช่นกัน เช่นนั้นเรามาแลกเปลี่ยนกันเพื่อทำให้อาหารของหอจู้เหอของเราดียิ่งขึ้นเถอะ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
พูดจบก็เห็นชูชิงเฟิงเหมือนกับมองเห็นความหวังสุดท้าย
หอจู้เหอในช่วงหลายสิบปีมานี้ ถึงแม้อาหารเดิม ๆ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงและยังคงรักษาระดับเดิมไว้ได้ แต่ก็ยากที่จะบอกว่ามีการพัฒนา
หากสามารถทำได้ถึงระดับเดียวกับอันเยว่ จะต้องนำพาผลประโยชน์ที่มากกว่านั้นมาสู่หอจู้เหออย่างแน่นอน
ชูชิงเฟิงจับมืออันเยว่ด้วยสายตาเปล่งประกาย
“ถ้าเช่นนั้น เราเข้าไปคุยกันข้างในดีไหม?”
“ได้ ได้”
ชูชิงเฟิงไม่สนใจว่าจะมีกี่คนที่มาดูเรื่องสนุก นางพาอันเยว่และซูจือฉือมานั่งในห้องรับแขกที่เรือนหลัง ทั้งยังเป็นฝ่ายรินชาให้อันเยว่
เห็นได้ชัดว่านางต้องการยอมรับผิดต่ออันเยว่
“ฮูหยิน ถึงอย่างนั้นก็ระวังไว้หน่อยดีกว่า”
เมื่อครู่ใบหน้าของชูชิงเฟิงฉายความชั่วร้ายขึ้นมาแวบหนึ่ง อันเยว่เองก็เห็นชัดเจน เพียงแต่ หากไม่มีความห้าวสักหน่อย นางคงไม่สามารถขึ้นมาเป็นเถ้าแก่หอจู้เหอได้เป็นธรรมดา
“ไม่เป็นไร ในเมื่อเถ้าแก่ชูกล้าเชิญเราต่อหน้าผู้คนมากมาย ก็ย่อมไม่ทำอะไรเรา ข้าพูดถูกใช่ไหม?”
ชูชิงเฟิงหัวเราะคิกคัก นางคิดว่าอันเยว่แค่มาก่อเรื่อง กลับนึกไม่ถึงว่าคนอย่างอันเยว่จะมองได้ทะลุปรุโปร่งเช่นนี้ นางมองออกอย่างชัดเจน ชัดเจนจนทำให้ชูชิงเฟิงรู้สึกว่าความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวเองล้วนตกอยู่ในสายตาของนางทั้งสิ้น
“ไม่ผิด ก่อนหน้านี้ข้าเข้าใจท่านผิดไปเล็กน้อย หลังจากเรื่องเมื่อครู่ ข้าถึงได้รู้ว่าฝีมือทำอาหารของท่านไม่ธรรมดาอย่างมาก”
“ใช่ไหมล่ะ ไม่ทราบว่าเถ้าแก่ชูเห็นแล้วรู้สึกชอบหรือไม่?”
“ท่านเต็มใจจะช่วยข้าจริงหรือ?”
ชูชิงเฟิงเป็นคนที่ผ่านโลกมาก่อน นางเคยไปเมืองหลวงหลายครั้ง และทุกครั้งนางก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง แต่อาหารในวันนี้กลับทำให้นางรู้สึกว่าทุกครั้งที่นางออกไปเรียนรู้นั้นเทียบไม่ได้เลยกับอาหารมื้อนี้
อันเยว่ยื่นมือออกไปแล้ววางนิ้วทั้งห้าลงบนโต๊ะ มองชูชิงเฟิง “เจ้ายอมรับได้หรือไม่?”
ใบหน้าของชูชิงเฟิงพลันกระตุกสองครั้ง นึกไม่ถึงว่าอันเยว่จะเรียกราคาสูงถึงเพียงนี้ อ้าปากได้ก็เรียกร้องผลประโยชน์ห้าส่วนเสียแล้ว
“ข้ารู้เรื่องการพัฒนาของร้านอาหารทั้งปัจจุบันและในอีกสิบปีข้างหน้า หากเจ้าต้องการเปิดหอจู้เหอในเมืองต่าง ๆ ของราชวงศ์ต้าโจว เจ้าทำไม่สำเร็จแน่นอนหากไม่มีข้า”
“ทั่วราชวงศ์ต้าโจวเลยหรือ?”
“ร้านว่านเชิ่งที่เมืองหลวง หรือว่าเจ้าไม่อยากชนะพวกเขา?”
“หึ คิดการใหญ่ไม่เบา”
ชูชิงเฟิงสำรวจอันเยว่ เมื่อครู่นางยังรู้สึกว่าอันเยว่เป็นคนมีฝีมือคนหนึ่ง ยามนี้กลับรู้สึกว่าความต้องการของอีกฝ่ายยิ่งใหญ่กว่านั้นเสียอีก