(จบ) ตำนานจอมเวทย์วงแหวนที่หก

    บทที่ 140: ในห้วงเวลาแห่งการจากลา

    บทที่140: ในห้วงเวลาแห่งการจากลา

     

     

     

    “รายงานการอัปเกรดระบบ:พลังจิตของโฮสต์ส่งผลให้ขอบเขตการตรวจจับของ ชิปพันธุกรรม ขยายตัวครอบคลุมพื้นที่ 1,500เมตร... กระบวนการวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลถูกยกระดับสู่ระดับพ่อมดทางการขั้นต้น”

     

    เสียงของ เชนหลาน ดังขึ้นอย่างมั่นคงในโสตประสาทของเฮรัค

     

    แม้กระบวนการเลื่อนระดับจะเสร็จสมบูรณ์แต่เฮรัคย่อมรู้ดีว่าความร้ายกาจของ ‘มหานภามืดมิด’นั้นแตกต่างจากเวทมนตร์สายป้องกันทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

     

    มันไม่ใช่เพียงม่านพลังที่กางกั้นการโจมตีแต่เป็นเวทมนตร์กระหายเลือดที่ต้องอาศัยการสะสมพลังผ่านการกลืนกินสายเลือดเพื่อเปลี่ยนมาเป็นความแข็งแกร่งที่ยั่งยืนให้แก่ตนเอง

     

    ในสายตาของคนนอกยามที่เขายังไม่ได้เริ่มการล่าเพื่อสะสมพลังเฮรัคจึงดูไม่ต่างจากพ่อมดที่มีพลังป้องกันเปราะบางและไร้ทางสู้ทว่าภายใต้ท่าทีที่ดูอ่อนแอนั้นกลับซ่อนเร้นศักยภาพอันน่าหวาดหวั่นที่ไร้ขีดจำกัดเอาไว้ พร้อมที่จะปะทุออกมา

     

    เมื่อเฮรัคก้าวออกจากห้องทำสมาธิ แลร์รีที่เฝ้ารอด้วยความกังวลก็ยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก

     

    “ข้าบอกแล้วว่าเจ้าต้องทำได้...ใช้ยาอแมนดาไปเท่าไหร่?”

     

    “สองส่วนครับอาจารย์”เฮรัคตอบพลางปาดเหงื่อ

     

    “ดีแล้วหากถึงส่วนที่สามความเสี่ยงจะสูงเกินไป” แลร์รีกล่าวทว่าสีหน้าเขากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย

     

    “ซาลินผู้บริหารสูงสุด มาถึงแล้ว...เขาคงมารับรู้การสิ้นสุดพันธสัญญาของเจ้ากับป่าแสงจันทร์”

     

    หลังจากที่เฮรัคและแลร์รี่เดินลงมาถึงห้องโถงชั้นล่างซาลิน ผู้บริหารสูงสุดที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วก็ก้าวเข้ามาหาแววตาของเขาเป็นประกายวับเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังจิตอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กหนุ่ม

     

    “พลังจิตระดับสูง น่าทึ่งจริงๆ เฮรัค”ซาลินเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

     

    “เจ้าเพิ่งจะก้าวข้ามสู่ระดับพ่อมดทางการแต่กลับมีรากฐานที่มั่นคงขนาดนี้ เจ้าแน่ใจแล้วหรือที่จะทิ้งอนาคตใน‘ป่าแสงจันทร์’ ไป? หากเจ้าเปลี่ยนใจข้ายินดีจะมอบทรัพยากรที่มากกว่าเดิมให้เจ้าเป็นสองเท่า”

     

    เฮรัคสบตาผู้บริหารระดับสูงอย่างมั่นคงก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ

     

    “ขอบคุณในความเมตตาของท่านครับท่านซาลินแต่ข้าตัดสินใจแล้ว เส้นทางของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่”

     

    เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่มซาลินก็ถอนหายใจออกมาสั้นๆ “น่าเสียดายยิ่งนัก... แต่ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้วกฎก็ต้องเป็นกฎ”

     

    เขายื่นมือออกมาเบื้องหน้า“ส่งหินยันต์สื่อสารมา นับจากวินาทีนี้ สิทธิต่างๆในฐานะสมาชิกองค์กรของเจ้าจะถูกระงับลง และเจ้าจะมีเวลาเหลือเพียง 7วันในการจัดการธุระส่วนตัวให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะต้องจากลาที่นี่ไปอย่างเป็นทางการ”

     

    เฮรัคหยิบหินยันต์สื่อสารออกมาวางบนฝ่ามือของซาลินแสงสลัวบนหินค่อยๆ มอดดับลง บ่งบอกถึงพันธสัญญาที่สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์

     

    “ข้าจะจดจำที่นี่ตลอดไป...ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่มอบให้ข้าครับ” เฮรัคเอ่ยด้วยความจริงใจพลางค้อมศีรษะให้แก่ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นใบเบิกทางในโลกพ่อมดให้แก่เขา

     

    แลร์รีมองดูศิษย์รักด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูเขาตบไหล่เฮรัคเบาๆ พลางเอ่ยปลอบใจ

     

    “ไม่ต้องกังวลไป เฮรัค... ข้าได้ติดต่อ‘ตระกูลเชอร์ชิล’ ให้มารับเจ้าเรียบร้อยแล้วซึ่งทางนั้นเองก็ยินดีมากที่จะได้ต้อนรับพ่อมดรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์เช่นเจ้า”

     

    เขายิ้มพลางขยายความต่อเพื่อให้เฮรัคมั่นใจในความปลอดภัย

     

    “โดยผู้ที่จะมารับเจ้าด้วยตนเองก็คือ ท่านลุงเบลกพ่อมดระดับหนึ่งช่วงตกผลึก ท่านเป็นผู้ดูแลสวนสมุนไพรเวทมนต์อันเก่าแก่ของตระกูลและท่านจะเป็นผู้นำทางเจ้ามุ่งหน้าสู่หุบเขาหินดำต์ด้วยตนเอง”

     

    ระหว่างทางที่เดินกลับกระท่อมพักในเขตป่าทางเหนือเฮรัคเดินทอดน่องไปตามถนนเส้นเดิมที่คุ้นเคย

     

    บรรดาศิษย์พ่อมดที่เดินสวนทางมาต่างพากันก้มศีรษะหลีกทางให้ด้วยความยำเกรงโดยสัญชาตญาณทันทีที่พวกเขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังเวทมนตร์อันเข้มข้นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาซึ่งเป็นพลังที่ทรงอานุภาพเกินกว่าศิษย์คนใดจะเทียบเคียงได้

     

    ที่หน้ากระท่อมพักแห่งหนึ่ง เบสซี ยืนรอเขาอยู่พร้อมรอยยิ้มจางๆที่แฝงไปด้วยความอาลัยนางจัดเตรียมอาหารมื้อพิเศษที่ตั้งใจทำสุดฝีมือเพื่อเป็นการเลี้ยงส่งเป็นครั้งสุดท้าย

     

    “ข้าจะหาทางวิจัยเรื่องพลังจิตของเจ้าต่อ...อย่าเพิ่งยอมแพ้นะเบสซี” เฮรัคย้ำกับนางด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก่อนจะเอ่ยลากัน

     

    ค่ำคืนสุดท้ายใน ป่าแสงจันทร์ นั้นเงียบสงัดจนน่าประหลาดเฮรัคบรรจงจัดเก็บอุปกรณ์ทดลองและของมีค่าลงในแหวนมิติอย่างเป็นระเบียบ

     

    ในขณะที่กำลังทำงาน เขากลับสัมผัสได้ถึง‘สายตา’ หลายคู่ที่ลอบจับจ้องมาจากเงามืดรอบกระท่อมซึ่งเป็นไปตามที่ซาลินเตือนไว้ว่าเขาจะถูกเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดจนกว่าจะพ้นเขตแดนองค์กร

     

    แม้ในใจเขาจะกระหายอยากหยิบ‘ขาดำของปีศาจตัวจิ๋ว’ จาก ห้วงอเวจี ออกมาให้ เชนหลาน สแกนเพื่อสกัดสายเลือดเพียงใดแต่สัญชาตญาณส่วนลึกเตือนว่าการกระทำนั้นเสี่ยงเกินไป

     

    “ตรวจพบสัญญาณการเฝ้าติดตามในรูปแบบคลื่นความร้อนระยะไกล...คำแนะนำ: โฮสต์ควรงดการดำเนินกิจกรรมที่เปิดเผยความลับของชิปพันธุกรรมจนกว่าจะพ้นรัศมีการตรวจจับของพ่อมดระดับสูง”

     

    เสียงรายงานที่เย็นชาและราบเรียบของ เชนหลานดังแทรกผ่านมโนสำนึก เฮรัคชะงักมือที่กำลังเก็บของ เขาถอนหายใจออกมาเบาๆพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้เก่าๆ ในกระท่อม สายตาจับจ้องไปยังเปลวไฟในเตาผิงที่สั่นไหวตามแรงลมราวกับจะสะท้อนถึงการเฝ้ามองที่ไร้ตัวตนจากเงามืดภายนอก

     

    เขารู้ดีว่าแม้จะได้รับอิสระในระดับหนึ่งแต่สายตาของระดับผู้บริหารอย่างซาลินย่อมไม่ปล่อยให้พ่อมดระดับหนึ่งที่มีพรสวรรค์เช่นเขาคลาดสายตาไปง่ายๆ

     

    “เข้าใจแล้ว... ระงับฟังก์ชันต่างๆ ไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับคำสั่งใหม่” เฮรัคตอบกลับในใจพลางหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมกาย

     

    ความเงียบงัดของยามค่ำคืนเริ่มปกคลุมกระท่อมหลังเล็กที่เขาใช้พำนักมานาน

     

    เฮรัคหลับตาลงช้าๆปล่อยให้ความคิดที่ฟุ้งซ่านสงบลงทีละน้อย ความอบอุ่นจากผ้าห่มและกลิ่นจางๆของป่าช่วยโอบอุ้มร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการทะลวงขีดจำกัดให้ดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทราเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นบทใหม่ในวันพรุ่งนี้

     

    พ่อมดทางการวัยเพียงสิบเจ็ดปีผู้ครอบครองทั้งความลับของพิกัดสู่ห้วงอเวจีและศาสตร์แห่งการกลืนกินสายเลือดที่น่าหวาดหวั่น...บัดนี้เขากำลังจะละทิ้งอดีตที่ป่าแสงจันทร์ไว้เบื้องหลัง เพื่อมุ่งหน้าสู่อนาคตที่ยากจะคาดเดา

     

     

    คล้ายกับเรื่อง(จบ) ตำนานจอมเวทย์วงแหวนที่หก ที่คุณอ่าน