หลังจากได้ที่พระแม่เจ้าสือหลิว ได้กำหนดวันสถาปนารัชทายาทอีก 3 วัน
ตระกูลซู ผู้เป็นทายาทของจอมฟ้าอนันตกาล ก็เรียกประชุม ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
หัวหน้าตระกูลซู คนปัจจุบัน นามว่า ซูเว่ย เอ่ยเปิดประชุมว่า
“ พระแม่เจ้าสือหลิว ประกาศแต่งตั้ง โอรสเทพ เฉินเสี่ยวเทียน เป็นรัชทายาทเช่นนี้ แสดงว่าไม่ไว้หน้า ตระกูลซูของเราเลย พวกเรามีสายเลือดของจอมฟ้าอนันตกาล เป็นเจ้าของแผ่นดินแห่งนี้ จู่ๆ จะให้เด็กที่ไหนก็ไม่รู้มาปกครองได้อย่างไร พวกเจ้าทั้งหลาย คิดเห็นกันอย่างไร” ซูเว่ย มียศถึง ท่านอ๋องซูเว่ย
“ ข้าเองคนหนึ่งไม่เห็นด้วย หากให้เด็กน้อยไม่มีที่มาที่ไป มาเป็นองค์จักรพรรดิ
ทั้งที่ตำแหน่งนี้ เหมาะที่จะเป็น ขององค์ชายซูหยวนเฉิง ทายาทอับดับที่ 1 ของตระกูล ซูของเรา” ผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งเสนอขึ้น แล้วทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ เสด็จพ่อ เรื่องนี้พวกเราต้องใจเย็น เพราะพระแม่เจ้าสือหลิวได้ทรงประกาศออกมาแล้ว หากเราไปคัดค้านเวลานี้ หากพระแม่เจ้าไม่พอใจ ลำพังกองกำลังของเรา
ไม่อาจต้านทาน พลังเทียนจุนของพระแม่เจ้าได้เลยสักคน” องค์ชายซูหยวนเฉิงเอ่ยกับอ๋องซูเว่ย ผู้เป็นบิดา
“ เรื่องนี้มีวิธีแก้ไขไม่ยาก” ราชครูซูเฉียน หนึ่งในสิบราชครูที่ปรึกษาของพระแม่เจ้าเอ่ยมากลางที่ประชุม
“ แก้ไขยังไงรึ? ทุกคนต่างอยากรู้เช่นกัน
“ ตามราชพิธี ครองราชย์ จักพรรดิต้องมีอายุ 18 ปี ดังนั้นถึงแม้แต่งตั้งเป็นรัชทายาทไป ก็ต้องรอให้ถึงวันที่ทำพิธีสวมพระมงกุฏ เด็กคนนี้เพิ่งอายุ 9 ปีเท่านั้น
ยังมีเวลาจัดการมันให้หายไปจากโลกนี้ เท่าที่ข้ารู้มา หลังจากทำพิธีสถาปนาเสร็จ
โอรสเทพจะเดินทางออกไปดินแดนประจิมเทวะ เพียงคนเดียว เพื่อติดตามหาพ่อของมัน นั่นเป็นโอกาสเดียวของเรา ที่จะสังหารมัน !”
ทุกคนได้ฟังราชครูซูเฉียน ก็ต่างพยักหน้าเห็นด้วย
“ แต่หากพระแม่เจ้ารู้เรื่องนี้ พวกเรามิแย่กันหมดเลยรึ?”ซูเว่ยอ๋องเอ่ยด้วยสีหน้าหนักใจ
“ เรื่องนี้ท่านอ๋องไม่ต้องหนักใจ ดินแดนเทวะบรรพกาล มี กลุ่มนักฆ่า อยู่กลุ่มหนึ่งเรียกตัวเองว่า ตำหนักเก้ามังกร หากพวกมันรับงานแล้ว ไม่เคยมีใครรอดพ้นไปได้ พวกมันมีวิธีการฆ่า ที่ถูกฝึกอย่างลึกลับ มาเป็นพันปี เราจะใช้งานตำหนักเก้ามังกรในครั้งนี้” ราชครูซูเฉียนเอ่ยจบทุกคนก็ พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ตำหนักอ๋องตระกูลสือ
ผู้นำตระกูลสือ นามว่า อ๋องสือฮ่าวเทียน ก็ทำการประชุมอยู่เช่นกัน เพราะคิดว่า ตำแหน่งรัชทายาท น่าจะเป็นองค์ชายใหญ่ สือจิ้ง มากกว่า
“พระแม่เจ้าทำเช่นนี้ได้ยังไง พวกเราเป็นคนตระกูลเดียวกันแท้ๆ” สือฮ่าวเทียนตบโต๊ะเสียงดังลั่น
“ ท่านอ๋องอย่าเพิ่งโกรธ เรื่องนี้ทางด้านฝ่ายอ๋องซูเว่ย ก็ร่วมประชุมแก้ปัญหานี้อยู่แล้ว ให้พวกเขาดิ้นรนไปก่อน หากเกิดเรื่อง ข้าเชื่อว่า พระแม่เจ้าต้องทรงพิโรธแน่ๆ พวกเรามีเวลาจัดการเรื่องนี้อีกเกือบสิบปี ก่อนที่โอรสเทพ จะขึ้นครองบัลลังก์ พวเราไม่ต้องรีบร้อน” ราชครูสืออี้ถังเอ่ยเตือน
“ แต่ยังไง ข้าก็ไม่วางใจ นับวันโอรสเทพต้องเติบโตแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ หากถึงวันนั้น มันได้เป็นเทียนจุน พวกเราก็หมดโอกาสจัดการกับมันแล้ว” องค์ชายใหญ่สือจิ้ง เอ่ยอย่างไม่สบายใจ
“ ข้ารู้มาว่า โอรสเทพหลังจากทำพิธีเสร็จ จะเดินทางไปแดนเทวะประจิม เราส่งคนไปจัดการกับมันข้างนอกดินแดนมหาเทพเทวาสถิตย์ พระแม่เจ้าก็ไม่อาจโทษใครได้” ราชครูสืออี้ถังรายงาน
“ ดี ถ้าเช่นนั้น ท่านราชครูส่งคนไปที่ สำนักเงาทมิฬ ดินแดนเทวะทักษินให้มันส่งมือสังหารมาจัดการกับโอรสเทพที่แดนเทวะประจิม อย่าให้มันกลับมาเหยียบดินแดนมหาเทพเทวาสถิตย์ได้อีก” อ๋องสือฮ่าวเทียน สั่งราชครูสืออี้ โดยไม่ลังเล
ในขณะเดียวกันคนที่ถูกวางแผนลอบสังหาร กำลังนั่งนับ ไข่มุกทองคำอยู่ในห้องนอนตนเอง ในปราสาทเทพเซียน อย่างมีความสุข โดยมี ตงตง และ ไป๋น้อยแอบกินไข่มุกทองคำ ไปคนละหลายเม็ด
“ นี่พวกเจ้ากินไม่ได้ นี่เป็นของมนุษย์นะ” เสี่ยวเทียนไล่จับ งูน้อยตงตง กับ ไป๋น้อยที่เคี้ยวไม่ได้แต่ก็แอบกลินไป 1 เม็ดเช่นกัน
“ อาจารย์ไข่มุกทองคำนี้พวกมันกินแล้วจะเป็นอะไรไหม”
“ ไม่เป็นอะไรหรอก มันแค่กินไปเพราะอยากรู้เท่านั้น เพราะไม่ใช่อาหารของมัน แต่ว่า เจ้าในร่างของเจ้ามีทัณฑ์อัสนีเซียน ต่อไปให้เจ้าไป๋น้อยนอนกับเจ้าทุกคืน
มันจะช่วยให้ไป๋น้อย ซึมซับพลังอัสนีเซียนพอเข้าไปรวมกับพลังจิ้งจอกสายฟ้าในร่างของมัน ต่อไปมันจะใช้พลังสายฟ้า ได้มีอานุภาพเหนือกว่าสัตว์ประเภทสายฟ้าทั้งปวง”
“ ถึงว่า เวลากลางคืนมันชอบมานอนในอกของข้าอยู่เรื่อยๆ” เสี่ยวเทียนจับ ไป๋น้อยขึ้นมาแล้วให้มันอ้าปาก คายไข่มุกทองคำออกมา
“ อาจารย์แล้วเม็ดยาเพิ่มพลังปราณ ของกินเล่นของมันหมดแล้ว ท่านช่วยหลอมให้มันหน่อยจะได้ไหม?”
“ นั่นเป็นยาเม็ดของมนุษย์ ให้มันกินไป ก็เปล่าประโยชน์ เจ้าไปหาสมุนไพรของสัตว์อสูรมาให้มันกินจะดีกว่า มันจะมีส่วนช่วยในการพัฒนา ร่างกายและพลังของไป๋น้อยได้มากกว่านี้”
“ แล้วมันต้องใช้สมุนไพรอะไรบ้างล่ะ”
“ ใช้ต้นมังกรพฤษา กับ ต้นปะการังโลหิต ไว้ออกจากดินแดนแห่งนี้ไปก่อนค่อยหาซื้อข้าตรวจดูแล้ว ดินแดนแห่งนี้ไม่มีต้นสมุนไพรทั้งสองต้นนี้เลย”
ทันใดนั้นก็มีคนมาเรียกเสี่ยวเทียน
“ ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง มีอะไรเหรอ?”
“ ท่านอาจารย์ของเรา กับท่านอาจารย์ไฉหลันแห่งเขาเขียวขจี และอาจารย์เซ่าชางเขาเมฆามากันครบแล้ว”
เสี่ยวเทียนรีบออกไปต้อนรับทันที
“ ท่านอาจารย์ ท่านผู้อาวุโสทั้งสอง” เสี่ยวเทียนประสานมือคาระวะ
“ ทำดีมาก เสี่ยวเทียนเวลานี้ สำนักของเราล้วนได้รับทรัพยากร ชุดนี้ที่พระแม่เจ้าได้มอบให้ไป เหล่าศิษย์ในสำนัก จะต้องก้าวหน้าเพิ่มขึ้น เป็นอันมาก แล้วเจ้าก็กลายเป็นโอรสเทพอีก ต่อไปเจ้าสามารถแลกเปลี่ยน สินค้า หรือทรัพยากร ระหว่างสองดินแดน ได้ด้วย” อาจารย์มู่หวายอิงเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
“ ศิษย์ว่าหลังจากงานพิธี จะไปตามหาท่านพ่อต่อที่แดนเทวะประจิม คงไม่ได้กลับสำนัก หากเจอกับท่านพ่อแล้ว ศิษย์ค่อยกลับไปสำนักนะขอรับ”
“ เจ้าไปแดนเทวะประจิมคราวนี้ คงต้องเจอคนจ้องที่จะปองร้ายเจ้า หลายกลุ่มเลยทีเดียว ถ้าอย่างไรแล้ว ข้าจะให้ ศิษย์พี่รองไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วยอีกคน”
“ ขอบคุณท่านอาจารย์”
“ เสี่ยวเทียน ได้ข่าวว่า เจ้าได้รับเลี้ยง จิ้งจอกสายฟ้ามาใช่ไหม ข้าขอดูหน่อยได้ไหม” อาจารย์ไฉหลัน เอ่ยปากขอดู เสี่ยวเทียนเลยนำมันออกมาจากอกเสื้อ พี่ซิ่วเหวินเข้ามาอุ้มไปในทันที ด้วยความที่ไป๋น้อยน่ารัก อาจารย์ไฉหลันถึงกลับอุ้มไว้ในอกแล้วเดินไปรอบๆ ทันที
“ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งต้องบอกกับเจ้า เทพบุตรเย่วเหอของวังเทพอุดร กับนักพรตหวังเต้า ได้เดินทางไปที่แดนเทวะประจิม ไม่รู้ไปทำไม ยังไงเจ้าต้องระวังตัวเอาไว้ด้วย” อาจารย์มู่เอ่ยเตือน
แล้วก็มาถึงวันงานสถาปนาโอรสเทพและรัชทายาท ชาวบ้านแห่มาดู โอรสเทพคนใหม่แล้วว่าที่กษัตริย์ของพวกเขาในอนาคต ว่ามีหน้าตาเป็นเช่นไร ท่ามกลางกระแสชื่นชม และอิจฉาของ สองตระกูลใหญ่ เสี่ยวเทียนถูกจับแต่งตัว เต็มยศ มีเครื่องตบแต่งไว้เต็มร่างกาย แม้ว่าจะสร้างความอึดอัดให้เสี่ยวเทียน แต่ชุดที่สวมใส่ และครื่องประดับทุกชิ้น นั้นล้วนทำมาจากทองคำทั้งสิ้น ความอึดอัดเลยไม่เท่ากับความตื่นเต้น ยินดี เพราะรู้ว่าชุดที่ใส่ และเครื่องประดับทองคำฝังเพชรทุกชิ้น จะเป็นของเสี่ยวเทียนทั้งหมดเลย ! อาจารย์มู่หวายอิง กับศิษย์พี่ทั้งสอง นั่งที่ตำแหน่ง อาคันตุกะ คนสำคัญที่สุด ของโอรสเทพ สร้างความภาคภูมิใจ
ให้กับ อาจารย์มู่หวายอิงยิ่งนัก
หลังจากพระแม่เจ้าได้สวมมงกุฏทองคำ ฝังเม็ดสีแดงเม็ดใหญ่ไว้ที่ศรีษะเสี่ยวเทียน แล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี เสี่ยวเทียนเดินตามพระแม่เจ้าสือเหอ เข้าไปในวังชั้นในเป็นสถานที่ต้องห้าม พบกับห้องลับห้องหนึ่ง ด้านในมีแท่นบูชา มีรูปท่านจอมฟ้าอนันตกาล แล้วมีไข่มุกสีฟ้า ตั้งอยู่ด้านหน้า
“รัชทายาท คุกเข่าคารวะเสด็จพ่อซะ” เสี่ยวเทียนทำตามทันที
“ นี่คือไข่มุกอนันตกาล มันเป็นหัวใจของดินแดนมหาเทพเทวาสถิตย์แห่งนี้ มันสามารถควบคุมการเข้า-ออกของคนทั้งหมด สามารถควบคุมดิน น้ำ ลม ฟ้า ได้หมด ไม่มีใครมีพลังเหนือกว่าพลังจากไข่มุกอนันตกาล มันสามารถทำให้ผู้ครอบครองเป็นอมตะ ข้ารอให้เจ้ากลับมาพอเจ้าอายุครบ 18 ปี ข้าจะมอบมันให้เจ้า แล้วข้าจะได้ไปอยู่กับเสด็จพี่เสียที” พระแม้เจ้าเอ่ยอย่างมีความสุขเหมือนกับว่า วันที่จะได้อยู่กับจอมฟ้าอนันตกาลนั้นใก้ลเข้ามาแล้ว
“ เสด็จแม่ กระหม่อมมีเรื่องสงสัย มีคนของแดนมหาเทพเทวาสถิตย์ออกไปด้านนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ไหม”
“ ตามปกติ ก็ไม่ได้ แต่ข้าได้มอบป้ายผ่าน ทางเข้าออกให้ ตระกูลสือ กับ ตระกูลซู
เอาไว้ เพื่อให้พวกเขาติดต่อซื้อขายกับคนภายนอกเพื่อนำอาหาร หรือสิ่งจำเป็นเข้ามาในแดนมหาเทพแห่งนี้เท่านั้น เจ้าสงสัยอะไรรึ?”
“ กระหม่อมคิดว่า พวกเขากำลังคิดร้ายกระหม่อม”
“ แน่นอนอยู่แล้ว พวกเขาหวังในบัลลังก์แห่งนี้ แต่พวกเขาไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับเจ้า ดังนั้นเจ้าอยู่ภายนอกต้องระวังตัว ตอนนี้ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดลับพลังอนันตกาลให้เจ้า นำมือวางบนไข่มุกอนันตกาลซะ”
เสี่ยวเทียนนำมือมาวางเอาไว้บนไข่มุกสีดำ แล้วพระแม่เจ้าสือหลิว ก็ใช้ฝ่ามือวางบนศรีษะเสี่ยวเทียน เคล็บลับพลังอนันตกาล ไหลเข้าสู่หัวของเสี่ยวเทียน ทำให้เสี่ยวเทียนเข้าใจพลังอนันตกาลที่ควบคุมผืนแผ่นดินในแดนนี้ได้ทั้งหมด แล้วพลังจากไข่มุกก็ไหลเข้าสู่ร่างของเสี่ยวเทียน เหมือนสายธารไหลเชี่ยวกราก มันเป็นพลังควบคุมสภาพดินฟ้า อากาศ สามารถกำหนดเปิด ปิด ดินแดนแห่งนี้ได้
เสี่ยวเทียนสัมผัสถึงทรัพยากรทุกชนิดบนดินแดนแห่งนี้ สัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตทุกๆ คน แม้กระทั่งสามารถกำหนดชะตาชีวิตของทุกคนได้ และยังสามารถเคลื่อนไหว ในดินแดนแห่งนี้ได้อย่างใจนึก สามารถควบคุม เส้นทาง 18 สาย แม้แต่ควบคุมหุ่นศิลา ทั้งหมดในดินแดนแห่งนี้ แม้กระทั่ง ที่อยู่ใน มิติฟ้าครามอีก 100 ตัวด้วย
เสี่ยวเทียนลืมตาขึ้น เห็นพระแม่เจ้ายืนยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ เป็นอย่างไร เจ้าสัมผัสถึงอำนาจไร้ที่สิ้นสุดของ พลังอนันตกาลได้แล้วใช่ไหม”
“ เป็นพลังไร้ที่สิ้นสุดจริงๆ กระหม่อมสามารถควบคุม ดินแดนแห่งนี้ได้แค่เพียงใจคิดเท่านั้น โอ้ แล้วเช่นนี้ หากใครได้พลังเช่นหม่อมฉัน ก็สามารถควบคุมดินแดนแห่งนี้ได้เลยน่ะซิ”
“ คนที่ได้รับพลังนั้นจะมีแค่ทายาทของข้าเพียงคนเดียวคือเจ้า คนอื่นๆ ไม่มีสิทธิเข้าถึงพลังนี้แล้วก็ไม่มีใครได้ล่วงรู้ด้วย ว่าดินแดนแห่งนี้ ถูกควบคุมโดยตัวข้ากับเจ้าเท่านั้น” พระแม่เจ้าสือหลิวอธิบาย
“ สุดยอดเช่นนี้ ในดินแดนนี้ นอกจากเสด็จแม่ กระหม่อมก็เก่งที่สุดแล้วน่ะซิ?”
เสี่ยวเทียนเอ่ยอย่างตื่นเต้น พระแม่เจ้าสือหลิวพยักหน้า แล้วนำมือมาลูบหัวเสี่ยวเทียน
“ จำเอาไว้ พลังไร้ที่สิ้นสุด ที่ได้มานั้น ก็นำภาระที่มากมายตามมาด้วย อย่าได้ดีใจไป” พระแม่เจ้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ ขอบพระทัย เสด็จแม่ที่สอนสั่ง” เสี่ยวเทียนเอ่ยออกไปด้วยท่าที ที่ขึงขัง
“ เอาล่ะ ๆ เจ้าจะเดินทางไปแดนเทวะประจิมเมื่อไร”
“ พรุ่งนี้เลย กระหม่อมไม่อยากเสียเวลา อยากจะพาครอบครัวมาใช้ชีวิตที่นี่โดยเร็ว”
“ งั้นก็ไปเถอะ ต่อไปเจ้าก็สามารถมาที่แห่งนี้ได้ทุกเวลาอยู่แล้ว”
รุ่งเช้าท่านอาจารย์ก็ขนทรัพยากรกลับสำนัก ส่วนเสี่ยวเทียนกับศิษย์พี่รอง ก็เดินทางไปยังดินแดนเทวะประจิมต่อเลย
เสี่ยวเทียนจับมือศิษย์พี่รอง แล้วก็วาร์ป มาสู่ประตูทางเข้าแดนเทวะประจิม
อย่างรวดเร็ว
“ ถึงแล้วเหรอ! นี่เจ้าทำได้อย่างไรกันนี่?” ศิษย์พี่รองตกใจยิ่งไม่คิดว่าจะออกมาเร็วเช่นนี้
“ ข้าคือโอรสเทพแดนมหาเทพเทวาสถิตย์นะ ศิษย์พี่ การเข้า-ออก ดินแดนของข้ามันก็เหมือนกับเข้า-ออกบ้านของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร”
“ เราเข้าเมืองหลวงกันก่อนเถอะ ไปถามหาพ่อของเจ้าที่กรมราชทัณฑ์น่าจะมีคนรู้เรื่องบ้าง” เสี่ยวเทียนกับศิษย์พี่รอง ก็นำเรือเหาะออกมา แล้วเดินทางไปเมืองหลวงแดนเทวะประจิมทันที
เมืองหลวงแดนเทวะประจิม มีชื่อเรียกว่า เมืองซีฉี บ้านเมืองใหญ่โต ผู้คนเดินกับขวักไขว่ ประตูเมืองใหญ่โต ถนนทางเดินกว้างขวาง ร้านค้ามีมากมาย คล้ายกับเมืองหลวงแดนเทวะบูรพา ในขณะนั้นเองที่กำลังเดินอยู่บนถนน ก็มีเสียงม้าวิ่งมาดังกึกก้องมาจากด้านหลังทางประตูขาเข้าเมือง มีเสียงคนตะโกนให้ถอยไป
มีม้าศึกสวมเกราะสีเงิน วิ่งกันมาเป็นขบวนมากกว่าร้อยตัว ฝุ่นตลบไปทั่ว
ดีที่ถนนทางเดินนั้นใหญ่ ผู้คนเลยหลีกทางหลบให้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ว่ามีเด็กหญิงอยู่คนหนึ่งถูกแม่ดึงหลบไปแล้ว แต่ดันทำตุ๊กตาผ้าของเล่นหลุดมือตกบนพื้นถนน เด็กหญิงวัน 4 ขวบดิ้นหลุดจากมือแม่ตนเอง วิ่งเตาะแตะ ไปหยิบตุ๊กตาผ้าซึ่งอยู่กลางพื้นถนน เป็นจังหวะเดียวกันกับกองทหารเกราะเงินนับร้อย ควบม้ามาด้วยความเร็วสูง แม่ของเด็กน้อยกับฝูงชนส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง หวังว่าทหารม้าจะเมตตาหยุดขบวน
แต่กลับไม่มีใครสนใจควบม้าตะลุยเข้าไปเหมือนไม่เห็นอะไรขวางหน้า ผู้เป็นแม่เสี่ยงตายเข้าไปหาลูกทันที แต่ว่าศิษย์พี่รองจับเอาไว้ก่อน ส่วนเด็กหญิงพอหยิบตุ๊กตาผ้าได้แล้ว ก็เห็นขบวนทหารม้าวิ่งเข้ามากำลังจะเหยียบร่างตน จึงใช้มือปล่อยตุ๊กตาผ้า แล้วเอามือสองมือปิดตาตัวเองไว้ ตูม ! เสียงระเบิดดังกระจายไปทั่ว เด็กหญิงน้อย เอามือที่ปิดตาลง พบเสี่ยวเทียนยืน อยู่ตรงหน้า แล้วหยิบตุ๊กตาผ้าให้
“ ขอบคุณเจ้าค่ะ” เด็กน้อยเอ่ยจบ ก็รับตุ๊กตาผ้าไป แล้วเดินเตาะแตะกลับไปหาแม่ที่กำลังช็อค กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อหน้าต่อตาตนเช่นนี้
ด้านหลังเสี่ยวเทียน กองทหารม้าเกราะสีเงินนับร้อย ถูกพลังเกราะเทพเจ้าของเสี่ยวเทียนอัดใส่ทั้งคนทั้งม้าล้มไปนอนกับพื้น หมดสภาพลุกไม่ขึ้น
เหลือแต่รถม้าหรูหราเพียงคันเดียว แต่หามีม้าไม่ มีคนเปิดผ้าม่านลงมาจากรถม้า สามคนเป็นชายชราชุดใส่ชุดนักพรต สองคน และ เป็นชายผู้สูงศักดิ์วัยเพียง 12 ปีแต่งกายเสื้อผ้ามังกร สวมมงกุฏ มองเห็นสภาพทหารม้าเกราะเงิน นอนกันเกลื่อนถนน ก็กำหมัดแน่น เห็นเสี่ยวเทียนยืนขวางถนน อยู่เพียงคนเดียว แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันเหี้ยมเกรียมเกินเด็กวัย 12ปีว่า
“ นักพรตหยินหยาง ตัดขามันออกทั้งสองข้าง”....