ชั้นล่างของหอน้ำชาเก้ามงคล
จอมเสรีก้าวผ่านประตูทางเข้ามายังด้านในของหอ ท่าทางไร้พิษภัยของเขาและสัมภาระบนหลัง ยังคงเป็ที่จับจ้องของสายตาหลายคู่เช่นทุกครั้ง
ยามกวาดตามองสำรวจดูแล้ว วันนี้ลูกค้าแน่นขนัดนัก หากจักขอร่วมโต๊ะกับครอบครัว คู่รัก หรือผู้ที่มาด้วยกันกับกลุ่มคนสนิท ย่อมไม่เหมาะสมและเป็การเสียมารยาทเกินไป สุดท้ายเขาจึงเลือกหย่อนกายลงตรงเก้าอี้ว่าง ท่ามกลางเหล่ายอดฝีมือฝ่ายพรรคใต้ดิน โต๊ะเดียวซึ่งมีที่นั่งไร้ผู้จับจองอยู่หลายส่วน
“ข้าน้อยหลี่ชิงเฉิน ที่ว่างเหลือเพียงตรงนี้แล้ว หวังว่าพวกพี่ชายจะไม่ถือสา”
จิตรกรหนุ่มประสานมือคารวะ ยิ้มจาง ๆ
กุยเหอตวัดสายตาขึ้นมองหลี่ชิงเฉิน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกน่าเกรงขาม
“เ้าไม่กลัวพวกข้าฝ่ายพรรคใต้ดิน…?”
หลี่ชิงเฉินส่ายหน้าแก้ความเข้าใจผิด
“ข้าย่อมเกรงกลัวในชื่อเสียงและฝีมืออันร้ายกาจของพวกท่าน แต่การตีตัวออกห่างเพียงเพราะรู้ว่าพวกท่านเป็คนพรรคใด ก็คงตื้นเขินเกินไปหน่อยกระมัง”
พูดจบ หลี่ชิงเฉินผงกก็ศีรษะอย่างสุภาพ ก่อนจะรินน้ำชาใส่จอก ยกขึ้นดื่มอย่างสุนทรีย์
“ชาดี ชาดี” จิตรกรหนุ่มแย้มยิ้ม
กุยเหอแค่นเสียงในลำคอ มีหรือผู้ที่ผ่านการต่อสู้และเจอศัตรูมามากมาย แค่นี้ก็อ่านไม่ออกว่าผู้ใดเต็มไปด้วยความขลาดกลัวในจิตใจ และผู้ใดที่ ‘ปราศจากความเกรงกลัว’ อย่างแท้จริง
จิตรกรหนุ่มไม่ลังเลที่จะนั่งลงตรงหน้าเขา ขุนพลพรรคบิดเบือนบัญญัติที่ชื่อเสียงโจษจัน หรือสะทกสะท้านต่อคำถามหยั่งเชิง ท่าทางราวกับยอดฝีมือที่ไม่จำเป็ต้องเกรงกลัวภัย หรือไม่…เขาก็เป็แค่เ้าโง่ทึมทื่อที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนหนึ่ง
กุยเหอลูบรอยบากระหว่างคิ้ว
“แม้แต่รอยแผลบนหน้าของข้า …เ้าก็ไม่กลัว?”
หลี่ชิงเฉินสบตากับกุยเหอ ใบหน้าของเขาแท้จริงสมเป็บุรุษผู้ได้ฉายาว่ากระเรียน คมคายแต่ก็ผ่องแผ้ว ยามเป็วัยดรุณท่องยุทธภพคงสง่าผ่าเผยไม่น้อย เพียงแค่รอยแผลบนใบหน้าค่อนข้างเด่นชัด ผู้อื่นจึงอาจใ หรือแสดงท่าทีหวาดหวั่นออกมาบ้าง
“รอยแผลเป็เกียรติยศของลูกผู้ชาย นี่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านควรถามข้าด้วยซ้ำ”
“เ้านี่ท่าทางปวกเปียกอ่อนแอ แต่พูดจาสมเป็บุรุษดีนะพี่ใหญ่”
“ดี” กุยเหอยกจอกชา หากนี่ไม่ใช่หอน้ำชา ทั้งคู่คงชนจอกเหล้ากันไปแล้ว
“นี่ เ้าหนุ่ม ตรงนั้นก็มีที่ว่างอีกไม่ใช่หรือไง สายตาเ้าไม่ดีหรือกำลังดูถูกว่าพวกข้าน่ากลัวไม่เท่าเขากันแน่”
ลูกสมุนส่งสายตาไปยังบุรุษโต๊ะด้านหน้า ผู้สวมหน้ากากสีดำปิดครึ่งใบหน้า ทั้งร่างยังสวมชุดสีดำ วางตัวลึกลับ รอบกายเต็มไปด้วยบรรยากาศของความอันตรายและไม่เป็มิตร
หลี่ชิงเฉินลอบมองตามขณะที่กำลังยกชาดื่ม เหลือบเห็นกล่องอาวุธลับทรงแปดเหลี่ยมข้างเอวของบุรุษผู้นั้น
‘คนของสำนักถัง…’
หลังดื่มชาหมดจอก หลี่ชิงเฉินก็ยกจอกน้ำชาว่างเปล่าขึ้น กล่าวขำ ๆ กับเหล่าสมาชิกฝ่ายพรรคใต้ดิน
“พวกท่านล้อเล่นแล้ว ล้อเล่นแล้ว”
ฉางขู่ที่พึ่งกลับลงมาบริเวณปีกซ้ายของหอน้ำชา บังเอิญเห็นจิตรกรหนุ่ม แย้มยิ้มพูดคุยกับคนของพรรคบิดเบือนบัญญัติอย่างออกรสเข้าพอดี
“หนอย… กับข้าเ้าทำเมิน แต่คนของพรรคบิดเบือนบัญญัติ กลับไม่ระแคะระคายที่จะร่วมโต๊ะ เป็กันเองยิ่งนัก!” เขาโบกพัดแรง ๆ จนปอยผมที่ไล้กรอบหน้าเหินลอย ไม่สนภาพลักษณ์หรือสงวนท่าทีของคุณชายใด ๆ อีก
่เวลาเดียวกัน เงาของมู่ไป๋หลิงด้านหลังฉากกั้น มุมหนึ่งของหอน้ำชาเก้ามงคล ได้สลัดทิ้งซึ่งรูปลักษณ์มนุษย์ บิดผันโครงสร้างร่างกายด้วยผลของวิชากายาจำแลงลักษณ์ หรือวิชาแปลงกายของสำนักฝึกสัตว์ปีศาจ ซึ่งมีพื้นฐานคล้ายเคียงวิชาหดกระดูกหรือวิชาตัดกระดูก ทว่าแยบยลกว่าด้วยการเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกให้เหมือนกับสัตว์ต้นแบบทุกประการ ชั่วอึดใจ ร่างระหงก็ย่นย่อลง กลายสภาพเป็วิฬาร์ขาวขนปุย ั์ตาสีเทาจางส่องประกายเร้นลับ
นับแต่คราแรกที่มู่ไป๋หลิงต้องใช้ชีวิตอยู่ในร่างแมว นางผ่านการเคี่ยวกรำเพื่อเอาชีวิตรอดมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งต้องปีนป่ายหนีตายจากคมเขี้ยวของสุนัข ต้องหลบหลีกท่อนไม้จากน้ำมืุ์ที่คอยขับไส ยามประทังความหิวด้วยการลักขโมยอาหาร หรือแม้แต่ฟัดเหวี่ยงกับแมวตัวอื่น
ประสบการณ์เ่าั้ ล้วนแปรเปลี่ยนเป็สัญชาตญาณอันเฉียบคม นานวันเข้า ตัวตนก็ยิ่งพร่าเลือน ก้ำกึ่งระหว่างมนุษย์กับแมว แต่ความคลุมเครือนี้ กลับมอบพร์ที่หาได้ยากยิ่ง เพราะไม่ว่าจะอยู่ในร่างใด สัญชาตญาณและทักษะของแมว ก็กลายเป็ความชำนาญติดตัวของนางไปแล้ว รวมทั้งสามารถสื่อสารกับพวกมันได้
หลังกลายร่างเป็แมวขาวโดยสมบูรณ์ นางก็ค่อย ๆ ย่ำเท้าทั้งสี่ออกมาจากหลังฉากกั้น เดินปะปนกลมกลืนไปกับแมวตัวอื่น ๆ ในหอ โดยไม่ผิดสังเกตแม้แต่น้อย
เหล่าแมวต่างหันมองมู่ไป๋หลิงที่ตื่นจากการนอนกลางวัน จ้ำอ้าวออกมาให้เห็นหน้าคร่าตาได้เสียที แมวส้มและแมวลายสลิดสองตัวที่ไม่ได้ติดพันอยู่กับการดูแลแขกในหอน้ำชา รีบบึ่งมาห้อมล้อม
เ้าแมวส้มตัวกลมร้อง เมี้ยว! ทักทายมู่ไป๋หลิง
‘ต้าจิ่ว! ท่านขี้เซาอีกแล้ว เป็แมวได้ดีกว่าพวกเราที่เป็แมวจริง ๆ เสียอีก!’
เื้ันามอันเป็มงคลของหอน้ำชาแห่งนี้ แท้จริงมีที่มาจากเหล่าวิฬาร์ ผู้พิทักษ์ทั้งเก้าประจำหอน้ำชาเก้ามงคล ไล่เรียงั้แ่เสี่ยวอี(หนึ่ง) เสี่ยวเออร์(สอง) เสี่ยวซาน(สาม)….ไปจนถึงต้าจิ่ว(เก้า) ซึ่งก็คือนางนั่นเอง
‘ข้าจะแบ่งปลาส่วนของข้าให้ เสี่ยวซาน เ้าเลิกบ่นได้แล้ว'
'ปลา!!’ เ้าแมวส้มเสี่ยวซานตื่นเต้น ติดกับอย่างง่ายดาย ‘ก็ได้!’
‘วันนี้มีข่าวสำคัญที่ต้องรายงานข้าใช่หรือไม่?”
‘มีข่าว! แมวตรอกหน้าประตูเมืองพึ่งเล่าให้ข้าฟังว่า ข่าวลือใหม่เกี่ยวกับิญญาแค้นเทพกระบี่ตามชำระบัญชี ดึงดูดผู้คนมากมายมาที่นี่เลยล่ะ เหมือนว่ากำลังตามหาร่องรอยของเขา!’
เป็ดังว่า วันนี้มีผู้มาเยือนและ้าทำการค้าขวักไขว่เป็พิเศษ
หรือว่าเขาจะปรากฏตัวอีกครั้งแล้วจริง ๆ …
‘หากเราสืบเจอเขาก่อนผู้อื่นได้ล่ะก็ ข้อมูลนี้ต้องมีมูลค่าสูงมากแน่ ถึงตอนนั้น อย่าลืมให้ขนมข้าเพิ่มด้วยล่ะ เมี้ยว!’
เสี่ยวลิ่ว ผู้พิทักษ์ลายสลิดอีกตัวที่ดูสงบเสงี่ยมกว่า รายงานเสริม
‘ส่วนเ้าหลง แมวจรที่ท่านส่งเข้าไปแทรกซึมในสำนักฝึกสัตว์ปีศาจ ฝากข่าวมากับแมวร้านขายสมุนไพรที่ติดต่อกับสำนักฝึกสัตว์ปีศาจว่า เขาเจอห้องที่มีการคุ้มกันแ่าของตึกชั้นใน บางทีห้องนั้น อาจจะมีวิธีการควบคุมวิชาแปลงกายที่ท่าน้าซ่อนอยู่ก็เป็ได้ หากท่านหาเวลาไปได้เมื่อใด ตอนนั้น เ้าหลงจะช่วยนำทางให้ท่านเอง’
‘เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว ขอบใจพวกเ้ามาก’
ถึงมู่ไป๋หลิงจะสามารถผลัดเปลี่ยนร่างระหว่างมนุษย์และแมวได้ ทว่าอุปสรรคสำคัญที่คอยตามรบกวนแต่ละครั้ง คือเวลาที่ร่างกายนั้น ๆ คงอยู่กลับไม่เสถียร บางคราร่างมนุษย์จะผันเปลี่ยนกลายเป็แมวฉับพลัน บางคราร่างแมวก็จะกลับคืนสู่ร่างมนุษย์อย่างควบคุมไม่ได้ สร้างความลำบากขณะที่กำลังทำการสำคัญอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม นอกจากเหล่าผู้ดูแลของตำหนักสดับสหัสสาสน์ ร่างวิฬาร์นี้ก็คือกุญแจสำคัญ ที่ทำให้มู่ไป๋หลิงสามารถผูกมิตร และสั่งการเครือข่ายสายลับสี่เท้าในละแวกหอน้ำชา รวมทั้งสหายแมวจรในเมืองผิงอัน และแมวจรข้ามถิ่นทั่วทุกหย่อมหญ้า ให้ช่วยสืบเสาะข่าวคราวต่าง ๆ ทั่วยุทธภพให้อีกแรง