บทที่ สิบสี่
ตามปกติแล้วพิษสกัดจากใบอี้ตันจะออกฤทธิ์ไม่เกินในหนึ่งชั่วยามถึงจะไม่รู้เวลาที่แน่นอนแต่อย่างไรตอนนี้ก็เกินหนึ่งชั่วยามแล้วแน่ๆแต่เด็กหนุ่มที่ชื่อหรงอะไรนี่ก็ไม่เกิดอาการอะไรสักอย่างยังเดินเหินได้ปกติเหมือนไม่ได้ดื่มพิษอะไรเข้าไป ทั้งที่หม่าเจาเหิงมั่นใจมากว่าเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ดื่มเข้าไปต่อหน้าต่อตาทั้งยังได้ยินว่าอีกฝ่ายพูดว่าหวานด้วยซ้ำ เพราะพิษใบอี้ตันจะติดหวานตามที่รู้มา
“มองข้าทำไม?” เสี่ยวหรงเอ่ยถามหม่าเจาเหิงที่ลอบมองมาบ่อยจนจับสังเกตได้
“ไม่มีอะไรคุณชายหรง ข้าเพียงคิดว่าท่านเป็เด็กหนุ่มที่แข็งแรงนักสิบหกก็ห้าวหาญขนาดนี้แล้วข้านับถือ”หม่าเจาเหิงหาเื่พูดหลีกเลี่ยงสิ่งที่คิดอยู่
“คิดว่าโมโหที่ข้าดื่มน้ำหวานหมดคนเดียว” แล้วเด็กหนุ่มวัยสิบหกก็จ้องกลับใบหน้าเรียบนิ่งสายตาน่าหวาดหวั่นจนผู้ถูกมองชะงักเดินถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น”หม่าเจาเหิงเหงื่อไหลที่ขมับตอนที่เอ่ยตอบไม่กล้าไหวตัวจนเด็กหนุ่มหันหน้ากลับไปมองทางอื่นเขาถึงหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เหมือนตัวเองกลายเป็เหยื่อของนักล่าเลยเมื่อครู่ เด็กนี่น่ากลัวเกินไป
ลู่อิงิที่มองอยู่ก็สมน้ำหน้าหม่าเจาเหิงที่โดนจอมมารข่มเข้าให้ที่ต้องคอยเหลือบมองชายชั่วคนนี้ตลอดเพราะเกรงว่าเขาจะหาเื่เดือดร้อนมาให้ทำเป็พูดว่าจะยอมช่วยเหลือทุกคนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ไม่หวังรางวัลอีกแล้วแค่อยากตอบแทนเท่านั้นจึงเดินทางมาด้วยกันแต่จริงลู่อิงิก็คิดว่าดีกว่าปล่อยให้มันแยกทางไปแล้วลอบกัดในความมืดดั่งที่เรียกว่าเก็บมิตรไว้ใกล้ตัว เก็บศัตรูไว้ใกล้กว่า
“เราก็ลงมาลึกมากแล้ว พวกท่านคิดว่าเราควรใกล้ถึงแล้วหรือไม่ข้าเกรงว่าเราจะมาผิดทาง” เย่เฉินไท่เอ่ยถามสิ่งที่คิด เขาไม่รู้เส้นทางแม้แต่น้อยต้องคอยให้คุณชายลู่แนะนำทางให้อย่างเดียว
“ข้าไม่รู้ว่าใกล้ถึงหรือไม่แต่นี่เป็ทางเดียวที่ไม่มีกลิ่นอับ”ถ้าเป็ทางอื่นทั้งกลิ่นอับทั้งกลิ่นสาบน่าจะเป็เส้นทางที่พวกปีศาจค้างคาวอาศัยอยู่ตลอดทางพวกเขาจึงไม่เจอตัวประหลาดเลยยกเว้นที่หม่าเจาเหิงพามา
ตลอดทางไม่มีใครเอ่ยค้านสักคนเื่เส้นทางไม่ว่าจะชี้ไปทางไหนก็เชื่อและเดินตามคล้ายนางเป็แม่เป็ดจนเหมือนว่ามาถึงจุดสิ้นสุดของเหมืองจนได้ เพราะเบื้องหน้าห่างออกไปไกลๆทั้งสี่คนเป็ทางตันไม่มีทางแยกอีกแล้วเดินเข้าไปจึงเห็นธงของตระกูลจางแขวนอยู่้า
“คุณชายลู่พวกเราเจอแล้ว” เย่เฉินไท่แทบจะะโโลดเต้นที่เจอสิ่งที่ตามหามานานตอนนี้อยู่แค่เอื้อม แต่แล้วเขาก็เงียบไปยืนนิ่งเมื่อคิดได้ว่าตนไม่ใช่คนที่ควรได้สิ่งนี้ “ถ้าไม่มีคุณชายลู่ข้าคงตายแล้วรางวัลนี้ควรเป็ของท่าน”
ลู่อิงิฟังนิ่งๆก่อนะโคว้าธงลงมาแต่ไม่เก็บเข้าอกเสื้อ กลับยื่นมันให้เย่เฉินไท่แทน
“อย่างที่บอก ข้าไม่ได้มาเพราะหญิงงามหรือเงินทองท่านรับมันไปเถอะท่านบัณฑิตเย่”บัณฑิตหนุ่มก็ก้มมองธงในมือลู่อิงิสักพักก็ยังไม่ยอมรับไปจนหม่าเจาเหิงเอ่ยแทรกมาก่อน
“เอาเช่นนี้ไหมข้าเก็บให้ก่อนระหว่างทางพวกท่านก็ไปตกลงว่าใครจะได้รางวัลแล้วค่อยมาเอาไป” ตาใสยิ้มจริงใจแต่ใครจะเชื่อก็เชื่อลู่อิงิไม่มีวันเชื่อ หน้าแบบนี้มีแผนแน่นอนแต่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าแผนร้ายมันคืออะไร ได้ธงแล้วจะวิ่งหนีไปงั้นหรือแต่ยังไงก็ไม่มีทางวิ่งเร็วกว่าคนที่เหาะไปไหนมาไหนอย่างข้าได้หรอก
“ท่านเย่จะรับไปหรือไม่” ลู่อิงิถามย้ำบัณฑิตหนุ่มอีกครั้ง
“ข้าว่าฝากท่านหม่าไว้ก็ได้คุณชาย ข้าไม่กล้ารับจริงๆ” เขาเอ่ยปฏิเสธอีกรอบจึงยอมส่งธงให้หม่าเจาเหิงตามที่เย่เฉินไท่กล่าว
“เช่นนั้นเราเดินทางกันต่อเถอะ”
หม่าเจาเหิงเก็บธงเข้าในห่อผ้าแล้วพาทุกคนเดินนำออกไปได้ไม่กี่เค่อก็หันหลังมาพูดกับทั้งสามที่ตามอยู่ด้านหลัง“ข้าขอไปทำธุระเบาสักครู่ พวกท่านรอที่นี่ก่อนได้หรือไม่”
แล้วเขาก็เดินหลบไปจากแสงไฟที่เย่เฉินไท่ถืออยู่หายไปในความมืดห่างไปได้ไม่เท่าไรฟังจากเสียงเท้าลู่อิงิจับสังเกตตลอดเวลากลัวว่าอีกฝ่ายจะตุกติกเมื่อเสียงเท้าหยุดลงหม่าเจาเหิงก็ะโกลับมาเสียงดังลั่น
“ขอบใจพวกเ้ามากที่หาธงให้ข้า จากนี้ก็ไปตายได้”จบประโยคก็มีวัตถุติดไฟโยนมาทางทั้งสามคน ลู่อิงิก้มมองที่ปลายเท้าทันที
“วิ่ง” เซียนท้าย์เบิ่งตาโตะโเมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร อยากร้องดังๆเป็ภาษาโลกเก่าว่า ‘โอ้มายก็อด’ลู่อิงิไม่แปลกใจหรอกที่มันมีแผนจะชิงธงไปเอารางวัลคนเดียวแต่ไม่คิดว่ามันจะพกะเิเหมืองมา หม่าเจาเหิงไอ้ชั่ว ‘รอเจอกันข้างบน’
ก่อนวิ่งหนีลู่อิงิจึงเตะะเิกลับไปหวังว่าให้ไปไกลๆแล้วถึงออกวิ่งให้ห่างที่สุดไม่รู้ต้องห่างขนาดไหนถึงปลอดภัยกลัวว่าเหมืองมันจะถล่มมาหมดเพราะแรงะเืนี่สิ
ตู้ม!
ในที่สุดเสียงะเิก็ดังสนั่นเพดานผนังพื้นทุกอย่างรอบตัวสั่นไปหมดก้อนหินเล็กๆ ก็ร่วงลงมา ตามด้วยเสียงถล่มอย่างต่อเนื่องจากด้านหลังไม่มีเวลาเลือกทางที่ถูกต้องแล้ว ต้องเอาชีวิตรอดก่อนไม่รู้ว่าตอนนี้นางเลี้ยวเข้าเขตอาศัยพวกปีศาจค้างคาวแล้วหรือยัง แต่คิดว่าคงใช่้เพราะกลิ่นเหม็นสาบรุนแรงขึ้นขนาดนี้
“เราพ้นหรือยัง” ลู่อิงิเอ่ยถามเมื่อทุกอย่างเริ่มหยุดนิ่งแล้วแต่ไม่ทันไรสิ้นเสียงเพดานเหนือศีรษะก็สั่นอีกรอบหินก้อนใหญ่ตกลงมาใส่ ดีที่ได้เด็กหนุ่มผู้ยืนข้างๆกายคว้าคนตัวบางเข้ามาแล้วะโหลบชนิดที่ว่าก้อนหินเฉียดทับชายเสื้อพอดิบพอดี
ลู่อิงิหันกลับไปมองกองหินใหญ่ทับปิดทางเดินเอาไว้ไม่รู้ว่าหนาขนาดไหน ถ้าใช้พลังเซียนยกออกคงนานหลายวันแต่ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่ายังอยู่กันครบไหม ท่ามกลางฝุ่นที่ปกคลุมแทบไม่เห็นอะไรเลยจึงต้องใช้เสียงเอ่ยถามเอา
“พวกท่านอยู่กันคบหรือไม่?”
“ข้าไม่เป็อะไร” เสียงของเย่เฉินไท่เอ่ยตอบเขาอยู่ไม่ห่างมากรอฝุ่นจางลงคงหากันเจอ แต่อีกคนล่ะ
“เสี่ยวหรง?”
“อยู่นี่” เสียงใกล้มาก ใกล้จนเหมือนว่า..นางกำลังอยู่เหนือเขา ลู่อิงิเลยใช้มือคลำลงที่พื้นซึ่งมันไม่ใช่พื้นนี่มันหน้าอกของใครสักคน และจะเป็ใครได้ถ้าไม่ใช่สวีจ้าวหรงเหมือนโดนของร้อนลู่อิงิรีบละมือออกลุกขึ้นยืนพลางคิดว่ามิน่าทำไมพื้นไม่แข็งอย่างที่ควรเป็
“ขอโทษๆ ท่านเป็อะไรไหม” ลู่อิงิจะเข้าไปช่วยก็ไม่กล้าเกรงโดนตัวอีกฝ่ายที่ตอนนี้กลัวว่าเขาจะโมโหที่เมื่อครู่ไปนอนทับอยู่นานสองนานโดนไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย
“ไม่” สวีจ้าวหรงเอ่ยตอบ น้ำเสียงไม่มีอาการโมโหสักนิดพอได้ยินแล้วก็สบายใจลู่อิงิััได้ว่าเขายืนขึ้นแล้วอยู่ไม่ห่างจากนางมากนัก
“ท่านเย่ท่านเดินตามเสียงข้ามาได้หรือไม่ ระหว่างนี้ข้าจะจุดไฟ”ลู่อิงิเสกท่อนไม้ขึ้นมาแล้วจุดไฟที่ส่วนปลาย เย่เฉินไท่ก็เดินมาถึงพอดี
“เมื่อกี้เกือบไปแล้ว ข้าไม่คิดเลยว่าท่านหม่าเจาเหิงจะเป็คนเช่นนั้น”บัณฑิตหนุ่มพูดอย่างสลดในใจ ตอนนี้พวกเขาหลงอยู่ในเหมือง ส่วนอีกฝ่ายก็มีธงในมืออีกด้วย“ถ้าเหยียนซีต้องแต่งกับเขา..”
“เขาจะไม่มีวันได้แต่งกับเหยียนซีหรอก” ลู่อิงิเอ่ยสำทับให้พร้อมกับหยิบผ้าสีแดงออกมาจากอกเสื้อ
“นี่ธงตระกูลจาง ท่านได้มาอย่างไร”
“ข้าหยิบมาจากด้านล่างเหมืองท่านลืมแล้วหรือ”สีหน้างุนงงของบัณฑิตหนุ่มเกือบทำเซียนสาวหลุดขำหรือแม้แต่หน้าของเสี่ยวหรงก็แปลกใจเช่นกัน
“แต่คุณชายให้..”
“ไม่ ข้าไม่เคยให้ ข้าไม่เคยไว้ใจเขาอยู่แล้วทำไมข้าถึงต้องฝากของไว้ที่คนชั่วเช่นนั้น”
“คุณชายลู่มองคนขาดนักทั้งยังรอบรู้เก่งกาจ ข้าเย่เฉินไท่นับถือ”
“โถ อย่าเลย ข้าไม่ได้เก่งอย่างที่ท่านชมขนาดนั้น”เขาก็เป็แค่นักอ่านที่รู้เื่ราวแท้จริงเท่านั้น ตอนให้ธงกับหม่าเจาเหิงไปแท้จริงนั้นเป็ผ้าเช็ดหน้าที่ตนใช้พลังเปลี่ยนรูปลักษณ์เท่านั้นถ้าตอนนี้เ้าคนชั่วช้าหยิบขึ้นมาดูคงโมโหจนหัวะเิไปเลยว่าธงหายไปไหน
ตอนนี้ลู่อิงิจึงยื่นธงให้เย่เฉินไท่อีกครั้งก่อนจะกล่าวให้อีกฝ่ายคิดได้“ท่านคิดดูว่าใครคือคนที่จะดูแลเหยียนซีได้ดีที่สุดท่านมั่นใจหรือว่าข้าดีอย่างที่เห็น ทั้งที่พึ่งเจอคนอย่างหม่าเจาเหิงไปถึงเวลาแล้วที่ท่านจะรับธงนี้ไป เราจะได้เดินทางกันต่อ”
บัณฑิตหนุ่มมองธงสีแดงแล้วคิดถึงหญิงสาวที่เขารักมาเนิ่นนานก่อนที่นางจะได้ชื่อว่าหญิงงามแห่งเล่อเฟิ่งเสียอีกถ้าใครจะรักและดูแลนางอย่างจริงใจในฐานะสามีได้ดีที่สุดก็ต้องเป็เขาอยู่แล้วเย่เฉินไท่จึงรับยอมรับธงนั้นมาไว้ในมือก่อนเก็บมันเข้าอกเสื้อ
“ช่วยรับการคำนับจากข้าด้วยคุณชายลู่”ไม่ใช่เพียงยกมือคำนับแต่เย่เฉินไท่กำลังคุกเข่าทั้งสองลงด้วย“ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้”
“อย่าคิดเป็บุญคุณเลยท่านเย่ รีบลุกขึ้นเถอะไว้รอคำนับฟ้าดินของงานมงคลท่านดีกว่า” เซียนน้อยรีบพยุงห้ามไม่ให้เขาทรุดตัวลงไป
ทั้งสามคนหันหน้าเดินเข้าเส้นทางที่กลิ่นสาบของปีศาจค้างคาวคลุ้งไปหมดลู่อิงิย่นจมูกหลายครั้งที่ถึงบางจุดกลิ่นสาบหนักหน่วงครั้งนี้มันไม่ใช่แบบป่าพิษที่จะทำให้แสบจมูกแล้วใช้พลังเซียนรักษาได้เป็เื่ของกลิ่นน่ารำคาญนัก ไม่รู้จะต้องทนที่นี่นานแค่ไหนถึงจะเจอทางเดินปกติ
ตลอดการเดินทางไม่มีใครส่งเสียงอะไรเพราะก่อนหน้านี้ได้เอ่ยเตือนไว้แล้วเื่ปีศาจค้างคาว แม้พวกมันตาบอดแต่หูดีมากเป็ไปได้อย่าคุยกันจนพ้นเขตที่อยู่พวกมันไปก่อน
เย่เฉินไท่ทุกก้าวเขาเหยียบย่างตามคุณชายลู่ไม่ออกนอกเขตแม้แต่น้อยแต่สุดท้ายสิ่งที่คาดหวังและอธิษฐานก็ไม่เป็จริงเบื้องหน้ามีก้อนกลุ่มสีดำทมิฬอัดแน่นรวมตัวกันอยู่คล้ายเป็รังของพวกมันแน่ๆ ถึงได้มีจำนวนมากขนาดนี้ ขนาดที่จะให้หลบไปเงียบๆยังเป็ไปไม่ได้ เพราะสุดท้ายต้องชนเข้ากับตัวใดตัวหนึ่งอย่างแน่นอน กล่าวง่ายๆมันปิดเส้นทางเอาไว้
ทั้งสามหยุดมองก้อนดำทมิฬลู่อิงิแทบไม่กล้าถอนหายใจแม้แต่น้อยกลัวเสียงจะไปปลุกพวกมันลู่อิงิจึงหันมาหาสองคนด้านหลังอย่างจะหาคำปรึกษาว่าจะทำเช่นไรดีกลับทางเดิมก็ไม่ได้หินถล่มปิด แต่ขืนเดินไปต่อได้ต้องสู้กับปีศาจค้างคาวยกใหญ่
บัณฑิตหนุ่มมองกลับมาหาลู่อิงิสายตาก็วิตกกังวลไม่มีคำแนะนำให้แน่นอนจึงจำต้องหันมองร่างเด็กของสวีจ้าวหรง ถ้าเขาคิดจะสู้ปีศาจชั้นต่ำเช่นนี้พวกมันสู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว เสียแต่ว่าทำอย่างไรให้เขาช่วยเหลือเซียนกระจอกจึงต้องสบตาเด็กหนุ่มแล้วอ้อนวอนขอจากสีหน้าเอาเพราะตัวนาไม่กล้าส่งเสียงมือก็ยกขึ้นคำนับปลกๆ
เย่เฉินไท่ที่มองอยู่ก็งุนงงไหนว่าคุณชายลู่เคยช่วยเด็กหนุ่มไว้ทำไมถึงต้องทำท่าทางอ้อนวอนขอคนที่เด็กกว่าเช่นนั้น
สวีจ้าวหรงมองเซียนปลายแถวที่ทำตาใสใส่ตนก็ยกยิ้มพลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างย่ามใจสุดท้ายก็ทำเสียงเยาะไปหนึ่งทีอย่างที่ชอบทำ “หึๆ” แต่เสียงเบาๆ เพียงเท่านี้ทำใบหูใหญ่ของปีศาจค้างคาวยกตั้งอย่างพร้อมเพรียงคล้ายว่ามันพยายามเงี่ยหูฟังที่มาของต้นเสียงแต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินอะไรอีกหูจึงค่อยๆ พับเก็บลงอีกครั้ง
หนึ่งเซียนหนึ่งมนุษย์ที่มองอยู่ก็ยกมือกุมปิดปากตนเองกลัวจะเผลอหลุดเสียงออกมาลุ้นตัวโก่งจนสถานการณ์กลับสู่ปกติก็หันมองผู้ที่ทำเสียงแต่ผู้กระทำเขากลับไม่สนใจอะไรทำท่าคล้ายจะเดินหน้าต่อมุ่งเข้าหากลุ่มก้อนสีดำทมิฬ
ลู่อิงิคิดว่าจอมมารคงยอมช่วยเหลือแล้วละมั้งจึงหันไปชี้บอกให้เย่เฉินไท่ไปนั่งหลบที่ริมๆผนัง ทั้งยังส่งคบเพลิงไว้ให้เขาถือจากนั้นจึงตามไปสมทบเสี่ยวหรงไม่ทันไรเสียงกรีดร้องดังแสบหูที่เคยได้ยินตอนลู่อิงิกรีดพังผืดไปก่อนหน้าก็ร้องขึ้นมาอีกครั้งและไม่ใช่ตัวเดียวด้วย นางหูจะหนวกแล้ว
“อยู่นี่ห้ามไปไหน” ถ้าเสียงพวกมันดังขนาดนี้ก็ไม่จำเป็ต้องเงียบแล้วหลังสั่งเย่เฉินไท่จบคุณชายลู่ก็ะโหายเข้าความมืดไปมีบัณฑิตหนุ่มเพียงคนเดียวที่อยู่ในที่สว่างทั้งสองคนหายไปแล้วมีแต่เสียงโหยหวนจากความมืดมิดตอบรับเขาราวกับว่าโลกอีกด้านเป็นรกก็ไม่ปาน ไม่รู้คุณชายทั้งสองเป็เช่นไรบ้างแต่ถ้าเขาเข้าไปด้วยคงมีแต่จะทำให้ลำบากเพิ่ม ก็เื่ต่อสู้เขาไม่รู้แม้สักกระบวนท่า
เย่เฉินไท่ได้แต่กำคบเพลิงในมือแน่นมองในที่มืดเบื้องหน้าคล้ายว่าบางทีก็มีลูกไฟลอยได้ที่เคลื่อนที่เร็วๆอยู่ในนั้นด้วย แต่มองไม่ทันเลยว่าเกิดอะไรนอกจากก้อนดำๆ โฉบไปโฉบมาจากหนาแน่นเริ่มเป็บางตาที่พื้นมีศพปีศาจค้างคาวกองสุ่มอยู่หลายสิบจากแค่ที่มองเห็นใกล้ๆห่างออกไปไม่รู้เท่าไร จนบัณฑิตหนุ่มคิดว่าไม่อาจนับได้ก็เป็ได้ตอนนี้เขาเริ่มคิดแล้วว่าทั้งสองคนอาจจะไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาต่อให้เก่งขนาดไหนแต่นี่มิใช่สิ่งที่มนุษย์ทำได้แน่นอน
เสียงกรีดร้องโหยหวนเริ่มเบาบางลงทั้งยังห่างออกไปเรื่อยๆ เหมือนว่าพวกปีศาจค้างคาวบินหนีไปมากกว่ากลุ่มก้อนดำทมิฬหายไปหมดแล้ว แต่เย่เฉินไท่ก็ยังไม่กล้าขยับเขาไม่แน่ใจว่าปีศาจจะไม่ย้อนกลับมาหรืออาจจะรอจนกว่าคุณชายทั้งสองกลับมาก่อนก็ได้
“ท่านเย่” เสียงของคุณชายลู่เอ่ยมาจากที่มืดก่อนจะค่อยๆปรากฏตัวเข้ามาในแสง สภาพดูเหนื่อยล้าพอควร หลายจุดของเสื้อผ้าสีเขียวเข้มที่มีรอยขาดทั้งมีเืซึมนิดหน่อยที่แขนซ้าย แต่ที่เหลือยังดูปกติ
“คุณชายลู่ท่านเป็อะไรหรือไม่ คุณชายหรงเล่า”เห็นกลับมาคนเดียวบัณฑิตเย่ก็ไม่สบายจึงต้องเอ่ยถาม
“ข้าเืออกทำให้เป็เป้าจากกลิ่นเื จึงโดนไล่ออกมา เสี่ยวหรงกำลังไล่พวกมันไปเดี๋ยวก็กลับมา” อีกอย่างก็เพราะพลังเซียนกระจิริดขอนางหมดลงแล้วด้วยไม่อาจจะรักษาแผลให้หายได้ ดีที่แผลไม่ได้กว้างเืที่ซึมออกมาไม่นานคงหยุดไหลสวีจ้าวหรงเลยโยนลู่อิงิออกมาเพราะทำให้เขาสู้ลำบากก็ปีศาจค้างคาวทุกตัวพยายามจะพุ่งเข้าหาเซียนกระจอกอย่างเดียว
“งั้นหรือ เขาไหวแน่หรือ” อย่างไรคุณชายหรงก็เด็กวัยสิบหกสู้ปีศาจค้างคาวคนเดียวจะไม่อันตรายแน่หรือ?
“ไหวสิ เขา..” เดี๋ยว ทำไมรู้มึนหัว ลู่อิงิมองแผลที่ต้นแขนนี่นางโดนเขี้ยวของมันหรือ นึกว่าโดนกรงเล็บเสียอีกก็น้ำลายของปีศาจค้างคาวมีฤทธิ์ทำให้หลับนางรู้ดีพวกมันจะได้พาเหยื่อกลับไปรุมดูดเืที่รังง่ายๆแต่ให้ตายเถอะนางไม่เหลือพลังไล่พิษแล้ว
คุณชายร่างบางเนื้อตัวมอมแมมโอนเอนไปมาคล้ายจะล้มทั้งยืนเย่เฉินไท่ที่มองอยู่ก็ใทำอะไรไม่ถูกปล่อยคบไฟทิ้ง รั้งร่างคุณชายลู่มาพยุงไว้
“คุณชายๆๆ คุณชายลู่เป็อะไรไป”บัณฑิตหนุ่มเขย่าร่างเรียกอีกฝ่ายเพราะไม่รู้เกิดอะไรขึ้นแล้วในที่สุดแรงยืนก็หมดลงลู่อิงิหลับไปทรุดตัวล้มลงกองกับพื้นแต่ดีได้เย่เฉินไท่ดึงเอาไว้ก่อนเตรียมจะอุ้มร่างอีกฝ่ายขึ้นมาหากแต่โดนมือเด็กหนุ่มอีกคนที่ไม่รู้ว่ามาตอนไหนรั้งไว้ก่อน
คุณชายหรงปรากฏตัวตรงหน้าเย่เฉินไท่ปุ๊บก็อุ้มร่างบางของคุณชายลู่ขึ้นแนบอกปั๊บทั้งเด็กหนุ่มยังกลับมาแบบครบถ้วนสมบูรณ์ไม่มีรอยขาดอะไรที่เสื้อแม้แต่น้อยไม่มีเื แม้แต่ฝุ่นยังไม่มีด้วยซ้ำ
“เออ คุณชายสู้มาเหนื่อยๆ ข้าอุ้มคุณชายลู่ให้ไหม”เย่เฉินไท่เอ่ยถามอย่างเป็ห่วงทั้งที่ความจริงแล้วเหงื่อสักหยดเด็กหนุ่มยังไม่มีเลยแต่ถึงจะไม่ได้เหนื่อยแต่เขาก็ยังถามอยู่ดีนั่นแหละ
“ไม่ต้อง” เด็กหนุ่มเอ่ยตอบเท่านั้นแล้วเดินนำออกไปไม่เอ่ยชวนไม่สนใจบัณฑิตคนนี้ในสายตาสักนิดก้าวเท้าข้ามศพของปีศาจค้างคาวไปศพแล้วศพเล่า เขาไม่จำเป็ต้องมีไมตรีให้ใครไม่ได้จะมาช่วยความรักของใครให้สมหวังอย่างเซียนปลายแถวบางคน
เซียนโง่งมทั้งที่เขายอมช่วยแล้วไม่รู้จะะโเข้ามาสู้อีกทำไม สู้จนพลังเซียนหมดเกลี้ยงถึงต้องโดนเขาโยนออกมาไม่งั้นคงอยู่ในนั้นในดงค้างคาวให้โดนรุมสูบเืหมดตัว
“แล้วคุณชายลู่เป็อะไรหรือ?” เย่เฉินไท่ที่เดินตามอยู่ข้างๆก็เอ่ยถามสิ่งที่สงสัย ไม่รู้อยู่ๆ ทำไมคุณชายลู่ก็สลบ แต่ดูตอนนี้คล้ายคนนอนหลับไปเสียเฉยๆ
แต่สิ่งที่เขาถามไปเด็กหนุ่มข้างตัวก็ไม่ตอบสักคำเย่เฉินไท่คิดว่าที่เอ่ยไปก็ไม่ได้เบาเท่าไรอีกฝ่ายก็คงได้ยินแต่เพราะคงเลือกจะไม่ตอบเองเสียมากกว่าบัณฑิตไร้ฝีมือเช่นเย่เฉินไท่ไหนเลยจะกล้ากวนใจอีก ยิ่งเห็นความน่ากลัวของเด็กหนุ่มคนนี้แล้วขอเก็บความสงสัยเอาไว้ดีกว่า