ทางลีฟวิงอาร์เมอร์น่าจะมีระดับชั้นต่ำกว่าดูลาฮานแต่ผมจะจัดการเพียงลำพังได้หรือเปล่านะ...
ยังไงก็เถอะอันเดดก็ต้องใช้เวทธาตุแสงนี่แหละ!
“【แสงเอ๋ยจงทะลวงหอกศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกาย ไชนิ่งจาเวลิน】!”
หอกแห่งแสงถูกยิงออกมาจากนิ้วชี้และนิ้วกลางของผมพุ่งไปยังลีฟวิงอาร์เมอร์
หอกแห่งแสงที่ยิงออกไปเป็นเส้นตรงแทงทะลุท้องของลีฟวิงอาร์เมอร์ทำให้ร่างท่อนบนกับท่อนล่างขาดกระเด็นออกจากกันส่วนหอกแห่งแสงที่แทงทะลุลีฟวิงอาร์เมอร์ก็ยังคงพุ่งไปทำลายกำแพงห้องเก็บของที่อยู่ข้างหลังต่อทั้งๆ อย่างนั้น ซวยแล้ว...
มีไอพิษสีดำรั่วไหลดังซู่ๆ ออกมาจากเกราะที่ถูกตัดท่อนบนและท่อนล่างออกจากกัน จัดการได้แล้ว เหรอ?
“เฮพี่ชาย ไปทำอะไรมากันแน่เนี่ย!?”
“ไม่ได้ทำอะไรเลยครับ!อยู่ๆ เจ้านี่มันก็ขยับแล้วจู่โจมผมเนี่ย!ทำไมถึงมีลีฟวิงอาร์เมอร์โผล่มาได้ล่ะ... ไม่ใช่สุสานหรือสนามรบซะด้วยสิ”
ว่ากันว่าลีฟวิงอาร์เมอร์เกิดมาจากวิญญาณอาฆาตหรือวิญญาณผู้ล่วงลับที่ยังมีห่วงอยู่ดังนั้นจึงน่าจะต้องอยู่ในสถานที่นั่นด้วย อย่างสนามรบหรือสุสาน ดูเหมือนจะต้องเป็นสถานที่ที่มีความเคียดแค้นของมนุษย์สะสมอยู่สินะ
“หรือว่า...”
“นึกอะไรขึ้นมาได้เหรอครับ?”
คุณลุงทำท่าเหมือนจะนึกอะไรออกพร้อมทั้งมองไปยังซากของลีฟวิงอาร์เมอร์
“คฤหาสน์หลังนี้เดิมทีเป็นของไวส์เคานต์นิสัยดีแต่ไวส์เคานต์คนนี้กลับโดนเอิร์ลผู้ชั่วร้ายหลอกจนถูกช่วงชิงไปหมดทั้งคฤหาสน์และทรัพย์สมบัติไวส์เคานต์ผู้สิ้นหวังคนนั้นจึงพากันฆ่าตัวตายทั้งครอบครัว...ไม่นึกเลยว่าความเคียดแค้นของไวส์เคานต์คนนั้นจะ...”
ไม่ต้องมาหรือว่าแล้วต้องเป็นความแค้นนั่นแหงๆ! หมายความว่าไงเนี่ย? ลีฟวิงอาร์เมอร์เกิดมาจากความแค้นของไวส์เคานต์ที่โดนหลอกลวงคนนั้นงั้นเหรอ!?
ถึงลีฟวิงอาร์เมอร์จะเป็นสิ่งที่เกิดมาจากความเคียดแค้นนั้นแต่เจ้าตัวก็ไม่ได้อยู่ในนั้นแต่อย่างใด เป็นเพียงสิ่งที่คล้ายกับตะกอนที่ยังเหลืออยู่บนโลกนี้ถึงจะไม่มีเหตุผลที่ต้องโจมตีพวกเราแต่เรื่องนั้นมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่เหลือเพียงตะกอน
เดี๋ยวก่อนนะ? ถ้าฆ่าตัวตายกันทั้งครอบครัวล่ะก็หมายความว่าความเคียดแค้นก็ต้องมีจำนวนตามนั้นสิ...
พอมองไปทางโกดังด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีก็พบว่าอัศวินเกราะเหมือนเมื่อกี้กำลังคืบคลาน แกร๊กๆออกมาจากห้องเก็บของมุ่งหน้ามาทางนี้ ว่าแล้วไง!
“ทำไมเรื่องมันถึงยุ่งยากขนาดนี้เนี่ย...ถ้าส่งเอิร์ลหลอกลวงคนนั้นให้จะยอมหยุดไหมนะ...”
“เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้หรอกพี่ชาย เอิร์ลที่ไปหลอกไวส์เคานต์คนนั้นเพิ่งจะโดนประหารไป
ไม่นานนี้เองเห็นว่าเป็นโทษฐานกบฏต่ออาณาจักรน่ะ”
ไอ้คางคก(เอิร์ลบัลซ่า) นั่นหรอกเรอะ! ตายไปแล้วยังสร้างปัญหาได้อีกนะ!พอคิดแบบนั้นก็รู้สึกเห็นใจไวส์เคานต์ที่ถูกหลอกขึ้นมาเลย...
ลีฟวิงอาร์เมอร์ทยอยออกมาจากห้องเก็บของกันเรื่อยๆ แล้ว
ทำไงดีหว่า...? ถ้าใช้【ไชนิ่งจาเวลิน】ก็มีโอกาสทำให้ความเสียหายกระจายไปรอบข้างด้วยสิ
อืมมม...อ๊ะ จริงด้วย แค่เสริมเวทธาตุแสงเข้าไปด้วย【เอนแชนท์】ก็ได้แล้วนี่เอาเป็นเวทรักษาจะใช้ได้ผลไหมนะ?
“【เอนแชนท์/ เคียวฮีล】”
พอเสริมเวทรักษาใส่คาตานะเสร็จผมก็หลบการโจมตีของลีฟวิงอาร์เมอร์ที่แทงหอกขึ้นสนิมใส่จากนั้นก็ใช้คาตานะฟันใส่แขนข้างนั้นขาดในดาบเดียว
ผมฟันแขนของลีฟวิงอาร์เมอร์ขาดได้ง่ายๆ เหมือนกับใช้มีดอุ่นๆ ตัดเนยเลย ดีล่ะ! ได้ผลแล้ว!
อ้าว? แต่ถ้าแบบนี้ผมไปสัมผัสโดยตรงแล้วใช้【เคียวฮีล】เลยก็ได้นี่นา? ไม่สิ มันต้องร่ายคาถาด้วยในเมื่อถ้าไม่ได้ใช้ในระยะประชิดตัวจะไม่ได้ผลล่ะก็ เอาดาบฟันเลยคงไวกว่าสินะ
เอาเถอะช่างมันแบบนี้ก็ยังจัดการมันได้อยู่ดีนี่นะ
ผมตั้งท่าจับคาตานะใหม่อีกครั้งพร้อมกับจ้องมองลีฟวิงอาร์เมอร์ที่โผล่ออกมาเป็นขบวน
“หน้าตาเหนื่อยๆ นั่นมันอะไรกัน? ฮะฮ่า คุณโทยะเองก็เป็นลูกผู้ชายจริง ๆ ด้วย เป็นไงบ้างล่ะ? สดชื่นดีไหม?”
เนื่องจากหมดกำลังใจจะโต้แย้งคุณชิม่อนที่เข้าใจอะไรบางอย่างผิดอยู่ผมจึงได้แต่นั่งหมดแรงโยกไปโยกมาอยู่บนรถม้า
ถึงจะจัดการลีฟวิงอาร์เมอร์ได้หมดทุกตัวแต่ที่แย่ก็คือไปทำกำแพงห้องเก็บของพังนี่สิ เรียกได้ว่าหักลบกับการกำจัดลีฟวิงอาร์เมอร์จนเหลือศูนย์ก็เลยไม่ได้ถูกตำหนิอะไรแต่ผมอาจจะทำเกินไปหน่อยก็ได้
แต่ก็นั่นล่ะน้าเรื่องในครั้งนี้ทำให้รู้ว่า ถ้าเกิดใช้【เอนแชนท์】ดีๆล่ะก็ ดูเหมือนจะสร้างของที่มีประโยชน์ได้มากมายเลยล่ะ
【เอนแชนท์】นั้นเป็นการเสริมแค่ชั่วคราวแต่ก็ดูเหมือนจะเสริมให้ถาวรได้ด้วย ถ้าใช้วิธีนั่นล่ะก็อาจจะ【เอนแชนท์】เวท【ไลท์】ใส่เสาพวกนั้นเพื่อให้ใช้ได้คล้ายๆ กับหลอดนีออนก็ได้มั้ง
อ๊ะแต่ถ้าติดอยู่ตลอดมันก็น่ารำคาญอยู่แฮะ ยิ่งกว่านั้น การใช้งานเวทมนตร์ที่【เอนแชนท์】เข้าไปก็
ต้องใช้พลังเวทด้วยสิ
คราวหน้าถ้าเสริม【เคียวฮีล】ใส่คาตานะเอาไว้มันก็น่าจะกลายเป็นอาวุธไว้ต่อกรกับพวกอันเดดได้ทุกเมื่อยามที่ถ่ายพลังเวทเข้าไปแล้วล่ะผมคิดว่าการเสริมอะไรแบบนั้นให้ของใกล้ตัวไว้มันก็ไม่เปล่าประโยชน์หรอกนะ
อ้าว? จะสามารถ【เอนแชนท์】ใส่สมาร์ทโฟนได้ด้วยหรือเปล่านะ?
“ถึงแล้วนะคุณโดรัน คุณโทยะ ‘จันทราสีเงิน’ น่ะ”
เสียงของคุณบารัลที่อยู่ตรงที่นั่งสารถีทำให้ความคิดของผมถูกขัดจังหวะหลังจากค่อยๆ คลานลงจากรถม้า พวกผมก็เริ่มขนสัมภาระที่ซื้อมาลงตรงหน้า “จันทราสีเงิน”ซึ่งเป็นพวกวัตถุดิบอาหาร ของใช้ประจำวัน และ ถังเหล้า
“ยินดีต้อนรับกลับซื้อมาได้ราคาถูกหรือเปล่า?”
“โอ้อ๊ะ ไม่สิ ก็ไม่ได้ถูกขนาดนั้น ล่ะมั้ง เอาเถอะ ถ้ามีเยอะขนาดนี้ล่ะก็คงอยู่ได้อีกซักพักนั่นล่ะ”
“งั้นเหรอ? ที่เมืองหลวงเองก็เศรษฐกิจไม่ดีล่ะมั้ง?”
คุณมิกะออกมาต้อนรับพวกผมหลังมองส่งพวกคุณโดรันที่อยู่บนรถม้า ผมก็ช่วยขนของที่ซื้อมาเข้าไปในร้าน
เฮ้อเหนื่อยจัง... ในหลายๆ ความหมายเลย
“ยังไงก็เถอะใช้เวลาไปเยอะเลยนะ? เวทเคลื่อนย้ายเนี่ยมันไปถึงได้ทันทีเลยไม่ใช่เหรอ?”
“หือ? อ่า~ อะไรกันพะ เพราะว่าต้องเลือกของนิดๆ หน่อยๆ ด้วยไง...”
“หื~ม...”
คุณมิกะส่งสายตาจับจ้องคุณโดรันที่ทำท่าลุกลี้ลุกลน
คงทนสายตาทิ่มแทงของลูกสาวไม่ไหวแล้วล่ะมั้งคุณโดรันก็เลยแบกถังเหล้าออกไปทางห้องเก็บของที่อยู่ในสวนด้านหลังโดนสงสัยเต็มที่เลยไม่ใช่เหรอน่ะ...
“แล้วคุณโทยะล่ะ คุณโทยะไปเที่ยวเล่นกับเด็กผู้หญิงมาถึงไหนเหรอ?”
“เปล่านะผมไม่ได้ไปเที่ยวเล่นซะหน่อย! ถึงจะโดนชวนก็เถอะ แต่ปฏิเสธไปเรียบ...”
ง่ะ!?
ผมลนลานปิดปากแต่มันก็สายไปเสียแล้ว คุณมิกะแสยะยิ้มอย่างกับคนชั่วออกมา โดนจนได้สิน่า!
“ว่าแล้วเชียวก็คิดอยู่หรอกว่าคงไม่พ้นเรื่องแบบนั้น แต่ก็นะ คุณพ่อเองก็เป็นพ่อหม้ายมาตลอดจะไปกิ๊วก๊าวบ้างฉันก็ไม่คิดอะไรมากหรอก”
โอ้มีลูกสาวที่ยอมเข้าใจนี่ช่วยได้มากเลยน้า คุณโดรันเนี่ย
“เพียงแต่การเนียนเอาเงินสำหรับซื้อของไปใช้นี่มันไม่ใช่แล้วรู้บ้างรึเปล่าว่าคนเขาประหยัดขนาดไหน? ก็ตามนั้นแหละ คงต้องไปคุยกันซักหน่อยแล้วล่ะน้า”
คุณมิกะเดินไปทางสวนด้านหลังที่คุณโดรันอยู่พร้อมรอยยิ้มที่งดงามของจริงแต่ทำไมถึงถือ
สากไม้ไปด้วยล่ะนั่น
หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงอันน่าสมเพชฟังไม่ได้ศัพท์ดังมาจากสวนด้านหลังแต่ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี กรรมตามสนอง ทำดีได้ดี กรรมใดใครก่อ คุณโดรันขอโทษนะแต่ผมขอตัวไปพักก่อนละกัน
อยู่ๆผมก็เห็นของที่เหมือนใบปลิวอะไรบางอย่างปลิวออกมาจากกระเป๋าของคุณโดรันที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์พอลองหยิบมาดูก็พบว่าสิ่งนั้นคือใบปลิวโฆษณาซ่องของเมืองหลวง ที่มีพิมพ์พวกนิสัยหรือรูปร่างของเด็กผู้หญิงที่แนะนำเป็นพิเศษอยู่ภาพเปลือยที่วาดเอาไว้ก็สมจริงจนยั่วยวนน่าดู
ทำอะไรของคุณลุงกันเนี่ย...พกของพรรค์นี้มาด้วยยังไงก็ต้องความแตกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ...
“คุณโทยะกลับมาแล้วเหรอคะ?”
“หือ? อ๋อ พวกยูมิน่าเองเหรอเพิ่งกลับมาถึงเมื่อกี้นี้เองน่ะ...”
อ๊ะผมเอาใบปลิวที่อยู่ในมือไปซ่อนไว้ข้างหลังถึงจะคิดว่าการเอาไปซ่อนตอนนี้เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมชาติเกินไปแต่ก็มาตระหนักได้ทีหลังว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องซ่อนเลย! มันไม่ใช่ของผมซะหน่อย!แต่ถ้ามาเห็นเจ้านี่ตอนนี้ล่ะก็ ได้โดนเข้าใจผิดแน่นอน!
“...ทำอะไรอยู่เหรอโทยะ?”
“เปล่าไม่มีอะไร”
“เหงื่อท่วมเลยนะเจ้าคะ”
“เพราะว่าเหนื่อยน่ะ”
“ทำไมถึงพูดแข็งๆ แบบนั้นล่ะคะ?”
“คิดไปเองน่า”
ผมเลี่ยงคำถามของเอลเซ่ลินเซ่ และยาเอะ พร้อมกับค่อย ๆ ถอยหลังไปเรื่อย ๆถึงทั้งสี่คนจะมองมาทางผมด้วยสายตาเคลือบแคลง แต่ตอนนี้ผมไม่สนอะไรแล้ว
ผมเริ่มขึ้นบันไดยาวเพื่อไปยังห้องของตนเองทั้งๆ อย่างนั้น
“...ทำไมถึงต้องเดินถอยหลังขึ้นบันไดล่ะเจ้าคะ?”
“วะวิธีนี้มันขึ้นสบายกว่าน่ะ! งะ งั้นก็ ผมขอไปนอนก่อนล่ะ! ราตรีสวัสดิ์!”
“อ๊ะเดี๋ยวสิ โทยะ!?”
ผมวิ่งขึ้นบันไดรวดเดียวโดยที่ยังหันหลัง นี่ผมเป็นกุ้งหรือตัวอะไรเนี่ย*
“...เป็นคนแปลกๆ เนอะ”
“...คนแปลกๆ ค่ะ”
“...คนแปลกๆ เจ้าค่ะ”
“ก็แปลกจริงๆ ล่ะค่ะ แต่ก็เป็นคนที่ยอดเยี่ยมนะคะ?”
ถึงผมจะได้ยินเสียงทั้งสี่คนคุยอะไรบางอย่างกันจากชั้นล่างแต่ก็ฟังไม่ชัดอยู่ดี หลังจากไขกุญแจ
แล้วเข้าไปในห้องโคฮาคุก็ยังนอนขดตัวกลมอยู่บนเตียงอยู่เลย
ผมเองก็ล้มตัวลงไปข้างๆ ถึงโคฮาคุจะตื่นแล้วตั้งใจจะลุกขึ้นยืนเพื่อหลบให้ผม แต่ผมก็ลูบหัวห้ามเอาไว้
เฮ้อใช้พลังงานไปเยอะเกินแฮะ...
ไม่อยากคิดหรือทำอะไรอีกแล้วผมตกลงสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
วันรุ่งขึ้นทุกคนมาปลุกผมเพราะไม่ยอมตื่นซะทีแต่ก็ดันมาเห็นใบปลิวอันนั้นที่ตกอยู่บนพื้นซะได้ทำให้ผมต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการตอบคำถามผมจึงตัดสินใจว่าจะไม่ไปเมืองหลวงกับคุณลุงพวกนั้นหรือไปกันแค่ผู้ชายเท่านั้นอีกเด็ดขาด
*กุ้งจะเคลื่อนที่โดยการว่ายน้ำถอยหลัง