เมื่อเห็นว่าสวีทงกุมจุดตายของตนไว้ได้อย่างอยู่หมัด แม้หงจวินจะขุ่นเคืองใจเพียงใด แต่เขาก็จำต้องยอมนั่งลงเจรจาอีกครั้ง
หงจวินจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของสวีทงอย่างนิ่งนาน
“เจ้า... ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก”
สวีทงเผยรอยยิ้มบาง ๆ
“ท่านมรรคาจารย์ให้เกียรติข้าเกินไปแล้ว ข้าเพียงปรารถนาจะบำเพ็ญเพียรอย่างสงบเงียบ มิได้ใคร่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวสัพเพเหระเหล่านั้น”
คำพูดของสวีทงประหนึ่งการเผยไพ่ในมือออกมาครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่แจ้งชัดจนเกินไป
หงจวินจ้องมองสวีทงเนิ่นนานโดยมิได้เอ่ยคำใด เขาพยายามครุ่นคิดว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นหมายความว่าอย่างไรกันแน่
การที่สวีทงบอกว่าไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น... หรือว่าเขาจะล่วงรู้ถึง ‘ลิขิตชะตา’ ของตนเองแล้ว?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจของหงจวินก็กระตุกวูบ
ไม่ได้! เรื่องนี้เขาไม่มีทางล่วงรู้ได้เด็ดขาด นี่คือสัจธรรมที่วิถีสวรรค์กำหนดไว้ นอกเสียจากว่าพลังบำเพ็ญของเขาจะบรรลุถึงขอบเขตมหาเต๋าเสียเอง
หงจวินรีบปฏิเสธข้อสันนิษฐานนั้นในใจทันที
หากอีกฝ่ายมีพลังบำเพ็ญถึงขอบเขตมหาเต๋าจริง ป่านนี้คงเปิดฉากหักหาญกับเขาไปนานแล้ว ไฉนจะต้องมาเสียเวลานั่งต่อรองกันเช่นนี้
ทงเทียนผู้นี้ คงจะได้รับสมบัติวิเศษบางอย่างที่สามารถหยั่งรู้ลิขิตสวรรค์มาได้บ้าง จึงล่วงรู้ถึงความสำคัญของดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ทุกอย่างคงเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น
หงจวินปลอบใจตนเอง
“ทงเทียน... เรื่องที่เจ้าขอ ข้าตกลงจะจัดการให้ แต่นอกเหนือจากนั้น ข้าอยากจะถามเจ้าสักครา... เจ้าปรารถนาจะบรรลุเป็นปราชญ์หรือไม่? หากเจ้าตกลง วันนี้เจ้าจงออกจากด่านเสีย ข้าจะรับรองตำแหน่งปราชญ์ให้เจ้าหนึ่งตำแหน่ง”
“มิใช่เพียงแค่ธงเบญจทิศปฐมกำเนิดเท่านั้น แต่สมบัติวิญญาณปฐมกำเนิดชิ้นอื่น ๆ หรือแม้แต่ยอดสมบัติปฐมกำเนิด ข้าก็ยินดีจะมอบให้เจ้าเช่นกัน”
“เจ้าก็น่าจะรู้ว่ามหันตภัยอู๋เยาจะต้องจบสิ้นลงในวันใดวันหนึ่ง ข้าบอกเจ้าตรงนี้เลยก็ได้ว่า ถึงเวลานั้นระฆังโกลาหลของไท่อีจะกลายเป็นของไร้เจ้าของ หากเจ้าตกลง ข้าผินเต้าขอสัญญาว่าจะมอบสิ่งนั้นให้แก่เจ้า ขอเพียงเจ้าพยักหน้า ยอมออกจากด่านและกราบข้าเป็นอาจารย์เท่านั้น”
หงจวินตัดสินใจ ‘ทุ่มสุดตัว’ เพื่อลองเชิงทงเทียน เพราะเจ้าเด็กคนนี้สร้างปัญหาให้เขามากเกินไปแล้ว หากดึงตัวมาเป็นพวกได้ เรื่องยุ่งยากในอนาคตคงจะเบาบางลง
เมื่อได้ยินข้อเสนอของหงจวิน สวีทงก็ต้องแอบตระหนกในใจ
โอ้! คราวนี้ตาแก่นี่ทุ่มหมดหน้าตักเลยแฮะ ถึงกับกล้ายกระฆังโกลาหลมาล่อใจ นั่นเป็นยอดสมบัติปฐมกำเนิดอันดับหนึ่งเชียวนะ
แต่... ต่อให้ยอดสมบัติจะเลิศล้ำเพียงใด ก็มิอาจต้านทานการพยากรณ์ของวิถีสวรรค์ได้หรอก ถึงตอนนั้นต่อให้ข้ามีสมบัติไว้ครอบครอง แต่กลับถูกเจ้ากักขังไว้ในวังจื่อเซียว แล้วมันจะมีประโยชน์อันใดเล่า?
สวีทงลอบแค่นเสียงเย็นในใจ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“ท่านมรรคาจารย์เมตตาข้านัก ทงเทียนผู้นี้รู้สึกละอายใจยิ่ง แต่ข้าเป็นคนรักอิสระจนชินเสียแล้ว ไม่ปรารถนาจะเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวอื่นใด จึงต้องขอประทานอภัยที่มิอาจรับน้ำใจของท่านไว้ได้”
พูดจบ สวีทงก็สะบัดมือเรียกดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าออกมาวางตรงหน้าหงจวิน
“ท่านมรรคาจารย์... ท่านนำของสิ่งนี้ไปได้เลยขอรับ”
หงจวินไม่ได้รีบร้อนหยิบดินสวรรค์นั้นไป ทว่าเขากลับจ้องมองสวีทงด้วยสายตาที่ทอประกายลึกล้ำ และในส่วนลึกของแววตานั้น ดูเหมือนจะมีเจตนาสังหารสายหนึ่งพาดผ่านไป
สวีทงหาได้หวาดกลัวไม่ เขายังคงจ้องตาหงจวินกลับไปอย่างสงบนิ่ง
เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดหงจวินก็ลดสายตาลง แววตาคมปราบเมื่อครู่เลือนหายไป
สวีทงลอบยิ้มในใจ เขารู้ดีว่าคราวนี้หงจวินเลือกที่จะไม่ลงมือ
หลังจากรับดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปแล้ว หงจวินก็นิ่งเงียบแล้วหมุนกายเดินออกจากลานเต๋าไปทันที แต่ก่อนจะพ้นประตู เขาได้ทิ้งสายตาที่มีความหมายลึกซึ้งไว้ให้สวีทงคราหนึ่ง
ขณะมองตามแผ่นหลังของหงจวินที่เดินจากไป สวีทงก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ตาแก่นี่รับมือยากจริง ๆ
เมื่อครู่นี้... เขาคิดจะฆ่าข้าจริง ๆ นั่นแหละ แต่เขายังหวั่นเกรงในบุญบารมีที่ข้าแบกรับอยู่ และกลัวว่าถ้าลงมือกับข้าจะทำให้การผสานมรรคาล้มเหลว จึงได้ยอมรามือไป
แต่หากวันใดที่เขาผสานมรรคาสำเร็จ คนแรกที่เขาจะกำจัดทิ้ง... ย่อมต้องเป็นข้าแน่นอน”
สวีทงพึมพำกับตนเอง
“เวลาของข้ายิ่งเหลือน้อยลงทุกที ก่อนที่หงจวินจะผสานมรรคาเสร็จสิ้น ข้าต้องมีกำลังพอที่จะปกป้องตนเองให้ได้ มีเพียงทางนี้เท่านั้นที่จะต่อกรกับเขาได้ในอนาคต”
“ข้าต้องปิดด่านบำเพ็ญเพียรต่อไป ข้าไม่เชื่อหรอกว่าถ้าข้าไม่ยอมออกไปยุ่งเรื่องของใครเลย หงจวินจะกล้าฝืนทัณฑ์สวรรค์มาฆ่าข้าดื้อ ๆ ”
เมื่อคิดได้ดังนั้น สวีทงก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เขาสลายร่างอวตารทั้งสาม แล้วเข้าสู่การปิดด่านบำเพ็ญเพียรต่ออย่างเคร่งครัด
ข้อสันนิษฐานของสวีทงนั้นถูกต้องที่สุด
หากก่อนหน้านี้หงจวินมองว่าสวีทงเป็นเพียง ‘ตัวปัญหา’ ทว่าในยามนี้ สวีทงได้ถูกจัดลำดับให้อยู่ใน ‘รายชื่อที่ต้องกำจัด’ ของหงจวินเรียบร้อยแล้ว
แม้จะเป็นเพียงมดปลวกในสายตาเขา ทว่ามดปลวกตัวนี้กลับมาคอยวนเวียนขวางหูขวางตา ทั้งยังทำลายแผนการสำคัญของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หงจวินย่อมมิอาจปล่อยให้เขากำเริบเสิบสานต่อไปได้
หลังจากก้าวพ้นจากลานเต๋าของสวีทง หงจวินก็เหลียวกลับไปมองประตูใหญ่คราหนึ่ง
“คิดจะตัดขาดจากโลกเพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างสงบรึ? หึ... โลกนี้ไม่มีเรื่องง่ายดายเช่นนั้นหรอก”
พูดจบ ร่างของหงจวินก็เลือนหายไป
เมื่อเขากลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง ก็ได้กลับมาถึงวังจื่อเซียวเรียบร้อยแล้ว
เล่าจื๊อและศิษย์คนอื่น ๆ ต่างยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะเพื่อรอคอยการกลับมาของอาจารย์ ทันทีที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของหงจวิน ทุกคนก็รีบลืมตาขึ้นทันที
“ท่านอาจารย์ ท่านกลับมาแล้ว”
หงจวินพยักหน้ารับคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นโดยไม่มอบโอกาสให้ผู้ใดได้ซักถาม
“เรื่องการบรรลุมรรคาของหนวี่วาได้รับการคลี่คลายแล้ว วาสนาแห่งการเป็นปราชญ์ของพวกเจ้าจะแจ่มชัดขึ้นในไม่ช้า
ในเมื่ออยู่ที่นี่กันพร้อมหน้า... หยวนสื่อ เล่าจื๊อ พวกเจ้าจงส่งมอบธงเบญจทิศปฐมกำเนิดที่อยู่ในมือมาให้ข้าเสีย ข้ามีธุระจำเป็นต้องใช้”
เมื่อได้ยินว่าปัญหาถูกแก้ไขแล้ว ทุกคนต่างก็มีสีหน้ายินดีปรีดายิ่งนัก แต่เมื่อหงจวินหันมาเรียกเอาสมบัติวิเศษจากมือ เล่าจื๊อและหยวนสื่อก็พลันมีความลังเลปรากฏขึ้นในใจ
หงจวินเห็นศิษย์ทั้งสองนิ่งเงียบไปก็ขมวดคิ้วมุ่น
“พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร? หากไม่เต็มใจจะมอบให้ ข้าผินเต้าก็จะไม่ขืนใจ”
แม้คำพูดจะฟังดูสละสลวย ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยแรงกดดันและการข่มขู่อย่างชัดเจน
เล่าจื๊อได้สติทันควัน
คนตรงหน้าคือผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งแห่งหงฮวง อีกทั้งยังมีฐานะเป็นอาจารย์ของตน
อย่าว่าแต่ธงเบญจทิศที่อานุภาพยังไม่โดดเด่นนักเลย ต่อให้หงจวินเรียกเอาแผนภาพไท่จี๋ เขาก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
จะมัวมาสร้างความขุ่นเคืองให้อาจารย์ด้วยเรื่องเพียงเท่านี้ไปทำไม?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เล่าจื๊อก็ส่งมอบธงเบญจทิศปฐมกำเนิดในมือให้หงจวินโดยไม่ลังเล หยวนสื่อเห็นพี่ใหญ่ลงมือแล้ว แม้ในใจจะรู้สึกปวดใจ ทว่าเขาก็ต้องทำตามอย่างเสียมิได้ ส่งมอบธงในมือให้หงจวินเช่นกัน
เมื่อเห็นศิษย์ทั้งสองยอมมอบสมบัติให้แต่โดยดี สีหน้าของหงจวินจึงค่อยดูดีขึ้นบ้าง
รวมกับธงสองผืนที่อยู่ในมือข้า ยามนี้ก็เหลือเพียงผืนสุดท้ายที่อยู่ในมือของหมิงเหอเท่านั้นสินะ
แม้สวีทงและหงจวินจะมิได้ทำพันธสัญญาอย่างเป็นทางการ แต่สวีทงมิได้กังวลเลยว่าหงจวินจะตระบัดสัตย์ ตราบใดที่หงจวินยังปรารถนาจะผสานมรรคาให้สำเร็จ เขาก็ไม่มีวันทำเรื่องโง่เขลาอย่างการผิดคำพูดแน่นอน
เมื่อรวบรวมธงมาได้บางส่วนแล้ว หงจวินก็หันไปมองหนวี่วา
หนวี่วาสะดุ้งโหยง นึกว่าอาจารย์จะเรียกเอาสมบัติวิเศษจากนางด้วย ซึ่งนางกำลังลำบากใจยิ่งนัก เพราะนางไม่ได้มั่งคั่งเหมือนเล่าจื๊อหรือหยวนสื่อ ในมือนางแทบจะไม่มีสมบัติวิเศษติดตัวเลย
เนื่องจากหน้าผาแบ่งสมบัติยามนี้มีสี่กระบี่สังหารเซียนคุ้มกันอยู่ ทำให้ว่าที่ปราชญ์ทั้งหลายยังไม่ได้รับสมบัติที่ควรจะได้ไปครอง ประกอบกับนิสัยรักสงบไม่ชอบแย่งชิงของหนวี่วา หลายปีมานี้นางจึงไม่ได้มีลาภลอยอันใดเลย เรียกได้ว่าเป็น ‘นักปฏิบัติสายสันโดษ’ อย่างแท้จริง
ทว่าหงจวินยามนี้ยังไม่ล่วงรู้เลยว่า การที่เขาจงใจกลั่นแกล้งทงเทียนด้วยการทิ้งกระบี่ไว้ที่หน้าผาแบ่งสมบัติ กลับกลายเป็นการทำร้ายศิษย์คนอื่น ๆ ของตนเองจนพลาดสมบัติที่ควรได้ไปเสียสิ้น
ในขณะที่หนวี่วากำลังคิดหาคำพูดเพื่อบอกอาจารย์ว่านางไม่มีสมบัติจะให้ หงจวินกลับสะบัดมือเรียกก้อนดินเรืองแสงออกมา
นั่นคือดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าที่เขาเพิ่งจะ ‘ขูดรีด’ มาจากสวีทงนั่นเอง
ดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าหนวี่วา สายตาของทุกคนในตำหนักต่างก็พุ่งเป้าไปที่สิ่งนั้นเป็นจุดเดียว!