โหมวซือฉิงแค่นเสียง แต่ไม่ตอบ
เธอเองก็อยากถามผู้กำกับหูเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ให้เธอเข้าร่วมภารกิจแล้วผู้รับผิดชอบหลักในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ยังเป็นทีมปราบปรามยาเสพติดอีกทีมสืบสวนอาชญากรรมของเธอกับทีมปราบปรามยาเสพติดมักแข่งขันกันประจำเหมือน ‘น้ำกับไฟไม่อาจอยู่ร่วมกัน’โดยเฉพาะระยะนี้ทีมปราบปรามยาเสพติดไขคดีใหญ่ได้อย่างต่อเนื่องจนได้รับความสนใจไปหมด!
ดังนั้น ปฏิบัติการใหญ่ครั้งนี้ทีมปราบปรามยาเสพติดจึงได้สิทธิพิเศษไปส่วนทีมสืบสวนอาชญากรรมของโหมวซือฉิงก็ถูกกดหัวลงไปค่อนข้างมากแน่นอนว่าโหมวซือฉิงเป็นเพียง ‘เจ้าหน้าที่’ เล็กๆ จึงไม่ถึงคราวให้เธอลงแข่ง
หัวหน้าทีมสืบสวนอาชญากรรม อู๋หงเซิ่ง และหัวหน้าทีมปราบปรามยาเสพติดเฉินซิ่วเฟิง เหมือนน้ำกับไฟอย่างแท้จริงผู้กำกับหูชิงซานมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่อายุยังน้อยและแข็งแกร่งกว่าอู๋หงเซิ่งเป็นตำรวจอาชญากรรมรุ่นเก่า ปีนี้ก็อายุห้าสิบสี่เข้าไปแล้วประสบการณ์และความสงบนิ่งมากขึ้น ทว่าแรงบุกตะลุยน้อยลงส่วนเฉินซิ่วเฟิงหัวหน้าทีมปราบปรามยาเสพติดเพิ่งอายุสามสิบแปดปีเป็นทหารที่ย้ายมาจากกองทัพ ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ตอนอยู่ในกองทัพทำหน้าที่เป็นหน่วยสอดแนมพิเศษ โดดเด่นทั้งฝีมือและมันสมอง
อันที่จริง อู๋หงเซิ่งก็ความสามารถโดดเด่นเพียงแต่เฉินซิ่วเฟิงโดดเด่นกว่า ทีมสืบสวนอาชญากรรมจึงถูกกดหัวมาโดยตลอด
เนื่องจากความสัมพันธ์รุ่นพ่อโหมวซือฉิงกับผู้กำกับหูจึงมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม หูชิงซานรู้ว่าครอบครัวของโหมวซือฉิงไม่ต้องการให้เธอก้าวหน้าในสายงานนี้เขาจึง ‘ร่วมมือ’ ในการกำจัดเธอออกไปทุกทางเพียงแต่ไม่ได้ทำอย่างชัดเจน ไม่ให้โหมวซือฉิงดูออกว่าเขาจงใจ
หูชิงซานคือจิ้งจอกเฒ่า การกำจัดโหมวซือฉิงย่อมไม่ใช่เรื่องยากกีดกันความก้าวหน้าของโหมวซือฉิงไม่พอยังทำให้โหมวซือฉิงคิดว่าเขาเป็นผู้กำกับผู้เที่ยงธรรมยึดหลักการไม่ยึดความสัมพันธ์ส่วนตัว!
สถานะของโหมวซือฉิงในสำนักงานตำรวจก็ละเอียดอ่อนมากเนื่องจากภูมิหลังครอบครัวทำให้เพื่อนร่วมงาน ‘มองเธอต่างออกไป’ อีกเหตุผลหนึ่งคือเพราะเธอ ‘สวยมาก’ ผู้หญิงที่ทั้งสวยแถมยังเป็น ‘ทายาทมหาเศรษฐี’แบบนี้ใครจะไม่ชอบบ้างเล่า
โหมวซือฉิงเปรียบเหมือนภูเขาทองคำ หากได้แต่งงานกับเธอชีวิตนี้ก็ไม่ต้องลำบากทำงานแถมยังได้ดื่มด่ำกับความรุ่งโรจน์และความมั่งคั่งทั้งหมด!
เพื่อนตำรวจประจำห้องเก็บหลักฐานคนนี้จึงไม่มีทางพลาดโอกาสพูดคุยกับโหมวซือฉิงชวนคุยซุบซิบเรื่อยเปื่อยเรื่องใดเรื่องหนึ่งสวี่ตงก็ไม่ได้ใส่ใจว่าเขาสนใจตนหรือไม่ เอาแต่คอยสังเกตออร่าที่เปล่งออกมาจาก ‘หลักฐาน’ เหล่านั้น
สิ่งที่ยืนยันได้แน่ชัดคือพลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นก่อนหน้านี้เห็นแค่ 'ออร่าสมบัติ' จากสมบัติหายากแต่ตอนนี้นอกจากออร่าสมบัติยังเห็นออร่าจากของทั่วไปด้วยเพียงแต่ออร่าจากของทั่วไปสีอ่อนจางมาก
ดูเหมือนว่า ‘จิตวิญญาณ’ ในตำนานเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสียทีเดียวสิ่งของที่ปล่อยออร่าสมบัติออกมาได้เกิดจากการรวบรวมจิตวิญญาณแห่งฟ้าดินและผ่านการเปลี่ยนแปลงมานับล้านปีด้วยเหตุนี้ออร่าสมบัติจึงก่อตัวขึ้นก่อนหน้าที่พวกมันจะก่อตัวขึ้นก็ยังเป็นแค่ของธรรมดา ‘มีออร่า’แต่จางมากเท่านั้น
และตอนนี้สวี่ตงสามารถมองเห็นออร่าอ่อนจางจากของธรรมดาได้แล้วก็ต้องบอกว่าพลังของเขาวิวัฒนาการครั้งใหญ่!
สวี่ตงมอง ‘ออร่า’จากของเหล่านั้นพลางแอบคาดเดาเองว่าวิวัฒนาการนี้อาจเกิดจากการพบกันที่วัดบนเขาปี่เจี้ยเพราะไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือแค่ความฝัน!
นักบวชเฒ่ามรณภาพไปแล้วเป็นไปได้ว่าอาจเป็นแค่ความฝันแต่สวี่ตงไร้วิธีพิสูจน์ให้กระจ่าง
หลงชิวเซิงยังให้ความสนใจเครื่องเคลือบที่สวี่ตงนำมา
โหมวซือฉิงคุยกับเจ้าหน้าที่คนนั้นพลางมองสวี่ตงเห็นเขายังสังเกตยาเสพติดที่ยึดมาอย่างสนอกสนใจจึงละจากบทสนทนาลมฟ้าอากาศตรงหน้าแล้วเดินเข้าไปหา
“สวี่ตงมองอะไรอยู่ หรือนายมองเห็นอะไรเป็นพิเศษ”
สวี่ตงส่ายหน้าก่อนจะชี้หลักฐานที่ถูกปิดผนึกไว้อย่างดีแล้วกระซิบตอบ “คุณอย่าพูดว่าผมเห็นอะไรพิเศษสิสิ่งของทุกอย่างล้วนมีเหตุผลและปัจจัยในการก่อตัวขึ้นทั้งสิ้นของพวกนี้ย่อมเหมือนกันหมด ผมแค่กำลังคิดถึง ‘กลิ่น’ ของพวกมันต่างหาก เลยสังเกตสีกลิ่นของพวกมันอยู่”
“กลิ่นกับสีของกลิ่น?” โหมวซือฉิงประหลาดใจสุดๆหลักฐานพวกนี้ถูกปิดผนึกอยู่ในถุงพลาสติกอย่างดีเรียกได้ว่าไม่มีทางสัมผัสอากาศภายนอกแน่นอนแล้วสวี่ตงพูดถึงกลิ่นกับสีกลิ่นอะไรกัน
หากยังได้กลิ่นสิน่าแปลก!
สวี่ตงยิ้มบาง เห็นสีหน้าโหมวซือฉิงแปะป้าย ‘ไม่เชื่อ’ไว้เต็มหน้าก็พูดว่า “เหมือนคุณจะไม่เชื่อสินะ”
“ไม่เชื่ออยู่แล้ว!”ไม่รอให้โหมวซือฉิงตอบ เจ้าหน้าที่คนนั้นก็แทรกทะลุกลางปล้องขึ้นมาโหมวซือฉิงไม่สนใจ ‘การมีอยู่’ ของเขาเลยในสายตาเพื่อนร่วมงานคนนั้น โหมวซือฉิงเอาแต่ ‘สนใจ’ เด็กคนนี้ เขาจึงเริ่ม ‘เกลียด’ สวี่ตงอย่างไม่มีเหตุผล
สวี่ตงไม่เคยมีบุญคุณความแค้นกับเขา แต่พอฟังน้ำเสียงของเขาก็รู้สึกได้ว่าเขาไม่ได้มี‘ความรู้สึกดี’ ให้ตน แต่สวี่ตงเองก็ไม่ได้ใส่ใจที่อธิบายให้โหมวซือฉิงฟังนั้นเป็นการจงใจพูดโหมวซือฉิงประหลาดใจและไม่เคยเข้าใจความสามารถที่ ‘น่าเหลือเชื่อ’ของตน ตัวเขาเองอยากหาเหตุผลมา ‘อธิบาย’นานแล้ว และตอนนี้ก็ได้โอกาส
เจ้าหน้าที่คนนั้นหัวเราะเยาะแล้วพูดอีกว่า “ปิดผนึกแน่นหนาขนาดนั้นนายยังได้กลิ่นอีกเหรอ อย่าพูดเหลวไหลหน่อยเลย ไอ้น้อง ที่นี่คือสำนักงานตำรวจพูดอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์หน่อยได้ไหม”
สวี่ตงตอบเสียงเรียบ “คุณจะเชื่อก็ได้หรือไม่เชื่อก็ได้ผมไม่ได้ขอให้คุณเชื่อนี่ครับ”
โหมวซือฉิงพลันใจกระตุกวูบ ท่าทาง ‘มั่นใจ’ แบบนี้ทำให้เธอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ถึงแม้ตอนนี้เธอจะรู้สึกว่าเขา ‘พูดเหลวไหล’ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีความสามารถนั้นจริงๆ ก่อนหน้านี้ถึงเธอจะไม่เชื่อ แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆกับสวี่ตงมาเธอก็เริ่มไม่มั่นใจแล้ว!
ขบคิดอยู่พักหนึ่งโหมวซือฉิงก็ปรายตามองสีหน้าเหยียดหยามของเพื่อนร่วมงานอีกครั้งก่อนจะพูดกับสวี่ตงทันที “สวี่ตง งั้นนายอธิบายให้ฉันฟังหน่อยไม่ก็แสดงให้ดูก็ได้”
สวี่ตงพยักหน้า “ได้ครับ เรื่องแปลกๆในธรรมชาติมีเป็นร้อยเป็นพัน สิ่งที่อธิบายไม่ได้ก็มากมายนับไม่ถ้วนทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนมีบางอย่างที่สอดคล้องกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น หมาความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดของหมาคือ ‘จมูกของมัน’ งั้นมาพูดถึงยาเสพติดพวกนี้กัน กลิ่นของมันค่อนข้างพิเศษต่อให้พวกคุณปิดผนึกอย่างแน่นหนา พวกคุณคิดหรือว่าจะไม่มีช่องว่างให้กลิ่นเล็ดลอดออกมาสุนัขที่ได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษสามารถดมกลิ่นได้ บางคนก็ฝึกฝนความสามารถแบบนั้นได้แค่อาจดูน่าเหลือเชื่อสำหรับคนทั่วไป เอาจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษแค่ฝึกฝนก็ทำได้”
“หึๆ” เจ้าหน้าที่คนนั้นยังคงเย้ยหยัน“ตลกมาก กำลังพล่ามอะไรอยู่เนี่ย หมาก็คือหมา มนุษย์ไม่ใช่หมาสักหน่อยจะดมกลิ่นเหมือนหมาได้ยังไงความสามารถของสัตว์มีตั้งเยอะ มนุษย์เปลี่ยนสีได้เหมือนกิ้งก่าเหรอปล่อยคลื่นอัลตราโซนิกได้เหมือนโลมาเหรอ บินได้เหมือนนกเหรอ นี่มันตลกสากลชัดๆ !”
สวี่ตงตอบเสียงเรียบ “งั้นผมก็จะบอกคุณว่าคุณก็อย่าเชื่ออย่างของพวกนี้น่ะ...”
สวี่ตงพูดพลางชี้หลักฐานบนชั้นวาง “ผมจะแสดงให้พวกคุณดูคุณเอาหลักฐานพวกนี้ใส่กล่องสิ ผมจะใช้ ‘กลิ่น’ พิสูจน์ให้พวกคุณเห็น!”
“ได้!”เจ้าหน้าที่คนนั้นอยากหาโอกาสจัดการสวี่ตงจะแย่พอได้ยินเขาเป็นฝ่ายยกเรื่องที่ไม่มีทางทำได้ขึ้นมาเองเช่นนั้นจะไม่คว้าไว้ได้อย่างไร
ภายในห้องเก็บหลักฐานมีกล่องเล็กกล่องน้อยมากมาย เขาสุ่มหยิบมั่วๆมาสามสี่กล่อง ก่อนจะปรายตามองสวี่ตง
สวี่ตงย่อมรู้ความคิดของเขาจึงแบมือให้ “คุณเอาพวกมันซ่อนไว้ในกล่องได้เลยผมจะหันหลังให้ ซ่อนเสร็จแล้วก็เรียกผมแล้วกัน”
เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่มีทางเชื่อเขาอยู่แล้ว แต่กลับจ้องสวี่ตงตาเขม็งเพื่อไม่ให้เขามีโอกาส‘โกง’ แม้แต่นิดเดียวรอจนสวี่ตงหันหลังไปเขาจึงจ้องสวี่ตงไปด้วยแล้วก็เอาหลักฐานใส่กล่องไว้ด้วยจากนั้นก็ปิดฝา ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก็จับกล่องกระดาษพลิกลงแล้ววางกับพื้นตอนนั้นเองถึงส่งเสียงเรียกสวี่ตง “เสร็จแล้ว หันมาได้”
สวี่ตงหันกลับมาก็เห็นกล่องกระดาษสี่กล่องวางเรียงกันเป็นแถวบนพื้นกระเบื้องเขาไม่จำเป็นต้องใช้การสังเกตใดๆ เพื่อแยกแยะก็มองออกแล้วว่า ‘ออร่า’ ที่เปล่งออกมาไม่เหมือนกัน
แต่สวี่ตงไม่สามารถบอกตรงๆ ได้ว่าอะไรอยู่กล่องไหนจึงเริ่มจากย่อตัวลงแสร้งทำเป็นยื่นจมูก ‘ดม’
ดมแต่ละกล่องอยู่ไม่กี่วินาทีจากนั้นก็ชี้ไปที่กล่องแรกแล้วพูดว่า “ข้างในนี้คือยาบ้ากล่องที่สองคือยาเค กล่องที่สามคือเฮโรอีน กล่องที่สี่คือกัญชา!”
ตอนที่เจ้าหน้าที่คนนั้นซ่อนของ โหมวซือฉิงเห็นเองกับตา เธอจำได้ขึ้นใจว่าเพื่อนร่วมงานของเธอซ่อนอย่างไรพอเห็นสวี่ตงตอบไม่ผิดเลยสักกล่องก็ต้องตะลึง ก่อนจะถามอย่างประหลาดใจ “เอ๊ะ สวี่ตง นายดมกลิ่นได้จริงเหรอ”
เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตกตะลึงเช่นกัน คิดไม่ถึงว่าสวี่ตงจะ ‘เดา’ ถูกจริงๆ หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่งก็รีบพลิกกล่องหยิบหลักฐานออกมาดมดูว่าพวกมันมีกลิ่นออกมาจริงหรือไม่
ทว่าเขาไม่ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ เลย หีบห่อของหลักฐานพวกนี้แน่นหนามากโดยเฉพาะของประเภทนี้ที่ไม่สามารถมีรอยรั่วได้
สูดกลิ่นกล่องแรงๆ อยู่พักหนึ่งเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ยังไม่ได้กลิ่นผิดปกติเลยสักนิด จึงมองกล่องทั้งสี่ใบแล้วเดาว่าเจ้าเด็กนี่ก็แค่แมวตาบอดเจอหนูตาย[1]หรือเปล่า
ตามหลักการแล้วไม่มีทางเป็นไปได้เลยเจ้าหน้าที่คนนั้นยังหันไปดูด้านหลังตัวเองว่ามีของจำพวกกระจกอะไรอยู่หรือเปล่ามันอาจจะสะท้อนภาพของพวกนั้นก็ได้
แต่ด้านหลังเขาไม่มีของจำพวกกระจกอยู่เลย ชั้นวางของด้านหลังทาด้วยสีน้ำมันไม่มีทางสะท้อนภาพได้ เขาอดสงสัยไม่ได้ ‘เจ้าเด็กนี่แยกได้ยังไง’
ดมกลิ่นได้จริงหรือแค่เดาถูก?
หากบอกว่า ‘บังเอิญ’ ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เพราะของที่ซ่อนไว้มีทั้งหมดสี่ชิ้น แยกเป็นสี่กล่องโอกาสในการเดาถูกคือหนึ่งในสี่
เดาถูกหนึ่งอย่างยังพอเป็นไปได้แต่เดาถูกทั้งสี่อย่างในครั้งเดียวเป็นไปได้ยากมากเขาจึงวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนว่าเจ้าเด็กนี่เล่นตุกติกหรือไม่ แต่เขาก็ดูไม่ออกว่าสวี่ตงใช้วิธีไหนถึงรู้นี่สิ!
[1] แมวตาบอดเจอหนูตาย หมายถึงโชคเข้าข้าง