สวรรค์นิรันดร์กาล

    วานรทลายสวรรค์

            ถึงแม้ซีรั่วหยานจะบอกว่ามีโอกาสสำเร็จแต่มันก็ยังมีความเสี่ยงเพราะงั้นฉางเฟิงจึงไม่คิดจะลองและหาวิธีใหม่ดีกว่า

            ขณะนั้นเองฉางเฟิงก็กลับมาสนใจก้อนหินอีกครั้งฉางเฟิงเปลี่ยนของเหลวศักดิ์สิทธิ์เป็นดาบและเริ่มผ่าหินออก ขณะที่หินเริ่มถูกผ่าออกพลังชีวิตที่แข็งแกร่งก็ปะทุออกมาจากหินแม้จะเป็นของเหลวศักดิ์สิทธิ์ที่มีความคมอย่างมากแต่การผ่าหินกลับไม่ง่ายเลยฉางเฟิงต้องใช้พลังจำนวนมากในการควบคุมของเหลวศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

            “หินนี่มันทำมาจากอะไรกันทำไมถึงได้แข็งแบบนี้”ฉางเฟิงไม่แปลกใจเลยถ้าอาวุธเซียนจะทำอะไรก้อนหินห้อนนี้ไม่ได้

            “พลังชีวิตแบบนี้มันหรือว่าจะเป็น...”ซีรั่วหยานเหมือนจะสัมผัสได้บางอย่างทำให้นางก้มหน้าขบคิด

            “ไม่ใหวพลังของข้าหมดแล้ว”ฉางเฟิงปล่อยมืออกมาจากของเหลวศักดิ์สิทธิ์ทันที

            การใช้งานของเหลวศักดิ์สิทธิ์จำเป็นต้องส่งพลังปราณให้กับของเหลวศักดิ์สิทธิ์ตลอดเวลายิ่งส่งพลังปราณมากเท่าไหร่พลังของเหลวศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งแข็งแกร่งและยิ่งคมมากขึ้น

            “เจ้ายังผ่าได้ไม่ลึกเลยนะ”ซีรั่วหยานกล่าว

            “เจ้าหินนี่มันเป็นก้อนหินแน่นะทำไมถึงได้แข็งกว่าพวกเหล็กระดับจักรพรรดิไปหลายเท่าละ”ฉางเฟิงหอบหายใจอย่างรุนแรง

            “หินนี้น่าจะไม่ใช่หินธรรมดาแต่มันถูกหลอมกลั่นมาเป็นเวลานานอย่างน้อยอายุของมันน่าจะเกินหลักหมื่นปีไปแล้ว”แววตาของซีรั่วหยานสนใจอย่างมาก

            “หรือว่าถ้าเราหลอมหินนี่เป็นอุปกรณ์ได้ไม่ใช่ว่ามันจะมีความแข็งมากๆงั้นเหรอ”ฉางเฟิงตื่นเต้น

            “ถ้าเจ้าหลอมได้ละนะต่อให้เป็นไฟวิเศษของเจ้าก็ยังทำไม่ได้ อ้อ พอพูดถึงเรื่องนี้ วิธีการใช้ไฟวิเศษของเจ้าดูเหมือนว่าจะทำได้แค่ปรุงยาสินะแต่สำหรับต่อสู้ข้ารู้สึกว่าเจ้าใช้ไม่เป็นเอาเสียเลย” ซีรั่วหยานกล่าว

            “มันช่วยไม่ได้นี่ก็ข้าไม่มีใครมาสอนแถวเสี่ยวจินก็ไม่สามารถหาทักษะการใช้ไฟวิเศษต่อสู้มาให้กับข้าได้ทำให้ข้าใช้ได้แค่การโจมตีธรรมดาเท่านั้น” ฉางเฟิงกล่าว

            “แบบนี้นี่เองมานี่ข้าจะถ่ายทอดความร่าส่วนหนึ่งให้กับเจ้าคิดว่ามันน่าจะช่วยให้เจ้าใช้ไฟวิเศษได้ดียิ่งขึ้น” ซีรั่วหยานชี้นิ่วไปที่หน้าผากของฉางเฟิงพริบตาความรู้เกี่ยวกับการใช้ไฟวิเศษต่อสู้ก็ปรากฏในหัวของฉางเฟิงและยังมีข้อมูลเกี่ยวกับไฟวิเศษอีกมากมาย เช่นไฟวิเศษเหล่านี้สามารถยกระดับได้จากการกลืนกินไฟวิเศษชนิดอื่น

            “มหาจุติเปลวเพลิง”ฉางเฟิงเอ่ยชื่อทักษะที่ได้รับจากซีรั่วหยาน

            “ทักษะนี้เป็นของสหายข้าเขานั้นสามารถควบคุมเปลวเพลิงได้ดั่งใจนึก เพียงแค่เขาคิดเขาก็สามารถจุดประกายไฟในร่างของคู่ต่อสู้ได้เจ้าคิดว่ามันน่ากลัวใหมละ” ซีรั่วหยานกล่าว

            “น่ากลัวมากจริงๆนั่นแหละ”ฉางเฟิงนึกภาพไม่ออกเลยว่าสหายของซีรั่วหยานคนนี้แข็งแกร่งถึงระดับใหน

            หลังจากพักฟื้นได้สักพักฉางเฟิงก็เริ่มผ่าก้อนหินต่อฉางเฟิงทำแบบเดิมซ้ำๆปซ้ำมาจนกระทั่งฉางเฟิงผ่าจนถึงแกนกลางของก้อนหิน

            “วิ้ง!!!!!!”

            พริบตานั้นเองแสงสว่างสีทองก็ปรากกฎออกมาจากข้างในก้อนหินและส่งคลื่นพลังที่แข็งแกร่งกระแทกร่างของฉางเฟิงออกไปจนฉางเฟิงกระอักเลือดออกมาซีรั่วหยานนั้นไม่ได้เป็นอะไร ถึงอย่างไรกายาของนางก็มีระดับที่สูงมากอยู่แล้ว

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้น”ฉางเฟิงถึงกับหน้ามืดเพราะได้รับบาดเจ็บ

            “เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์จริงๆด้วยสินะไม่คิดว่าตัวตนที่ท้าทายสวรรค์จะปรากฎขึ้นมาในยุคนี้เสียได้ ดูเหมือนว่ายุคสมัยนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้วจริงๆ”ซีรั่วหยานถึงกับตื่นเต้น

            “เจ้าอย่าได้เข้าใจคนเดียวสิบอกให้ข้ารู้ด้วย” ฉางเฟิงกล่าว

            “ออกมา!!!!!!”

            ซีรั่วหยานยื่นมือออกไปและพลังปราณสายหนึ่งก็ดึงเอาร่างๆหนึ่งออกมาจากข้างในก้อนหินซึ่งเมื่อมองไปยังร่างๆนั้นฉางเฟิงก็แปลกใจเพราะมันคือเด็กผู้หญิงอายุประมาณเพียง5 ขวบนอนขดตัวอยู่

            เพียงแต่เด็กผู้หญิงคนนี้มีหางสีทองงอกออกมาและผมของนางเองก็เป็นสีทองเช่นกัน

            "มนุษย์งั้นเหรอ ไม่ใช่นางคือตัวอะไร" ฉางเฟิงตื่นตระหนก

            “เผ่าพันธุ์ที่ท้าทายสวรรค์และทุกยุคสมัยที่ปรากฏจะมีเพียงหนึ่งเดียวไม่สามารถสืบสายเลือดได้เรียกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่สวรรค์ทั้งหวาดกลัวและรังเกียจมากที่สุด” ซีรั่วหยานกล่าว

            “มันมีเผ่าพันธุ์ใหนที่ทำให้สวรรค์หวาดกลัวได้งั้นเหรอ”ฉางเฟิงถึงกับงุนงง

            “แน่นอนว่ามีแต่ว่าเผ่าพันธุ์นี้ไม่ค่อยปรากฎออกมาให้เห็นมากนักแต่เมื่อปรากฎออกมานั่นหมายความว่ายุคสมัยนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างเช่นเผ่าพันธ์ที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งอาจจะล่มสลายหรือจักรวางแห่งหนึ่งอาจจะล่มสหลายเลยก็ได้แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดจ้าวจักรวาลคนใหม่เช่นกันหรืออาจจะมีจักรวาลแห่งหนึ่งยกระดับกลายเป็นจักรวาลระดับสูงก็ได้มันมีความเป็นไปได้ในหลายๆอย่าง” ซีรั่วหยานกล่าว

            “แล้วตกลงคือเผ่าพันธุ์อะไร”ฉางเฟิงสงสัย

            “วานรทลายสวรรค์”

            “วานรทลายสวรรค์งั้นเหรอชั่งเป็นชื่อที่ท้าทายสวรรค์อย่างเห็นได้ชัดไม่แปลกใจที่สวรรค์จะรังเกียจ” ฉางเฟิงเข้าใจทันที

            “นี่เป็นโชคของเจ้าเลยนะฉางเฟิงถ้าเจ้าทำให้เด็กคนนี้มองเจ้าเป็นเจ้านายได้ละก็ในอนาคต จะเผ่าพันธุ์ใหนก็ทำอะไรนางไม่ได้ทั้งนั้น”ซีรั่วหยานยกยิ้มอย่างมีความหมาย

            “ก่อนหน้านั้นเราจะทำยังไงกับนางต่อข้าไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กหรอกนะ” ฉางเฟิงกล่าว

            “คิดว่าข้ามีงั้นเหรอ”ซีรั่วหยานตอบด้วยสีหน้าเย็นชา

            ฉางเฟิงรู้ทันทีว่าไปจี้ใจดำสาวบริสุทธิ์อย่างซีรั่วหยานเข้าให้แล้วจึงแกล้งทำเป็นหัวเราะกลับเกลื่อน

            “อื้อ!!!!!!”

            ทันใดนั้นเองร่างของเด็กสาวก็ขยับดวงตาของนางเปิดออกก่อนจะมองไปยังร่างของฉางเฟิงและซีรั่วหยานสลับกัน

            “ท่านพ่อท่านแม่”

            “พรวด!!!!!!!!!!!!!!!”

            ฉางเฟิงถึงกับสำลักออกมาเด็กนี่อยู่ๆก็เรียกเขาว่าพ่อและเรียกซีรั่วหยานว่าแม่ทันที

            “อย่างที่คิดเหมือนว่าจะมองสิ่งมีชีวิตที่เห็นตอนตื่นขึ้นมาว่าเป็นพ่อแม่ของตนเอง” ซีรั่วหยานยกยิ้มและอุ้มเด็กหญิงขึ้นมา

            “นี่แบบนี้มันจะดีจริงๆงั้นเหรอถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่ได้เป็นพ่อแม่ของนางนะ” ฉางเฟิงกล่าว

            “นางไม่มีพ่อแม่ตั้งแต่แรกอยู่แล้วนางนั้นถือกำเนิดมาจากฟ้าดินในแต่ยุคสมัยสะสมกันมาจนเกิดร่างของนางขึ้นมา” ซีรั่วหยานกล่าว

            “หิวหิว เนื้อ” เด็กหญิงกล่าวขึ้น

            “ไม่ใช่ว่าวานรชอบกินกล้วยงั้นเหรอ”ฉางเฟิงกล่าว

            “อย่ามาไร้สาระวานรทลายสวรรค์ไม่ใช่ตัวตนที่วานรปกติจะมาเทียบกันได้ ตามตำนานวานรทลายสวรรค์ชอบกินเนื้อมังกรหรือเนื้อหงส์”ซีรั่วหยานกล่าว

            “เนื้อมังกรและเนื้อหงส์แล้วข้าจะไปเอาของพวกนั้นมาจากใหน” ฉางเฟิงถึงกับพูดไม่ออก

             

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน