เสียงนี้ดังไปทั่วบริเวณ เมื่อทหารเหล่านั้นมองไปยังต้นเสียงก็พบว่ามันมาจากเมิ่งฝานที่กำลังเหนื่อยหอบเพราะสวมชุดเกราะไว้บนร่างเจ้าของพลังที่ทำให้ร่างของนายทหารเมื่อครู่ลอยกระเด็นออกไป!
เมื่อได้เห็นรูปร่างแปลกประหลาดของเมิ่งฝานสีหน้าของทหารรับจ้างเหล่านั้นก็เปลี่ยนไปก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครถึงมาสั่งให้ข้าไสหัวไปเช่นนี้?แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกข้าเป็นใคร?”
แม้ว่าเมิ่งฝานนั้นจะดูคล้ายว่าแปลกประหลาดแต่เมื่อทหารรับจ้างเหล่านี้ได้พบกับแกะตัวอ้วนงดงามที่เบื้องหน้าย่อมไม่คิดที่จะปล่อยนางไปเป็นแน่
เมื่อสิ้นเสียงของอีกฝ่ายเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้มอย่างราบเรียบจากนั้นร่างกายใต้ชุดเกราะขนาดใหญ่ก็ขยับโดยการยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมา พลันเกิดพลังลมจากกำลังภายในแผ่ซ่านออกไป
ตู้ม!
มันพุ่งเข้าใส่ร่างของทหารรับจ้างผู้หนึ่งโดยตรงพลังลมจากกำลังภายในอันน่าสะพรึงนั้นส่งผลให้กระดูกของพลทหารรับจ้างผู้นั้นแตกละเอียดและกระอักเลือดออกมา
เพียงชั่วพริบตาทหารรับจ้างทั้งหลายก็ยืนอยู่กับที่อย่างชะงักงันพลางมองเมิ่งฝานด้วยความตกตะลึงเมิ่งฝานยังไม่ทันได้เอ่ยอันใดคนพวกนั้นพลันวิ่งหนีเตลิดไปอย่างรวดเร็วในทันใดเพียงไม่กี่อึดใจก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้าเมิ่งฝานก็หัวเราะเสียงเบานี่คือกฎของเหล่าทหารรับจ้างทั้งหลาย หากผู้ใดมีพลังแข็งแกร่งผู้นั้นเป็นผู้นำ สถานที่แห่งนี้กับเมืองไท่หยางไม่เหมือนกันเพราะสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเหล่าผู้ทรงอิทธิพลมากมาย ฉะนั้นแล้วการดำรงชีวิตบนทุ่งหญ้าแห่งนี้จึงเต็มไปกลิ่นคาวเลือด
ดรุณีน้อยผู้นั้นมองเมิ่งฝานที่ทำให้ทหารรับจ้างเหล่านั้นหนีเตลิดก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกทว่าน้ำตาก็ยังคงหลั่งรินลงอาบแก้ม ส่วนเมิ่งฝานก็ส่ายหน้าแล้วครุ่นคิดขึ้นในใจว่าความจริงแล้วตนเองหาได้ทำไปเพื่อเงินจำนวนสิบเหรียญทองคำไม่เพียงต้องการหาเหตุผลเข้ามาช่วยดรุณีน้อยผู้นี้เท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่อาจทำใจตนเองให้เย็นชากว่าน้ำแข็งได้
เมิ่งฝานเดินเข้าไปหาดรุณีน้อยตรงหน้าก่อนจะเอาเสื้อคลุมสีดำออกมาจากแหวนคลังวัตถุแล้วคลุมไว้บนร่างของนางจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “เอาล่ะ สวมมันไว้แล้วรีบกลับบ้านเจ้าเถอะ!”
เมื่อได้เห็นดังนั้นนางก็มองเมิ่งฝานด้วยสีหน้าประหลาดใจแล้วยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม เมิ่งฝานก็รู้สึกจนปัญญาในทันใด เพราะดรุณีน้อยที่อยู่เบื้องหน้านั้นดูคล้ายจะเป็นเพียงเด็กสาวผู้หนึ่งที่คงไม่เคยประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน
หลังจากนั้นชั่วครู่นางจึงมองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยขึ้นพร้อมกับร้องห่มร้องไห้“ข้ามีนามว่าเฉาจื่อ ขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิตข้า แต่ข้ามีเงินให้ท่านเพียงสิบเหรียญทองคำเท่านั้นแม้มันจะน้อยไปเสียหน่อยแต่ข้าก็มีเพียงเท่านี้จริงๆ!”
จากนั้นฝ่ามือสวยก็นำเงินจำนวนสิบเหรียญทองคำออกมานี่เป็นเงินจำนวนสุดท้ายที่มีอยู่ในถุงเงินของนางแล้ว นางมองเมิ่งฝานด้วยสีหน้าที่น่าเวทนายิ่ง
เมิ่งฝานรับมาด้วยท่าทีที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “ไม่เป็นไร”
ว่าแล้วเมิ่งฝานก็ลุกขึ้นเตรียมตัวที่จะจากไปทว่านัยน์ตาของเฉาจื่อกลับจ้องเมิ่งฝานอย่างไม่ละสายตา แววตาของนางเต็มไปด้วยความจริงจังดูคล้ายว่ากำลังจะอ้าปากเอ่ยอันใดออกไป แต่สุดท้ายก็เพียงเงียบไป
เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายเมิ่งฝานก็ย่นคิ้วแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย“เจ้ายังมีเรื่องใดอีกหรือ?”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ!”
เฉาจื่อกัดเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนที่จะเงยหน้ากล่าวเสียงเบา“ท่าน...ไปส่งข้ากลับบ้านได้หรือไม่เจ้าคะข้าเป็นคนของตระกูลเฉาแห่งพื้นที่ราบจงยาง ตระกูลเฉานับว่าเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของที่นี่ข้าเป็นบุตรสาวของประมุขตระกูลเฉาหงเฟย ครั้งนี้ข้าลักลอบออกมาจากบ้านโดยไม่ให้องครักษ์ติดตามและไม่มีเงินติดตัวมาด้วยและดูท่า...ข้าคงจะกลับบ้านไม่ได้แล้วด้วย ฮือ~”
เมื่อเอ่ยเช่นนั้นน้ำตาของเฉาจื่อก็หลั่งรินลงมาอีกครั้งนางดูคล้ายว่าจะมีอายุเพียงสิบสี่สิบห้าปี และยามนี้นางก็กำลังหวาดกลัวอย่างที่สุดเลยก็ว่าได้
ให้ตายเถอะ!
เมิ่งฝานทำได้เพียงส่ายหน้าดูเหมือนว่าตนเองได้หาเรื่องใส่ตัวแล้วแต่มันก็จริงอย่างที่นางบอก พื้นที่ราบจงยางแห่งนี้มีทหารรับจ้างมากมายหากปล่อยให้นางเดินทางกลับเพียงลำพังก็คงจะกลายเป็นที่สนใจของคนพวกนั้นอย่างยิ่ง
หลังจากที่เงียบงันไปชั่วครู่เมิ่งฝานจึงเอ่ยเสียงเรียบ“ถึงอย่างไรข้าก็ต้องเดินทางข้ามพื้นที่ราบนี้ไปอยู่แล้วเจ้าคอยติดตามข้าอยู่ด้านหลังก็แล้วกันแต่จำไว้ด้วยว่าข้าจะไม่ช่วยเหลือเจ้าอีกต่อไป!”
“อื้ม!” เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาเฉาจื่อก็ยิ้มแล้วพยักหน้ารับในทันใด
เห็นได้ชัดว่านางนั้นสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของเมิ่งฝานแล้วหากติดตามไปย่อมต้องปลอดภัยเป็นแน่ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ส่ายหน้าก่อนจะก้าวเดินต่อไปโดยไม่สนใจสิ่งใด
เฉาจื่อจัดแจงเสื้อผ้าของตนเองแล้วตามอยู่ด้านหลังของเมิ่งฝานไปติดๆจากนั้นทั้งสองก็ก้าวเดินไปบนพื้นที่ราบจงยางแห่งนี้ไปเรื่อยๆ
หากเมิ่งฝานเดินทางด้วยความเร็วปกติเฉาจื่อย่อมไม่อาจตามทันเป็นแน่แต่ยามนี้เขาสวมใส่ชุดเกราะอันหนักอึ้งเฉาจื่อจึงรู้สึกเหมือนว่ากำลังเดินเล่น เมื่อเมิ่งฝานหยุดพักนางก็คอยสนทนากับอีกฝ่ายเพื่อคลายเหงาด้วย
แม้จะมีอายุราวสิบสี่สิบห้าปีแต่นางก็สดใส่ร่าเริงเป็นอย่างยิ่ง นางเอ่ยถึงวิถีชีวิตและน้ำใจของผู้คนบนพื้นที่ราบแห่งนี้ให้เมิ่งฝานฟังจนเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ชั่วยามทั้งสองก็สนิทสนมกันมากขึ้น มีอายุที่แตกต่างคนหนึ่งตื่นเต้นดีใจ อีกคนตื่นเต้นแต่เงียบงัน กลับกลายเป็นว่าเฉาจื่อพูดจาไม่หยุดพักส่วนเมิ่งฝานก็บำเพ็ญตนอย่างเงียบงัน
“ท่านพี่เมิ่งฝานนี่มันคือสิ่งใดกันแน่เจ้าคะ!”
เฉาจื่อมองชุดเกราะบนกายของเมิ่งฝานแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มดวงตาขนาดใหญ่เปล่งประกาย ระหว่างที่เอ่ยถามก็ใช้นิ้วจิ้มลงไปบนเสื้อเกราะแล้วย่นคิ้วพูดขึ้น“มันหนักไม่น้อยเลยนะเจ้าคะหรือจะให้ข้าช่วยท่านพี่แบกมันดีเจ้าคะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็หัวเราะเสียงเบาพลางส่ายหน้าอย่างจนปัญญาเขามองครู่หนึ่งก็รู้ได้เลยว่าเฉาจื่อนั้นเป็นบุตรอันเป็นที่รักของทุกคนในตระกูลและคงพบเจอกับเรื่องที่เลวร้ายมาน้อยอย่างยิ่งแต่ก็นับว่าโชคดีไม่น้อยที่ได้มาพบกับตน ไม่อย่างนั้น...
แล้วทั้งสองก็เดินทางบนพื้นที่ราบพร้อมกับการสนทนาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นผู้ที่แปลกประหลาดเช่นเมิ่งฝานก็ดูคล้ายว่าผู้คนโดยรอบจะค่อนข้างสงบเงียบไม่มีผู้ใดอยากหาเรื่องใส่ตัว รวมถึงเหล่าทหารรับจ้างผู้กระหายเลือดเหล่านั้นด้วยเมื่อเห็นว่ามีผู้ที่สวมเกราะขนาดใหญ่และหนักอึ้งเพียงนั้นแล้วยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้คนเหล่านั้นก็ล้วนแต่พากันหนีหายไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่ากระต่ายตื่นตูม
ในที่สุดเมื่อถึงยามพลบค่ำ เมิ่งฝานและเฉาจื่อจึงเดินทางมาถึงเมืองแห่งหนึ่งแม้ว่าเทียบกับเมืองไท่หยางแล้วจะมีขนาดที่เล็กกว่าไม่น้อย แต่ก็ไม่นับว่าเป็นเมืองขนาดเล็กเสียทีเดียวทั้งยังมีการคุ้มกันที่แน่นหนาจนสามารถมองเห็นทหารลาดตระเวนได้แทบทุกหนแห่ง ภายในเมืองเต็มไปด้วยแสงไฟซึ่งบ่งบอกว่ามีคนอาศัยอยู่จำนวนไม่น้อย
โดยสิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานสนใจมากที่สุดก็คงจะไม่พ้นการสัญจรของผู้คนมากมายที่นี่เป็นเขตพรมแดนของสองอาณาจักรจึงมีขบวนสินค้าสัญจรไปมามากมาย ต่อให้เป็นยามพลบค่ำย่ำราตรีเช่นนี้ก็ยังมีจำนวนขบวนสินค้าที่มากมายยิ่งกว่าช่วงกลางวันเสียด้วยซ้ำ
“พี่เมิ่งฝานเจ้าคะพวกเรามาถึงแล้ว ที่นี่คือเมืองที่ตระกูลเฉาของข้าอาศัยอยู่มีนามว่าเมืองเทียนหลัน เป็นเมืองที่ตระกูลข้าควบคุมดูแลทั้งหมด ทั้งท่านพ่อและพี่สาวข้าต่างก็อยู่ในนั้นทั้งสิ้น!”
เฉาจื่อที่อยู่ข้างกายของเด็กหนุ่มว่าพลางกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจใบหน้างามนั้นแฝงไปด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับนับว่าได้สลัดปัญหาเล็กน้อยนี้ไปจากตัวได้แล้ว แต่ถึงอย่างไรเมิ่งฝานก็รู้สึกดีต่อดรุณีน้อยที่มีจิตใจดีผู้นี้ไม่น้อยเขาเดินตามเฉาจื่อเข้าไปในเมืองและคิดจะพักผ่อนสักคืน เพราะยามนี้ความมืดของยามราตรีได้คืบคลานไปทั่วบริเวณแล้ว
ทว่าเฉาจื่อกลับลากเขาไปยังใจกลางของเมืองกระทั่งมายืนอยู่เบื้องหน้าสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เมื่อทหารองครักษ์โดยรอบมองเห็นเฉาจื่อก็พากันตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
“เสียวเจี่ยกลับมาแล้ว!”
เสียงของทหารองครักษ์ดังไปทั่วสิ่งปลูกสร้างที่มีตัวอักษรสีทองเขียนว่า ‘ตระกูลเฉา’ ตัวใหญ่ติดเอาไว้การที่สามารถตั้งตนอยู่ใจกลางเมืองได้เช่นนี้บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลแล้ว ไม่นานทั้งสองจึงเดินเข้าไปในตระกูลโดยมีทหารองครักษ์หลายคนเดินอยู่โดยรอบ
สิ่งปลูกสร้างโดยรอบนั้นนับว่าไม่เลวเมิ่งฝานลอบครุ่นคิดขึ้นในใจว่าตระกูลเฉาแห่งนี้คงจะมีประวัติที่ยาวนานไม่น้อยโดยรอบเต็มไปด้วยวัตถุที่แสดงถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน แล้วไม่นานเมิ่งฝานก็เดินตามเฉาจื่อมาจนถึงวิหารใหญ่
พวกเขานั่งอยู่ภายในได้เพียงไม่นานก็มีคนผู้หนึ่งเดินออกมานางสวมชุดกระโปรงสีม่วง มีรูปร่างสูงโปร่ง เส้นผมสวยยาวประบ่ามีความงามที่ไม่ด้อยไปกว่าเฉาจื่อแต่มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า นับว่าเป็นสตรีที่งดงามเพียบพร้อมไม่น้อย
ที่มากไปกว่านั้นคือเมิ่งฝานสัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นแห่งพลังปราณที่สั่นสะท้านมีเพียงผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนขึ้นไปเท่านั้นจึงจะทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ได้
ทว่านางนั้นหาได้มีจิตใจดีและร่าเริงเช่นเฉาจื่อไม่ใบหน้าของผู้มาใหม่บ่งบอกถึงความเย็นชา ซึ่งเป็นท่าทีที่แสดงถึงความทะนงตนของนางและเอ่ยเตือนผู้อื่นว่าไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว
นี่เป็นสิ่งที่เมิ่งฝานเคยได้พบเจอเมื่อยามอยู่กับมู่อวี่อินโดยตรีเช่นนี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีศักยภาพและทะนงตนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้เห็นเฉาจื่อที่อยู่ข้างกายของเมิ่งฝานบุคคลที่สามนั้นจึงเลิกคิ้วสูงก่อนจะย่างก้าวเข้ามาอย่างฉับพลันแล้วบิดใบหูของเฉาจื่อในทันใด
“โอ้ย ท่านพี่มีคนนอกอยู่ด้วยนะเจ้าคะ!”
เฉาจื่อทำปากจู๋ด้วยความเจ็บก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มคล้ายดั่งพยายามผูกมิตรเป็นความน่ารักราวกับกระต่ายตัวน้อยก็ไม่ปาน
“หึ เจ้ารู้หรือไม่ว่าการที่เจ้าหนีออกจากบ้านมีผู้คนมากมายเพียงใดออกตามหามีผู้ใดต้องกังวล ท่านพ่อถึงกับนอนไม่หลับ เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลจากการกระทำของตนเองนั้นมีผลเสียมากมายเพียงใด?”สตรีผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและดูคล้ายว่าจะไม่ยอมรามือง่ายๆ
เฉาจื่อแลบลิ้นแล้วเอ่ยว่า “ข้ารู้ความผิดแล้วเจ้าค่ะ เพราะข้าเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของท่านพ่อจึงอยากจะออกไปหาวิธีรักษาที่ด้านนอกเพียงแต่ไม่ได้มันมาก็เท่านั้น!”
“หึ ท่านพ่อถูกสัตว์อสูรทำร้ายหากไม่ใช่วัตถุศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงก็ไม่อาจรักษาได้ เจ้าจะทำอันใดได้แค่นี้ยังวุ่ยวายไม่พอหรือ!” สตรีผู้นั้นเอ่ยด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความไม่สบอารมณ์นางปรายตามองเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าน้อยเฉาหลันแห่งตระกูลเฉาเมื่อครู่ที่เสียมารยาทไปต้องขออภัยด้วย ไม่ทราบว่าท่านคือ?”
“ผู้นี้คือท่านพี่เมิ่งฝานที่ช่วยชีวิตข้าหากไม่ได้พี่เมิ่งฝานป่านนี้ข้าคงจะตกอยู่ในมือของทหารรับจ้างพวกนั้นแล้ว!”เมิ่งฝานยังไม่ทันได้เอ่ยอันใดเฉาจื่อที่อยู่ข้างกายเขาก็บอกไปเสียก่อน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉาหลันก็ถลึงตามองเฉาจื่อก่อนจะประสานมือให้แก่เมิ่งฝานแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณท่านมาก ในเมื่อท่านช่วยเหลือน้องสาวของข้า...เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจตอบแทนในสิ่งที่ท่านทำประเดี๋ยวข้าจะให้ท่านเข้าไปในคลังสมบัติของตระกูลเฉาเพื่อเลือกสรรศัสตราวุธหนึ่งชิ้น”
เมื่อได้ยินเฉาหลันเอ่ยเช่นนั้นเมิ่งฝานก็หัวเราะเสียงเบาดูท่าอีกฝ่ายจะมีการเตรียมพร้อมต่อการปรากฏตัวของตนไม่น้อย จานั้นเมิ่งฝานจึงเอ่ยเสียงเรียบ“ไม่จำเป็น นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉาหลันก็ย่นคิ้วก่อนจะเอ่ยด้วยความสงสัย “เหตุใดเล่า ท่านคิดว่ามันน้อยไปอย่างนั้นหรือ?หรือท่านคิดสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้?”
ตระกูลเฉาเป็นตระกูลใหญ่ที่มีการค้าขายใหญ่โตมีธุรกิจการค้าทั่วเมืองเทียนหลันและมีผู้คนมากมายต้องการมัน เฉาหลันรู้ดีว่าเฉาจื่อมีจิตใจดีจึงกลัวว่านางจะถูกหลอกลวงและมีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าบางทีทหารรับจ้างที่มาระรานเฉาจื่อนั้นอาจเป็นคนที่เมิ่งฝานจ้างวานมาก็เป็นได้
เมื่อสิ้นเสียงนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์หันไปมองเฉาหลันแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “คุณหนูเฉา ข้าเพียงแค่ถือโอกาสช่วยน้องสาวท่านเท่านั้นหาใช่ทุกคนที่จะคิดในสิ่งอื่นใดอย่างที่ท่านกำลังคิดอยู่ในตอนนี้อย่างน้อยก็ข้าคนหนึ่งอีกอย่างสิ่งของเหล่านั้นของท่านอาจไม่ได้อยู่ในสายตาข้าเลยแม้แต่น้อย!”
“นี่ท่าน!”
เฉาหลันกัดฟันแน่น นางนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะมีท่าทีที่แข็งกระด้างเช่นนี้น้อยคนนักที่จะสนทนากับนางด้วยท่าทีที่หยิ่งทะนงตนเช่นนี้ หรือต้องบอกว่าผู้ที่พบเจอนางล้วนแต่มีท่าทีเคารพยำเกรงเลยก็ว่าได้จากนั้นเฉาจื่อที่อยู่ด้านข้างจึงรีบเอ่ยว่า “ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะท่านพี่ท่านเข้าใจพี่เมิ่งฝานผิดแล้ว เป็นข้าต่างหากที่ร้องขอให้เขามาส่งที่นี่!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เฉาจื่อเอ่ยออกมาเฉาหลันก็มีสีหน้าที่ดีขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า “ขออภัยด้วยช่วงนี้อารมณ์ของข้าค่อนข้างแปรปรวน ตระกูลเฉาของข้ามีเรื่องให้จัดการมากมายจริงๆ !”
เมื่อเห็นสีหน้าของเฉาหลันที่มีความไม่สบอารมณ์ปรากฏเฉาจื่อจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “มีเรื่องใดหรือเจ้าคะหรือว่าคนพวกนั้นมาที่นี่แล้ว?”
“ถูกต้อง!”
เฉาหลันกัดฟันแน่นแล้วพยักหน้ารับจากนั้นเจ้าของนัยน์ตาที่หม่นหมองลงไปจึงเอ่ยเสียงเบา “ครานี้พวกนั้นมีวิธีการมากมายเพราะคิดที่จะฮุบเอาเมืองเทียนหลันไปให้จงได้ในบรรดาห้าตระกูลใหญ่ได้ตกไปอยู่ในมือของตระกูลเมิ่งแห่งเมืองซ่างจิงไปสามตระกูลแล้ววิธีการของพวกนั้น...มันช่างโหดร้ายเสียจริง!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานที่มีท่าทีเกียจคร้านกลับหยุดชะงักก่อนจะมีนัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยแสงแห่งความเยือกเย็น