ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 เงาร่างของราชันยุทธ์ ณ ใจกลางทะเลสาบเลือดมังกร

            “นักศึกษาทุกคนโปรดทราบ ก่อนเวลาเที่ยงวันของวันพรุ่งนี้ทุกคนต้องกลับมารายงานตัวที่เมืองผู้ฝึกยุทธ์เพื่อลงบันทึกคะแนน”

            “นอกจากนี้ หากใครตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตสามารถกดปุ่มที่อยู่ด้านข้างของกำไลข้อมือได้ทันที”

            “เมื่อนั้นจะมีเจ้าหน้าที่รุดหน้าไปยังตำแหน่งสัญญาณเพื่อช่วยเหลือ”

            “แต่สิ่งที่ควรรู้ไว้คือ ทันทีที่กดปุ่ม จะถือว่าการทดสอบสิ้นสุดลงและคะแนนทั้งหมดที่ทำมาจะกลายเป็นศูนย์”

            “ดังนั้นขอกำชับพวกเธอทุกคนว่า จงประเมินความสามารถของตนเองให้ดีประเทศชาติไม่ต้องการพวกบ้าบิ่นที่เอาแต่โอ้อวดจนมองไม่เห็นความต่ำต้อยของพลังตัวเอง”

            หลังจากคำกล่าวตักเตือนสุดท้ายจบลงนักศึกษาทุกคนก็เคลื่อนขบวนออกจากเขตเมืองผู้ฝึกยุทธ์ มุ่งหน้าไปยังทิศทางต่างๆด้วยความรู้สึกคาดหวังปนตื่นเต้น

            จำนวนหนึ่งพันคนฟังดูเหมือนเยอะแต่พอกระจายลงบนพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร กลับดูเบาบางขึ้นมาทันที

            ไป๋ฉางเซิงออกมาจากถุงกักวิญญาณหลังจากเดินทางพ้นจากเมืองผู้ฝึกยุทธ์มาได้ไม่กี่กิโลเมตร

            จากนั้นเขาก็เคลื่อนที่ไปตามทิศทางที่เจียงจืออวี๋ชี้บอกพลางมองหาสัตว์อสูรในบริเวณใกล้เคียงเพื่อล่าไปพร้อมกับการเดินทาง

            ระยะทางหนึ่งร้อยกิโลเมตรนั้นไม่ถือว่าไกลนักแต่หากต้องวิ่งด้วยสองเท้าเปล่าๆ ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว

            ไป๋ฉางเซิงกับเจียงจืออวี๋ยังถือว่าดีหน่อยเพราะค่าพลังเลือดระดับสองช่วยให้พวกเขามีร่างกายที่ทนทานต่อการวิ่งระยะไกลแต่สำหรับหลินจิงเหยาแล้ว เรื่องนี้ดูจะไม่ต่างอะไรจากการทรมาน

            เพราะยังไงซะค่าพลังเลือดของเธอก็ไม่ได้พุ่งสูงทะลุเพดานเหมือนเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิง

            ซ้ำร้ายยังต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่เกิดขึ้นแทบจะทุกๆ ไม่กี่ร้อยเมตรอีกด้วย

            ด้วยความที่เจียงจืออวี๋ตั้งใจ‘ปล่อย’ สัตว์อสูรมาให้บ้างหลินจิงเหยาจึงอาศัยความร่วมมือจากไป๋ฉางเซิงสังหารสัตว์อสูรที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับทหารอสูรระดับหนึ่งไปได้สามตัว

            ตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับสิบสองตัวของเจียงจืออวี๋แล้วดูจะน้อยจนน่าสงสาร

            แต่เมื่อพิจารณาว่าขีดจำกัดพลังของหลินจิงเหยาก็มีอยู่เท่านี้เจียงจืออวี๋จึงไม่ได้บังคับเคี่ยวเข็ญอะไรเธอต่อ

            ถ้าเป็นไปได้ขากลับค่อยหาทางให้หลินจิงเหยาเก็บแต้มสังหารเพิ่มอีกสักหน่อยก็แล้วกัน

            ทว่าตอนนี้ภารกิจหลักของพวกเธอคือการไปสำรวจทะเลสาบเลือดมังกรสักรอบ

            สัตว์อสูรที่เหลือจึงตกเป็นหน้าที่ของไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ที่ต้องลงมือจัดการประสิทธิภาพการต่อสู้จึงเพิ่มขึ้นมากทำให้ความเร็วในการเดินทางพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

            ระยะทางร้อยกิโลเมตรพวกเธอใช้เวลาเพียงหกชั่วโมงก็มาถึงจุดหมาย

            พอมองออกไปไกลๆก็เห็นทะเลสาบขนาดมหึมา และยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งต้องตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของมัน

            “น้ำสีเขียวคือตื้น น้ำใสคือลึก น้ำสีดำคือขุมนรก น้ำสีน้ำเงินคือไพศาล”

            “น้ำในทะเลสาบเลือดมังกรนี่ใสมาก แต่มองไม่เห็นก้นเลยเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่าว่ายิ่งห่างจากชายฝั่งมากเท่าไหร่ น้ำก็ยิ่งลึกขึ้นเท่านั้นเกรงว่าจุดที่ลึกที่สุดอาจจะลึกเกินร้อยเมตรเลยก็ได้”

            เจียงจืออวี๋ยื่นมือไปกวักน้ำในทะเลสาบเลือดมังกรขึ้นมาสัมผัสได้ถึงความเย็นสดชื่นและใสสะอาดอย่างยิ่ง

            “พื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ แถมยังลึกเกินร้อยเมตร ด้วยเงื่อนไขแบบนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะให้กำเนิดสัตว์อสูรหายากขึ้นมา”

            “หรือแม้แต่การบ่มเพาะสัตว์อสูรระดับสูงก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้”

            ด้วยสายตาและประสบการณ์ของเจียงจืออวี๋คำพูดที่ออกมาจึงมีความน่าเชื่อถือสูงมาก

            แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเพราะแค่นี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทะเลสาบเลือดมังกรมีอะไรที่ผิดปกติจริงๆ

            เพราะทะเลสาบที่กว้างและลึกแม้จะไม่ได้มีเยอะแต่ก็ไม่ได้ถือว่าหายากจนเกินไปอีกอย่างทะเลสาบเลือดมังกรก็อยู่ใกล้กับเมืองผู้ฝึกยุทธ์หมายเลข 042ขนาดนี้ มีผู้ฝึกยุทธ์ไปมาหาสู่มากมายแถมยังมีพวกที่ตั้งใจมาตกปลาที่นี่โดยเฉพาะอีกด้วย

            หากมีอะไรผิดปกติจริงๆป่านนี้คงถูกค้นพบไปนานแล้ว

            ตลอดเวลาที่ผ่านมาย่อมมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงผ่านทางมาไม่น้อยพวกเขาไม่มีทางที่จะมองข้ามความผิดปกติไปได้แน่

            ไป๋ฉางเซิงได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ลังเลเขาปัดความสงสัยทิ้งแล้วก้มลงกินน้ำในทะเลสาบเลือดมังกรเข้าไปอึกหนึ่ง

            แม้น้ำในทะเลสาบจะมีรสหวานปะแล่มแต่ระบบกลับไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ดูท่าแล้วคงจะไม่เกี่ยวกับน้ำในทะเลสาบ

            ไม่อย่างนั้นต่อให้ปลดล็อคเลือดมังกรไม่ได้ อย่างน้อยก็ควรจะมีคำใบ้อะไรโผล่มาบ้าง

            “ปลาคาร์ปมังกร... ถ้าอยากจะปลดล็อคสายวิวัฒนาการเลือดมังกรก็น่าจะต้องกินปลาคาร์ปมังกรให้มากพอ”

            “หรือไม่ก็ต้องจัดการปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงมาให้ได้สักตัว!”

            ทว่าทะเลสาบเลือดมังกรนี่ลึกขนาดนี้จะไปจับปลาคาร์ปมังกรที่ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำลึกนั่นได้ยังไง?

            ไป๋ฉางเซิงพยายามเค้นสมองคิดหาทางออกแต่ก็ยังมองไม่เห็นหนทาง

            ถึงแม้เขาจะดำน้ำและอั้นหายใจได้แต่การเคลื่อนไหวในน้ำจะได้รับผลกระทบอย่างมากกระทั่งพลังที่มีอยู่ก็ยากจะแสดงออกมาได้เต็มที่

            ในสถานการณ์แบบนี้ต่อให้เขาหาปลาคาร์ปมังกรเจอ ก็คงยากที่จะไล่ตามหรือล่ามันได้อยู่ดี

            “นั่นแน่ะ มีคนนั่งตกปลาอยู่ตรงนั้นด้วยละ”

            จู่ๆหลินจิงเหยาก็โพล่งขึ้นมา พร้อมกับชี้นิ้วออกไปไกลๆ ที่ใจกลางทะเลสาบ

            หือ?

            เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงมองตามนิ้วของเธอไปยังกลางทะเลสาบแล้วพวกเขาก็ต้องแปลกใจอย่างหนักเมื่อพบว่ามีคนนั่งตกปลาอยู่ตรงกลางทะเลสาบนั้นจริงๆ

            แต่ที่น่าประหลาดคือทั้งเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงต่างก็รู้สึกเหมือนกันว่าก่อนหน้านี้พวกเขากลับมองไม่เห็นคนคนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

            หรือพูดอีกอย่างคือไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร ที่ทำให้พอพวกเขามองไปแล้วสมองกลับสั่งให้มองข้ามคนคนนั้นไปโดยอัตโนมัติ

            ไป๋ฉางเซิงรู้สึกตกใจลึกๆในใจ แต่เจียงจืออวี๋ที่มองตามแผ่นหลังของคนคนนั้นกลับมีท่าทีครุ่นคิด

            “ใช้พลังแห่งกฎเกณฑ์ปกปิดกลิ่นอายของตัวเองถึงได้ทำให้พวกเราเผลอมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว”

            “แค่ทะเลสาบเลือดมังกร ถึงกับดึงดูดตัวตนระดับราชันยุทธ์มาเลยงั้นเหรอ?”

            “แผ่นหลังนี้... ไม่คุ้นแฮะ”

            เจียงจืออวี๋ขมวดคิ้วมุ่นความคิดในหัวปั่นป่วนไปหมด

            คนที่สามารถบรรลุถึงระดับราชันยุทธ์ได้นั้นทั่วทั้งอาณาจักรเทียนเฉามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น หากเธอเคยเห็นมาก่อนเป็นไปไม่ได้ที่จะจำไม่ได้เลย

            แต่ความจริงคือเธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับคนกลางทะเลสาบคนนั้นเลยจริงๆทว่าพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่สัมผัสได้นี่ก็เป็นของจริงเสียยิ่งกว่าจริง

            ไม่แน่ว่าคนคนนั้นอาจจะเสียชีวิตไปก่อนที่เธอจะรุ่งโรจน์ในชาติก่อนหรือไม่ก็ตาแก่นี่ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ของเทียนเฉามาตั้งแต่แรกแล้ว

            “คุณปู่คะ!”

            หลินจิงเหยาตะโกนเรียกเสียงดังจากนั้นคนคนนั้นก็หันกลับมามองพวกเธอแวบหนึ่งวินาทีต่อมาเงาร่างนั้นก็อันตรธานหายไปจากที่ตรงนั้นทันทีทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นที่แผ่กระจายออกไปรอบๆ

            ผมขาว...ชายชรา...

            การได้เห็นเพียงชั่วครู่ทิ้งความประทับใจไว้ให้พวกของไป๋ฉางเซิงเพียงสองสิ่งนี้เท่านั้น

            พวกเธอมองไปรอบๆแต่ก็ไม่พบร่องรอยของชายผู้นั้นอีกเลย

            นี่น่ะเหรอคือพลังของยอดฝีมือระดับสูงสุด?ไปมาไร้ร่องรอย

            ไป๋ฉางเซิงมั่นใจมากว่าเขาไม่ได้กะพริบตาเลยสักนิดแต่คนกลางทะเลสาบคนนั้นหายตัวไปได้อย่างไร เขากลับดักจับทิศทางไม่ได้เลยอย่าว่าแต่ภาพติดตาเลย แม้แต่เงาสักนิดก็ยังไม่เหลือไว้ให้เห็น

            หากจะบอกว่าในตอนแรกไป๋ฉางเซิงยังไม่มีภาพจำที่ชัดเจนเกี่ยวกับ‘พลังรบระดับสูงสุด’ ละก็ ตอนนี้เขามีแล้ว

            และยังถือว่าโชคดีที่คนคนนั้นไม่มีเจตนาร้ายต่อพวกเขาเลยแม้แต่นิดเดียวไม่อย่างนั้นไป๋ฉางเซิงและคนอื่นๆ คงตายไปโดยที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายยังไง

            “แปลกจัง คุณปู่คนเมื่อกี้หายไปไหนแล้วล่ะ?”

            หลินจิงเหยายังคงทำหน้าสงสัยพลางเอ่ยถาม“จู่ๆ ก็หายวับไปเลยไม่รู้ว่าพลังของคุณปู่คนนั้นจะอยู่ในระดับไหนกันนะ”

            “ราชันยุทธ์”

            เจียงจืออวี๋เม้มปากแน่นก่อนจะเอ่ยคำสองคำนั้นออกมา

            ราชันยุทธ์งั้นเหรอ?

            ไป๋ฉางเซิงได้ยินดังนั้นก็ใจหายวาบ

            หากระดับราชันยุทธ์แข็งแกร่งถึงเพียงนี้งั้น‘ราชาอสูร’ ที่อยู่ในระดับเดียวกันล่ะ...

            นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าช่องว่างระหว่างเขากับ ‘เป้าหมายเล็กๆ’ ที่เคยตั้งไว้ในตอนแรกนั้น มันกว้างใหญ่ไพศาลขนาดไหน

            หากไม่มีระบบคอยหนุนหลังเกรงว่าทั้งชีวิตนี้เขาก็คงไม่มีทางสัมผัสแม้แต่ชายขอบของระดับราชาอสูรได้เลย

            เดี๋ยวก่อน...ถ้าขนาดราชันยุทธ์ยังไร้เทียมทานขนาดนี้แล้วระดับจักรพรรดิของเจียงจืออวี๋ในชาติก่อนล่ะ จะขนาดไหนกัน...

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน