เส้นทางสู่เทพ

    ตอนที่ 41 เข้าแข่งขัน 2

    หลังจากรอยพบเป้าหมายที่โจมตีมาแล้วก็ไม่ได้พยายามผลีผลามพุ่งเข้าไปหาแบบดื้อ ๆ แต่ก็มองไปรอบ ๆด้วยเช่นกันว่าจะยังมีทีมอื่นอยู่ใกล้ ๆนี้อีกไหม รอยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะเขตนี้มันอยู่ใกล้กับจุดฟื้นคืนชีพมากที่สุด 

     

    การที่ผู้เข้าแข่งขันต้องการมาจุดนี้ก่อนเป็นอันดับแรกก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเลย เพราะพวกเขาไม่มีแผนที่ของสนามต่อสู้แห่งนี้และการที่จะรู้ว่าสภาพแผนที่โดยรอบของสนามต่อสู้เป็นแบบไหนคงมีแต่จะต้องขึ้นไปมองบนที่สูงเท่านั้น แต่การที่อยู่บนที่สูงของสนามต่อสู้แห่งนี้ก็เป็นจุดสังเกตได้ง่ายดายด้วยเช่นเดียวกัน

     

    รอยใช้พลังโซ่มาพันไว้รอบข้อมือทั้งสองข้างจนคล้ายกับปลอกแขนเพื่อที่นำมันมาปัดป้องลูกกระสุนปืนที่อาจจะยิงเข้ามาอีก รอยไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกับทีมที่ใช้อาวุธสมัยใหม่เป็นคู่ต่อสู้ที่เจอทีมแรกแบบนี้ ชายที่ยิงปืนไรเฟิลใส่รอยพอเห็นว่ารอยรู้ตำแหน่งของเขาแล้วก็ไม่ได้ทำท่าทีตื่นตกใจอะไร เพราะระยะห่างของเขากับรอยนั้นไกลพอสมควรที่รอยจะทำอะไรเขาได้ แถมทีมของรอยยังไม่มีคนใช้อาวุธระยะไกลเลยสักคนเดียวอีกด้วย

    รอยมองไปที่ทีมศัตรูที่อยู่บนดาดฟ้าตึก 20 กว่าชั้น กว่ารอยจะขึ้นไปหาเขาได้คงต้องใช้เวลาพอสมควรจากจุดที่ยืนอยู่

     

    ปัง!

     

    เสียงปืนไรเฟิลดังมาอีกนัด รอยมองเห็นวิถีกระสุนจากมุมที่ถูกยิงใส่อย่างชัดเจนจึงเอนตัวหลบไปได้อย่างไม่ยากเย็น แต่รอยก็ยังถูกยิงเข้ามาอีกหลายนัดแต่กระสุนปืนก็ยังไม่ถูกตัวของเขาเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่รอยทำสร้างแปลกใจให้กับศัตรูไม่ใช่น้อยเพราะด้วยความสามารถระดับนี้มันเกินกว่านักเรียนระดับม.ปลายไปแล้ว แต่สำหรับรอยนั้นการหลบวิถีกระสุนปืนที่เห็นได้ชัดเจนแบบนี้มันง่ายกว่าการหลบการโจมตีของปรมาจารย์บีโฮเป็นไหน ๆ

     

    “บ้าเอ้ย! หลบเก่งนักนะ!! ยิงมันไม่โดนมันสักที” ชายที่ยิงปืนไรเฟิลใส่รอยบ่นอย่างหัวร้อนที่รอยหลบกระสุนของเขาได้ทั้งหมด

     

    รอยใช้ก้าวลวงตาทันทีที่เห็นว่าศัตรูกำลังจะเปลี่ยนกระสุนปืน แต่ใครจะคิดละว่าชายคนนั้นไม่ได้เปลี่ยนกระสุนปืนอย่างที่รอยคิด แต่ดันใช้มือคว้าไปที่ร่างกายของตัวเองและหยิบปืนกลออกมาแทน ครั้งนี้เป็นปืนM16ออกมา 2 กระบอก รอยบอกได้คำเดียวเลยว่าฉิบหายแล้ว เพราะปืนกลมันต่างกับปืนไรเฟิลที่ยิงมาทีละนัดมาก แถมมันยังมีถึง 2 กระบอก ถ้าจะให้หลบกระสุนที่ยิงสาดมาทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้เป็นแน่ รอยจึงเปิดประตูนักสู้และใช้ก้าวลวงตาหลอกล่อเอาไว้ที่จุดเดิมเพื่อหนีออกมาอย่างสุดกำลังพร้อมกับคว้าตัวฟรอสที่อยู่แนวหลังมาด้วยเลย

     

    ปังๆๆๆ!!!

     

    เสียงปืนกลยิงสาดใส่ร่างหลอกของรอยจนเป็นรูพลุนของกระสุนไปทั่วร่างอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงรู้แล้วว่านั่นไม่ใช่ร่างจริงของรอย จึงได้ปาระเบิดแฟลชใส่ตรงจุดที่คิดว่ารอยน่าจะหลบอยู่ตรงหัวมุมตึกข้าง ๆไม่ไกลนี้และสั่งให้คนในทีมที่ซุ่มอยู่ตรงจุดเดียวกันอ้อมไปตรงตึกทั้ง 2 ฝั่งเผื่อปิดล้อมรอยกับฟรอสเอาไว้

     

    รอยไม่คิดเลยว่าศัตรูจะเดาเส้นทางที่หลบออกมาได้ถูกต้อง แต่เมื่อรอยได้เห็นอะไรบางอย่างถูกโยนมาก็ได้แต่กระโจนหนีด้วยความตื่นกลัวเพราะคิดว่ามันอาจจะเป็นระเบิดมือที่สามารถฆ่าเขาได้

     

    วิ้ง!!

     

    ในระหว่างที่สงสัยว่ามันเป็นอะไรที่ถูกโยนเข้ามารอยก็ดันเผลอหันมามองเลยโดนผลกระทบของมันเข้าเต็ม ๆเสียงดังวิ้งจนทำให้หูของรอยอื้อไปชั่วขณะพร้อมกับแสงที่แสบจ้าไปทั่วบริเวณจนทำให้สูญเสียการมองเห็นกับการได้ยินไป ความรุนแรงของระเบิดมันสร้างผลกระทบให้กับรอยและฟรอสไม่ใช่น้อย ถึงแม้รอยจะอยู่ห่างตัวระเบิดมาแล้วก็ตามแต่รัศมีของมันก็กว้างไม่ใช่น้อยเลย

     

    จากนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้นมาอีกครั้งกระสุนปืนนับไม่ถ้วนถูกยิงสาดมาตรงจุดที่ลอยหลบอยู่และด้วยสภาพของรอยและฟรอสที่มองไม่เห็นและไม่ได้ยินจึงไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังถูกโจมตี ถึงแม้รอยจะอยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนักก็สามารถรับรู้ได้ถึงจิตสังหารของศัตรูได้อยู่ดี รอยจึงเลยรีบพลังของโซ่หลายสิบเส้นออกจากร่างสร้างเป็นเกราะป้องกันเหมือนกับรังไหมห่อหุ้มรอยกับฟรอสเอาไว้เพื่อป้องกระสุนปืนที่ยิงเข้ามาจากฝ่ายศัตรูทั้ง 2 คนที่อ้อมมาดักทางรอยทั้ง 2 ฝั่ง

     

    อามาลที่เพิ่งกลับมาจากการสำรวจจุดคืนชีพและไม่โดนผลกระทบของระเบิดแฟรชจึงได้รีบมุดดินเข้าไปหาตึกที่ศัตรูระดมยิงใส่รอยกับฟรอสที่อยู่ใกล้เขามากที่สุดก่อน อามาลทำให้พื้นดินใต้ตึกโดยรอบเปลี่ยนสภาพไปกลายเป็นพื้นหินทั้งหมด จากนั้นอามาลก็ใช้พื้นหินเหล่านั้นทำให้ตัวเองกลายร่างไปเป็นโกเลมหินขนาดยักษ์ขึ้นมา ขนาดของโกเลมมีขนาดใหญ่ขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนที่สู้กับรอย เป็นเพราะอามาลถูกฝึกอย่างเอาเป็นเอาตายกับหน่วยอัสนีมาหลายวันจนทำให้มีพละกำลังเพิ่มมากขึ้นเมื่อใช้พลังพิเศษในการกลายร่าง แถมยังทำให้หินที่ตัวเองหลอมรวมมีความแข็งแรงทนทานมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย 

     

    อามาลชกเข้าไปที่ตึกอย่างแรงจนทำให้ตึกทั้งชั้นพังหายไปทั้งแถบ เมื่อฐานด้านล่างของตัวตึกถูกทำลายตัวตึกเองก็ถล่มยุบตัวลงมาทันที จนทำให้คนที่อยู่บนดาดฟ้าตั้งตัวไม่ทันร่วงลงมาจากความสูงของตึก 20 กว่าชั้น

     

    เพียงชั่วครู่เท่านั้นเสียงปืนก็เงียบลงเพราะการโจมตีของอาลมาลที่ถล่มตึกทั้งตึกได้อย่างง่ายดายแบบนั้นสร้างความตกใจให้กับพวกเขาไม่ใช่น้อย อามาลที่ยังไม่แน่ใจว่าศัตรูตายไปแล้วหรือยังจึงได้ใช้ร่างโกเลมยักษ์ทุบทำลายพื้นที่แถวนั้นอยู่อีกหลายครั้งจนมั่นใจแล้วว่าศัตรูได้ตายกลายเป็นผลึกไปแล้ว จึงได้หยิบผลึกขึ้นมาทำลายต่อทันที 

     

    จากนั้นอามาลก็หันไปมองอีก 2 คนที่ระดมยิงปืนมาใส่ร่างโกเลมของเขา แต่กระสุนปืนพวกนั้นก็ไม่ได้ระคายผิวของร่างโกเลมหินได้เลยแม้แต่น้อย อามาลจึงใช้ร่างของตัวเองพุ่งเข้าไปหาอีกคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต่อทันทีด้วยอารมณ์ที่ฮึกเหิมที่กำจัดศัตรูไปได้แล้วหนึ่งคน แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้นิ่งเฉยเมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมทีมของเขาตายไปแล้วหนึ่งคนแถมผลึกยังถูกทำลายไปแล้วอีกด้วย ถ้าสู้กับเจ้าโกเลมยักษ์นี่ต่อไปก็มีแต่เสียกับเสีย พวกเขาจึงรีบถอนตัวหนีออกไปทันทีที่ยังมีโอกาสเพราะโกเลมเคลื่อนที่มาหาพวกเขาได้เชื่องช้ามาก

     

    หูกับตาของรอยกลับมาใช้การได้เป็นปกติอีกครั้งแต่ก็ยังรู้สึกไม่เต็มร้อยอยู่ดี รอยจึงได้รีบคลายพลังโซ่กลับเข้าร่างและเห็นว่าอามาลกำลังวิ่งไล่ล่าศัตรูไปด้วยความเร็วที่ว่าเดินไปเองยังเร็วกว่าอีก 

     

    รอยถึงกับปวดหัวทันทีที่เห็นอามาลวิ่งไล่ศัตรูแบบนั้นทั้งที่ตัวเองเคลื่อนที่ไม่ได้เร็วเลย 

    “ทำไมไม่สร้างลูกหินและโยนใส่พวกมันฟะอามาล!!” 

    ถึงรอยจะตะโกนบอกไปแบบนั้นแต่มันก็ไม่ทันการแล้ว

    รอยจึงรีบตะโกนบอกให้อามาลหยุดวิ่งทันที เพราะเห็นว่าพวกนั้นวิ่งหนีไปได้ไกลแล้วแถมอามาลยังสร้างความเสียหายถึงขนาดนี้อีกด้วย

     

    รอยคิดว่าคนที่ใช้ปืนไรเฟิลยิงรอยมานั้นไม่ธรรมดาเลย เหมือนกับว่าเขามีพลังพิเศษในการเก็บอาวุธปืนมากมายหลายชนิดไว้ในร่างกายได้ ทุกการเคลื่อนไหวของเขานั้นรอยมองเห็นชัดทุกอย่างถ้าหมอนั่นมีทักษะตัวเบาของชาวยุทธคงน่ากลัวกว่านี้ไม่ใช่น้อย

    การที่เจอคนใช้อาวุธปืนในการแข่งแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะระบบแคปซูลทำให้ผู้แข่งขันทุกคนมีพลังชีวิตที่เท่าเทียมกันหมด ความแตกต่างก็คงจะมีแต่ทักษะป้องกันกับทักษะการโจมตีเท่านั้นที่สร้างความเสียหายที่แตกต่างกันได้ด้วยพลังของแต่ละคน เพราะอย่างนี้เองเลยทำให้หลายทีมเลือกที่จะใช้อาวุธประเภทปืนเป็นหลักถ้าพลังพิเศษของพวกเขาไม่ถูกจัดอยู่ในระดับสูง เพราะถ้ากายเนื้อถูกยิงเข้าไปนัดหนึ่งก็สร้างความเสียหายร้ายแรงกับคนที่ถูกยิงได้หรืออาจจะทำให้คนคนนั้นเสียชีวิตได้เลยถ้าถูกยิงใส่จุดสำคัญของร่างกาย

     

    จากนั้นรอยก็รีบมุ่งหน้าตามทีมที่หนีไปให้เร็วที่สุดเพราะทั้งเสียงปืนและเสียงตึกถล่มคงเรียกผู้เข้าแข่งขันทีมอื่นเข้ามาหาอีกเป็นแน่

    การที่รอยเลือกวิ่งตามทีมที่หนีไปเพราะคิดว่าทีมพวกเขาอาจจะโชคร้ายเจอเข้ากับทีมที่กำลังวิ่งเข้ามาหาที่จุดเกิดเหตุด้วยความสงสัยก็เป็นได้และก็เป็นอย่างที่รอยคิดจริง ๆเพราะมีเสียงปืนดังลั่นอยู่ทางด้านหน้าไม่ไกลนี้เอง

    ปัง ๆๆๆ

    รอยที่วิ่งเข้ามาใกล้ก็เห็นชายที่มีพลังพื้นที่เก็บของภายในตัว ใช้ปืนพกคู่ยิงใส่ฝ่ายตรงข้างสลับกันไปมา เมื่อกระสุนหมดก็หยิบปืนกระบอกใหม่จากตัวออกมายิ่งเรื่อย ๆอย่างต่อเนื่อง แต่ฝ่ายตรงข้ามเองก็มีผู้ที่ใช้พลังจิตสามารถหยุดกระสุนทั้งหมดตรงหน้าได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

     

    “บ้าเอ้ย! ทำไมถึงได้ซวยแบบนี้เนี่ยดันมาเจอผู้ใช้พลังจิตเข้าซะได้”

    การที่เจอทีมที่ควบคุมวัตถุได้แบบนี้เป็นเรื่องโชคร้ายสำหรับตัวเขาที่ใช้อาวุธประเภทปืนมาก ถ้าเป็นการซุ่มยิงพวกผู้มีพลังจิตก็พอที่จะฆ่าได้อยากไม่ยากเย็นนัก แต่การที่มาปะทะกันตรง ๆแบบนี้ตัวเขาไม่มีทางที่จะสู้ได้เลย แถมคู่ต่อสู้ยังอยู่กันครบทั้ง 3 คนอีกด้วย ฝ่ายตรงข้ามเองก็ไม่ได้ป้องกันอยู่ฝ่ายเดียวเพราะมีหนึ่งในผู้ใช้พลังพิเศษธาตุไฟได้ เขาควบคุมลูกบอลไฟ 3 ลูกพุ่งเข้ามาโจมตีชายที่ยิงปืนแต่เพื่อนร่วมทีมของเขาเองก็ไม่ใช่ธรรมดาเพราะมีพลังพิเศษในการสร้างโล่บาเรียขนาดเล็กขึ้นมาป้องกันทางด้านหน้าได้จึงทำให้ลูกบอลไฟทั้ง 3 ลูกถูกป้องกันไว้ได้ทัน

     

    ในเมื่อปืนของเขาไร้ผลเขาจึงเลือกที่จะปาระเบิดควันกับระเบิดแฟรชออกไปพร้อมกันเพื่อที่จะใช้ในการหลบหนี แต่ก็ถูกผู้ใช้พลังจิตอีกฝ่ายบังคับระเบิดที่ปาเข้ามาให้ลอยกระเด็นไปอีกทางและไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย

     

    ชายที่ใช้พลังธาตุไฟเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มหาทางหนี จึงหยิบไม้เท้ารูปหัวมังกรคาบผลึกสีแดงก้อนกลมไว้ในปากออกมา เขาใช้พลังบอลไฟเหมือนเดิมแต่ขนาดและความเร็วในการเคลื่อนที่ของมันเพิ่มขึ้นจนน่ากลัว แม้แต่โล่บาเรียที่ป้องกันได้ก่อนหน้านี้ก็ยังถูกทำให้แตกสลายราวกับเป็นเพียงเศษกระจกที่แสนเปราะบางทันทีเมื่อถูกลูกบอลไฟทั้ง 3 ลูกนี้เข้าปะทะ บอลไฟทั้ง 3 ลูกทะลุโล่บาเรียเข้ามาก็ระเบิดออกจนกลายเป็นเปลวไฟลุกลามไปทั่วบริเวณเผ้าไหม้ร่างทั้ง 2 คนจนตายทั้งเป็น ทันทีที่ทีมของพวกเข้าตายไปหมดแล้วผลึกที่ตกพื้นก็สลายหายไปจนไม่ต้องเสียเวลามาทำลายมัน

     

    รอยที่เห็นภาพทั้ง 2 คนถูกฆ่าตายไปอย่างนั้นก็รีบชะงักเท้าหยุดทันที เพราะการแข่งนี้เป็นการแข่งเอาชีวิตรอด ทีมของรอยที่อยู่ขอบสนามประลองและมันก็ใกล้จะถึงเวลาแล้วที่สนามประลองจะถูกบีบขนาดให้เล็กลง ถ้ารอยเลือกที่จะสู้กับทีมที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คงได้แต่ห่วงหน้าพะวงหลังว่าจะต้องหนีจากการถูกบีบของสนามประลองไปด้วยและต่อสู้ไปด้วยเป็นแน่ จากนั้นพื้นที่สีแดงก็ปรากฏขึ้นมารอบ ๆขอบสนามประลอง เลยทำให้ทีมที่อยู่ตรงหน้ารีบเคลื่อนที่ออกไป

     

    “เวลาช่างเหมาะเจาะอะไรขนาดนี้ ดีแล้วที่พวกนั้นไม่ได้สังเกตเห็นพวกเรา” 

     

    รอยมองไปที่ฟรอสเพื่อถามความเห็นว่า

    “นายพอจะสู้กับเจ้านั่นไหวรึเปล่า?”

     

    “เรื่องนี้...ไม่ลองก็ไม่รู้ ฉันเองก็ยังไม่เคยสู้กับผู้ใช้พลังธาตุไฟมาก่อนเลย”

     

    จากนั้นรอยก็ปิดประตูนักสู้เพื่อลดความเหนื่อยล้าของร่างกายแล้วรอยก็สัมผัสได้ถึงคนที่เฝ้ามองดูอยู่บนที่นั่งผู้ชมที่อยู่สูงจากสนามประลองขึ้นไปก็เห็นว่า เป็นผู้ทดสอบแห่งฝันร้ายอีกคนนั่นเองที่กำลังเฝ้ามองดูรอยอย่างไม่วางตา รอยรู้สึกได้ว่าถูกจับตามองตลอดเวลาตั้งแต่ที่เปิดใช้ประตูนักสู้แล้ว ซึ่งหมายความว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกถึงอีกคนได้ผ่านจากการรับรู้ของภูติแห่งฝันร้ายที่บอกกับรู้สึกเองได้ด้วยการสัมผัสถึงการเปิดใช้ประตูอาชีพของอีกฝ่าย ทีมของรอยรอให้อีกทีมวิ่งออกไปได้ไม่นานนักก็รีบวิ่งตามหลังไปทันทีเพื่อไม่ให้ห่างกันมากในการเฝ้าสังเกตการณ์

     

     

    ฟ้าที่อยู่ในชุดต่อสู้ไม่ได้ถอดหมวกป้องกันออกกล่าวออกมาลอย ๆว่า

    “นี่ภูติแห่งฝันร้าย!!” 

     

    “ว่าไง?” น้ำเสียงของภูติแห่งฝันร้ายตนนี้อ่อนหวานราวกับเสียงของหญิงสาวตัวน้อยวัยใส จากนั้นก็ปรากฏหลุมมิติสีดำขนาดเล็กขึ้นมาจากกลางอากาศ ภูติแห่งฝันร้ายปรากฏตัวออกมาในรูปแบบร่างเงาวิญญาณสีดำที่มีเพียงแค่หัวกลมโตมีตาหูจมูกปากเหมือนกับมนุษย์ทั่วไปแต่ที่ต่างออกไปคือมีหูสีดำยาวสองข้างอยู่บนหัวคล้ายกับหูของกระต่ายพร้อมกับมีฟันหน้าที่ยื่นออกมาเป็นเอกลักษณ์ ภูติแห่งฝันร้ายลอยตัวเข้ามานั่งที่ไหล่ของฟ้าพร้อมกับมองออกไปตรงจุดที่ฟ้ามองอยู่

     

    “ภูติแห่งฝันร้ายของหมอนั่นมีระดับเท่าเธอรึเปล่า?”

     

    “ภูติประจำตัวของหมอนั่นเป็นเพียงแค่ภูติระดับต่ำเท่านั้นเทียบกับฉันไม่ได้หรอก”

     

    “อะไรกัน!! นี่เธอเรียกฉันออกมาเพราะเรื่องแค่นี้เหรอ?” ภูติแห่งฝันร้ายทำหน้าสงสัยที่ถูกเรียกออกมาถามเพราะเรื่องแค่นี้

     

    “แต่อย่าดูถูกไปนะ ถึงผู้ทดสอบคนนั้นจะมีภูติประจำตัวระดับต่ำแต่การเลื่อนขั้นของภูติแห่งฝันร้ายอย่างพวกเราก็ขึ้นอยู่กับผู้ทดสอบอย่างพวกเธอ”

     

    “เรื่องนั้นฉันเข้าใจดี ที่ฉันเรียกเธอมาแค่อยากถามว่าภารกิจนี้ใครเป็นคนมอบให้เธออย่างงั้นเหรอ? เพราะมันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ที่อยู่ ๆก็มีภารกิจที่มอบรางวัลเพิิ่มระดับดาวให้กับผู้ทดสอบในโลกแห่งความเป็นจริง โดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรแอบแฝงอยู่เลย”

     

    “เรื่องนี้...”

     

    “โลกแห่งฝันร้ายนี่มันมีความลับอยู่เยอะจริง ๆนะ” ฟ้ารู้ดีว่าข้อมูลต่าง ๆของโลกแห่งฝันร้ายนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับระดับของผู้ทดสอบทั้งสิ้น ถึงภูติประจำตัวของเธอจะมีระดับกลางแล้วก็ตามมันก็ไม่ได้สร้างความได้เปรียบใด ๆเลยเพียงแค่เธอสามารถเห็นรูปร่างที่แท้จริงของภูติประจำตัวได้ก่อนก็เท่านั้น

    “ถ้างั้นฉันขอเปลี่ยนคำถามก็แล้วกัน ภารกิจนี้หมอนั่นเองก็ได้รับเหมือนกันใช่ไหม?”

     

    “ใช่แล้ว”

     

    “เพราะภารกิจมีการแข่งขันของผู้ทดสอบแห่งฝันร้ายเกี่ยวข้องกันซินะ รางวัลถึงได้เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงแบบนี้ ขอบใจมากเธอกลับไปเถอะไว้ฉันมีเรื่องสงสัยอะไรอีกจะถามเธออีกก็แล้วกัน”

     

    “ไม่มีปัญหา” เมื่อภูติแห่งฝันร้ายพูดจบแล้วก็หายตัวไปทันที ปล่อยให้ฟ้านั่งดูการแข่งขันการต่อสู้ของสาย B ต่อไปเงียบ ๆอยู่คนเดียว

     

    รอยวิ่งตามทีม Alive มาสักพักก็พอจะรู้นิสัยของพวกเขาอยู่บ้าง เมื่อไหร่ที่เกิดการต่อสู้ขึ้นทีม Alive ก็จะวิ่งเข้าไปหาทันทีโดยที่ไม่มีความเกรงกลัวใด ๆอยู่เลย แต่การแข่งขันนี้เองก็ไม่ได้มีแต้มพิเศษในการฆ่าศัตรูสักหน่อยเรื่องนี้รอยเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทีมนี้ทำไมถึงได้วิ่งเข้าหาศัตรูไปทั่วแบบนี้ แต่มันก็ทำให้รอยรู้สึกสบายไปเยอะเลยที่ไม่ต้องออกแรงทำอะไรมากแถมยังได้ศึกษาทีมคู่ต่อสู้ทีมอื่นไปในตัวอีกด้วย

     

    ที่ทุกคนพยายามหาศัตรูและแสดงศักยภาพของตนเองออกไปนั้นเป็นเพราะต้องการทำให้ผู้ชมของสมาคมการต่อสู้ต่าง ๆสนใจนั่นเอง เลยทำให้พวกเขาพยายามแสดงพลังกันสุดฝีมือ ที่ทำแบบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ทีมนี้ทีมเดียวเท่านั้นแต่แทบจะเป็นกันทุกทีมเลยก็ว่าได้ ซึ่งรอยกับทีมนั้นที่อยู่โรงเรียนศิลปะการต่อสู้Sที่คล้ายกับโรงเรียนประจำ แถมพวกเขายังถูกฝึกแบบเอาเป็นเอาตายแทบจะไม่ได้ออกไปดูโลกกว้าง ก็เป็นธรรมดาแล้วที่จะไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย

     

    ผ่านไปสักพักจนเหลือที่รอดอยู่ 10 ทีม

    ฟรอสเฝ้าระวังอยู่ทางด้านขวา อามาลอยู่ทางด้ายซ้ายเพื่อดูว่าได้มีทีมอื่นอ้อมเข้ามาใกล้บริเวณนี้บ้างหรือไม่ รอยคิดว่าทีมส่วนใหญ่ถ้าไม่เข้าไปหาพื้นที่ต่อสู้ในส่วนกลางของแผนที่ก็อาจจะวิ่งวนอยู่เขตสนามรอบนอกเพื่อรอเวลาของการลดขนาดของสนามประลองเหมือนกับทีมของรอย แถมสายการต่อสู้สาย B นั้นปะทะกันดุเดือนมากเพราะเพียงแค่สนามประลองถูกบีบให้แคบลงเพียง 2 ระลอกเท่านั้นก็เหลือเพียงแค่ 10 ทีมเท่านั้นเอง เลยทำให้พื้นที่สนามต่อสู้ยังเหลือพื้นที่อยู่อีกมาก

     

    จนรอยได้มาเจอกับทีมหนึ่งที่มีชื่อทีมว่า Exile เป็นทีมที่รอยเห็นแล้วรู้สึกแปลกใจมากเพราะเห็นว่ามีคนที่สามารถบินอยู่บนท้องฟ้าได้ไม่ต่างจากนกเลย แถมทีมของพวกเขายังบินบนท้องฟ้าได้ทั้ง 3 คนอีกด้วย คนหนึ่งมีปีกสีดำขนาดใหญ่อยู่ทางด้านหลังพร้อมกับมีดาบคาตานะคาดไว้ที่เอว อีกคนมีพลังในการลอยตัวด้วยพลังของฟองสบู่ตัวเขานั้นไม่ได้พกอาวุธอะไรติดตัวอยู่เลย ส่วนอีกคนลอยตัวได้ด้วยพลังพิเศษในการบินตัวเขานั้นใช้ปืนพกเป็นอาวุธประจำกาย ทีม Exile บินเข้ามาหาทีม Alive ที่รอยเฝ้าสังเกตพวกเขามาโดยตลอดการแข่งขัน

     

    พวกเขาไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรชายที่ใช้ฟองสบู่ในการลอยตัวอยู่บนอากาศ ใช้มือขวาทำนิ้วเป็นรูปตัวOเป่าลมออกมาจนเป็นฟองสบู่จำนวนนับไม่ถ้วน ตัวฟองสบู่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆเมื่อผ่านมือของเขาออกไป มันมีฟองสบู่หลากหลายขนาดหลากหลายรูปแบบแต่สีของฟองสบู่มีอยู่ด้วยกัน 2 สีคือสีแดงกับสีน้ำเงินกระจายตัวออกไปหาทีม Alive จนทำให้พวกเขาไม่กล้าขยับตัวออกไปไหนเลยเพราะรู้สึกระแวงกับฟองสบู่ 2 สีเหล่านี้ว่ามันทำอะไรได้ ฟองสบู่ทั้ง 2 ลอยเข้ามาใกล้ทีม Alive มากขึ้นเรื่อย ๆจากนั้นฟองสบู่สีแดงอยู่ ๆมันก็ลอยมารวมตัวกันจนกลายมาเป็นฟองสบู่ลูกเดียว ขนาดของมันขยายใหญ่ขึ้นมากกว่า 5 เมตรจนดูรู้สึกน่ากลัวเพราะไม่รู้ว่ามันจะแตกออกเมื่อไหร่

     

    แต่ด้วยความสงสัยชายผู้ใช้พลังพิเศษธาตุไฟจึงได้สร้างลูกบอลไฟพุ่งออกไปโจมตีฟองสบู่ลูกนั้นจนทำให้มันแตกออก ฟองสบู่สีแดงขนาดใหญ่ที่ถูกทำให้แตกออกไปนั้น มันทำให้ฟองสบู่ที่อยู่บริเวณรอบ ๆเริ่มที่จะแตกตามไปด้วยเช่นกัน

     

    เปาะๆๆๆๆ

     

    เสียงฟองสบู่แตกกระจายไปทั่วจนทำให้รู้สึกว่ากำลังจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นกับทีม Alive ที่อยู่ศูนย์กลางของฟองสบู่ที่แตกเหล่านั้น อยู่ ๆแรงโน้มถ่วงมหาศาลก็กดทับพวกเขาจนทำให้ล้มฟุบไปนอนกองอยู่กับพื้นจนไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ แรงกดทับมหาศาลที่แม้แต่พื้นดินบริเวณนั้นก็ยุบตัวลงไปอย่างกับถูกเท้าของยักษ์เหยียบลงไปจมดิน

     

    “แรงโน้มถ่วงบ้าอะไรกันวะเนี่ย!! ฟองสบู่พวกนี้มันมีพลังแบบนี้ด้วยเหรอวะ?”

     

    แถมยังมีคลื่นกระแทกระเบิดมาอีกระลอกจนทำให้ทุกคนในทีม Alive ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดจากคลื่นกระแทกที่ระเบิดออกมาทั่วทุกทิศทุกทาง

     

    อ๊าก!!

    เสียงร้องเจ็บปวดทั้ง 3 คนร้องออกมาพร้อมกันอย่างกับว่ากำลังร้องประสานเสียง แต่เสียงที่เปล่งออกมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นเสียงที่เจ็บปวดทรมานสำหรับพวกเขาเป็นอย่างมาก

     

    ชายที่ใช้พลังของฟองสบู่ก็เป่าฟองสบู่ออกมาอีกแต่ครั้งนี้มีแต่ฟองสบู่สีน้ำเงินที่ออกมา เขาบังคับให้ฟองสบู่สีน้ำเงินลอยเข้าไปหาทีม Alive ที่นอนร้องโอดโอยอย่างทรมานอยู่ ฟองสบู่ลอยเข้ามารวมกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้นจนน่ากลัวเท่ากับฟองสบู่สีแดงลูกแรก

     

    จนเมื่อชายที่ใช้มีพลังพิเศษในการบินยิงปืนพกใส่ฟองสบู่สีน้ำเงิน

     

    ปัง!!

     

    คลื่นกระแทกระเบิดออกจนทำให้พื้นที่โดยรอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหวหลายริกเตอร์ แม้แต่ร่างของทั้ง 3 คนก็เละแหลกเหลวไปกลายเป็นก้อนผลึกโดยที่ไม่มีโอกาสจะได้ตอบโตอะไรกับทีม Exile เลย

     

    ทีมของรอยที่เฝ้ามองดูการกระทำทั้งหมดของทีม Exile ก็ได้แต่อ้าปากค้างกันกับพลังของชายที่ใช้ฟองสบู่ รอยรู้สึกได้เลยว่าทีม Exile นี้น่ากลัวจริง ๆแถมทีมของพวกเขายังลอยตัวอยู่กลางอากาศได้อีกด้วย 

     

    การต่อสู้กับชาวยุทธที่ผ่าน ๆมารอยรู้สึกได้เลยว่ามันง่ายดายมากเพียงแค่ใช้ร่างกายปะทะกันแบบตรงไปตรงมา แต่พอมาเปรียบเทียบกับพวกผู้ใช้พลังพิเศษแล้วรอยต้องคิดแล้วคิดอีกว่าพวกเขามีพลังพิเศษอะไร เข้าไปปะทะแบบตรง ๆได้เหมือนกับชาวยุทธหรือไม่ แถมรอยยังถูกกำจัดการใช้พลังพิเศษอีกด้วยเพราะโรคมานากัดกร่อนที่ยังรักษาไม่หายสักที เพราะแบบนี้มันเลยเป็นปัญหากับการใช้พลังพิเศษของรอยมาก เมื่อไหร่ที่ใช้พลังพิเศษออกไปมันก็เหมือนกับว่ารอยลดอายุขัยของตัวเองลงไปเรื่อย ๆ ถึงตัวโซ่มันจะมีความแข็งแกร่งที่น่ากลัวก็ตามแต่รอยก็ต้องคอยระมัดระวังตลอดเวลาเรื่องการใช้พลังไม่ให้มีผลกระทบต่อชีวิตของรอยมากนัก รอยจึงใช้พลังเพียงแค่น้อยนิดของมันเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางสู่เทพ ที่คุณอ่าน