หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 ผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์อันดับหนึ่ง

             “วาจาโอหังดีนี่ เช่นนั้นให้ข้าทดสอบเจ้าสักหน่อยสิ” ชายหนุ่มรูปร่างหนาล่ำใหญ่โต สะพายค้อนเหล็กขนาดเท่าตัวเดินออกมา

            สีหน้าของชื่อหงเหลียนเคร่งตึงขึ้นชายผู้นี้มีนามว่าจั้วลั่วเลี่ย เป็นผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสาขาลัวซาอยู่ในอันดับแปดของสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ ตำแหน่งสูงกว่านางไปหนึ่งอันดับไม่ต้องเอ่ยถึงพลังเหนือมนุษย์ที่มีมาแต่กำเนิด แม้แต่การบำเพ็ญของเขานั้นก็ได้บรรลุไปถึงระดับหลอมปราณขั้นกลางตั้งนานแล้ว

            แม้นว่าชื่อหงเหลียนจะลงมือด้วยพลังทั้งหมดก็มิอาจมั่นใจได้ว่าจะเอาชนะลั่วเลี่ยได้

            ชื่อหงเหลียนสังเกตเห็นว่าลั่วเลี่ยเอาแต่จ้องหลินโม่ไม่วางตาแววตาเช่นนั้นเหมือนกับว่าทั้งสองเคยเจอกันมาแล้วอย่างไรอย่างนั้นนี่จึงทำให้นางรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย

            “อู่เหยียน พวกเศษเดนที่เหลือคงต้องฝากเจ้าแล้ว” หลินโม่ดีดนิ้ว

            ฟู่ว...

            เหลิงอู่เหยียนทะยานกายออกไปอุณหภูมิโดยรอบอาณาบริเวณที่ชายหนุ่มพาดผ่านพลันลดฮวบลงกระทั่งกลายเป็นไอหมอกเย็นคล้ายหมอกควัน เขาพุ่งโถมตัวไปยังเบื้องหน้าของลั่วเลี่ย

            “รวดเร็วมาก แต่เร็วไปก็เท่านั้น ลั่วเลี่ยชำนาญการสู้แบบระยะประชิดที่สุดการตะลุมเข้าโจมตีลั่วเลี่ยในระยะประชิดตัวนี่จะต่างอันใดกับการรนหาที่ตายกัน” ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งที่บนใบหน้ามีแผลเป็นรูปกากบาทแสยะยิ้มเย็นเอ่ย

            ท่าทางของเจ้าสาขาลัวซาและพรรคพวกราบเรียบเย็นชาแม้นฝีมือของเหลิงอู่เหยียนจะทำให้พวกเขาตกตะลึงเหนือความคาดหมายได้ หากแต่ศิษย์ใหม่ธรรมดาๆคนหนึ่งจะเทียบเทียมกับศิษย์เก่าที่อยู่สาขาลัวซามาถึงสองปีอย่างลั่วเลี่ยได้อย่างไรยิ่งกว่านั้นลั่วเลี่ยยังเป็นสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์สุดพิเศษคนหนึ่งอีกด้วยเกรงว่าไม่จำเป็นต้องใช้พลังเจินหยวน อาศัยเพียงพละกำลังของร่างกายล้วนๆก็สามารถซัดศิษย์ที่บำเพ็ญอยู่ในระดับเดียวกันให้หมอบราบคาบลงได้

            “ประหารเจ้าก่อนก็แล้วกัน!”

            ลั่วเลี่ยผายมือสองข้างพลันฟาดไปยังเหลิงอู่เหยียนอย่างรวดเร็วและรุนแรง กระแสอากาศถูกกระแทกทำลายสลายลงพลังเจินหยวนสีเหลืองนวลตลบฟุ้งอยู่บนฝ่ามือหนาของชายร่างบึกขณะเดียวกันด้านหลังก็ปรากฏร่างของอสูรระดับสูงธาตุดินตัวหนึ่งขึ้น

            กับดักล้อมอสูร!

            นี่คือวรยุทธ์พิเศษขั้นสูงชนิดหนึ่งที่เงื่อนไขในการบรรลุนั้นทารุณเป็นอย่างยิ่งมีเพียงผู้ที่มีพลังเหนือมนุษย์มาแต่กำเนิดและเป็นผู้ฝึกปราณวิญญาณธาตุดินเท่านั้นจึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุ เมื่อบรรลุแล้วแขนทั้งสองจะสามารถสร้างพลังดึงดูดมหาศาลเหนี่ยวนำคู่ต่อสู้ให้เข้าประชิดตัวแล้วใช้พลังเหนือธรรมชาติฟาดจนแหลกละเอียด

            ผู้ฝึกตนที่ไม่เคยสัมผัสกับวรยุทธ์นี้หากอยู่ในสถานการณ์ไร้การเตรียมป้องกันตัวก็จะถูกฟาดจนร่างแหลกละเอียดไปได้ลั่วเลี่ยอาศัยวรยุทธ์นี้ในการฟาดสังหารคู่ต่อสู้ผู้แข็งแกร่งแต่ละคน เขาจึงสามารถที่จะเบียดตัวเข้าสู่ขบวนของสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิงได้

            เหลิงอู่เหยียนที่กำลังเตรียมออกมือจู่ๆ ก็ถูกแรงดึงดูดมหาศาลจากแขนทั้งสองของลั่วเลี่ยเหนี่ยวขังให้หยุดลงรอยยิ้มเหี้ยมโหดผุดขึ้นบนใบหน้าลั่วเลี่ย พริบตาสองฝ่ามือแกร่งฟาดลงมาเฉกเช่นก่อนหน้า ร่างของเหลิงอู่เหยียนถูกฟาดจนแหลกละเอียดอีกครั้ง

            จบสิ้นเสียที!

            รอยยิ้มของลั่วเลี่ยเหี้ยมเกรียมยิ่งขึ้นทว่าในเวลานี้เขากลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างหยาดเลือดที่หลั่งไหลจากการถูกฟาดจนร่างแหลกของเหลิงอู่เหยียนกลับไม่ได้อุ่นหากแต่เย็นยะเยือกจนเสียดแทงกระดูกดำ ครั้งมองร่างแหลกของเหลิงอู่เหยียนอีกคราไม่คิดว่าแท้จริงแล้วคือผลึกน้ำแข็งก้อนเดียว สีหน้าของลั่วเลี่ยเปลี่ยนไปในทันตาฉับพลันพลังอายเยือกเย็นอันแหลมคมพุ่งตรงสู่ระหว่างคิ้วชายร่างหนาอย่างรวดเร็วเขารีบยกสองแขนขึ้นป้องกันแต่กลับพบว่าสองแขนถูกผลึกน้ำแข็งแช่แข็งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ไปแล้ว

            ลำพลังเยือกแข็งพุ่งผ่านระหว่างคิ้วของลั่วเลี่ยชั่วพริบตาเขาก็ชะงักอยู่กับที่  วินาทีต่อมาหมอกเย็นพลันฟุ้งกระจายขึ้นจากด้านหลังครั้นหมอกเย็นสลายไปร่างของเหลิงอู่เหยียนจึงปรากฏแก่สายตา

            แกร็ก แกร็ก...

            ผลึกน้ำแข็งหนาลามคลุมไปทั่วร่างลั่วเลี่ยอย่างรวดเร็วแช่แข็งชายหนุ่มให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในทันที

            เหล่าผู้คนจากสามสาขาใหญ่ต่างเผลอแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าโดยเฉพาะเหล่าอาวุโสระดับสูงที่สีหน้าเคร่งขรึมลงในพริบตาสายตาจ้องเขม็งที่หลินโม่ สำหรับพวกเขาย่อมมองออกไม่ยากอยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มรูปงามหัวรั้นผู้นี้มีปราณวิญญาณน้ำแข็งเหมันต์หนึ่งในปราณวิญญาณกลายพันธุ์ทั้งห้าธาตุไว้ในครอบครองอีกทั้งการบำเพ็ญของเด็กหนุ่มนี่ยังทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณขั้นกลางแล้วการบำเพ็ญเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องหนักอันใดสำหรับเหล่าสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ในวัยยี่สิบกว่าหากแต่เด็กหนุ่มคนนี้ดูแล้วอายุยังไม่เกินสิบหกสิบเจ็ดเสียด้วยซ้ำ

            บำเพ็ญระดับหลอมปราณขั้นกลางในอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดอีกทั้งยังมีปราณวิญญาณน้ำแข็งเหมันต์อีกด้วย สาขาเทียนซิงสาขาขยะเหตุใดจึงมีศิษย์เช่นนี้โผล่มาได้?

            ผู้ที่สีหน้าย่ำแย่ขีดสุดคือเจ้าสาขาลัวซาและเหล่าศิษย์  ใบหน้าของพวกเขาดำครึ้มดั่งก้นหม้อพวกเขาย่อมรู้จักชายหนุ่มผู้นี้เป็นอย่างดี เขาคือศิษย์ใหม่แห่งสาขาลัวซาที่มีศักยภาพแข็งแกร่งทว่าเป็นเพราะเรื่องที่ก่อไว้ในสาขาลัวซาคราก่อนจึงถูกทำร้ายจนสิ้นไปแล้วแม้นศักยภาพของเหลิงอู่เหยียนจะไม่เลวทั้งยังครอบครองปราณวิญญาณธาตุคู่น้ำและไฟไว้ หากแต่เมื่อถูกทำร้ายจนสิ้นแล้วนั่นก็เป็นเพียงแค่คนไร้ประโยชน์ก็เท่านั้น

            ทว่าเจ้าสาขาลัวซาและศิษย์อื่นกลับคาดไม่ถึงว่าเหลิงอู่เหยีนไม่ใช่เพียงจะฟื้นคืนสภาพแต่ยังกลายเป็นว่าเพราะประสบเคราะห์ร้ายจึงได้ดี ทั้งเรื่องที่ปราณวิญญาณธาตุน้ำกลายพันธุ์เป็นปราณวิญญาณน้ำแข็งเหมันต์และแม้แต่การบำเพ็ญก็ยังทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณขั้นกลางแล้วอีกด้วย

            ชื่อหงเหลียนและคนอื่นมองเหลิงอู่เหยียนด้วยความตกตะลึงเห็นได้ชัดว่าไม่เคยคาดคิดว่าเหลิงอู่เหยียนจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้

            “ท่านเจ้าสาขาลัวซา การประลองรอบแรกชัยชนะคงเป็นของสาขาเทียนซิงสินะ?” ชื่อหงเหลียนเอ่ยเสียงเข้มด้วยสีหน้ามาดมั่นเต็มประดาหากมีเหลิงอู่เหยียนคอยสนับสนุนล่ะก็อย่างน้อยก็มีโอกาสถึงสามส่วนที่จะเอาชนะการประลองรอบที่สี่ได้

            “รอบนี้ไม่นับ” เจ้าสาขาลัวซาเอ่ยด้วยสีหน้าดำขมุกขมัว

            “ก็แบ่งชัดเจนแล้วนี่ว่าสาขาเทียนซิงของเราเป็นฝ่ายชนะเหตุใดรอบนี้จึงไม่นับกัน?” ชื่อหงเหลียนอารมณ์ร้อนขึ้นในพริบตาไม่สนใจเรื่องความต่างทางฐานะของเจ้าสาขาและศิษย์อีกต่อไป

            “เดิมทีเหลิงอู่เหยียนคือศิษย์ของสาขาลัวซาของเราเพียงแต่รักษาตัวชั่วคราวที่สำนักเทียนซิงของพวกเจ้าก็เท่านั้นเขาออกตัวสู้แทนสาขาเทียนซิงของพวกเจ้าซึ่งเดิมทีก็ขัดกับกฎของการยึดครองสี่สาขาแล้วรอบนี้หากไตร่ตรองให้ละเอียดก็เป็นเพียงการสู้กันระหว่างศิษย์ผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ของสาขาลัวซาก็เท่านั้น” อาวุโสระดับสูงคนหนึ่งของสาขาลัวซาเอ่ยขึ้นอย่างสบายใจ

            ปอดของชื่อหงเหลียนแทบระเบิดทั้งที่รู้ตั้งแต่แรกว่าสาขาลัวซาเป็นพวกไร้ยางอายแต่กลับไม่คาดคิดว่าสาขาลัวซาจะหน้าด้านไร้ยางอายถึงเพียงนี้ทำเอานางมิอาจหาเหตุผลที่เหมาะสมมาโต้แย้งได้

            อีกทั้งคำพูดนี้ของสาขาลัวซาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเหลิงอู่เหยียนคือคนของสาขาลัวซาไม่นับว่าเขาเป็นตัวแทนประลองของสาขาเทียนซิงเสียด้วยซ้ำหากแต่เป็นการประลองแย่งชิงตำแหน่งสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ก็เท่านั้น

            ลูกคิดของสาขาลัวซาช่างคำนวณได้ดีเสียจริงแม้เสียลั่วเลี่ยไปหนึ่งคนแต่กลับได้ตัวเหลิงอู่เหยียนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ากลับมาดังนั้นถือได้ว่าพวกเขาไม่ได้ขาดทุน กลับกันยังได้กำไรมหาศาลแทนเสียได้

            “เป็นข้อโต้แย้งที่ดีของผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสาขาลัวซาเชียวนี่สาขาลัวซาอย่างพวกเจ้าช่างหน้าหนาหน้าทนเสียจริง ยามเหลิงอู่เหยียนถูกทำร้าย เหล่าอาวุโสระดับสูงอย่างพวกท่านไปอยู่ไหนกัน? เขาแค่ต้องการเข้าพบเหล่าอาวุโสระดับสูงของสายในเพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่ข้าก็เท่านั้นแล้วสาขาลัวซาของพวกท่านทำอย่างไรกับเขากัน? ไม่นับเรื่องที่ส่งศิษย์หน่วยควบคุมกฎนับสิบมาล้อมกั้นและยังทำลายอวัยวะทั้งสี่ของเขา ทำลายตันเถียนของเขาอีกนี่น่ะหรือ”

            หลินโม่ก้าวออกมาแล้วเอ่ยเสียงขรึม “ยามที่เหลิงอู่เหยียนบาดเจ็บสาหัสเหตุใดสาขาลัวซาจึงไม่ส่งคนมาช่วยรักษาเขากัน? แม้แต่ถามไถ่สักคำก็ยังไม่มียามนี้เหลิงอู่เหยียนฟื้นสภาพแล้วและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม สาขาลัวซาอย่างพวกเจ้าก็กลับตัววิ่งมาบอกว่าเหลิงอู่เหยียนคือคนของสาขาลัวซาได้อย่างหน้าด้านๆน่ะหรือ เป็นถึงอันดับหนึ่งของสาขาทั้งสี่ พวกเจ้าไม่อายหน้าบ้างหรือ?”

            เหล่าอาวุโสระดับสูงของสาขาลัวซาหน้าแดงก่ำขึ้นในพริบตาแรกเริ่มพวกเขาไม่ได้สนใจไยดีกับเหลิงอู่เหยียนจริงๆอย่างไรเสียก็แค่ศิษย์ใหม่ธรรมดาถูกทำร้ายก็เท่านั้น ต่อให้มีศักยภาพสักเพียงใดก็เป็นได้แค่คนไร้ประโยชน์คนหนึ่งเหตุใดสาขาลัวซาต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรมารักษาพยาบาลกันดังนั้นจึงเลือกไม่สนไม่ยุ่งไปเสียเลย

            แต่ยามนี้ศักยภาพของเหลิงอู่เหยียนแกร่งกล้าขึ้นจะให้สาขาลัวซาปล่อยมือไปง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร

            “หนี้แค้นของเหลิงอู่เหยียนกับตำหนักกฎหมายนั้นเบื้องหลังอย่างพวกเราย่อมรู้ชัด สองฝ่ายต่างมีความผิด จากสายตาของข้าเรื่องนี้มิสู้เลิกแล้วกันไปดีกว่าหรืออย่างไร?” ผู้อาวุโสระดับสูงอีกคนของสาขาลัวซากล่าว

            “พูดมาได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีความผิด เห็นอยู่ชัดๆว่าคนของตำหนักกฎหมายจัดการเรื่องอย่างไม่ยุติธรรมก่อนนี่ใยเมื่อพูดออกจากปากพวกท่านกลับกลายเป็นว่ามีความผิดทั้งสองฝ่ายได้ในเมื่อพวกท่านไม่รู้จักแยกดีชั่ว การให้อู่เหยียนอยู่สาขาลัวซาต่อไปก็ไม่มีความหมายอันใดแล้ว” หลินโม่เอ่ยเสียงเย็นชา

            ประโยคนี้ดึงดูดสายตาสุมโทสะของเหล่าระดับสูงมากมายของสาขาลัวซาได้ในพริบตา

            “เรื่องเกี่ยวกับเหลิงอู่เหยียนค่อยว่ากันวันหลังยามนี้กำลังอยู่ในระหว่างทำการยึดครองสี่สาขา”

            เจ้าสาขาลัวซาเอ่ยถึงตรงนี้ก็ทอดสายตาไปยังหลินโม่ “ผู้ก่อเรื่องที่สาขาลัวซาของข้าก็คือเจ้าสินะ? ไม่คาดคิดว่าสาขาเทียนซิงจะมีคนยอดเยี่ยมเช่นนี้โผล่มาได้ไม่ทราบว่าเจ้าจะกล้าประลองกับเลี่ยวฉ่าวหลงแห่งสาขาลัวซาสักรอบหรือไม่?”

            ไม่ดีแล้ว...วิธียั่วยุแบบนั้น...

            ชื่อหงเหลียนรีบละล่ำละลักเอ่ย “หลินโม่อย่าตอบรับเด็ดขาด เลี่ยวฉ่าวหลงคืออันดับหนึ่งของสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์เพียงปีเดียวก็บำเพ็ญเกือบถึงระดับหลอมปราณขั้นท้ายแล้วและยามนี้อาจเป็นไปได้ว่าเขาได้ทะลวงถึงระดับหลอมปราณขั้นท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องหมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน