จะว่ายังไงดีล่ะ..
มันไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่โดนด่าน่ะ
ผมชินแล้วล่ะ..
แต่ก็นะ.. แต่คลื่นลมที่ผมเป็นคนสร้างรอบนี้มันไม่ใช่เสียงแบบที่พูดทีต้องหันซ้ายแลขวาแบบครั้งก่อน ๆ
แต่เป็นเสียงด่าที่ดังกระหึ่มจากทั่วทั้งอัฒจันทร์ เหมือนทุกคนพร้อมใจกันยืนขึ้นแล้วตะโกนว่า 'ตระกูลตงไร้ยางอาย'
ปกติไม่มีใครกล้าแตะห้าเสาหลัก โดยเฉพาะไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับตระกูลปีกมังกร เพราะถ้าพูดอะไรหมิ่นหน่อย ๆ มักจะโดนซัดแบบไม่รู้ตัว
วันนี้มันไม่เหมือนเดิม.. รอบนี้เสียงของคนอื่น ๆ มันไม่ใช่เสียงกระซิบ
แต่มันเหมือนเอาไม้พันกันเป็นท่อนไม้ใหญ่ แล้วฟาดเข้าใส่ความกลัวแบบจัง ๆ
คนดูที่เคยเฉย ๆ กลับรู้สึกว่าตัวเองโดนดูถูก โดนเอาเปรียบ เหมือนโดนหลอกให้มาดูละครล้มมวยราคาถูกแบบนี้
แถมคนเล่นก็ดันเป็นคนตระกูลตงด้วยนี่สิ
ผมยืนอยู่กลางเวที.. ท่ามกลางพายุเสียงที่ฟังแล้วอยากจะหยิบสำลีมายัดหูให้มันจบ ๆ ไป
สายตาคนเป็นหมื่นจับจ้องมาที่ผม เหมือนพวกเขาพร้อมจะเขวี้ยงคำถาม คำด่า หรืออยากจะขว้างข้าวของอะไรก็ได้ที่พอจะพุ่งมาถึงหน้าผมได้
บางคนมองด้วยความงง บางคนส่ายหัวด้วยความผิดหวัง บางคนก็.. ยังมีแววคาดหวังบางอย่างในแววตานั้นอยู่
แต่ในหัวผมนั้นเงียบสนิท.. เงียบแบบเงียบจริง ๆ
เพราะแผนที่ผมวางเอาไว้นั้นมันออกมา
และแน่นอน..
คนที่โกรธที่สุดเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตงเสวี่ยซาน
“เจ้ามันไอ้ขี้ขลาด! กล้าดียังไงมาเล่นลูกไม้ตุกติกเช่นนี้!
เจ้าคิดการทำให้เราต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าคนนับหมื่นขนาดนี้!
ผลมันจักเป็นเช่นไร!!”
เสวี่ยซานมันคำรามลั่น เหมือนเสือที่กำลังจะขาดใจตายเพราะโดนเหยียบหางเข้าเต็มรัก
หน้าของมันแดงก่ำจนผมนึกว่าอีกแป๊บเส้นเลือดคงได้แตกกระจายให้เห็นกันสด ๆ กลางสนาม
มันแทบจะพุ่งเข้ามาทางผมแบบไม่คิดชีวิต เหมือนบ้าที่ไม่สน ไม่แคร์อะไรทั้งนั้น
ก็นะ..
แผนของผมมันได้ผลขนาดนี้..
ไม่หัวร้อนก็บ้าแล้ว
ส่วนผมนี่ยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิก รับเสียงด่าจากมันเหมือนฟังเสียงพัดลมโบราณส่ายไปมา พ่นแต่คำด่าและละอองน้ำเปียก ๆ
“โธ่เอ๋ย.. ท่านพี่ตงผู้สูงส่ง เหตุใดจึงร้อนใจนักเล่า?
ข้าน้อยเพียงแสดงความเคารพต่อท่าน หาได้คิดตุกติกไม่
การที่ข้าน้อยยอมแพ้..
ก็เพราะเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของท่านอย่างไรเล่าขอรับ
ความยิ่งใหญ่ที่หาใครเปรียบไม่ได้..”
“เจ้าพูดอะไรของเจ้า!”
ตงเสวี่ยซานคำรามลั่นจนผมนึกว่าเส้นเสียงมันคงจะขาดกลางสนามให้รู้แล้วรู้รอด
มือสองข้างมันกำแน่นจนเห็นเส้นเอ็นปูดขึ้นมาชัด ๆ ข้อนิ้วขาวซีดเหมือนเลือดหยุดไหล
แล้วก็ไม่ใช่แค่เสียงหรือมือ..
ปราณสีครามเข็มของมันก็ระเบิดออกมาราวกับเขื่อนแตก
สีครามเข้มแผ่ออกมารอบตัวแบบไร้ทิศทาง เหมือนคนที่ไม่รู้จะระบายอารมณ์ยังไงดี เลยตะโกนแล้วก็ปล่อยปราณให้มั่วซั่วไปหมดนั่นแหละ
เรียกว่าถ้าความบ้าคลั่งมีรูปร่าง..
ก็คงไม่ต่างจากหมอนี่ในตอนนี้เลย
“ก็ข้าน้อยเห็นว่าพลังของท่านพี่นั้นแผ่ซ่านเสียจนผืนฟ้ายังต้องสั่นสะเทือน
ปราณของท่านนั้นหนักหน่วงจนผืนปฐพียังต้องสั่นคลอน หากข้าน้อยผู้ต่ำต้อยยังดื้อดึงคิดสู้ต่อ
คงได้พังพินาศลงในฝ่ามือเดียวของท่านแน่ ๆ
ข้าน้อยยังรักชีวิตนะขอรับ
เช่นนั้นก็มีแต่จะทำให้ท่านพี่ต้องแปดเปื้อนฝ่ามือเปล่าๆ
การที่ข้าน้อยยอมแพ้..
ให้ท่านไม่ต้องแปดเปื้อนเลือดของคนต่ำต้อยเช่นข้าน้อย และไม่ต้องเสียเวลาอันมีค่าของท่าน”
ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ช้า.. ช้าจนบางคนอาจนึกว่าผมกำลังอ่านกลอน
แต่เนื้อหาน่ะเหรอ..
มันไม่ได้อ่อนโยนเหมือนเสียงเลยสักนิด
มันคือคำพูดที่ผมจงใจฝังทีละคำ ทีละหยด ลงไปกลางอกของมัน หวังให้มันแสบจี๊ดเข้าไปถึงกระดูกสันหลัง และทำให้มันจำความอัปยศครั้งนี้ไปตลอดชาติ
“เจ้ามัน! เจ้ามัน!”
ตงเสวี่ยซานถึงกับพูดไม่ออก
ได้แต่กัดฟันแน่นจนผมได้ยินเสียงกรอด ๆ ดังลอดออกมา
เสียงแบบนั้นน่ะนะ..
มันไม่ใช่แค่โกรธธรรมดา แต่คือความแค้นระดับพร้อมจะระเบิดตัวเองให้กลายเป็นบ่อปราณกลางสนามได้เลย
ดวงตามันแดงจนผมนึกว่ากำลังจะกลายร่างเป็นอะไรสักอย่าง
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าใครเข้าไปใกล้มันตอนนี้..
มีสิทธิ์กลายเป็นไอติมละลายได้ทันที
เห็นมันสั่นทั้งตัวเหมือนหม้อไอน้ำที่ใกล้ระเบิดเข้าไปทุกที ผมก็แค่ตบบ่ามันไปเบา ๆ หนึ่งที
“วันนี้คงเพียงพอแล้วกระมังขอรับ..
ไว้พบกันใหม่ในศึกหน้า..”
ผมพูดเสร็จก็โน้มตัวเข้าหามันอีกครั้ง
“ไม่ต้องห่วงไปไอ้แซ่ตง..
สิ่งที่เจ้าเคยทำกับข้ามันมีกำหนดเวลาชำระในอีกไม่กี่วันนี้หรอก..
รอรับของขวัญชิ้นใหญ่จากข้าได้เลย..”
พูดจบ ผมหมุนตัวแล้วก็เดินลงเวทีทันที ไม่เสียเวลาหันกลับไปมองด้วยซ้ำ
ปล่อยให้ตงเสี่ยวซานมันยืนค้างอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางความอัปยศที่กำลังระเบิดตัวเองเป็นวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ เหมือนใครกดปุ่มสโลว์โมชั่นให้มันรู้สึกอายได้นานขึ้นอีกสิบเท่า
เสียงด่าจากคนดูยิ่งดังขึ้นอีก เหมือนทุกคนเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังดูละครฉากสำคัญที่พระรองคลั่งไม่ยอมรับบทพ่ายแพ้
แต่ผมน่ะ..
เดินลงเวทีแบบคนที่รู้ดีว่า 'ศึกจริง' ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ
หลายคนคงคิดว่าผมเพี้ยน ยอมแพ้กลางคันแบบไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
ยอมแพ้ให้กับไอ้เสวี่ยซานที่ผมเกลียดระดับอยากขูดชื่อมันออกจากแผนที่ ทั้งที่ยังไม่ได้ฟาดกันสักหมัดเดียว
แต่คนเรามันมีสมองก็ต้องใช้สิจริงไหม..
ต่อให้ผมจะเกลียดมันมากแค่ไหน..
ผมก็ต้องประมาณตนเหมือนกัน
ตงเสวี่ยซานกับตงป๋ายซานนั้นต่างกัน
จริงอยู่ว่าผมเคยเอาชนะน้องชายของมันมาได้ด้วยระดับวรยุทธ์ที่ต่ำกว่าหนึ่งขั้น..
แต่นั่นเป็นเพราะตงป๋ายซานมันเพิ่งเลื่อนระดับได้ไม่นาน ความเข้าใจในเชิงยุทธ์ของมันยังไม่สูง มันจึงดึงศักยภาพของมันออกมาได้ไม่เต็มที่
แต่ตงเสวี่ยซานนั้นแตกต่าง..
ฝ่ายนั้นเป็นจอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นกลางมาเป็นเดือน ความเข้าใจเรื่องระดับพลังย่อมมีมาก
ดูได้จากสองวันก่อนที่ผมแหย่จนมันลงมือกับผมได้ในวันนั้น
ผมยอมรับ.. ตอนนี้ผมยังไม่สามารถสู้กับตงเสวี่ยซานได้
หากผมคิดประลองกับมันให้รู้ดำรู้แดงในวันนี้..
บอกเลย..
ไม่คุ้ม..
เดิมที ผมกับโหวหวังวางแผนเอาไว้เรียบร้อย ผมคาดหวังให้มันชนะคิมบีโฮ เพราะหมัดของมันหนักพอจะสั่นเวที และเปลวนิพพานของมันก็แรงพอจะต้านปราณน้ำแข็งได้
หากโหวหวังมันชนะ พรุ่งนี้ผมก็แค่ไปยืนอยู่บนเวทีและให้โหวหวังมันเอ่ยยอมแพ้ออกมา
หากทุกอย่างมันลงล็อก ผมก็จะได้พักสามวันเต็มก่อนลงเจอกับตงเสวี่ยซานในรอบหน้า
ผมจะใช้สามวันนั่นรวมถึงวันนี้เพื่อฝึกพลังปราณ ทำความเข้าใจกับพลังระดับใหม่
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าคิมบีโฮมันจะโหดได้ขนาดนั้น!
มันเล่นซะจนเพื่อนของผมสะบักสะบอมขนาดนั้น
แผน A ของผมเลยแหลกไม่เหลือชิ้นดี ผมเลยต้องเปลี่ยนมาใช้แผน B แบบไม่ทันตั้งตัว
ทำให้วันพรุ่งนี้ผมต้องขึ้นเวทีกับคิมบีโฮ
หมอนั่นน่ะอยู่ระดับเดียวกับผมก็จริง แต่เขาทะลวงระดับนี้มานานแล้ว แถมคล่องกว่าเยอะ ไม่ใช่แค่มีปราณ แต่ยังใช้มันได้แบบศิลปินใช้พู่กัน ขณะที่ผมคือเด็กใหม่ในระดับนี้
บอกตรง ๆ จากใจ..
ผมไม่มั่นใจเลยว่าจะชนะคิมบีโฮได้รึเปล่า..
ช่างเถอะ.. พูดอะไรออกไปตอนนี้ก็มีแต่เครียดเปล่า ๆ
แถมผมไม่อยากจะอยู่เป็นเป้าให้คนมาด่าด้วย..
ผมเลยรีบเดินตรงไปที่เขตห้องพยาบาลในทันที ปล่อยให้ตงเสวี่ยซานรับของขวัญที่ผมยื่นให้อยู่คนเดียว
พอเดินมาถึงหน้าห้องพยาบาล
กลิ่นยาจีนก็ลอยอบอวลปนกับกลิ่นอับจากผนังหินที่เย็นเฉียบจนเหมือนจะดูดความร้อนจากร่างเราไปทีละนิด
แสงไฟสลัว ๆ จากโคมกลางห้องให้บรรยากาศชวนหลับมากกว่าฟื้นตัว
เสียงลมหายใจแผ่วเบาของโหวหวังที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง เป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่ยืนยันว่ามันยังหายใจ
แต่สภาพของมันเรียกได้ว่า ไม่ได้เท่าไหร่
รอยฟกช้ำกับแผลถลอกเต็มตัวจากการสู้กับคิมบีโฮเหมือนประกาศให้โลกรู้ว่าเขาแลกมันมาด้วยอะไรบ้าง
โดยเฉพาะแผลยาวตรงกลางหน้าอกที่แม้จะถูกทำแผลพร้อมด้วยพันผ้าแล้ว
ผมยังเห็นเลือดซึมออกมาจากปากแผลของมันอยู่จาง ๆ
ผมเดินเข้าไปหามันช้า ๆ ไม่ได้เรียก ไม่ได้ส่งเสียงอะไร เพราะแค่เห็นหน้ามันตอนนี้ก็รู้แล้ว
ว่าในใจมันกำลังโทษตัวเองยิ่งกว่าที่ใครจะด่าได้เสียอีก
โหวหวังพยายามขยับตัวขึ้นนั่ง
แต่ดูจากสีหน้าแล้ว..
แค่กระดิกตัวก็เหมือนโดนมีดกรีดทั้งแผ่นหลัง
เสียงที่หมอนั่นพูดออกมาแหบแห้งแบบคนที่ทั้งเจ็บทั้งเสียใจในประโยคเดียวกัน ฟังแล้วรู้เลยว่าเขากำลังกลืนคำด่าตัวเองอยู่ในลำคอ
“อ้ายหลิว.. ฉะ.. ฉัน.. ฉันขอโทษ..
ฉันทำพลาด.. แผนของเราพังไม่เป็นท่า..”
ผมนั่งลงข้าง ๆ โหวหวัง ตบบ่ามันเบา ๆ แบบไม่พูดมาก
เพราะบางทีการยอมอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ มันก็พอแล้ว
แต่สุดท้ายก็อดพูดไม่ได้ เสียงผมอาจไม่ได้ดัง แต่ทุกคำที่พูดออกไปมันออกมาจากใจล้วน ๆ
“พอได้แล้วโหวหวัง ข้าเข้าใจ
เจ้าทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ ดีเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดเสียอีก
เจ้าได้แสดงให้ทุกคนเห็นถึงความแข็งแกร่งของรางสถิตราชันวานรแดง ไม่สิ ความแข็งแกร่งของตัวเจ้าแล้วพวก
ไม่ต้องพูดอะไรอีก..
นายได้ทำในสิ่งที่นายควรทำแล้ว..”
ผมหันไปมองโหวหวังด้วยสายตาแบบที่ไม่ค่อยได้ให้ใครง่าย ๆ
สายตาที่บอกว่า 'อยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน' แบบไม่ต้องมีคำพูดหวานเลี่ยน
มันคือสายตาของคนที่ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะพอจะไม่ต้องพูดอะไรก็เข้าใจกันแล้ว
โหวหวังเงียบไปสักพัก เหมือนกำลังเลือกคำพูด หรือไม่ก็ลังเลว่าควรพูดดีไหม แล้วสุดท้ายก็เปล่งเสียงแหบพร่าออกมา
“แต่มีอีกเรื่องอ้ายหลิว..
ที่เอ็งต้องรู้..”
สายตาของโหวหวังตอนนี้บอกได้ในตัว..
ว่าเรื่องที่มันกำลังบอกเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
“ตอนที่ฉันกับมันปะทะกันครั้งสุดท้าย..
ฉันสัมผัสได้..
ว่าอ้ายบีโฮ..
มันใช้ปราณกระบี่สำนักกระบี่สี่ขุนเขา..!”
คำพูดของโหวหวังเหมือนระเบิดเวลาที่จุดตรงหน้าผมแบบไม่ให้ตั้งตัว
“ปราณกระบี่สำนักสี่ขุนเขา?”
ปากของผมพูดทวนคำประโยคสุดท้ายของมันแบบไม่รู้ตัว..
.
.
อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด
(ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)
ตัดภาพไปอีกที่หนึ่ง.. เรือนรับรองของคนตระกูลตง
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ตึงเครียด หนาวเย็นด้วยโทสะและศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนป่นปี้
แสงไฟจากโคมไฟที่แขวนอยู่ส่องสว่างเพียงสลัว ๆ ทำให้เงาของเหล่าคนตระกูลตงดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
กลิ่นหอมของเครื่องหอมชั้นดีไม่อาจกลบกลิ่นอายของความโกรธแค้นที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
ความเงียบที่ปกคลุมห้องโถงนั้นหนักอึ้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงของแต่ละคนที่ดังสลับกัน
ตงตี้ผิงผู้นำตระกูลตงที่แต่งกายเต็มยศสีครามตะเข็บทองอร่าม แสดงถึงตำแหน่งอันสูงส่ง
มันนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเก้าอี้ประธาน แต่ใบหน้าเคร่งขรึมและบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาลที่ไม่อาจควบคุมได้
ดวงตาของคนแดงก่ำราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้
ผู้อาวุโสของตระกูลคนอื่นๆ ก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน
ผู้นำตระกูลตงพลันลุกขึ้นยืนในตอนที่ตงเสวี่ยซานกลับมาที่เรือนรับรองฯ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาลจนเส้นเลือดปูดโปน
เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วห้องโถงราวกับเสียงฟ้าร้อง
“เสวี่ยซาน! เจ้าทำอะไรลงไป!
นี่เจ้าทำให้ตระกูลตงของเราขายหน้าไปทั่วทั้งยุทธภพ!
ชื่อเสียงที่บรรพบุรุษของเราสร้างมานับพันปี ต้องมาป่นปี้เพราะความโง่เขลาของเจ้า!
เจ้ามันไร้ความสามารถ!”
ตงชือเต่า.. ผู้อาวุโสลำดับที่สอง เสริมด้วยน้ำเสียงดุดันและผิดหวัง
“ไหนเจ้าบอกว่าแผนที่เจ้ากระทำลงไปล้วนคิดมาเป็นอย่างดี ไหนเลยจึงถูกเจ้าเด็กแซ่หลิวคนนั้นย้อนเกล็ดเสียได้!
เจ้านี่มัน! ไร้ค่าเสียยิ่งกว่าไร้ค่า!”
ตงหลี่เทียน.. ผู้ชนะศึกปัญจมิตรเมื่อสองปีก่อนพลันมองตงเสวี่ยซานด้วยความสมเพช
ดวงตาของมันหรี่ลงน้อย ๆ ก่อนกล่าวเสริม
“เจ้าบอกเองมิใช่หรือเจ้าเกล็ดเงิน..
ว่าต่อให้มันใช้ปราณธาตุได้สี่สาย มันก็เป็นเพียงปราณธาตุเท่านั้น มิได้เป็นอันใดเลยสำหรับเจ้า
แต่นี่กระไร..
มันไม่แม้นใช้พลังปราณเลยด้วยซ้ำ..
แต่กลับทำให้ตระกูลของเราเสื่อมเสียได้เช่นนี้..
แล้วเแบบนี้เจ้าถือเป็นตัวอันใด?”
“กิ่งก่า.. อย่างไรก็คือกิ้งก่า..
ต่อให้เปลี่ยนสีให้ดูละม้ายคล้ายพวกเรา..
เกล็ดเงินอย่างไรก็คือเกล็ดเงินอยู่วันยังค่ำ ไม่มีวันคิดได้อย่างพวกเราเกล็ดทอง”
ตงกวนเทียนผู้เป็นน้องชายพลันเอ่ยเสริมต่อจากพี่ชายของมัน
ด้านตงเสวี่ยซานที่เป็นศูนย์รวมคำด่า บัดนี้ก็ได้แต่ตัวสั่นเทิ้ม
ความอัปยศที่ได้รับมาวันนี้ก็เกินพอแล้ว..
แต่ไหนเลยตอนกลับมายังถูกทั้งคนด่าและถากถางอีก
สำหรับมัน.. เรื่องที่เกิดขึ้นนี้หาใช่ฝีมือของตนเสียที่ไหน
“ทั้งหมดเรามิได้ผิด!
มันเป็นแผนของไอ้แซ่หลิวคนนั้น! มันจงใจทำให้เราต้องอับอาย!”
“แต่สิ่งที่มันทำ..
ก็เป็นสิ่งที่เจ้าเคยทำมิใช่หรือ..”
ตงกวนเทียนกล่าวสวนพร้อมเปรยตามองไปยังตงเสวี่ยซานอย่างดูถูก
“หากเจ้าเก่งจริงอย่างเจ้าอ้าง..
เจ้าก็สมควรไปให้ถึงตัวมันก่อนมันจักพูดยอมแพ้มิใช่หรือไร
เจ้ากิ้งก่าเกล็ดเงิน..”
“พอได้แล้ว!”
ตงชเวพลางพูดขัดพร้อมส่งสายตามองคนทุกคนที่อยู่ภายในห้องรับรอง
นางถอนหายใจช้า ๆ พยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ความโกรธบดบังการตัดสินใจ
ก่อนที่นางจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย
“การโทษกันไปมาก็มิอาจแก้ไขอะไรได้..
สิ่งที่เราควรทำตอนนี้มีอย่างเดียว..
คือการหาทางแก้ไขปัญหาและกอบกู้ชื่อเสียง..”
ท่านหญิงกล่าวพร้อมกวาดตามองคนทุกคนที่อยู่ในห้องอีกครั้ง
ก่อนที่สายตาของนางจะหยุดอยู่ที่ผู้นำตระกูล
“สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือปฏิกิริยาของฝูงชนและความเสียหายต่อชื่อเสียงตระกูลที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก!
สิ่งคิดที่ข้าคิดได้มีหนทางเดียว..
คือรอบชิงต้องชนะอย่างใสสะอาดที่สุด!”
ผู้นำตระกูลตงเห็นสายตากดดันที่แลมา แล้วพอได้ยินสิ่งที่คนผู้มองมาพูด..
ตงตี้ผิงก็รู้สึกว่ามันยังไม่พอ
“ชนะ? ชนะแล้วกระไร ตระกูลตงของเราชนะติดต่อกันมาหลายปีหลายศึก!
การชนะอีกครั้งก็เหมือนกับสิ่งเดิมที่พวกเราเคยทำได้!
มันไม่พอที่จะกอบกู้ชื่อเสียงที่เสียไป!”
ตงไช่จิงผู้อาวุโสลำดับที่สี่ รีบกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและเด็ดขาด
“ท่านผู้นำตระกูลกล่าวถูกต้อง!
สิ่งที่ไอ้เด็กแซ่หลิวคนนั้นทำลงไปไม่อาจมองข้าม!
ข้าเสนอว่าหากไอ้เด็กแซ่หลิวมันผ่านมาถึงรอบชิงชนะเลิศได้!
เสวี่ยซาน..
เจ้าต้องสังหารมันให้ตายดับคาเวที!
เพื่อเป็นการข่มขู่และเชือดไก่ให้ลิงดู..
ว่าคนที่มันกล้าล่วงเกินพวกเราตระกูลปีกมังกรจักลงเอยเช่นไร!”
สิ้นคำพูดของอาวุโสลำดับที่สี่.. ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบงัน
ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของตระกูล
แต่มีเพียงคนหนึ่งที่ดวงตาสั่นไหวจากมติที่เกิดขึ้น..
คือตงชเว..
ตงชเวได้แต่หันมองไปทางนอกหน้าตา สายตาของอาวุโสผู้คุมกฎของตระกูลได้แต่มองอย่างไร้จุดหมายพร้อมถอนใจออกมาเบา ๆ
'พี่ซื่อ..
ดูเหมือนผู้สืบทอดของท่าน..
เราคงมิอาจช่วยเหลือมันได้อีกแล้ว..'