ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 95 สิ่งที่ซ่อนอยู่ในชัยชนะ

            จะว่ายังไงดีล่ะ..

            มันไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่โดนด่าน่ะ

            ผมชินแล้วล่ะ..

             

            แต่ก็นะ.. แต่คลื่นลมที่ผมเป็นคนสร้างรอบนี้มันไม่ใช่เสียงแบบที่พูดทีต้องหันซ้ายแลขวาแบบครั้งก่อน ๆ

            แต่เป็นเสียงด่าที่ดังกระหึ่มจากทั่วทั้งอัฒจันทร์ เหมือนทุกคนพร้อมใจกันยืนขึ้นแล้วตะโกนว่า 'ตระกูลตงไร้ยางอาย'

            ปกติไม่มีใครกล้าแตะห้าเสาหลัก โดยเฉพาะไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับตระกูลปีกมังกร เพราะถ้าพูดอะไรหมิ่นหน่อย ๆ มักจะโดนซัดแบบไม่รู้ตัว

            วันนี้มันไม่เหมือนเดิม.. รอบนี้เสียงของคนอื่น ๆ มันไม่ใช่เสียงกระซิบ

            แต่มันเหมือนเอาไม้พันกันเป็นท่อนไม้ใหญ่ แล้วฟาดเข้าใส่ความกลัวแบบจัง ๆ

            คนดูที่เคยเฉย ๆ กลับรู้สึกว่าตัวเองโดนดูถูก โดนเอาเปรียบ เหมือนโดนหลอกให้มาดูละครล้มมวยราคาถูกแบบนี้

            แถมคนเล่นก็ดันเป็นคนตระกูลตงด้วยนี่สิ

             

            ผมยืนอยู่กลางเวที.. ท่ามกลางพายุเสียงที่ฟังแล้วอยากจะหยิบสำลีมายัดหูให้มันจบ ๆ ไป

            สายตาคนเป็นหมื่นจับจ้องมาที่ผม เหมือนพวกเขาพร้อมจะเขวี้ยงคำถาม คำด่า หรืออยากจะขว้างข้าวของอะไรก็ได้ที่พอจะพุ่งมาถึงหน้าผมได้

            บางคนมองด้วยความงง บางคนส่ายหัวด้วยความผิดหวัง บางคนก็.. ยังมีแววคาดหวังบางอย่างในแววตานั้นอยู่

            แต่ในหัวผมนั้นเงียบสนิท.. เงียบแบบเงียบจริง ๆ

            เพราะแผนที่ผมวางเอาไว้นั้นมันออกมา

             

            และแน่นอน..

            คนที่โกรธที่สุดเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตงเสวี่ยซาน

            “เจ้ามันไอ้ขี้ขลาด! กล้าดียังไงมาเล่นลูกไม้ตุกติกเช่นนี้!

            เจ้าคิดการทำให้เราต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าคนนับหมื่นขนาดนี้!

            ผลมันจักเป็นเช่นไร!!”

            เสวี่ยซานมันคำรามลั่น เหมือนเสือที่กำลังจะขาดใจตายเพราะโดนเหยียบหางเข้าเต็มรัก

            หน้าของมันแดงก่ำจนผมนึกว่าอีกแป๊บเส้นเลือดคงได้แตกกระจายให้เห็นกันสด ๆ กลางสนาม

            มันแทบจะพุ่งเข้ามาทางผมแบบไม่คิดชีวิต เหมือนบ้าที่ไม่สน ไม่แคร์อะไรทั้งนั้น

             

            ก็นะ..

            แผนของผมมันได้ผลขนาดนี้..

            ไม่หัวร้อนก็บ้าแล้ว

             

            ส่วนผมนี่ยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิก รับเสียงด่าจากมันเหมือนฟังเสียงพัดลมโบราณส่ายไปมา พ่นแต่คำด่าและละอองน้ำเปียก ๆ

            “โธ่เอ๋ย.. ท่านพี่ตงผู้สูงส่ง เหตุใดจึงร้อนใจนักเล่า?

            ข้าน้อยเพียงแสดงความเคารพต่อท่าน หาได้คิดตุกติกไม่

            การที่ข้าน้อยยอมแพ้..

            ก็เพราะเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของท่านอย่างไรเล่าขอรับ

            ความยิ่งใหญ่ที่หาใครเปรียบไม่ได้..”

             

            “เจ้าพูดอะไรของเจ้า!”

            ตงเสวี่ยซานคำรามลั่นจนผมนึกว่าเส้นเสียงมันคงจะขาดกลางสนามให้รู้แล้วรู้รอด

            มือสองข้างมันกำแน่นจนเห็นเส้นเอ็นปูดขึ้นมาชัด ๆ ข้อนิ้วขาวซีดเหมือนเลือดหยุดไหล

            แล้วก็ไม่ใช่แค่เสียงหรือมือ..

            ปราณสีครามเข็มของมันก็ระเบิดออกมาราวกับเขื่อนแตก

            สีครามเข้มแผ่ออกมารอบตัวแบบไร้ทิศทาง เหมือนคนที่ไม่รู้จะระบายอารมณ์ยังไงดี เลยตะโกนแล้วก็ปล่อยปราณให้มั่วซั่วไปหมดนั่นแหละ

            เรียกว่าถ้าความบ้าคลั่งมีรูปร่าง..

            ก็คงไม่ต่างจากหมอนี่ในตอนนี้เลย

             

            “ก็ข้าน้อยเห็นว่าพลังของท่านพี่นั้นแผ่ซ่านเสียจนผืนฟ้ายังต้องสั่นสะเทือน

            ปราณของท่านนั้นหนักหน่วงจนผืนปฐพียังต้องสั่นคลอน หากข้าน้อยผู้ต่ำต้อยยังดื้อดึงคิดสู้ต่อ

            คงได้พังพินาศลงในฝ่ามือเดียวของท่านแน่ ๆ

            ข้าน้อยยังรักชีวิตนะขอรับ

            เช่นนั้นก็มีแต่จะทำให้ท่านพี่ต้องแปดเปื้อนฝ่ามือเปล่าๆ

            การที่ข้าน้อยยอมแพ้..

            ให้ท่านไม่ต้องแปดเปื้อนเลือดของคนต่ำต้อยเช่นข้าน้อย และไม่ต้องเสียเวลาอันมีค่าของท่าน”

            ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ช้า.. ช้าจนบางคนอาจนึกว่าผมกำลังอ่านกลอน

            แต่เนื้อหาน่ะเหรอ..

            มันไม่ได้อ่อนโยนเหมือนเสียงเลยสักนิด

            มันคือคำพูดที่ผมจงใจฝังทีละคำ ทีละหยด ลงไปกลางอกของมัน หวังให้มันแสบจี๊ดเข้าไปถึงกระดูกสันหลัง และทำให้มันจำความอัปยศครั้งนี้ไปตลอดชาติ

             

            “เจ้ามัน! เจ้ามัน!”

            ตงเสวี่ยซานถึงกับพูดไม่ออก

            ได้แต่กัดฟันแน่นจนผมได้ยินเสียงกรอด ๆ ดังลอดออกมา

            เสียงแบบนั้นน่ะนะ..

            มันไม่ใช่แค่โกรธธรรมดา แต่คือความแค้นระดับพร้อมจะระเบิดตัวเองให้กลายเป็นบ่อปราณกลางสนามได้เลย

            ดวงตามันแดงจนผมนึกว่ากำลังจะกลายร่างเป็นอะไรสักอย่าง

            พูดง่าย ๆ คือ ถ้าใครเข้าไปใกล้มันตอนนี้..

            มีสิทธิ์กลายเป็นไอติมละลายได้ทันที

             

            เห็นมันสั่นทั้งตัวเหมือนหม้อไอน้ำที่ใกล้ระเบิดเข้าไปทุกที ผมก็แค่ตบบ่ามันไปเบา ๆ หนึ่งที

            “วันนี้คงเพียงพอแล้วกระมังขอรับ..

            ไว้พบกันใหม่ในศึกหน้า..”

            ผมพูดเสร็จก็โน้มตัวเข้าหามันอีกครั้ง

            “ไม่ต้องห่วงไปไอ้แซ่ตง..

            สิ่งที่เจ้าเคยทำกับข้ามันมีกำหนดเวลาชำระในอีกไม่กี่วันนี้หรอก..

            รอรับของขวัญชิ้นใหญ่จากข้าได้เลย..”

            พูดจบ ผมหมุนตัวแล้วก็เดินลงเวทีทันที ไม่เสียเวลาหันกลับไปมองด้วยซ้ำ

            ปล่อยให้ตงเสี่ยวซานมันยืนค้างอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางความอัปยศที่กำลังระเบิดตัวเองเป็นวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ เหมือนใครกดปุ่มสโลว์โมชั่นให้มันรู้สึกอายได้นานขึ้นอีกสิบเท่า

            เสียงด่าจากคนดูยิ่งดังขึ้นอีก เหมือนทุกคนเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังดูละครฉากสำคัญที่พระรองคลั่งไม่ยอมรับบทพ่ายแพ้

            แต่ผมน่ะ..

            เดินลงเวทีแบบคนที่รู้ดีว่า 'ศึกจริง' ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ

             

            หลายคนคงคิดว่าผมเพี้ยน ยอมแพ้กลางคันแบบไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

            ยอมแพ้ให้กับไอ้เสวี่ยซานที่ผมเกลียดระดับอยากขูดชื่อมันออกจากแผนที่ ทั้งที่ยังไม่ได้ฟาดกันสักหมัดเดียว

            แต่คนเรามันมีสมองก็ต้องใช้สิจริงไหม..

            ต่อให้ผมจะเกลียดมันมากแค่ไหน..

            ผมก็ต้องประมาณตนเหมือนกัน

             

            ตงเสวี่ยซานกับตงป๋ายซานนั้นต่างกัน

            จริงอยู่ว่าผมเคยเอาชนะน้องชายของมันมาได้ด้วยระดับวรยุทธ์ที่ต่ำกว่าหนึ่งขั้น..

            แต่นั่นเป็นเพราะตงป๋ายซานมันเพิ่งเลื่อนระดับได้ไม่นาน ความเข้าใจในเชิงยุทธ์ของมันยังไม่สูง มันจึงดึงศักยภาพของมันออกมาได้ไม่เต็มที่

            แต่ตงเสวี่ยซานนั้นแตกต่าง..

            ฝ่ายนั้นเป็นจอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นกลางมาเป็นเดือน ความเข้าใจเรื่องระดับพลังย่อมมีมาก

            ดูได้จากสองวันก่อนที่ผมแหย่จนมันลงมือกับผมได้ในวันนั้น

            ผมยอมรับ.. ตอนนี้ผมยังไม่สามารถสู้กับตงเสวี่ยซานได้

            หากผมคิดประลองกับมันให้รู้ดำรู้แดงในวันนี้..

            บอกเลย..

            ไม่คุ้ม..

             

            เดิมที ผมกับโหวหวังวางแผนเอาไว้เรียบร้อย ผมคาดหวังให้มันชนะคิมบีโฮ เพราะหมัดของมันหนักพอจะสั่นเวที และเปลวนิพพานของมันก็แรงพอจะต้านปราณน้ำแข็งได้

            หากโหวหวังมันชนะ พรุ่งนี้ผมก็แค่ไปยืนอยู่บนเวทีและให้โหวหวังมันเอ่ยยอมแพ้ออกมา

            หากทุกอย่างมันลงล็อก ผมก็จะได้พักสามวันเต็มก่อนลงเจอกับตงเสวี่ยซานในรอบหน้า

            ผมจะใช้สามวันนั่นรวมถึงวันนี้เพื่อฝึกพลังปราณ ทำความเข้าใจกับพลังระดับใหม่

            แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าคิมบีโฮมันจะโหดได้ขนาดนั้น!

            มันเล่นซะจนเพื่อนของผมสะบักสะบอมขนาดนั้น

            แผน A ของผมเลยแหลกไม่เหลือชิ้นดี ผมเลยต้องเปลี่ยนมาใช้แผน B แบบไม่ทันตั้งตัว

            ทำให้วันพรุ่งนี้ผมต้องขึ้นเวทีกับคิมบีโฮ

            หมอนั่นน่ะอยู่ระดับเดียวกับผมก็จริง แต่เขาทะลวงระดับนี้มานานแล้ว แถมคล่องกว่าเยอะ ไม่ใช่แค่มีปราณ แต่ยังใช้มันได้แบบศิลปินใช้พู่กัน ขณะที่ผมคือเด็กใหม่ในระดับนี้

             

            บอกตรง ๆ จากใจ..

            ผมไม่มั่นใจเลยว่าจะชนะคิมบีโฮได้รึเปล่า..

             

            ช่างเถอะ.. พูดอะไรออกไปตอนนี้ก็มีแต่เครียดเปล่า ๆ

            แถมผมไม่อยากจะอยู่เป็นเป้าให้คนมาด่าด้วย..

            ผมเลยรีบเดินตรงไปที่เขตห้องพยาบาลในทันที ปล่อยให้ตงเสวี่ยซานรับของขวัญที่ผมยื่นให้อยู่คนเดียว

             

            พอเดินมาถึงหน้าห้องพยาบาล

            กลิ่นยาจีนก็ลอยอบอวลปนกับกลิ่นอับจากผนังหินที่เย็นเฉียบจนเหมือนจะดูดความร้อนจากร่างเราไปทีละนิด

            แสงไฟสลัว ๆ จากโคมกลางห้องให้บรรยากาศชวนหลับมากกว่าฟื้นตัว

            เสียงลมหายใจแผ่วเบาของโหวหวังที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง เป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่ยืนยันว่ามันยังหายใจ

            แต่สภาพของมันเรียกได้ว่า ไม่ได้เท่าไหร่

            รอยฟกช้ำกับแผลถลอกเต็มตัวจากการสู้กับคิมบีโฮเหมือนประกาศให้โลกรู้ว่าเขาแลกมันมาด้วยอะไรบ้าง

            โดยเฉพาะแผลยาวตรงกลางหน้าอกที่แม้จะถูกทำแผลพร้อมด้วยพันผ้าแล้ว

            ผมยังเห็นเลือดซึมออกมาจากปากแผลของมันอยู่จาง ๆ

             

            ผมเดินเข้าไปหามันช้า ๆ ไม่ได้เรียก ไม่ได้ส่งเสียงอะไร เพราะแค่เห็นหน้ามันตอนนี้ก็รู้แล้ว

            ว่าในใจมันกำลังโทษตัวเองยิ่งกว่าที่ใครจะด่าได้เสียอีก

             

            โหวหวังพยายามขยับตัวขึ้นนั่ง

            แต่ดูจากสีหน้าแล้ว..

            แค่กระดิกตัวก็เหมือนโดนมีดกรีดทั้งแผ่นหลัง

            เสียงที่หมอนั่นพูดออกมาแหบแห้งแบบคนที่ทั้งเจ็บทั้งเสียใจในประโยคเดียวกัน ฟังแล้วรู้เลยว่าเขากำลังกลืนคำด่าตัวเองอยู่ในลำคอ

            “อ้ายหลิว.. ฉะ.. ฉัน.. ฉันขอโทษ..

            ฉันทำพลาด.. แผนของเราพังไม่เป็นท่า..”

             

            ผมนั่งลงข้าง ๆ โหวหวัง ตบบ่ามันเบา ๆ แบบไม่พูดมาก

            เพราะบางทีการยอมอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ มันก็พอแล้ว

            แต่สุดท้ายก็อดพูดไม่ได้ เสียงผมอาจไม่ได้ดัง แต่ทุกคำที่พูดออกไปมันออกมาจากใจล้วน ๆ

            “พอได้แล้วโหวหวัง ข้าเข้าใจ

            เจ้าทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ ดีเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดเสียอีก

            เจ้าได้แสดงให้ทุกคนเห็นถึงความแข็งแกร่งของรางสถิตราชันวานรแดง ไม่สิ ความแข็งแกร่งของตัวเจ้าแล้วพวก

            ไม่ต้องพูดอะไรอีก..

            นายได้ทำในสิ่งที่นายควรทำแล้ว..”

            ผมหันไปมองโหวหวังด้วยสายตาแบบที่ไม่ค่อยได้ให้ใครง่าย ๆ

            สายตาที่บอกว่า 'อยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน' แบบไม่ต้องมีคำพูดหวานเลี่ยน

            มันคือสายตาของคนที่ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะพอจะไม่ต้องพูดอะไรก็เข้าใจกันแล้ว

             

            โหวหวังเงียบไปสักพัก เหมือนกำลังเลือกคำพูด หรือไม่ก็ลังเลว่าควรพูดดีไหม แล้วสุดท้ายก็เปล่งเสียงแหบพร่าออกมา

            “แต่มีอีกเรื่องอ้ายหลิว..

            ที่เอ็งต้องรู้..”

            สายตาของโหวหวังตอนนี้บอกได้ในตัว..

            ว่าเรื่องที่มันกำลังบอกเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

            “ตอนที่ฉันกับมันปะทะกันครั้งสุดท้าย..

            ฉันสัมผัสได้..

            ว่าอ้ายบีโฮ..

            มันใช้ปราณกระบี่สำนักกระบี่สี่ขุนเขา..!”

             

            คำพูดของโหวหวังเหมือนระเบิดเวลาที่จุดตรงหน้าผมแบบไม่ให้ตั้งตัว

            “ปราณกระบี่สำนักสี่ขุนเขา?”

            ปากของผมพูดทวนคำประโยคสุดท้ายของมันแบบไม่รู้ตัว..

            .

            .

             

    อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด

    (ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)

             

            ตัดภาพไปอีกที่หนึ่ง.. เรือนรับรองของคนตระกูลตง

            บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ตึงเครียด หนาวเย็นด้วยโทสะและศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนป่นปี้

            แสงไฟจากโคมไฟที่แขวนอยู่ส่องสว่างเพียงสลัว ๆ ทำให้เงาของเหล่าคนตระกูลตงดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น

            กลิ่นหอมของเครื่องหอมชั้นดีไม่อาจกลบกลิ่นอายของความโกรธแค้นที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

            ความเงียบที่ปกคลุมห้องโถงนั้นหนักอึ้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงของแต่ละคนที่ดังสลับกัน

             

            ตงตี้ผิงผู้นำตระกูลตงที่แต่งกายเต็มยศสีครามตะเข็บทองอร่าม แสดงถึงตำแหน่งอันสูงส่ง

            มันนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเก้าอี้ประธาน แต่ใบหน้าเคร่งขรึมและบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาลที่ไม่อาจควบคุมได้

            ดวงตาของคนแดงก่ำราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้

            ผู้อาวุโสของตระกูลคนอื่นๆ ก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

             

            ผู้นำตระกูลตงพลันลุกขึ้นยืนในตอนที่ตงเสวี่ยซานกลับมาที่เรือนรับรองฯ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาลจนเส้นเลือดปูดโปน

            เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วห้องโถงราวกับเสียงฟ้าร้อง

            “เสวี่ยซาน! เจ้าทำอะไรลงไป!

            นี่เจ้าทำให้ตระกูลตงของเราขายหน้าไปทั่วทั้งยุทธภพ!

            ชื่อเสียงที่บรรพบุรุษของเราสร้างมานับพันปี ต้องมาป่นปี้เพราะความโง่เขลาของเจ้า!

            เจ้ามันไร้ความสามารถ!”

             

            ตงชือเต่า.. ผู้อาวุโสลำดับที่สอง เสริมด้วยน้ำเสียงดุดันและผิดหวัง

            “ไหนเจ้าบอกว่าแผนที่เจ้ากระทำลงไปล้วนคิดมาเป็นอย่างดี ไหนเลยจึงถูกเจ้าเด็กแซ่หลิวคนนั้นย้อนเกล็ดเสียได้!

            เจ้านี่มัน! ไร้ค่าเสียยิ่งกว่าไร้ค่า!”

             

            ตงหลี่เทียน.. ผู้ชนะศึกปัญจมิตรเมื่อสองปีก่อนพลันมองตงเสวี่ยซานด้วยความสมเพช

            ดวงตาของมันหรี่ลงน้อย ๆ ก่อนกล่าวเสริม

            “เจ้าบอกเองมิใช่หรือเจ้าเกล็ดเงิน..

            ว่าต่อให้มันใช้ปราณธาตุได้สี่สาย มันก็เป็นเพียงปราณธาตุเท่านั้น มิได้เป็นอันใดเลยสำหรับเจ้า

            แต่นี่กระไร..

            มันไม่แม้นใช้พลังปราณเลยด้วยซ้ำ..

            แต่กลับทำให้ตระกูลของเราเสื่อมเสียได้เช่นนี้..

            แล้วเแบบนี้เจ้าถือเป็นตัวอันใด?”

             

            “กิ่งก่า.. อย่างไรก็คือกิ้งก่า..

            ต่อให้เปลี่ยนสีให้ดูละม้ายคล้ายพวกเรา..

            เกล็ดเงินอย่างไรก็คือเกล็ดเงินอยู่วันยังค่ำ ไม่มีวันคิดได้อย่างพวกเราเกล็ดทอง”

            ตงกวนเทียนผู้เป็นน้องชายพลันเอ่ยเสริมต่อจากพี่ชายของมัน

             

            ด้านตงเสวี่ยซานที่เป็นศูนย์รวมคำด่า บัดนี้ก็ได้แต่ตัวสั่นเทิ้ม

            ความอัปยศที่ได้รับมาวันนี้ก็เกินพอแล้ว..

            แต่ไหนเลยตอนกลับมายังถูกทั้งคนด่าและถากถางอีก

            สำหรับมัน.. เรื่องที่เกิดขึ้นนี้หาใช่ฝีมือของตนเสียที่ไหน

            “ทั้งหมดเรามิได้ผิด!

            มันเป็นแผนของไอ้แซ่หลิวคนนั้น! มันจงใจทำให้เราต้องอับอาย!”

             

            “แต่สิ่งที่มันทำ..

            ก็เป็นสิ่งที่เจ้าเคยทำมิใช่หรือ..”

            ตงกวนเทียนกล่าวสวนพร้อมเปรยตามองไปยังตงเสวี่ยซานอย่างดูถูก

            “หากเจ้าเก่งจริงอย่างเจ้าอ้าง..

            เจ้าก็สมควรไปให้ถึงตัวมันก่อนมันจักพูดยอมแพ้มิใช่หรือไร

            เจ้ากิ้งก่าเกล็ดเงิน..”

             

            “พอได้แล้ว!”

            ตงชเวพลางพูดขัดพร้อมส่งสายตามองคนทุกคนที่อยู่ภายในห้องรับรอง

            นางถอนหายใจช้า ๆ พยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ความโกรธบดบังการตัดสินใจ

            ก่อนที่นางจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย

            “การโทษกันไปมาก็มิอาจแก้ไขอะไรได้..

            สิ่งที่เราควรทำตอนนี้มีอย่างเดียว..

            คือการหาทางแก้ไขปัญหาและกอบกู้ชื่อเสียง..”

            ท่านหญิงกล่าวพร้อมกวาดตามองคนทุกคนที่อยู่ในห้องอีกครั้ง

            ก่อนที่สายตาของนางจะหยุดอยู่ที่ผู้นำตระกูล

            “สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือปฏิกิริยาของฝูงชนและความเสียหายต่อชื่อเสียงตระกูลที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก!

            สิ่งคิดที่ข้าคิดได้มีหนทางเดียว..

            คือรอบชิงต้องชนะอย่างใสสะอาดที่สุด!”

             

            ผู้นำตระกูลตงเห็นสายตากดดันที่แลมา แล้วพอได้ยินสิ่งที่คนผู้มองมาพูด..

            ตงตี้ผิงก็รู้สึกว่ามันยังไม่พอ

            “ชนะ? ชนะแล้วกระไร ตระกูลตงของเราชนะติดต่อกันมาหลายปีหลายศึก!

            การชนะอีกครั้งก็เหมือนกับสิ่งเดิมที่พวกเราเคยทำได้!

            มันไม่พอที่จะกอบกู้ชื่อเสียงที่เสียไป!”

             

            ตงไช่จิงผู้อาวุโสลำดับที่สี่ รีบกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและเด็ดขาด

            “ท่านผู้นำตระกูลกล่าวถูกต้อง!

            สิ่งที่ไอ้เด็กแซ่หลิวคนนั้นทำลงไปไม่อาจมองข้าม!

            ข้าเสนอว่าหากไอ้เด็กแซ่หลิวมันผ่านมาถึงรอบชิงชนะเลิศได้!

            เสวี่ยซาน..

            เจ้าต้องสังหารมันให้ตายดับคาเวที!

            เพื่อเป็นการข่มขู่และเชือดไก่ให้ลิงดู..

            ว่าคนที่มันกล้าล่วงเกินพวกเราตระกูลปีกมังกรจักลงเอยเช่นไร!”

             

            สิ้นคำพูดของอาวุโสลำดับที่สี่.. ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบงัน

            ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของตระกูล

            แต่มีเพียงคนหนึ่งที่ดวงตาสั่นไหวจากมติที่เกิดขึ้น..

            คือตงชเว..

             

            ตงชเวได้แต่หันมองไปทางนอกหน้าตา สายตาของอาวุโสผู้คุมกฎของตระกูลได้แต่มองอย่างไร้จุดหมายพร้อมถอนใจออกมาเบา ๆ

            'พี่ซื่อ..

            ดูเหมือนผู้สืบทอดของท่าน..

            เราคงมิอาจช่วยเหลือมันได้อีกแล้ว..'

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน