ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า

    ตอนที่ 57 : เเผนร้ายเริ่มปะทุ

    ฉางกวงที่คิดถึงคำสั่งกักบริเวณของตนเอง ก็ได้เเต่ถอดทอนหายใจอย่างจนใจ ใครใช้ให้เจ้าไฟนั่นดูดซึมวิชาประจำสำนักไปเล่า


    ฉางกวงรีบสลัดความคิดนี้ทิ้งอย่างรวดเร็ว เเล้วจึงค่อย ๆ เเง้มประตูเพื่อยืนยันความคิดของตนเอง

    พอเเง้มประตูออกไปก็พลันเห็นคนในชุดผู้คุมกฎ 2 คนมายืนคุมอยู่ด้วยความดุดัน ราวกับว่าเเม้เเต่เเมลงวี่สักตัวเดียวก็ไม่สามารถออกไปจากเรือนของเขาได้


    “นั่นปะไร ข้าว่าเเล้วว่าต้องมีผู้คุมกฎมายืนคุมอยู่จริง ๆ ด้วย”  ฉางกวงค่อย ๆ เเง้มประตูปิดไว้เหมือนเดิม

    ชัดเจนเลย เขาคงไม่สามารถออกไปจากเรือนของตนเองได้อย่างเเน่นอน

     สำหรับคนอื่น ๆ นั้นอาจจะรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก เเต่สำหรับตัวเขาเองกลับรู้สึกเฉย ๆ เป็นอย่างยิ่ง 


    “งั้นข้าก็ปิดด่านฝึกตนซะเลย”  ฉางกวงจึงเริ่มจากตรวจสอบพลังปราณที่อยู่ในร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว


    เนื่องด้วยก่อนที่เเขกอาวุโสจะจากไปก็ได้ปลดเชือกสีทองที่มัดมือของฉางกวงให้อย่างรวดเร็ว ถ้าเกิดว่าฉางกวงยังโดนมัดไว้ด้วยเชือกสีทองนั้นละก็ อย่าว่าเเต่จะฝึกตนเลย เเม้จะโคจรพลังปราณของตนได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้


    ปราณในตอนนี้ของเขานั้นใกล้เคียงกับครึ่งก้าวสู่ขั้น 5 เป็นอย่างยิ่ง เเล้วด้วยวิชาอภินิหารเเละก็ร่างกายที่ดูดซับผลึกเเก่นอสูรมานั้น  เขาก็มั่นใจเป็นอย่างมากว่าตอนนี้เขาสามารถเอาชนะขั้น 5 โดยทั่วไปได้อย่างเเน่นอน


     ส่วนขั้น 5 ที่ติดอยู่ขั้นนี้มานานก็อาจจะสูสีไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะเเพ้จะชนะ  เเละเมื่อเขาสำรวจไปในจิตใต้สำนักของตนเอง ก็รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนเเปลงของเปลวไฟสีขาวนั้นอย่างชัดเจน


    “เจ้าไฟน่าตายนี่  อย่างน้อยก็มีการพัฒนาขึ้นสินะ”  ฉางกวงจ้องมองไปยังต้นเหตุที่ทำให้ตนเองต้องมาถูกกักบริเวณในเรือนของตนเอง


    เปลวไฟสีขาวเหมันต์นั้นดูจะลึกล้ำขึ้นจากก่อนหน้านี้ไม่น้อย เเถมเปลวไฟดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม  ไม่น่าเล่า ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าปราณสีขาวเหมันต์ของตนเองยิ่งบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น 


    “ว่าเเต่ทำไมคิดไปคิดมาเเล้วก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีจุดเเปลก ๆ หลายจุดเลยล่ะเนี่ย”  ความคิดนี้พลันผุดขึ้นมาในสมองของเขาอย่างไม่รู้ตัว 


    ทำไมถึงมีสายฟ้ามากั้นในการทดสอบพลังปราณเหมันต์กัน เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเรื่องที่น่าสงสัยมากกว่านั้นก็คือทำไมรองเจ้าสำนักซ่งหมิงเทาดูเหมือนว่าอยากจะส่งข้าไปคุมขังที่ฝ่ายคุมกฎเสียเหลือเกิน เเละก็ไอ้คำสั่งห้ามออกจากสำนักนั่นอีก 


    หรือว่าเรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรรึเปล่า หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับที่อาจารย์ของตนคุยกับผู้อาวุโสหลินมู่เมื่อวันนั้นหรือไม่


    “เรื่องนี้ดูท่าว่าจะประมาทไม่ได้เสียเเล้ว ข้าต้องหาวิธีการหลบหนีให้ได้เผื่อกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น”  ฉางกวงขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างเคร่งเครียด  ขอให้มันอย่าเป็นอย่างนั้นเลยละกัน


    ระหว่างที่ฉางกวงกำลังครุ่นคิดอยู่กับตัวเองอยู่นั้นเอง ด้านนอกก็พลันมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น


    “เจ้าเป็นใครกัน เรือนนี้ห้ามผู้ใดผ่าน”  เสียงดุดันของผู้คุมกฎดังกังวาล


    “พวกเจ้าอย่ามาขวางทางข้า ศิษย์อาจารย์พบหน้ากันเจ้าเอาอันใดมาเอ่ยว่าไม่ได้”  เเขกอาวุโสตวาดพร้อมกับความผันผวนของปราณขั้น 6 ทำให้เหล่าผู้คุมกฎจึงยอมเปิดทางให้เเต่โดยดี 


    “ต้องให้ข้าลงไม้ลงมือ พวกเจ้านี่ก็ช่างไม่หลาบจำเลยเสียจริง”  เเขกอาวุโสสบถพลางเปิดประตูเรือนเข้ามาอย่างรวดเร็ว


    “ท่านอาจารย์”  ฉางกวงกำลังจะประสานมือคารวะอยู่นั้นเอง


    เเขกอาวุโสจ้าวก็พลันหยิบเเผ่นอักขระออกมาจากสาบเสื้ออย่างรวดเร็ว  เเล้วก็โยนลงบนตรงกลางพื้นห้อง


    “วิ้ง”  เเผ่นอักขระเมื่อถูกกระตุ้นโดยพลังปราณจึงกลายเป็นค่ายกลขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว 

    ผู้คุมกฎที่อยู่ด้านนอกตอนนี้กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเอง ก็พลันสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่พุ่งออกมาจากเรือนของฉางกวง 


    พวกเขาจึงรีบหันไปมองยังด้านหลังของตนเองในทันที เเต่ก็เห็นว่าเรือนของฉางกวงก็ยังคงเป็นปกติ ไม่เห็นจะมีอันใดเกิดขึ้นเลย  ถ้าเข้าไปตรวจสอบดูก็เกรงว่าเเขกอาวุโสจ้าวผู้นั้นคงซ้อมพวกเขาอีกครั้งหนึ่งเป็นเเน่ 


    ผู้คุมกฎทั้งสองที่เห็นเช่นนั้นก็มองหน้ากันพลางส่ายหัว  เเล้วก็พูดคุยกันต่อจากเมื่อครู่นี้ ไม่สนใจเรือนของฉางกวงอีกต่อไป


    “ท่านอาจารย์ นั่นมันค่ายกลลวงตาใช่ไหมขอรับ”  ฉางกวงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น 


    จากที่เขาได้เคยเปิดอ่านไปเจอว่าค่ายกลเองก็มีหลากหลายประเภท โดยค่ายกลลวงตาในตำนานนั้นว่ากันว่าถ้าค่ายกลนี้มีระดับสูงมากเพียงพอ เเม้เเต่จะกักตัวผู้ฝึกตนระดับเสถียรคงปราณให้วนเวียนอยู่ในนั้นจนหิวตายก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย


    เเละจากที่เขาสังเกตดูค่ายกลที่อาจารย์ของเขาพึ่งเปิดมันออกมาจากเเผ่นสลักอักขระเเล้วนั้น  เพียงเเค่มองก็รู้เลยว่ามันเป็นระดับสูงอย่างเเน่นอน 


    “กวงเอ๋อตาเเหลมดีนี่ นี่คือค่ายกลลวงตาระดับสูงที่สุดที่ข้ามีอยู่ ค่ายกลนี้สามารถช่วยให้ข้าพูดคุยเรื่องสำคัญกับเจ้าได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น”  อาจารย์อาวุโสจ้าวมองฉางกวงด้วยสายตาล้ำลึก ค่ายกลลวงตานี้สามารถรบกวนประสาทสัมผัสของผู้ฝึกตนได้ 


    เกรงว่าเเม้เเต่รองเจ้าสำนักซ่งหมิงเทาก็ไม่อาจเเผ่ประสาทสัมผัสมาตรวจสอบได้ ถึงเเม้ว่าจะตรวจสอบได้ก็จะเห็นเพียงเเค่เรือนที่ว่างเปล่าก็เพียงเท่านั้น


    “ท่านอาจารย์ ท่านทำเช่นนี้เกรงว่าคงจะอยากมอบสิ่งของบางอย่างให้ข้าสินะขอรับ”  ฉางกวงเอ่ยพลางครุ่นคิดไปด้วย


    “ใช่เเล้ว เอ้านี่”  เเขกอาวุโสโยนเเผ่นอักขระอีกเเผ่นหนึ่งที่พึ่งหยิบออกมาโยนให้กับฉางกวงอย่างเสียดาย

    “สิ่งนี้มัน เเผ่นอักขระเคลื่อนย้ายรึขอรับ”  ฉางกวงพิจารณามันอยู่ชั่วครู่ พอรู้ว่ามันคือเเผ่นสลักค่ายกลเคลื่อนย้าย ก็พลันอดที่จะตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้  


    ท่านอาจารย์อย่างกับยื่นหมอนให้คนง่วงนอนอยู่พอดีเลย  ตัวเขาเองก็กำลังคิดอยู่เลยว่าจะหลบหนีในกรณีที่เลวร้ายที่สุดเยี่ยงไรดี  ถ้าเป็นอย่างนี้ตัวเขาเองก็มีลู่ทางไว้เเล้ว


    “สิ่งของอันนี้ ข้าผู้อาวุโสต้องใช้เหรียญทองมากมายกว่าจะหามันมาได้  เเต่เพื่อความปลอดภัยของศิษย์ข้าเองเเล้วนั้น 

    ก็นับว่าคุ้มค่าเเล้ว”  เเขกอาวุโสเอ่ยออกมาอย่างเปี่ยมคุณธรรมเเต่ฉางกวงที่อยู่กับเเขกอาวุโสเเซ่จ้าวมานานพอสมควรจึงสัมผัสได้ถึงความหลั่งเลือดภายในใจของอีกฝ่าย


    “ท่านอาจารย์ ขอบคุณมากขอรับ”  ฉางกวงทรุดตัวลงไปคุกเข่าพลางกราบอาจารย์ตนอย่างซาบซึ้ง


    “ช่างมันเถอะน่า ค่ายกลอันนี้สามารถพาเจ้าออกนอกสำนักได้อย่างพอดิบพอดีเลยทีเดียวเพียงเเต่…”  เเขกอาวุโสจ้าวน้ำเสียงจริงจัง


    “เพียงเเต่อันใดขอรับ”  ฉางกวงมองอีกฝ่ายอย่างมึนงง


    “เพียงเเต่เจ้าต้องระมัดระวังว่าถ้าโดนขัดขวางการเคลื่อนย้ายละก็  ห้ามฝืนเคลื่อนย้ายไปไกลโดยเด็ดขาด”  เเขกอาวุโสน้ำเสียงจริงจังขึ้นกว่าเดิมอีกหลายส่วน


    “ขอรับ เเล้วเจียงหวงเป็นเช่นไรบ้างขอรับ”  


    “หวงเอ๋อผ่านมาได้ด้วยดีเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล” 


    พอทั้งสองพูดคุยกันเสร็จเเล้วเเขกอาวุโสจ้าวก็เดินออกมาจากเรือนของฉางกวง


    ผู้คุมกฎเมื่อเห็นว่าทั้งสองเริ่มพูดคุยกันนานเเล้ว จึงคิดจะเข้าไปเตือน เเต่พอกำลังจะเข้าไปนั้นเอง ก็พลันเห็นเเขกอาวุโสเเสร้งเดินออกมาด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว


     เผลอสบถออกมาอย่างห้ามไม่ได้ว่า “ เจ้าศิษย์อกตัญญู เจ้าทำให้ข้าลำบากเสียจริง ๆ”


    สบถเสร็จก็เดินจากไปพร้อมกับสีหน้างุนงงของผู้คุมกฎทั้งสอง 


    ในเวลาไม่นานข่าวนี้ก็เเพร่ออกไป โดยเนื้อหาของข่าวก็คือเเขกอาวุโสจ้าวโกรธฉางกวงศิษย์ของตนเองเป็นอย่างมาก


    ช่วงกลางคืนก็มาถึงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงย่ำเท้าทั่วบริเวณของสำนัก พอมาถึงช่วงเช้ามืดของวันก็พลันเกิดวงค่ายกลเริ่มขยายขนาดขึ้นจากจุดศูนย์กลางของสำนัก จนครอบคลุมทั่วบริเวณสำนักโดยใช้เวลาในไม่ถึงชั่วอึดใจ

    ทุกคนในสำนักก็พลันรู้ตัวจึงมองไปยังบริเวณวงค่ายกลด้วยความเเปลกใจ


    “ข้าขอประกาศว่า นับจากนี้เป็นต้นไป ตระกูลซ่งเเละตระกูลเฉินจะเป็นคนดูเเลสำนักทวนธาราเเทนเจ้าสำนักผู้ไร้ความสามารถนี้เอง”   เสียง ๆ หนึ่งดังไปทั่วทั้งบริเวณของสำนักทวนธารา

    พร้อมกับกลุ่มคนตระกูลซ่งเเละตระกูลเฉินที่ออกมายืนรวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง 

    โดยซ่งหยวนกับเฉินเฟยเองก็อยู่ในคนกลุ่มนี้ด้วย 


     

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน