ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 43 ไม่อยากเดินบนเส้นทางเดิมอีกแล้ว

     

    “รีบบอกฉันมาว่าพวกนายพานังนั่นไปซ่อนไว้ที่ไหน?”

     

    เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบคำถามของเธอ เงาที่คาดว่าน่าจะเป็นเจินเจินก็พุ่งตัวเข้าใส่พวกเขาอีกครั้ง โดยไม่ได้สนใจเสาน้ำแข็งของเจี่ยปิงอวี่แม้แต่น้อย

     

    “พรวด!”

     

    เสาน้ำแข็งเจาะเข้ากลางศีรษะของเธอและลึกขึ้นทีละนิ้วขณะที่ร่างของเธอขยับมาด้านหน้า

     

    ร่างของเธอผ่านเสาน้ำแข็งมาได้โดยไม่มีความเสียหายใด ๆ มีก็แต่ศีรษะของเธอที่ยังมีรูโหว่หนึ่งจุดจากร่องรอยของเสาน้ำแข็งที่เจาะทะลุเมื่อสักครู่

     

    เซี่ยฮุยมองผ่านรูโหว่ก็พบฉากหลังที่เป็นบริเวณทางเดินได้อย่างชัดเจน

     

    สิ่งที่เขาสนใจไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่อยู่ที่ด้านในศีรษะของเธอต่างหากล่ะ

     

    ไม่ได้มีคราบเลือดไหลและมันสมองไหลออกมาอย่างที่ควรจะมี ด้านในนั้นมีเพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น

     

    เธอคือตุ๊กตาดินเผา!

     

    เซี่ยฮุยมองเจินเจินที่ไม่ได้แสดงออกถึงความเจ็บปวดแม้แต่น้อยที่กำลังเดินตรงมาทางพวกเขา เธอยกแขนทั้งสองข้างขึ้นราวกับจะคว้าร่างของเซี่ยฮุยที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด

     

    เซี่ยฮุยไม่เสียเวลาหยุดคิดอีกต่อไป เขาซัดหมัดไปด้านหน้าอย่างไม่ลังเลเพื่อจัดการกับแขนดินเหนียวทั้งคู่ที่กำลังพุ่งถลาเข้ามา

     

    วินาทีนั้นแขนทั้งสองข้างของเจินเจินก็หักครึ่งในทันที

     

    แม้ว่าแขนทั้งสองข้างหักจนเหลืออยู่ครึ่งท่อน เจินเจินกลับไม่แยแสและยังเดินหน้าพุ่งเข้าใส่เซี่ยฮุยต่อ

     

    โอ้โฮ!

     

    ดื้อด้านสุด ๆ!

     

    เซี่ยฮุยแอบรู้สึกเบื่อหน่ายกับรูปแบบการดำเนินเรื่องเหล่านี้

     

    ถ้าหากยึดตามการดำเนินเรื่องของสถานที่ทดสอบแห่งนี้ สคริปต์ของมันที่ถูกตั้งค่าไว้ช่างไม่น่าสนใจเอาเสียเลย

     

    เขาจึงตัดสินใจที่จะเดินตามเส้นทางที่เขาคิดด้วยตัวเอง!

     

    เขาควบคุมพลังลมปราณภายในร่างกายอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดลังเล

     

    เอ่อ...ควรใช้ว่าพลังงานดีกว่า ผู้แต่งคนนี้บ้า ๆ บอ ๆ หรือเปล่านะถึงได้เขียนคำนี้ออกมา

     

     

     

    สำหรับสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้และไม่สามารถขัดขืนเช่นนี้ เซี่ยฮุยจึงทำได้เพียงแค่เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามไปก่อน

     

    พลังงานถูกส่งมาที่หมัดขวาของเขา หลังจากนั้นเซี่ยฮุยก็ซัดหมัดออกไป

     

    พลังการโจมตีครั้งนี้แข็งแกร่งมาก หมัดที่ถูกส่งออกไปม้วนตัวและก่อเกิดพลังงานวายุที่น่าสะพรึงกลัวขึ้น การม้วนตัวคล้ายกับกระแสน้ำวนที่ลอยอยู่กลางอากาศ อากาศถูกควบแน่นเข้าด้วยกันและโดนกลืนกินเข้าไป...

     

    การบรรยายอาจจะดูเนิ่นนาน แต่จริง ๆ แล้วเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วอึดใจเท่านั้น

     

    หลังจากผ่านไปได้ไม่กี่วินาที กระแสน้ำวนก็ถูกเปลี่ยนกลายเป็นมังกรวายุขนาดใหญ่

     

    ร่างมังกรลอยหมุนวนอยู่กลางอากาศอย่างไม่หยุด มันมีพลังดึงดูดมหาศาลจนทำให้คนที่ยืนอยู่ที่นี่ถูกดูดไปด้วย

     

    “ขั้น 9!”

     

    เจี่ยปิงอวี่เคยเห็นฉากต่อสู้ของผู้แข็งแกร่งขั้น 9 มาก่อน เมื่อเธอเห็นแรงกดดันที่ถูกส่งออกมาจากเซี่ยฮุย เธอจึงเปล่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง

     

    “พวกเราถอยออกไปก่อน”

     

    พูดจบเธอก็รีบถอยหลังออกไปสองสามก้าว ส่วนคนอื่น ๆ ก็รีบตามเธอถอยออกไปยืนอยู่บนขั้นบันไดเช่นนั้น

     

    หมัดของเซี่ยฮุยในครั้งนี้ไม่ได้ซ่อนความแข็งแกร่งที่มีอีกต่อไป มังกรวายุที่ก่อตัวในรูปแบบของหมัดส่งไปยังร่างของเจินเจินที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะลอยขึ้นสู่เบื้องบน

     

    หลังจากที่ถูกหมัดวายุซัดเข้าใส่ ร่างของเจินเจินก็แหลกเป็นเสี่ยง ๆ จนกลายเป็นเศษดินเหนียวจำนวนนับไม่ถ้วน

     

    พลังมังกรวายุที่ทรงพลังทำให้หลังคาของทางเดินชั้นนี้แตกกระจุยกระจายลอยขึ้นสู่กลางอากาศพร้อม ๆ กับเศษชิ้นส่วนของดินเหนียว

     

    มังกรวายุทะยานออกไปไกล เหลือเพียงความเงียบสงัดที่กลับคืนสู่สถานที่แห่งนี้อีกครั้ง

     

    เซี่ยฮุยเก็บหมัดของตัวเอง หลังจากเปิดใช้พลังจากหมัดมังกรตระหง่านด้วยพลังทั้งหมดที่มี สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก

     

    มังกรวายุได้หายไปแล้ว เจี่ยปิงอวี่และคนอื่น ๆ จึงเดินเข้ามาหาเขา

     

    “เซี่ยฮุย...คิดไม่ถึงเลยนะว่านายจะซ่อนพลังไว้มากขนาดนี้”

     

    เซี่ยฮุยแอบถอนหายใจออกมา เซี่ยฮุยที่เธอคิดว่าน่าจะอยู่ขอบเขตพิเศษขั้น 7 แท้จริงแล้วเขาทะลุขั้นที่ 9 แล้ว

     

    “นั่นสิ...พี่ฮุยโคตรเจ๋งเลย”

     

    เฉียนตัวตัวมองเซี่ยฮุยด้วยความเลื่อมใส อีกทั้งยังพูดยกยอปอปั้นตามนิสัยของเขา

     

    เซี่ยฮุยคิดไว้อยู่แล้วว่าความลับนี้คงไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจว่าคนอื่น ๆ จะคิดอย่างไรกับเขา

     

    ในเมื่อตัดสินใจที่จะเปิดเผยพลังทั้งหมดที่มี เขาจึงเตรียมใจไว้แล้วว่าภารกิจครั้งนี้ต้องผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดี

     

    “แปลกชะมัด?”

     

    เซี่ยฮุยมองภารกิจที่ปรากฏอยู่บนสายรัดข้อมือ ทว่ามันกลับไม่มีการแจ้งเตือนภารกิจสำเร็จอย่างที่คิด

     

    หรือเจินเจินตุ๊กตาดินเผาไม่ใช่บอสตัวสุดท้ายของภารกิจนี้?

     

    “ภารกิจยังไม่สำเร็จ”

     

    ในเวลานี้เองเจี่ยปิงอวี่ก็รู้สึกได้ถึงเรื่องนี้แล้วเช่นกัน

     

    เธอแหงนหน้ามองหลังคาที่ถูกเซี่ยฮุยซัดเข้าใส่จนทะลุก่อนหน้านี้

     

    และเธอก็พบว่าตอนนี้เธอสามารถมองเห็นท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน พระจันทร์สีแดงที่ลอยอยู่เบื้องบนยังคงอยู่ที่เดิม

     

    ดูเหมือนว่าตั้งแต่พวกเขามาที่นี่จนถึงตอนนี้ ตำแหน่งยังอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

     

    เธอสังเกตเห็นถึงสิ่งนี้และพูดกับทุกคนว่า “พระจันทร์ดวงนี้แปลกประหลาดมาก มันไม่ขยับไปไหนเลย”

     

    “อีกอย่าง...พวกเราเข้ามาที่นี่ตั้งนานแล้ว แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะเช้าเลยด้วย”

     

    “นั่นสิ ฉันเองก็คิดเหมือนกัน”

     

    เฉียนตัวตัวพูดโพล่งขึ้นเพราะเขาก็รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติภายในสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่แรกแล้วเช่นกัน

     

    “แปะ!”

     

    เซี่ยฮุยปรบมือและพูดขึ้น “ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แต่สภาพแวดล้อมของที่นี่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแม้แต่น้อย ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือพวกเราต้องหาบอสตัวสุดท้ายเพื่อสิ้นสุดภารกิจนี้”

     

    “อื้อ เซี่ยฮุยพูดถูก”

     

    ใบหน้าของเจี่ยปิงอวี่ไม่ได้แสดงออกถึงความอึดอัดใจ อีกทั้งยังพูดต่ออย่างเป็นธรรมชาติ

     

    จากนั้นเธอก็ถามขึ้นมาว่า “แล้วเราจะเอายังไงกันต่อ?”

     

    “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

     

    เซี่ยฮุยยักไหล่ เขาตัดสินใจที่จะไม่ลงมือทำในสิ่งที่เขาไม่ถนัดอีก

     

    จากนั้นก็พูดสั้น ๆ ว่า “งั้นพวกเราออกตามหาก่อนแล้วกัน แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ ...”

     

    เขาหันไปมองตุ๊กตาดินเผาที่ยังยืนเบียดแน่นอยู่ตรงบริเวณทางขึ้นบันได จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “พวกเราก็ฝ่าพวกมันลงไปด้านล่าง”

     

    “นี่ไม่ใช่สไตล์ของนายเลยนะ”

     

    เจี่ยปิงอวี่ลูบดั้งตัวเอง จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ถึงแม้ว่านายจะมีพลังขั้น 9 แต่ด้านล่างมีตุ๊กตาดินเผามากมายขนาดนั้น พลังงานที่นายมีไม่สามารถสู้กับมันได้ตลอดรอดฝั่งหรอก”

     

    “อีกอย่างพวกเราก็...”

     

    เจี่ยปิงอวี่ชะงักไปเล็กน้อย “วันนี้เฉียนตัวตัวสามารถกลายร่างได้อีกแค่ครั้งเดียวแล้ว ส่วนพลังงานของพวกเราที่มีอยู่ก็ไม่มากพอที่จะสู้กับมันได้” 

     

     

     

     

     

     

     

    เซี่ยฮุยหยุดคิด เขาเองก็รู้สึกได้ว่าที่เธอพูดมีเหตุผล จึงพยักหน้าตอบกลับไป “งั้นพวกเราลองค้นหาที่นี่ก่อน แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ ค่อยใช้วิธีของฉัน”

     

    “พลังงานของฉันยังเหลือเฟือ”

     

    เซี่ยฮุยพูดขัดเจี่ยปิงอวี่เมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง “อีกอย่างตอนที่ฉันปล่อยทักษะออกมา ฉันก็ไม่ได้สูญเสียพลังงานด้วย”

     

    “หา!”

     

    คำพูดของเขาทำให้ทุกคนหันมามองด้วยความตกตะลึง ราวกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

     

    “พี่ฮุย...พะ...พี่...กำลังจะบอกว่าทักษะที่พี่ใช้ไม่ต้องแลกกับพลังงานเลยเหรอ?!”

     

    เฉียนตัวตัวอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

     

    เมื่อเห็นท่าทางของทุกคนที่กำลังมองมาที่เขาราวกับจะพูดว่า “นายอย่ามาล้อเล่นนะ” เขาจึงพิสูจน์ให้พวกเขาได้เห็นว่าสิ่งที่เขาพูดคือเรื่องจริง

     

    หมัดมังกรตระหง่าน

     

    หมัดมังกรตระหง่าน

     

    ……

     

    หลังจากเปิดใช้หมัดมังกรตระหง่านออกไปติดต่อกันสิบครั้ง ลมพายุเทอนาโดก็ส่งตรงไปยังกลุ่มตุ๊กตาดินเผาตัวแล้วตัวเล่าจนร่างของพวกมันกระเด็นลอยออกไปไกล

     

    หลังจากนั้นเขาก็หันกลับมามองทุกคนด้วยท่าทางนิ่งสงบ

     

    สิ่งนี้ทำให้ทุกคนเชื่อในทันทีว่าสิ่งที่เขาพูดคือเรื่องจริง

     

    ทรงพลัง!

     

    สายตาเหล่านั้นที่มองมายังเซี่ยฮุย ไม่มีใครถามเขาแม้แต่คนเดียวว่าเพราะอะไรทักษะของเขาจึงไม่สูญเสียพลังงาน

     

    เพราะทุกคนต่างก็มีความลับเป็นของตัวเอง พวกเขาจึงเข้าใจและไม่คิดจะสืบหาความจริงมากไปกว่านี้

     

    ในเมื่อมีช่องทางให้ถอยออกไปจากที่นี่ ทุกคนก็เริ่มเดินสำรวจหอพักทั้งสองข้างทางทันที

     

    หลังจากเดินสำรวจไปทีละห้องก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ และแล้วพวกเขาก็เดินทางมาถึงด้านในสุดของทางเดินชั้นนี้...

     

    ตอนที่พวกเขาเห็นภาพย้อนอดีตก่อนหน้านี้ พวกเขาจำได้ว่านี่เป็นห้องที่จางเสี่ยวหงผลักประตูเข้าไป

     

    ประตูห้องยังคงปิดสนิท เซี่ยฮุยจึงใช้มือผลักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจสอบสิ่งที่อยู่ในนั้น

     

    ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก กลิ่นเหม็นเน่าก็กระจายคลุ้งออกมาจากด้านใน

     

    หลังจากแง้มประตูและรอให้กลิ่นเหล่านั้นระบายออกมาได้ครู่หนึ่ง พวกเขาก็เดินเข้าไปด้านในห้อง

     

    ในที่สุดเซี่ยฮุยก็เข้าใจแล้วว่าทำไมด้านในห้องแห่งนี้ถึงมีกลิ่นเหม็นเน่า

     

    เพราะตอนที่เขาเข้ามาด้านใน เขาพบว่าด้านบนเตียงที่อยู่ติดกับหน้าต่างมีอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์นอนเอนตัวอยู่ด้วยท่าทางนิ่งสงบ

     

    ร่างกายของมันเน่าเปื่อยถึงขั้นสุด เบ้าตามีหนูคลานออกมาจนทำให้ดูน่าสะอิดสะเอียนเป็นอย่างมาก

     

    ดูจากซากศพภายนอก เจ้าของร่างนี้น่าจะเป็นเพศหญิง

     

    เซี่ยฮุยลูบคางตัวเองพร้อมกับเริ่มพินิจพิเคราะห์สิ่งที่อยู่ตรงหน้า

     

    คนคนนี้จะเป็นใครได้อีกล่ะ...

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน