ข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน

    ตอนที่ 37 เฉินเหมียวเหมี่ยว เด็กคนนี้เจ้าเก็บมาจริง ๆ งั้นหรือ?

    แม่ทัพเนี่ยที่ตอนกลางวันเพิ่งจะจากมา ตกเย็นก็ถูกเฉินเหมียวเหมี่ยวหักยันต์หยกเรียกมาหาอีกครั้งจึงปวดหัวอย่างมาก เขาชี้ไปที่เด็กน้อยในอ้อมแขนของเฉินเหมียวเหมี่ยว ท่าทางที่มักจะสงบนิ่งอยู่เป็นนิจเริ่มพังทลายลง เขาขบกรามแน่นพลางเอ่ย “เพราะเรื่องนี้น่ะหรือ?”


    เพื่อตามหาพ่อแม่ให้เด็กที่หลงทางคนหนึ่ง แม่ทัพใหญ่อย่างเขาถึงกับต้องวิ่งไปวิ่งมาเช่นนี้!


    เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เด็กเป็นดอกไม้ของบ้านเมือง เป็นอนาคตของบ้านเมือง นี่ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”


    แม่ทัพเนี่ย  “...”


    เห็นท่าทางเคร่งเครียดของเฉินเหมียวเหมี่ยว ท่านแม่ทัพจึงยอมอ่อนข้อให้ “ได้ ข้ารับปากเจ้า เพียงแต่เด็กคนนี้…”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงกระแอมเบา ๆ “เด็กคนนี้ข้าจะดูแลให้ชั่วคราวเจ้าค่ะ”


    แม่ทัพเนี่ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก โชคดีที่ไม่ให้เขาเลี้ยงเด็กคนนี้ด้วย เฉินเหมียวเหมี่ยวนับว่ายังมีความเป็นคนอยู่บ้าง


    “เรื่องนี้ข้ารับรู้แล้ว ถ้าไม่มีเรื่องอื่นอีก เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”


    แม่ทัพเนี่ยกัดฟันเอ่ยออกมา ราวกับต้องการจะบอกเฉินเหมียวเหมี่ยวว่า เขาเป็นถึงแม่ทัพ หาใช่บ่าวรับใช้ของนางไม่!


    เฉินเหมียวเหมี่ยวยิ้มกว้างออกมา “ทราบแล้วเจ้าค่ะ บุรุษก็ควรใจกว้าง ท่านอย่าคิดเล็กคิดน้อยสิเจ้าคะ”


    แม่ทัพเนี่ย  “...”


    เฮ้อ ถ้าขืนยังคุยกับเฉินเหมียวเหมี่ยวต่อ แม่ทัพเนี่ยคิดว่าตัวเองต้องเสียสติเป็นแน่


    เมื่อเห็นท่าทางที่ดูเหนื่อยล้าของแม่ทัพเนี่ย เฉินเหมียวเหมี่ยวก็เริ่มทบทวนตนเอง ซึ่งน้อยครั้งที่จะทำ 


    อืม นางทำเหมือนแม่ทัพเป็นบ่าวรับใช้มากเกินไปแล้วกระมัง


    “พี่สาวคนสวย...” ทันใดนั้นชายเสื้อของนางก็ถูกดึงเบา ๆ เป็นเจ้าตัวเล็กที่มีท่าทางง่วงงุน 


    “พี่สาวคนสวย ท่านลุงผู้นี้เป็นใครกัน เขาดุจังเลย...”


    แม่ทัพเนี่ยถึงกับเซเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมอง ทว่าราวกับเห็นผีก็มิปาน “ข้า...ท่านลุงงั้นหรือ?”


    เจ้าตัวเล็กรีบหลบอยู่ในอ้อมกอดของเฉินเหมียวเหมี่ยวทันที พร้อมกับมองเขาด้วยดวงตากลมโตที่ใสซื่อบริสุทธิ์ “ใช่แล้ว ท่านไม่ใช่ท่านลุงหรือขอรับ?”


    แม่ทัพเนี่ย “...” 


    เขาอายุสามสิบกว่าแล้วก็จริง หากเป็นคนธรรมดาหลายคนที่อายุเท่านี้ต่างก็เป็นลุงกันหมดแล้ว แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้วถือว่าเขายังอ่อนเยาว์มาก “เช่นนั้นเฉินเหมียวเหมี่ยวล่ะ เหตุใดนางถึงได้เป็นพี่สาว!”


    เจ้าตัวเล็ก “ก็พี่สาวทั้งสาวทั้งสวยนี่นา...”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวถูกเจ้าตัวเล็กประจบจนต้องยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะระดมหอมเขาไม่หยุด จากนั้นจึงเอ่ยอย่างหยอกล้อ “ท่านลุงเนี่ย ข้าไม่ส่งนะเจ้าคะ~”


    แม่ทัพเนี่ยที่ถูกคนเรียกเช่นนี้เป็นครั้งแรก “...”


    แม่ทัพเนี่ยมองทั้งสองคนที่มีใบหน้าคล้ายกันมาก ภายในใจเต็มไปด้วยความหงุดหงิด 


    ผ่านไปพักใหญ่จึงเอ่ยขึ้น “เฉินเหมียวเหมี่ยว เด็กคนนี้เจ้าเก็บมาจริง ๆ หรือ ไม่ใช่ญาติเจ้าหรอกหรือ เพราะฝีปากเช่นนี้เหมือนกับเจ้าไม่มีผิด!” 


    คำกล่าวเช่นนี้ทำให้คนฟังกระอักเลือดได้เหมือนกัน


    เฉินเหมียวเหมี่ยวถูแก้มตัวเองกับใบหน้าของเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ไม่ได้ยินหรือว่าเขาเรียกข้าว่าพี่สาว ดังนั้นเขาเป็นน้องชายสุดที่รักของข้าเจ้าค่ะ”


    เจ้าตัวเล็กเอ่ยอย่างมั่นใจขึ้นมาทันที “อื้ม ตัวเล็กเป็นสุดที่รักของเหมียวเหมี่ยว เหมียวเหมี่ยวก็เป็นสุดที่รักของตัวเล็ก”


    “โอ๊ย...เหตุใดเจ้าถึงน่ารักน่าชังเพียงนี้กัน!”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวอยากจะกลืนกินเจ้าตัวเล็กเข้าไปทั้งตัว เหตุใดโลกนี้ถึงมีเด็กที่น่ารักเช่นนี้ได้กัน!


    “ฮ่าฮ่าฮ่า...”


    เจ้าตัวเล็กบิดตัวไปมาด้วยความเขินอายในอ้อมแขนของเฉินเหมียวเหมี่ยว สุดท้ายยังเอาใบหน้าไปใกล้ริมฝีปากของเฉินเหมียวเหมี่ยว จึงถูกนางจับหอมแก้มไม่หยุด


    แม่ทัพเนี่ย “ฮ่าฮ่า...”


    ถ้าให้มองสองคนนี้นานกว่านี้ เขาต้องเอือมระอาจนทนไม่ไหวเป็นแน่


    แม่ทัพเนี่ยจึงจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก เฉินเหมียวเหมี่ยวเล่นกับเจ้าตัวเล็กอีกสักพัก ในที่สุดก็นึกขึ้นได้ ว่าตนเองยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ


    ตอนนี้ถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศเย็นลงทุกวัน การเพาะปลูกเหมือนว่าจะทำไม่ได้ นอกเสียจากจะมีโรงเรือน ไม่เช่นนั้นเมื่อเข้าสู่หน้าหนาว พืชผลคงแข็งตายหมดแน่


    ก่อนอื่นนางต้องจัดสรรที่ดินให้เสร็จก่อน กำหนดที่ตั้งของโรงนา โรงเลี้ยงไก่ และโรงเรือน จากนั้นก็ค่อยสร้างทีละหลัง


    “ตัวเล็ก เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่ พี่สาวต้องไปทำงานก่อน”


    “เหมียวเหมี่ยวจะทำอะไรหรือ ตัวเล็กช่วยได้นะ” เจ้าตัวเล็กเอ่ยออกมาเสียงเล็กเสียงน้อย แต่ความฉลาดหลักแหลมนั้นกลับชัดเจนมาก “เวลาอยู่ที่บ้าน พวกท่านปู่ต่างก็บอกว่าตัวเล็กฉลาดมาก”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวลูบศีรษะของเจ้าตัวเล็กด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะพบว่าผมของเด็กคนนี้ยาวมากจนดูดีเกินหน้าเกินตานาง และยังแข็งแรงไม่เหมือนกับเด็กวัยเดียวกัน


    ทว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวก็ไม่ได้คิดอะไรมาก “อืม ข้าต้องไปให้อาหารสัตว์ แล้วต้องไปออกแบบเรือกสวนไร่นา จากนั้นก็ต้องหาวัสดุเพื่อสร้างคอกวัวและเล้าไก่ ไม่เช่นนั้นสัตว์จะหนาวและอดตายได้” 


    เฉินเหมียวเหมี่ยวชี้ไปยังฝูงสัตว์ที่อยู่ข้าง ๆ ผู้อาวุโสของนิกายอวี่โซ่วได้ส่งหมูมาหนึ่งตัว วัวหนึ่งตัว ไก่สองตัว และกระต่ายอีกหนึ่งตัว


    หมูตัวนี้มีสีดำสนิททั้งตัว และมีดวงตาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ดูแล้วตลกยิ่งนัก


    วัวคงจะเป็นวัวนม ตัวไม่ใหญ่นัก คล้ายกับเป็นลูกวัวเสียมากกว่า


    กระต่ายและไก่ยิ่งดูพิเศษเข้าไปใหญ่ กระต่ายมีสีชมพู ส่วนไก่มีสีสันหลากหลายไปทั่วร่าง...


    แม้พวกมันจะมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างจากไก่ กระต่าย หมู วัว ในความทรงจำของเฉินเหมียวเหมี่ยว แต่เฉินเหมียวเหมี่ยวมั่นใจว่าจะสามารถดูแลพวกมันให้เติบโตได้


    เฉินเหมียวเหมี่ยวในเวลานี้ไม่ได้สังเกตว่า สัตว์เหล่านี้ไม่ได้มีท่าทีเย่อหยิ่งเหมือนตอนที่พวกมันมาถึงเมื่อเช้าอีกแล้ว พวกมันในเวลานี้ต่างเงียบสงบ อยู่นิ่ง ๆ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ถ้าดูให้ดีจะพบว่า พวกมันกำลังตัวสั่นเสียด้วยซ้ำ


    เจ้าตัวเล็กกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเอ่ย “ได้ เหมียวเหมี่ยวไปเถอะ ตัวเล็กจะให้อาหารพวกมันเอง”


    “เจ้า?” เฉินเหมียวเหมี่ยวมองเด็กน้อยที่สูงยังไม่ถึงต้นขาของนางด้วยความตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าเคร่งขรึมราวกับเตรียมจะออกศึกจึงได้ยิ้มออกมา “เจ้าทำได้จริงหรือ?”


    “อื้ม ๆ” เจ้าตัวเล็กตบที่หน้าอกนุ่มนิ่มของตัวเอง “ตัวเล็กเป็นลูกผู้ชายนะ!”


    “ฮ่าฮ่าฮ่า” เฉินเหมียวเหมี่ยวระเบิดเสียงหัวเราะออกมา บีบแก้มของลูกผู้ชายตัวน้อย ก่อนจะเอ่ย “เช่นนั้นก็รบกวนลูกผู้ชายตัวน้อยของเราด้วยนะ อาหารอยู่ตรงนี้ ขอบคุณนะ”


    เมื่อเฉินเหมียวเหมี่ยวกล่าวขอบคุณ เจ้าตัวเล็กก็ตื่นเต้นจนแก้มแดงเรื่อ เพราะดีใจอย่างมาก


    เฉินเหมียวเหมี่ยวเห็นดังนั้นก็พลอยมีความสุขไปด้วย ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดคนจึงชอบอวดรูปเด็ก ๆ ลงบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก เด็กน่ารักเช่นนี้หากไม่อวดฟ้าดินต้องไม่พอใจเป็นแน่!


    เฉินเหมียวเหมี่ยวหมุนกายจากไป เมื่อเดินไปถึงมุมหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองเจ้าตัวเล็กอีกสักพัก และพบว่าเท้าเล็ก ๆ ของเขาค่อย ๆ ก้าว ค่อย ๆ ขนหญ้าทีละหน่อย ราวกับผึ้งตัวน้อยที่ขยันขันแข็งไม่มีผิด


    น่ารักจังเลย!


    เฉินเหมียวเหมี่ยวกุมหน้าของตัวเองเอาไว้ นางรู้สึกว่าตัวเองเอาแต่มองเช่นนี้ไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นทั้งวันคงผ่านไปโดยที่นางไม่ได้ทำอะไรเป็นแน่


    รีบไปทำงานให้เสร็จดีกว่า จะได้มาป้อนข้าวให้เจ้าตัวเล็ก


    แต่สิ่งที่เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่รู้ก็คือ เมื่อนางจากไปแล้ว เด็กน้อยก็วางอาหารลง พิจารณาหมูน้อยตัวอ้วนอย่างละเอียด ก่อนจะพยักหน้าพลางเอ่ย “หมูล่าสมบัติงั้นหรือ สายเลือดนับว่าพอใช้ได้ เจ้าจงกินนี่ซะ”


    แม้เขาจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงของเด็ก แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจ จากนั้นก็แบมือออก ภายในมือเป็นผลหยกเนื้อใสผลหนึ่ง


    หมูน้อย…ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าสัตว์ทุกตัวที่นิกายอวี่โซ่วส่งมาล้วนเป็นลูกหลานของอสูรมาร แต่พวกมันคือความล้มเหลวจากการดูแลของนิกายอวี่โซ่ว ซึ่งหากทิ้งเอาไว้ที่นิกายอวี่โซ่วก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นจึงมอบให้เฉินเหมียวเหมี่ยวแทน


    แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าผู้อาวุโสนิกายอวี่โซ่วดูถูกเฉินเหมียวเหมี่ยว ในทางกลับกัน สัตว์เหล่านี้ล้วนเป็นสัตว์ที่ผู้อาวุโสท่านนั้นตั้งใจเลือกมา ทั้งคุณภาพดี ร่างกายแข็งแรง มีสติปัญญาสูง เพราะเฉินเหมียวเหมี่ยวเป็นคนธรรมดาที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ ดังนั้นหากเป็นอสูรมารแท้ ๆ นางไม่เพียงไม่สามารถควบคุมได้ ยังมีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บด้วย ดังนั้นครึ่งอสูรมารที่มีสติปัญญาสูงกว่าสัตว์ธรรมดาเล็กน้อย จึงเหมาะกับเฉินเหมียวเหมี่ยวมากกว่า


    “รีบกินซะ!” เด็กน้อยเอ่ยอย่างวางอำนาจ “กินแล้วขอเพียงเจ้าเชื่อฟังเหมียวเหมี่ยวของข้า ข้ารับรองว่าวันหน้าเจ้าจะทรงพลัง และไร้เทียมทาน!”


    เจ้าหมูน้อย “???” 


    เจ้าเด็กคนนี้เกรงว่าคงกำลังป่วยหนักอยู่กระมัง?


    คล้ายกับเรื่องข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน ที่คุณอ่าน