“ทุกคน! ได้เวลาอาหารเที่ยงแล้ว”
กีเดียนพามาถึงโรงอาหารขนาดใหญ่ ที่นั่งพอรองรับหนึ่งพันคน มีร้านให้เลือกมากมาย
“โรงอาหารแบ่งตามชั้นปี อย่าไปใช้ของชั้นปีอื่น ข้าเตือนแล้วนะ เปิดเจ็ดโมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม หลังจากนั้นถ้าหิว ให้ไปร้านหน้าตึกเรียนรวม เปิดหกโมงเช้าถึงเที่ยงคืน”
เขากวาดตามองครู่หนึ่งก่อนเสริม
“ราคาอาหารมีทั้งถูกและแพง เลือกตามสบาย แล้วกลับมาที่นี่ บ่ายโมงตรง แยกย้ายได้”
“นิค จะกินอะไรพิเศษไหม?”
ซีรีนถาม
“มีเนื้อสัตว์กึ่งเวทหรือสัตว์เวทไหม?”
“โห ของแพงเลย แต่ก็มีนะ นั่นไง ถ้าอยากกินก็เดินตามลูคัสกับเจ้าชายเฟรเดอริกไป”
นิโคลัสมองตาม เห็นกลุ่มผู้นำมุ่งไปยังโซนอาหารพิเศษ ก่อนส่ายหน้า
“ช่างเถอะ ไว้คาบว่างค่อยมา”
ซีรีนมองชายหนุ่มอย่างพินิจก่อนถามขึ้น
“เจ้าเป็นนักเวทแน่ใช่ไหม ทำไมต้องกินเนื้อกึ่งเวทด้วย เนื้อแบบนี้สายต่อสู้เขากินเพิ่มพลังกายกันนะ”
“ข้าไม่อยากยืนเป็นเป้านิ่งให้นักล่าอย่างพวกเจ้ายิงเล่น หากมีร่างกายแข็งแรงไว้พอหลบหลีกได้ก็ดีกว่า ไม่ใช่หรือ?”
“อ้อ ข้าลืมไป… หลบคล่องเหมือนตอนปราบซินวาร..อ๊ะ!”
นิโคลัสยกนิ้วแตะริมฝีปากนางทันที
“ข้าบอกแล้ว อย่าพูดเรื่องนั้น”
เขากระซิบหน้าตึง ก่อนค่อย ๆ ปล่อยมือ
“โทษที ข้าลืมตัว”
“จะหวานกันก็อย่าขวางทางคนอื่น”
เสียงทุ้มเสียดหูดังจากด้านหลัง ทั้งคู่หันไป หนึ่งในตัวท็อปของห้อง ดาบสองคม
“ไม่ได้หวานสักหน่อย ทางก็ออกกว้าง ทำไมไม่เดิน อยากมีเรื่องก็มา!”
ซีรีนเชิดหน้าโต้กลับทันที
ไทรัส แกรนวอร์ดชะงักไปเล็กน้อย กำลังจะแขวะต่อ แต่นิโคลัสยกมือห้าม
“ขอโทษที่ขวาง พวกเราจะไปแล้ว รีบหาอะไรกินก่อนจะไม่ทัน”
เขาคว้ามือซีรีนพาออกมา เปลี่ยนเรื่อง
“ทำไมต้องทำเหมือนกลัวไทรัส เจ้าไม่แพ้เขาหรอก”
นิโคลัสถอนหายใจ เบนตัวจะกระซิบ แต่เปลี่ยนใจ เขียนอักษรแสงลอยต่ำที่ด้านหน้าว่า
‘คาเมเรียมองอยู่’
ซีรีนหันไปด้านหลัง ไกลออกไป สาวผมสีน้ำตาล ดวงตากลมโตสีเดียวกัน ใบหูตั้งและกางเล็กน้อย ราวกับเฝ้าฟังอยู่ ยืนยิ้มบาง ๆ ให้ ก่อนหมุนตัวจากไป
“จำไว้นะ อย่าเผลอหลุดปากเรื่องข้าอีก ข้าไม่อยากเป็นจุดสนใจ…มากกว่านี้แล้ว”
มื้อกลางวันผ่านไปอย่างราบรื่น รสชาติ ราคาถือว่าคุ้มค่า แม้ไม่ถึงกับถูก
เกือบบ่ายโมงครึ่ง หน้าหอประชุม นักศึกษาทั้งสิบสองห้องมารวมกันแน่น ขมีขมันจะเลือกวิชาที่ต้องการ
“ซีรีน เจ้าเลือกเส้นทางไหนของวิถีนักล่า?”
นิโคลัสถาม
“เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะไปเป็น หน่วยลาดตระเวน ที่ต้องละเอียดรอบคอบเหรอ ยิ่ง แทรกซึม กับ วางกับดัก หน้าอย่างข้านี่นะ?”
เขาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“ข้ารู้ตัวเองดีว่ามี ร่างกายและประสาทสัมผัสดีกว่าคนทั่วไป มุ่งทางถนัดดีที่สุดแล้ว ท่านย่าก็เห็นด้วย ข้าเลยเลือก วิถีธนู ไม่ลังเล”
“เจ้าเลือกได้ดี”
ชายหนุ่มชื่นชมในใจ คนที่รู้จักตัวเองและกล้าเลือกตรง ๆ มีน้อย แม้แต่เขา ส่วนใหญ่ก็ถูกเหตุการณ์บังคับให้เลือก
ประตูหอประชุมบานใหญ่ค่อย ๆ เลื่อนขึ้นและจางหาย
ภายในไม่ใช่หอประชุมเดิมอีกต่อไป แต่เป็นทุ่งหญ้า กว้างไกล เต็มด้วยซุ้มประตูชั่วคราวและลานทดสอบของแต่ละวิถี
นักเวท / อัศวิน / นักรบ–นักสู้ / นักล่า / ผู้รักษา–สนับสนุน / นักประดิษฐ์ / อัลเคมิส / ผู้ฝึกสัตว์ แต่ละวิถีมีซุ้มประตูแยกไปตามวิชาเลือก
“กว้างได้ขนาดนี้เชียว?”
นิโคลัสตะลึง แม้รู้ว่าเป็นมิติพิเศษ แต่ไม่คิดว่าจะใหญ่โตเพียงนี้
“จะยืนอ้าปากอีกนานไหม นี่เรื่องเล็กน้อย อย่าทำห้องเราขายหน้า รีบไป!”
ซีรีนดันหลังเขาให้เดินต่อ
เมื่อก้าวเข้ามาด้านใน นิโคลัสแปลกใจที่ซีรีนยังคงเดินตามเขามาตลอด ไม่ได้แยกไปทางพื้นที่วิถีนักล่า
“เจ้าไม่ไปลงวิชาเลือกหรือ?”
“ข้ามาดูเจ้าก่อน ค่อยไปก็ได้ ยังไงข้าก็ผ่านแน่นอนอยู่แล้ว นักล่าหนึ่งวงแหวน ใครบ้างจะไม่รับจริงไหม?”
สาวน้อยยืดอกตอบอย่างมั่นใจ
“อืม…เจ้าเก่งก็จริง แต่ยังไงก็อย่าลืมอ่านหนังสือวิชาอื่นด้วยล่ะ ถ้าเจ้าสอบไม่ผ่าน ท่านย่าคงไม่พอใจแน่”
“ฮึ่ย! รู้แล้วน่า คนกำลังอารมณ์ดี ๆ พูดเรื่องหนังสือทำไมเล่า”
ทั้งสองเดินผ่านพื้นที่ของวิถีอื่น ๆ พอมองออกก็เห็นความแตกต่างของวิชาเลือกในแต่ละสาย เช่น
นักเวท : มีวิชาเลือกตามแนวทางการพัฒนา ได้แก่ การต่อสู้ด้วยเวท, ค่ายกลและการจารึกวงเวท, การวิจัยเวทมนตร์และรูนโบราณ โดยส่วนใหญ่เลือกสายต่อสู้ มีเพียงส่วนน้อยที่เลือกค่ายกลหรือวิจัยเวทเพราะต้องใช้ความรู้และความอดทนสูงกว่ามาก
สายต่อสู้กายภาพ : ไม่ว่าจะเป็นอัศวิน นักรบ หรือนักล่า ล้วนแยกวิชาเลือกตามอาวุธ เช่น ดาบ มีดสั้น หอก ขวาน ค้อน โล่ และธนู
นักล่า : มีวิชาเฉพาะ เช่น การลาดตระเวน สะกดรอยและแทรกซึม การสร้างและทำลายกับดัก การปลดล็อก และการลอบสังหาร
ผู้รักษาและสนับสนุน : เป็นวิถีเดียวที่ไม่มีวิชาเลือกเฉพาะ ทุกคนเรียนครบถ้วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสนับสนุนให้สูงที่สุด
เมื่อผ่านพื้นที่เหล่านั้นมา ก็มาถึงจุดที่นิโคลัสเฝ้ารอ 'วิถีนักประดิษฐ์'
เขาเดินเข้าไปด้านใน พบว่าที่นี่มีคนน้อยกว่าวิถีอื่นมาก เพราะมีเพียงนักศึกษาแปดสิบคน บวกกับดวอร์ฟอีก เจ็ด คน รวมทั้งหมดเพียง แปดสิบเจ็ด คนเท่านั้น
“เจ้าจะเลือกวิชาอะไรหรือนิค นักยุทธภัณฑ์ หรือ ผู้สร้างสรรค์?”
“ผู้สร้างสรรค์”
นิโคลัสตอบทันทีด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แล้วเดินตรงผ่านซุ้มประตูนักยุทธภัณฑ์ไปยังซุ้มผู้สร้างสรรค์
“นี่เจ้าหนู! จะเดินไปไหนกัน?”
เสียงชราดังก้องไปทั่วบริเวณ ทุกคนหันขวับไปมอง รวมถึงนิโคลัสกับซีรีน ก่อนจะเห็นชายชราผิวคล้ำกร้าน รูปร่างสูงใหญ่ แขนหนาราวต้นขาสิงโต เดินตรงเข้ามาหา
“คารวะผู้อาวุโส”
ทั้งสองก้มหัวทำความเคารพทันที
“ทำไมเจ้าไม่เลือกยุทธภัณฑ์?”
เขาถามตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม
“ศิษย์ต้องการสร้างสิ่งของเพื่อช่วยให้คนทั่วไปมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกขึ้นขอรับ ตอนนี้สิ่งของมากมายพึ่งพาเวทเกินไป ทำให้คนธรรมดาเข้าไม่ถึง หากพัฒนาให้ทำงานได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยเวทมากนัก ผู้คนย่อมอยู่ได้สบายขึ้น”
นิโคลัสตอบอย่างจริงใจ แม้จะไม่พูดถึงผลพลอยได้มหาศาลที่อยู่ในใจ
อาจารย์อาวุโสครุ่นคิด ก่อนย้อนถาม
“แต่หากไร้ยุทธภัณฑ์ที่ดี ถึงเจ้าจะสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่ผู้คนถูกสัตว์อสูรสังหารจนหมดแล้วจะมีประโยชน์อันใด?”
“ในโลกนี้มีนักยุทธภัณฑ์มากมายอยู่แล้วขอรับ แต่ผู้สร้างสรรค์กลับน้อยยิ่งนัก หากเพิ่มข้าไปอีกคน ก็เป็นเพียงดาบอีกเล่มบนภูเขาดาบเท่านั้น”
“แล้วถ้าดาบเล่มนั้นวิเศษยิ่งกว่าผู้อื่นเล่า? เจ้าจะยังคิดเช่นนั้นหรือ?”
“ดาบวิเศษมิใช่ว่าใครก็สร้างได้ แม้แต่หัวหน้าช่างดวอร์ฟยังทำได้ยาก และที่สำคัญ ยุทธภัณฑ์เป็นเพียงวัตถุ คุณหรือโทษขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ข้าไม่อาจควบคุมได้ ต่างจากสิ่งสร้างสรรค์ที่ตั้งใจออกแบบเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คนโดยตรง”
คำตอบนี้ทำให้อาจารย์อาวุโสเงียบไปครู่หนึ่ง ครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ก็จริง หากอาวุธตกไปอยู่ในมือคนไม่ดี อาจนำมาซึ่งหายนะใหญ่หลวงได้… แต่ถึงอย่างไร เหล่าผู้กล้าก็ยังต้องการอาวุธชั้นยอดเพื่อต่อกรกับสัตว์อสูรอยู่ดี เจ้าไม่มั่นใจหรือว่าตนเองจะสร้างอาวุธเช่นนั้นได้?”
ประโยคนี้เป็นทั้งคำถามและการท้าทาย แฝงด้วยความคาดหวังที่ชัดเจน
นิโคลัสยืดตัวเล็กน้อย สีหน้ามั่นคง เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ศิษย์มั่นใจในตนเองขอรับ มั่นใจว่า แม้เลือกเส้นทางผู้สร้างสรรค์ ศิษย์ก็ยังสามารถสร้างอาวุธชั้นยอดขึ้นมาได้เช่นกัน”
เขาหยุดหายใจสั้น ๆ ก่อนกล่าวต่อ ราวกับต้องการให้ทุกคำชัดเจนที่สุด
“การสร้าง ไม่ใช่แค่การตีขึ้นรูปหรือทำให้สำเร็จเป็นชิ้นงานเท่านั้น… สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ‘การออกแบบ’ ยุทธภัณฑ์ที่มีอยู่ทุกวันนี้ ล้วนวนเวียนอยู่กับรูปแบบเดิม ๆ แตกต่างกันเพียงรูปทรง วัสดุ หรือการตกแต่งเล็กน้อย แต่แทบไม่มีความซับซ้อนด้านแนวคิดเลย หากศิษย์เป็นผู้ออกแบบ แล้วให้ช่างฝีมือสร้างตามแบบ ผลลัพธ์ก็สามารถยืนเคียงกับของชั้นยอดได้มิใช่หรือขอรับ?”
น้ำเสียงหนักแน่นและเหตุผลชัดเจน ทำให้อาจารย์ชราต้องนิ่งไปอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วย แต่เพราะต้องใช้เวลาไตร่ตรองอย่างจริงจัง
บรรยากาศรอบข้างก็เงียบกริบเช่นกัน นักศึกษาวิถีนักประดิษฐ์ที่อยู่ใกล้ ๆ พากันหยุดมือจากงาน หันมามองการโต้ตอบตรงหน้า แต่ละคนต่างตกอยู่ในห้วงความคิด บ้างพยักหน้า บ้างขมวดคิ้ว แม้ส่วนใหญ่ยังเอนเอียงไปทางเหตุผลของอาจารย์ แต่ก็ไม่มีใครกล้าลดทอนน้ำหนักคำพูดของนิโคลัสลงได้เลย
เมื่อทบทวนความคิดแล้ว อาจารย์จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าพูดก็มีเหตุผล แต่ถ้าไม่เรียนพื้นฐานการสร้างอาวุธมาก่อน แล้วจะออกแบบสิ่งที่ดีกว่าได้อย่างไร อย่าบอกนะว่าเจ้าจะใช้แต่จินตนาการที่ไร้ซึ่งรากฐานความรู้?”
ถึงคราวนิโคลัสต้องชะงัก เขาไม่มีความรู้เรื่องการสร้างอาวุธของโลกนี้เลย อาวุธร้อนจากโลกก่อนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังไม่เข้าใจวิธีออกแบบเพื่อรองรับการจารึกอักขระเวท ซึ่งซับซ้อนเกินกว่าจะลองผิดลองถูกเอง
‘ดื้อไปคงไม่ดี ต่อรองหาทางออกน่าจะเหมาะกว่า’
“ศิษย์น้อมรับคำสอนขอรับ หากข้าเลือกวิถีผู้สร้างสรรค์ แล้วในแต่ละภาคเรียนส่งแบบยุทธภัณฑ์ให้อาจารย์พิจารณา พร้อมเรียนพื้นฐานการสร้างอาวุธไปด้วย อาจารย์คิดเห็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
อาจารย์อาวุโสยิ้มบางอย่างรู้ทัน ก่อนตอบ
“ถ้าเจ้าคิดจะโลภ ก็ควรโลภให้ถึงที่สุด นอกจากเรียนพื้นฐานยุทธภัณฑ์แล้ว อีกทั้งเจ้าเป็นนักเวท เจ้าต้องเรียนรู้การ จารึกอักขระวงเวท ด้วย หากเจ้ารับได้ ข้าจะอนุญาตให้เดินบนเส้นทางที่เจ้าต้องการ”
เมื่อได้ยินคำว่า จารึกอักขระวงเวท เหงื่อจาง ๆ เริ่มผุดขึ้นที่หน้าผากนิโคลัส สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที
การเป็นนักเวทกับการเป็นผู้จารึกเวท แม้จะใกล้กันในแง่พลัง แต่เส้นทางของทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
นักเวทร่ายเวทด้วยการเปล่งวาจา ชักนำมานามาสร้างเป็นเวท แม้มีความผิดเพี้ยนเล็กน้อย เวทยังคงทำงานได้ เพียงอาจไม่เต็มประสิทธิภาพนัก แต่ยังพอใช้งานได้
กลับกัน การ จารึกอักขระวงเวท ซับซ้อนกว่ามาก เพราะต้องมีชุดอักขระและวงเวทจำนวนมาก ที่สำคัญต้องจารึกลงบนผิวของวัตถุโดยไม่ให้ชุดอักขระผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย ยกตัวอย่างเช่น เวทลมพื้นฐาน หากเป็นการร่ายโจมตี ก็แค่สั่งให้เกิดลมและกำหนดทิศทางเป้าหมาย แต่เมื่อต้องจารึกเวทลมลงบนรถม้า รายละเอียดจึงเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
นอกจากคำสั่งสร้างลมและทิศทางแล้ว ยังต้องกำหนดให้ระบบทำงานต่อเนื่อง คำนวณปริมาณมานาที่ดึงจากหินมานา ระบุแรงที่ต้องจารึกลงบนผิววัสดุ และต้องปรับค่าตามชนิดผิวที่ต่างกัน เพราะผิวไม้ ผิวโลหะ หรือผิวชนิดอื่น จะตอบสนองต่อการผนึกแรงเวทต่างกัน
สรุปสั้น ๆ สำหรับคำจำเพาะของนักเวททั้งสองสายได้ว่า
สายนักเวทต่อสู้ เน้นพลังโจมตี การควบคุมพลังและทิศทางเป็นหลัก
สายนักเวทจารึก เน้นความประณีต ละเอียดอ่อน และความแม่นยำขั้นสูงสุด
นิโคลัสครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนถอนใจแล้วกล่าวเสียงหนักแน่น
“ศิษย์ยินดีรับคำสั่งขอรับ”
ชายชราทำหน้าพอใจ ยิ้มกว้างขึ้นจนเห็นรอยย่นบนมุมปาก
“เอาล่ะ เจ้าไม่ต้องไปทดสอบเส้นทางอื่นหรอก เอาธนูของเจ้ามาให้ข้าดูหน่อยสิ”
นิโคลัสไม่แปลกใจนัก คาดว่าอาจารย์ท่านนี้ได้เห็นการสาธิตธนูทดกำลังของเขาก่อนหน้านี้แล้ว จึงนำธนูออกมาแล้วประคองส่งให้
อาจารย์ชรารับมาพลิกดู ง้างสายสองสามครั้ง แล้วส่งพลังเวทเล็ก ๆ ลงไปที่ชุดป้องกันกลไกซึ่งมีผนึกที่จอมเวทรอยสร้างไว้อยู่ในนั้น
“เอ๊ะ… เวทผนึกนี้”
เขาดีดนิ้ว ก่อนใช้เวทกระซิบถาม
‘รอยเป็นคนร่ายเวทผนึกนี้ใช่ไหม?’
นิโคลัสเห็นว่าไม่มีเหตุผลต้องปิดบัง จึงตอบอย่างตรงไปตรงมา
‘เขากลับมาแล้วหรือยัง?’
คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องลับสำหรับคนสนิทที่พอรู้ข่าวแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่เขาต้องปิดบัง
อาจารย์อาวุโสหัวเราะร่าอย่างพอใจ ก่อนหันไปสั่งผู้ช่วยที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ลงทะเบียนให้เขาทั้งสองวิชา แล้วสั่งให้อาจารย์ประจำวิชารายงานความคืบหน้าให้ข้าทุกเดือนด้วย”
“ขอรับ!”
ผู้ช่วยรับคำอย่างรวดเร็ว
อาจารย์กดเสียงเป็นกันเองขึ้นอีกนิด ขณะคืนธนูให้
“พยายามเข้านะเจ้าหนู อยู่กับเจ้านั่น เรื่องเรียนวิธี จารึก คงไม่มีปัญหา เพียงแต่เจ้าจะเหนื่อยหน่อยเท่านั้น”
แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งท้ายเสียงหัวเราะและคำสัญญาอีกประโยคหนึ่ง
“วาดแบบธนูนั่นให้ข้าดูด้วย ข้าขอศึกษาหน่อย แล้วจะสร้างให้เจ้าตามแบบเป็นข้อแลกเปลี่ยน วางใจได้ ข้าไม่แย่งตลาดลูกศิษย์หรอก”
อาจารย์อาวุโสและผู้ช่วยค่อย ๆ หายไปท่ามกลางสนามหญ้า เสียงซุบซิบและเสียงอื้ออึงจากผู้คนยังคงดังตามมาอีกระยะหนึ่ง
“เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกทำตัวเด่นสักที นิค ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหน มักเป็นแบบนี้เสมอ”
ซีรีนซึ่งยืนเงียบมาตลอดเอ่ยหยอก พลางทำหน้าบึ้งน้อย ๆ
“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เขาเดินมาหาข้าเอง เจ้าก็เห็น”
นิโคลัสตอบด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ แล้วย้อนถามด้วยความสงสัย
“ว่าแต่ เจ้ารู้จักอาจารย์คนนั้นไหม?”
ซีรีนทำท่าครุ่นคิด ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังสอน
“เฮ่อ! ท่านอาจารย์อื่น ๆ เจ้าไม่รู้ก็ไม่แปลก แต่รองอธิการฯ ทุกคนเจ้าควรจำให้แม่นนะ”
เธอรู้ข้อด้อยของเขาดีแล้วจึงไม่ยอมให้พลาด
“ท่านคือ อิสกันเดอร์ มอร์เรเวน นายช่างใหญ่เทียร์สี่ขั้นกลาง เพียงคนเดียวของจักรวรรดิวาลเดีย มีข่าวเล่าลือว่าท่านเป็นลูกศิษย์ของนายช่างผู้ยิ่งใหญ่แห่งดวอร์ฟ แต่ไม่มีใครยืนยันได้แน่ชัด และตัวท่านเองก็ไม่เคยรับหรือปฏิเสธเรื่องนั้น”
“ขอบใจนะ… เอาล่ะ เรื่องของข้า จบแล้ว ไปทำเรื่องของเจ้าดีกว่า”
นิโคลัสพูดพลางยกยิ้มอ่อน ๆ
ซีรีนนำหน้านิโคลัสแล้วพาเขาไปยังพื้นที่นักล่า เดินตรงเข้าสู่ซุ้มธนูอย่างไม่ลดละ
“อ้าว ซีรีน มาถึงจนได้นะ ข้าก็นึกว่าเจ้าจะหนีไปเรียนวิชาอื่นซะอีก”
เสียงทักทายจากรุ่นพี่สาวที่ดูวัยมากกว่าเล็กน้อยดังขึ้น
“ท่านย่าคงทุบข้าตายแน่ถ้าข้าหนี...”
ซีรีนบ่นอุบ ก่อนรีบตั้งคำถามตรงประเด็น
“ข้าต้องทดสอบอะไรบ้าง บอกมาเลย ข้าเตรียมตัวพร้อมแล้ว”
รุ่นพี่หัวเราะในคอ ก่อนตอบ
“ใครจะกล้าให้ ‘ลูกพี่ใหญ่ซีรีนแห่งวาลเดียลา’ มาทดสอบกันล่ะ แค่เจ้าบอกว่าจะเข้าวิชานี้ อาจารย์ก็ลงทะเบียนให้ทันที”
“โห ชื่อเสียงเจ้าโด่งดังขนาดนั้นเลยหรือ?”
นิโคลัสพึมพำอย่างรู้สึกขำ
ซีรีนยืดอกอย่างภูมิใจ แต่หน้าเธอแดงขึ้นทันทีเมื่อรุ่นพี่เล่าต่อ
“ดังสิ สัตว์เลี้ยงของขุนนางหลายบ้านโดนเธอไล่ยิงตั้งแต่ห้าขวบ ชื่อเสียงเธอไปไกลจนชาวบ้านในเมืองยังรู้จัก นี่หากเจ้าตัวเล็กไม่เกรงกลัวราชวงศ์ ข้าว่าพวกเขาก็คงไม่รอดเหมือนกัน”
ทั้งกลุ่มหัวเราะกันคึกคัก ขณะที่นิโคลัสเบิกบานและผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้ยินวีรกรรมของตัวป่วนน้อย
แม้วันนี้จะเริ่มต้นวุ่นวาย ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน…