นางมารน้อยหวนคืน

    ตอนที่ 51 น้ำคำของบุรุษ ยิ่งกว่าผีหลอกคน

    “แต่ว่า...” แววตาของจงหลิงเต็มไปด้วยความกังวล


    นางแค่คิดว่าศิษย์พี่ถูกนางจิ้งจอกตัวหนึ่งล่อลวงก็เท่านั้น ทว่าแท้จริงแล้วนั่นกลับไม่ใช่จิ้งจอกธรรมดา แต่เป็นหมาป่าที่กัดกินมนุษย์จนไม่เหลือซากต่างหาก!


    อีกทั้งสตรีผู้นั้นยังทำเรื่องชั่วช้าถึงเพียงนี้กับพี่เสียวจิ่ว ให้อภัยไม่ได้เด็ดขาด!


    “เชื่อข้าเถอะ ตอนนี้ศิษย์พี่ของเจ้าน่าจะยังปลอดภัยอยู่” มู่เชียนจิ่วมองไปทางม่านพลังที่อยู่ไม่ไกลนัก จากนั้นก็ยิ้มกว้างออกมา


    นางอยากจะเห็นกับตาตนเองเหลือเกินว่าหลังจากมู่เทียนเซี่ยเข้าไปในถ้ำแล้วจะมีสีหน้าเช่นไร!


    น่าเสียดายที่นางยังไม่มีอิทธิ์ฤทธิ์สอดแนม จึงไม่สามารถมองทะลุม่านพลังนี้ได้


    จงหลิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงสงบสติอารมณ์ลง


    นางเชื่อว่าพี่เสียวจิ่วไม่โกหกนาง แต่เมื่อคิดว่าศิษย์พี่ยังอยู่กับสตรีชั่วช้านั่น นางก็ไม่วางใจอยู่ดี


    …ไม่รู้ว่าตอนนี้ศิษย์พี่จะเป็นเช่นไรบ้าง




    ----------




    อีกด้านหนึ่งของม่านพลัง 


    มู่เทียนเซี่ยหลับไปแล้วหนึ่งตื่น เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ยังเห็นภาพเซียวฉีพยายามทำลายค่ายกลอยู่ “ศิษย์พี่เซียว หากทำลายไม่ได้ก็ช่างมันเถอะเจ้าค่ะ”


    “ใกล้แล้ว” เซียวฉีเพ่งสมาธิ มือก็เคลื่อนไหวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ


    มู่เทียนเซี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย และกำลังจะลุกขึ้นยืน จู่ ๆ ม่านพลังก็สั่นสะเทือนอย่างแรงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นรอยแยกขนาดสูงเท่าตัวคนก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าของทั้งคู่


    ‘เขา...เขาเปิดได้จริง ๆ อย่างนั้นหรือ?’


    “ฟู่~ ในที่สุดก็เปิดได้แล้ว!” เซียวฉีพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก 


    “ศิษย์น้องมู่ พวกเราเข้าไปกันเถอะ”


    “อ๊ะ เจ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยได้สติ นางตอบกลับไปแบบคนที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไรนัก ทว่าดวงตากลับเย็นชามากขึ้นเรื่อย ๆ


    ของในถ้ำนี้ทั้งหมดต้องเป็นของนาง!


    ต่อให้นางจะพอมีความรู้สึกดีต่อเซียวฉีอยู่บ้าง แต่นางจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาชิงของของนางไปได้อีกเด็ดขาด!


    หากในถ้ำนี้มีของที่นางต้องการจริง ต่อให้ต้องสั่งอารองสังหารเซียวฉี นางก็ต้องเอาของเหล่านั้นมาให้ได้!


    เมื่อทั้งสองเดินตามกันเข้าไปในม่านพลัง รอยแยกนั้นก็ค่อย ๆ ปิดลง


    “ศิษย์พี่เซียว ม่านพลัง...” มู่เทียนเซี่ยเห็นม่านพลังด้านหลังปิดลง ก็รีบเอ่ยถามทันที


    “วางใจเถอะ ข้าทำลายค่ายกลไปแล้ว พวกเราสามารถออกไปได้ตลอดเวลา” เซียวฉีอธิบายด้วยรอยยิ้ม ทว่าสายตากลับมองสำรวจไปรอบ ๆ สุดท้ายก็จ้องไปยังถ้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก


    “นี่เป็นแค่ถ้ำธรรมดา หรือถ้ำสถิตกันแน่?”


    มู่เทียนเซี่ยมองตามสายตาของเซียวฉีไป ก่อนจะสะดุ้งเบา ๆ


    สิ่งที่บันทึกในม้วนหนังสัตว์เป็นเรื่องจริง ในม่านพลังแห่งนี้มีถ้ำสถิตอยู่จริง ๆ อีกทั้งที่นี่ยังลึกลับมากอีกด้วย!


    หากไม่ใช่เพราะแผนที่บนม้วนหนังสัตว์ละก็ คงไม่มีใครหาที่นี่เจออย่างแน่นอน


    “ศิษย์น้องมู่ พวกเราจะเข้าไปดูหรือไม่?” ใบหน้าของเซียวฉีประดับด้วยรอยยิ้ม แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ดีไม่น้อยทีเดียว


    เขาเข้ามาฝึกฝนในแดนลับบ่อยครั้ง ไม่เคยพบถ้ำสถิตที่ผู้แข็งแกร่งทิ้งเอาไว้มาก่อน คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้จะโชคดีถึงเพียงนี้!


    มู่เทียนเซี่ยยกยิ้มบาง ๆ “ศิษย์พี่เซียว ในถ้ำแห่งนี้คงไม่มีอันตรายใด ๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”


    “หากเจ้ากลัว จะรอข้าอยู่ด้านนอกนี้ก็ได้” เซียวฉีไม่ได้คิดอะไรมาก ตอนนี้เขาแค่อยากเข้าไปสำรวจถ้ำดูก็เท่านั้น


    “ไม่เจ้าค่ะ!” มู่เทียนเซี่ยรีบรั้งชายหนุ่มเอาไว้ พลางเม้มริมฝีปากจนแน่น 


    “ข้า...ทิ้งข้าไว้คนเดียวข้ากลัว ศิษย์พี่เซียว ข้าเข้าไปกับท่านด้วยดีกว่าเจ้าค่ะ”


    เซียวฉีมองมือของตนที่ถูกโฉมสะคราญจับเอาไว้ พลันนั้นใจก็เต้นระส่ำอย่างน่าประหลาด “เช่นนั้นก็ตามนี้ พวกเราเข้าไปด้วยกัน หากเจ้ากลัวก็ให้แอบอยู่หลังข้าเอาไว้นะ”


    “เจ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยพยักหน้ารับ มือที่จับมือของเซียวฉีไม่ได้คลายออกแต่อย่างใด


    หนุ่มสาวทั้งสองเข้าไปในถ้ำด้วยกัน ทว่าหลังจากที่เข้าไปแล้ว มู่เทียนเซี่ยก็ต้องปากอ้าตาค้าง


    “ที่...ที่นี่”


    ถ้ำตรงหน้าว่างเปล่า สะอาดยิ่งกว่าหน้าของนางในตอนนี้เสียอีก ภายในมีเพียงเตียงศิลาหลังหนึ่ง เก้าอี้หินสองตัว โต๊ะหินอีกหนึ่งตัวเท่านั้น นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีกเลย!


    เซียวฉีเดินสำรวจรอบ ๆ ถ้ำ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น “มีคนเข้ามาในถ้ำนี้ก่อนพวกเรา!”


    “มีคนเข้ามาก่อน?” มู่เทียนเซี่ยมีสีหน้าเปลี่ยนไปโดยพลัน …หรือว่าอารองจะพาคนเข้ามาที่ถ้ำนี้ก่อนแล้ว?


    ยิ่งคิดคุณหนูมู่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้สูง ม้วนหนังสัตว์แผ่นนั้นตระกูลมู่ของพวกนางประมูลมาด้วยหินวิญญาณจำนวนมหาศาล นอกจากอารองและบิดาของนางแล้ว ก็มีแค่นางที่รู้จักที่นี่!


    และเมื่อคิดว่าของอยู่ที่อารองแล้ว มู่เทียนเซี่ยก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก


    แต่ไหนแต่ไรมาอารองมักจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้นางเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน 


    ว่าแต่ อารองจะได้อะไรจากที่นี่ไปบ้างน้า…


    “ศิษย์พี่เซียว ที่นี่ดูเหมือนไม่มีอะไรแล้ว พวกเรากลับออกไปกันเถอะเจ้าค่ะ” เวลานี้มู่เทียนเซี่ยอารมณ์ดีขึ้นบ้างแล้ว น้ำเสียงในการพูดก็ร่าเริงขึ้นมาก


    เซียวฉีถอนหายใจ “น่าเสียดายที่เรามาช้าไปก้าวหนึ่ง”


    “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ วาสนาเป็นสิ่งที่พบได้โดยบังเอิญอยู่แล้ว ภายภาคหน้าพวกเราอาจได้เจอกับวาสนาของตัวเองเช่นกันเจ้าค่ะ!” มู่เทียนเซี่ยเอ่ยปลอบราวกับคนมองโลกในแง่ดี


    เซียวฉีพยักหน้ารับ พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “ศิษย์น้องมู่พูดถูกแล้ว ข้าคิดอะไรตื้นเขินจริง ๆ”


    จากนั้นชายหญิงทั้งสองจึงพากันออกจากถ้ำ


    “ศิษย์พี่เซียวเจ้าคะ เหล่าศิษย์พี่และศิษย์น้องของข้าคงจะอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เช่นนั้นพวกเราก็แยกกันตรงนี้เลยนะเจ้าคะ” มู่เทียนเซี่ยมีท่าทีสงบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับรู้สึกลิงโลดเป็นอย่างมาก!


    นางถึงกับจินตนาการเต็มหัวว่าอารองได้ของดีอะไรบ้าง!


    หากมีผลไม้วิเศษหรือโอสถที่ช่วยเพิ่มตบะบารมีได้ เช่นนั้นก็คงจะดีไม่น้อย


    “ศิษย์น้องมู่” เซียวฉีเอ่ยเรียกสตรีตรงหน้า


    “ต่อ...ต่อไปข้าจะได้พบเจ้าอีกหรือไม่?”


    มู่เทียนเซี่ยคลี่ยิ้มอ่อนหวาน “แน่นอนเจ้าค่ะ หากศิษย์พี่เซียวมีเวลาก็สามารถมาหาข้าที่สำนักชิงอวิ๋นได้ตลอดเจ้าค่ะ”


    “เช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย!” ทันใดนั้นชายหนุ่มก็หยิบมีดสั้นสีน้ำเงินเล่มหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ 


    “ศิษย์น้องมู่ ข้ามอบให้เจ้า”


    “นี่มันสมบัติวิญญาณนี่เจ้าคะ?” มู่เทียนเซี่ยร้องออกมาด้วยความตกตะลึง


    เซียวฉีจึงอธิบาย “มีดสั้นเล่มนี้เป็นธาตุน้ำแข็ง ข้าคิดว่ามันเหมาะกับศิษย์น้องมู่มาก ยิ่งไปกว่านั้นข้าเองก็ไม่ถนัดใช้มีดสั้น มอบให้เจ้าจะดีกว่า”


    “ขอบคุณศิษย์พี่เซียวเจ้าค่ะ!” มู่เทียนเซี่ยรับมีดสั้นมาพลางกล่าวขอบคุณ


    ทว่าสำหรับนางแล้ว มีเพียงอาวุธเซียนเท่านั้นจึงจะคู่ควร ส่วนสมบัติวิญญาณในมือนางเหล่านี้ ก็แค่เอาไว้ใช้แก้ขัดในช่วงนี้ไปก่อนเท่านั้น!


    รอนางได้กระบี่ชิงซวงมาเมื่อใด สมบัติวิญญาณเหล่านี้ก็แค่ของไร้ค่า


    “เช่นนั้นข้าจะพาเจ้าออกไปจากที่นี่ก่อน” เซียวฉีเอ่ยพร้อมกับวาดค่ายกลอีกครั้ง เพื่อเปิดรอยแยกบนม่านพลัง


    เมื่อทั้งสองออกมาจากม่านพลัง รอยแยกนั้นก็ค่อย ๆ ปิดลง


    “ศิษย์พี่!”


    เซียวฉีได้ยินเสียงอันคุ้นเคยก็ชะงักไปโดยพลัน “ศิษย์น้อง?”


    มู่เทียนเซี่ยเห็นจงหลิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ นางรู้ฐานะของจงหลิงจากเซียวฉีมาแล้ว


    จงหลิงเป็นบุตรสาวของผู้อาวุโสรองสำนักกระบี่ ตอนนี้นางยังไม่สามารถล่วงเกินได้ อย่างน้อยก็ก่อนที่นางจะชิงกระบี่ชิงซวงกลับมาได้


    “ศิษย์พี่ ท่าน--” จงหลิงจับแขนเสื้อของเซียวฉีและกำลังจะเอ่ยบางอย่าง แต่ก็กลืนลงคอไปเสียก่อน


    ตนรับปากพี่เสียวจิ่วเอาไว้ ว่าจะไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับนางให้ใครรู้ อีกทั้งตนก็สาบานเอาไว้แล้วด้วย


    เซียวฉีได้สติ “ศิษย์น้องเล็ก เจ้ากลับสำนักไปแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”


    “ข้า...ข้าไม่ได้ตามท่านมาหรอกนะเจ้าคะ!” จงหลิงปล่อยมือจากศิษย์พี่ของตน


    “ข้ากับพี่เสียวจิ่วผ่านมา ก็เลยเห็นพวกท่านออกมาจากม่านพลังนี้พอดี”


    “พี่เสียวจิ่ว?” เซียวฉีเงยหน้าขึ้นมองสตรีในชุดสีแดงที่อยู่ทางด้านหลังของน้องสาวร่วมสำนัก


    “ศิษย์น้องเล็ก แม่นางท่านนี้คือ...”


    “พี่เสียวจิ่ว เป็นผู้มีพระคุณของข้า หากไม่พบนางข้าคงหิวตายไปแล้ว!” จงหลิงเอ่ยด้วยความโมโห


    เมื่อพูดถึงเรื่องนี้นางก็รู้สึกโมโหอย่างมาก!


    น่าเสียดายจริง ๆ ที่นางเคยหลวมตัวไปชอบศิษย์พี่เซียว


    พี่เสียวจิ่วพูดเอาไว้ไม่มีผิด น้ำคำของบุรุษยิ่งกว่าผีหลอกคน นับแต่นี้หากนางหลงเชื่อวาจาของบุรุษง่าย ๆ อีก ขอให้นางกลายเป็นหมู!


    .


    .


    .

    คล้ายกับเรื่องนางมารน้อยหวนคืน ที่คุณอ่าน