(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    บทที่ 41 : มหันตภัยที่ไม่อาจปฏิเสธ (2)


    ทันทีที่กงเหยี่ยเว่ยได้ยินวาจาของเด็กน้อยหยางเทียนแล้วนั้น มันพลันปรากฏรอยยิ้มอันเย็นยะเยือกขึ้นทันทีอีกทั้งบรรยากาศรอบด้านพลันคละคลุ้งไปด้วยความหนาวเหน็บสายหนึ่งขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ

     

     

    “เด็กน้อยชั้นสวะเอ๋ยเพียงข้าให้คุณค่าในตัวตนเจ้ายอมลดตัวมาเพื่อท้าประลองในยามนี้นั้นก็นับว่าเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตของเด็กบ้านนอกอย่างเจ้าแล้วปะไรหากแต่แทนที่เจ้าจะรับขนมหวานตรงหน้ากลับโยนมันทิ้งเพื่อวิ่งไปหยิบยาขมเสียอย่างนั้น   ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้ทบทวนใหม่จงลงมาประลองกับข้าสะ อย่าให้ข้าต้องเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์เช่นนี้”

     

     

    เสียงอันน่าหวาดหวั่นดังขึ้นจากตัวตนของกงเหยี่ยเว่ยในยามนี้ อีกทั้งดูไปแล้วมันไม่ต้องการเว้นทางรอดแก่เด็กน้อยหยางเทียนใดใดทั้งนั้นการกระทำของกงเหยี่ยเว่ยนั้นสร้างความหวาดกลัวตัวผู้คนรอบด้านอย่างมากทั้งยังทำให้เกิดความสงสัยเล็กๆแก่ผู้คนรอบด้านแล้วว่าเหตุใดตัวตนอย่างกงเหยี่ยเว่ยถึงต้องการจะประลองกับหยางเทียนอย่างมากขนาดนี้กัน

     

     

    “ท่านหยางลู่จิว เราจะทำเช่นใดกันดี ข้ารู้สึกว่าการประลองกับกงเหยี่ยเว่ยในครั้งนี้นั้นมีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่คล้ายว่ามันจะใช้โอกาสนี้ในการกำจัดเด็กน้อยหยางเทียนอย่างไรอย่างนั้นเพยีงแต่มันกับเด็กน้อยนั้นจะอย่างไรก็ไม่มีทางมีข้อบาดหมางใจกันมาก่อนเพราะเหตุใดมันถึงได้ต้องการทำเช่นนี้กัน” คำกล่าวของหยางชูผู้อาวุโสลำดับสูงสุดแห่งตระการหยางกล่าวขึ้นอยากเร่งรีบและร้อนรนกับเหตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างที่สุด


    “หากเจ้าเด็กหยางเทียนไม่ยอมลงไปประลองละก็เกรงว่าตระกูลหยางเราต่อให้แข็งแกร่งกว่านี้อีกสิบเท่าก็ไม่สามารถรอดพ้นจากการถูกบดขยี้จากตัวตนอย่างกงเหยี่ยเว่ยได้เป็นแน่หากเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้มีอันใดต้องให้คิดมากอีกกันก็แค่ส่งเด็กนี่ลงไปประลองเท่านั้นก็จบเรื่อง”

     

     

    หากแต่เพียงที่หยางชูกล่าวจบวาจาได้เพียงงครู่หนึ่งหยางหลงผู้อาวุโสลำดับที่สามกลับกล่าววาจาขึ้นในทันที อีกทั้งวาจาของมันไม่ได้ดูเกินจริงไปแม้แต่น้อยการปฏิเสธต่อตัวตนอย่างกงเหยี่ยเว่ยนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นการวิ่งเข้าสู่เส้นทางแห่งปรโลกอย่างอย่างไม่ต้องสงสัย

     

     

    ในขณะที่ผู้คนในตระกูลหยางพลันขบคิดอยู่นั้นหยางเทียนก็ได้เปิดปากกล่าวอีกครั้งไปยังตัวตนที่ยืนอย่างดูแคลนทุกผู้คนอยู่บนลานประลองในเวลานี้

     

     

    “ท่านกงเหยี่ยเว่ย เหตุใดถึงได้คาดคั้นและต้องการประลองกับข้านักพลังของท่านนั้นอยู่ถึงจุดสูงสุดของขั้นที่สามแห่งลมปราณแรกกำเนิดแล้วซึ่งนับว่ามากกว่าตัวข้าไปมากมายนักอีกทั้งข้าก็ได้กล่าวยอมแพ้ไปแล้วสิ่งนี้เท่ากับว่าท่านชนะแล้วท่านจะยังต้องการสิ่งใดอีกกัน เจตนาท่านใช่มีอื่นใดแอบแฝงไว้หรือไม่”



    คำกล่าวของเด็กน้อยในเวลานี้กล่าวออกไปด้วยความใสซื่ออย่างเด็กๆเด่นชัดว่ามันตีหน้าซื่อได้เก่งกว่าแต่ก่อนชนิดที่ว่าเทียบกันไม่ติดฝุ่นเลยทีเดียว

     

     

    เพียงแค่ได้ฟังวาจาที่ยังคงไม่ยินยอมรับคำท้าประลองจากมันของหยางเทียนนั้นความอดกลั้นที่มีน้อยนิดเป็นทุนเดิมของกงเหยี่ยเว่ยพลันระเบิดออกมาอย่างรุนแรง “เด็กน้อยข้าไม่ใช่ผู้มีความอดทนเท่าใดหากเจ้ายังคงกล่าววาจาปฏิเสธการขึ้นประลองอยู่อีกละก็จงแน่ใจได้เลยว่าเรื่องจะไม่จบลงเพียงเท่านี้”

     

     

    การระเบิดออกของกงเหยี่ยเว่ยนั้นแท้จริงกับเป็นคำตอบอย่างชัดเจนแก่หยางเทียนแล้วเด็กน้อยสามารถรู้ได้ทันทีว่าเมื่อตนก้าวขาขึ้นไปบนลานประลองแล้วนั้นตัวมันจะต้องไม่สามารถรักษาลมหายใจกลับออกมาได้เป็นแน่ เพียงแต่มันกลับไม่เข้าใจว่าเหตุใดตัวมันถึงได้ตกเป็นเป้าสังหารต่อกงเหยี่ยเว่ยไปได้ชัดเจนว่าพวกมันไม่ได้รู้จักกันมาก่อนอย่างแน่นอน มันขบคิดไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่คนจะเข้าใจได้ว่าตนเองอาจแสดงฝีมือจนเกินเลยไปการที่เด็กน้อยวัย12ปีผู้อยู่เพียงชั้นลมปราณแรกกำเนิดขั้นที่หกแต่กลับสยบผู้ที่อยู่ลมปราณแรกกำเนิดขั้นที่แปดได้ภายในหนึ่งกระบวนท่านั้นดูท่าว่าจะสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นแก่ตัวตนระดับสูงของเมืองชั้นกลาง ด้วยที่หากตัวตนเช่นมันเข้ากับฝ่ายใดอีกฝ่ายหนึ่งย่อมชัดเจนว่าต้องตกเป็นรองภายในอนาคตอย่างแน่นอนและอาจกระทั่งเกิดการเสียสมดุลของอำนาจเกิดขึ้นทำให้กงเหยี่ยเว่ยที่มีเฉินเยว่คอยถือหางอยู่ในยามนี้นั้นต้องการที่จะตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการใช้การประลองในยามนี้เป็นข้ออ้างอย่างแน่นอน

     

     

    “เฮ้อ . . . . ตัวข้านี่ประกอบขึ้นจากออะไรกันแน่นะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดกลับเรียกแต่ความเลวร้ายเข้ามาต่อตัวเองและผู้คนรอบด้านได้ตลอดสิน่าหรือหน้าตาข้ามันจะเป็นตัวเรียกแขกกัน” เด็กน้อยยามนี้พลันสบถด่าตัวเองอยู่ภายในใจพร้อมด้วยการทอดถอนใจอย่างอบจนปัญญาออกมาสายหนึ่ง

     

     

    เด็กน้อยครุ่นคิดถึงทางออกของเหตุการณ์นี้อยู่ครู่หนึ่ง ตัวมันกลับคิดได้เพียงว่าไม่ว่ามันจะเลือกทางไหนย่อมก่อแต่สิ่งเลวร้ายต่อตัวเองทั้งสิ้นหากว่าที่ตระกูลหยางนั้นไม่มีอาจารย์และมารดาของมันอยู่แน่นอนว่ามันจะไม่เสียเวลาคิดอะไรให้มากความและจะต้องยืนยันว่ายังไงมันก็ไม่ขึ้นประลองอย่างแน่นอนตัวมันพลันถอนหายใจออกมายาวเฮือกหนึ่งก่อนที่จะเปิดปากกล่าวตอบกงเหยี่ยเว่ยที่กำลังรอคอยคำตอบสุดท้ายมันอยู่ในยามนี้


    “เฮ้อ.  . . .เช่นนั้นข้าคงไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก” กล่าวจบคนพลันเคลื่อนร่างกายตนเองพุ่งตรงไปบริเวณสนามประลองทันที

     

     

    เพียงแต่ในขณะที่เด็กน้อยกำลังจะทิ้งขาแตะที่พื้นของสนามประลองนั้นประกายสายตาลึกลับแปลกประหลาดแลบผ่านในดวงตาของกงเหยี่ยเว่ยอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่คนจะพุ่งใส่เด็กน้อยตรงหน้าอย่างรวดเร็วทั้งยังไม่ให้เด็กตรงหน้าตั้งตัวได้แม้แต่น้อยทั้งมันยังใช้กระบวนท่าบางอย่างที่มีฝ่ามือที่คล้ายโค้งงอดั่งกงเล็บเหยี่ยวเข้าสู่ตัวของหยางเทียนในยามนี้

     

     

    แม้ว่าหยางเทียนนั้นจะรั้งลมปราณได้รวดเร็วกระทั่งสามารถโค่นล้มตัวตนลมปราณแรกกำเนิดขั้นที่แปดได้อย่างรวดเร็วเพียงใดแต่กลับตัวตนตรงหน้านั้นกลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงยิ่งมันกระทั่งอยู่ในขั้นที่สามแห่งลมปราณหลอมรวมทั้งยังเข้าจู่โจมมันอย่างกะทันหันจนเกินไป ทำให้ยามนี้หยางเทียนไม่เพียงถูกกงเล็บของกงเหยี่ยเว่ยล๊อคเอาไว้ที่ช่วงคออย่างถนัดกระทั่งรั้งลมปราณขึ้นมาเพื่อปกป้องร่างกายตนเองเพียงเศษเสี้ยวมันยังคงทำไม่ได้เสียด้วยซ้ำความต่างชั้นในพลังยามนี้มายมายเกินกว่าที่ระดับความเร็วของหยางเทียนจะตามได้ทันนัก

     

     

    “เจ้านี่นะตัวตนที่ผู้คนกล่าวขานกันว่า เด็กน้อยสัตว์ประหลาดแห่งหัวเมืองชั้นนอกข้าดูอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กสวะบ้านนอกเพียงเท่านั้น กระทั่งตระกูลหยางเองในสายตาของข้าก็ไม่ได้แตกต่างเป็นจากขยะชิ้นหนึ่ง”กงเหยี่ยเว่ยกล่าวออกอย่างเหยียดหยามเป็นที่สุดทั้งยังดังอย่างมากจนผู้คนทั่วทั้งบริเวณแม้จะปิดหูของตนเองอยู่ก็ยังสามารถได้ยินวาจาที่กล่าวของกงเหยี่ยเว่ยในยามนี้ได้อย่างชัดถนัดหู

     

     

    แม้ผู้คนที่มองไปยังการกระทำของกงเหยี่ยเว่ยจะรู้สึกว่าน่ารังเกียจอย่างมากเพียงใดแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้ากล่าววาจาออกมาอย่างที่ใจตนคิดแม้แต่คนเดียวด้วยการกระทำของกงเหยี่ยเว่ยนั้นมันที่มีพลังมากกว่าเด็กน้อยตรงหน้าอย่างเทียบกันไม่ติดกลับเลือกที่จะลงมืออย่างกะทันหันต่อเด็กน้อยผู้หนึ่งเช่นนี้หากไม่เรียกว่าน่ารังเกียจแล้วจะให้เรียกว่าอย่างไร กระทั่งเฉินเยว่เองยามพบเห็นการกระทำของกงเหยี่ยเว่ยกลับสั่นศีรษะเล็กน้อยออกมาอย่างอดไม่ได้

     

     

    “ตัวตนอย่างเจ้าอยู่ไปรังแต่จะสร้างความขายหน้าแก่ตระกูลตนเอง ข้าจะช่วยให้เจ้าตกตายก่อนที่เจ้าจะรู้สึกเสื่อมเสียเกียรติเป็นอย่างไรทั้งนี้ยังนับว่าเป็นเกียรติอย่างหนึ่งต่อตัวเจ้าด้วย”  ทันใดนั้นขณะที่กงเหยี่ยเว่ยกล่าววาจาออกมาอย่างกังวานนั้นคนพลันเริ่มเคลื่อนนิ้วมือที่ตะปบล๊อคคอของหยางเทียนอยู่ในตอนนี้ทั้งการเคลื่อนนิ้วมือของมันนั้นชัดเจนแล้วว่าต้องการจะบิดหักคอของหยางเทียนเพื่อให้เด็กน้อยตรงหน้ามันยามนี้ได้ตกตายอย่างแน่นอน

     

     

    เพียงแต่มันพลันเคลื่อนนิ้วของมันได้เพียงชั่วครู่เดียวคนกลับต้องปล่อยมือจากคอของหยางเทียน ทั้งยังพุ่งถอยหลังออกไปถึง 10ก้าวอย่างรวดเร็ว  เนื่องด้วยอยู่ดีดีกับมีมวลพลังปราณลึกล้ำสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ตัวมันอย่างถนัดหากมันรั้งอยู่ตัวละก็อาจถึงขั้นบาดเจ็บจากลมปราณสายนี้ได้

     

     

    “ใคร . . . . ใครกันกล้าบังอาจเข้ามายุ่งในการประลองของผู้อื่นเช่นนี้”  เสียงตวาดลั่นดังสนั่นไปทั่วบริเวณทั้งยังส่งผลให้สิ่งของรอบด้านเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นจากน้ำเสียงของกงเหยี่ยเว่ยในยามนี้

     

     

    “ได้ยินชื่อเสียงหลานชายหนึ่งเดียวของรองประมุขแห่งพรรคจันทร์เสี้ยวมานานว่าเลวทรามชั่วช้ากว่าสิ่งใด ไม่คิดฝันเลยว่าเมื่อเราต้องพบเจอด้วยตนเองกลับคิดว่าชื่อเสียงของเจ้านั้นยังนับว่าด้อยกว่าการกระทำที่เจ้าทำอยู่มากมายนัก”

     

     

    ทันใดพลันเกิดน้ำเสียงสนั่นลั่นฟ้าดังขึ้นทั้งยังเป็นการกล่าวอย่างไม่ไว้หน้าต่อกงเหยี่ยเว่ยเป็นที่สุดดั่งว่ามันไม่ได้เกรงกลัวต่อตัวตนนี้เลยแม้แต่น้อย

     

     

    “หึ ! ฝีปากเก่งกล้านัก หากมีความกล้ากล่าววาจาต่อผู้อื่นเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่กล้าปรากฏตัวตนออกมาเล่าให้ข้าได้ยลโฉมของผู้คนที่กล้าหาญหน่อยเป็นไร”

     

     

    เพียงคำพูดของกงเหยี่ยเว่ยจางหายไปไม่นานกลับมีร่างหนึ่งค่อยๆปรากฏออกมาจากพื้นที่ว่างเปล่าด้านหนึ่งของสนามประลองดั่งผีสางปรากฏกลายอย่างไรอย่างนั้น ผู้ที่ปรากฏมานั้นดูไปเป็นเพียงวัยกลางคนเท่านั้นเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ไม่ได้แตกต่างจากคนธรรมดาแต่อย่างใดหากแต่สีสันของเสื้อผ้ามันนั้นกลับเป็นสีดำสนิทไปทั้งตัวบนศีรษะของมันสวมหมวกคล้ายดั่งหมวกบังแดดของคนตกปลาอยู่จะดูอย่างไรทั่วทั้งตัวของชายวัยกลางคนผู้นี้กลับไม่แตกต่างจากปุถุชนทั่วไปที่ไร้วรยุทธ์

     

     

    ทันทีที่ร่างนี้ปรากฏสู่สายตาของทุกผู้คนนั้นกลับส่งผลให้ทุกผู้คนเกิดขมวดคิ้วด้วยความสงสัยในตัวตนของชายวัยกลางคนผู้นี้ขึ้นทันทีหากแต่ใบหน้าของเฉินเยว่ผู้อาวุโสหลักแห่งพรรคจันทร์เสี้ยวฮุ่ยซือผู้อาวุโสคุมกฎแห่งพรรคเพลิงตะวัน และ เจิ้นเซินผู้อาวุโสหลักแห่งพรรควารีสมุทรกลับเกิดความตกตะลึงจนร่างกายพุ่งพรวดขึ้นจากที่นั่งอย่างทันที

     

     

    แต่ก่อนที่เฉินเยว่จะทันได้กล่าววาจาใดขึ้นมาถึงตัวตนของชายวัยกลางคนผู้นี้กงเหยี่ยเว่ยกลับพุ่งเข้าใส่ชายวัยกลางคนด้วยทักษะฝ่ามืออย่างหนึ่งอย่างรุนแรงเด่นชัดว่าการเข้าจู่โจมอย่างกะทันหันนี้  ตัวของกงเหยี่ยเว่ยนั้นต้องการจะจัดการตัวตนตรงหน้าให้ถึงตายด้วยฝ่ามือเดียวอย่างชัดเจน

     

     

    เพียงแต่หลังจากที่ฝ่ามือของกงเหยี่ยเว่ยพุ่งตัดอากาศอยู่ครู่หนึ่งไปที่ตัวของชายวัยกลางคนนั้นในขณะที่รอยยิ้มอย่างเยือกเย็นของมันพลันบังเกิดออกมาด้วยความปิติยินดีที่ฝ่ามือของมันสามารถกระทบร่างของชายวัยกลางคนทั้งยังต้องส่งให้ตัวตนตรงหน้ามันตกตายได้อย่างแน่นอนหากแต่เพียงความคิดทั้งหมดนี้กลับคงอยู่ได้เพียงชั่วครู่เดียวก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงอย่างไม่อาจระงับ

     

     

    ฝ่าของกงเหยี่ยเว่ยนั้นเห็นได้อย่างชัดเจนว่าต้องโดนตัวของชายวัยกลางคนผู้นี้แน่แล้วหากแต่ยามที่พุ่งเข้าถึงตัวกลับทะลุผ่านไปคล้ายดั่งว่าตรงนั้นไม่มีผู้ใดยืนอยู่อย่างไรอย่างนั้น


    “เด็กน้อยพรรคจันทร์เสี้ยวเอ๋ย ข้าจะขอกล่าวเตือนเจ้าอย่าได้พุ่งเข้าใส่ข้าด้วยจิตสังหารอย่างเมื่อครู่อีก ครั้งต่อไปนั้นแน่ใจได้เลยว่าเจ้าจะไม่เหลือร่างกายไว้เดินเหินอีกต่อไป”ชายวัยกลางคนที่ถูกฝ่ามือของกงเหยี่ยเว่ยทะลุผ่านไปเมื่อครู่พลันกล่าววาจาออกอย่างดังฟังชัดทั้งในน้ำเสียงยังเจือปนไปด้วยลมปราณลึกลับทั้งยังลึกล้ำออกมาด้วยสายหนึ่งสงผลให้กงเหยี่ยเว่ยในยามนี้เกิดอาการตัวสั่นเทาขึ้นจากความกลัวที่เข้าเกาะกุมจิตใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ออกมา

     

     

    “เฮ้อ . . . . แท้จริงนั้นข้าเพียงผ่านทางมาเท่านั้น ทั้งยังไม่ชอบยุ่งย่ามเรื่องของใครหากแต่เรื่องราวนี้ข้าขอให้เป็นดั่งลิขิตสวรรค์ที่ทำให้ข้าพานพบเด็กน้อยเช่นเจ้าแล้วกัน”เมื่อชายวัยกลางคนกล่าวต่อกงเหยี่ยเว่ยจบนั้นคนพลันหันหลังกลับมากล่าววาจาต่ออย่างเทียงอีกครั้งหากแต่น้ำเสียงและใบหน้าของมันกลับเรียบเฉยเป็นอย่างยิ่งคล้ายว่าสิ่งทั้งหมดตรงนี้ไม่ได้มีสิ่งใดน่าหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อยก็ไม่ปาน

     

     

    ชายวัยกลางคนขณะที่กล่าวต่อหยางเทียนนั้นคนพลันยื่นฝ่ามือหนึ่งพร้อมทั้งแบออกส่งตรงไปยังเบื้องหน้าของหยางเทียนอย่างถนัดอีกทั้งในฝ่ามือของชายวัยกลางคนนั้นกลับมีเม็ดโอสถลึกลับปรากฏออกมาสีสันของมันช่างประหลาดอย่างมาก เนื่องด้วยมันกลับสลับสีเขียวเข้ม ฟ้าอ่อนเหลืองจาง ไปมาเรื่อยๆไม่มีหยุดยั้ง หากแต่กลิ่นอายของมันกลับลึกล้ำน่าสะพรั่นพรึงยิ่งนักดูไปคล้ายไม่ใช่เม็ดโอสถที่ดีเลยแม้แต่น้อย


    “สิ่งนี้คือเม็ดโอสถที่ข้าทดลองปรุงมันขึ้นมามันเรียกว่าเม็ดโอสถทะยานฟ้า ทั้งยังสามารถทำให้เจ้ายกระดับพลังได้อย่างไม่มีเงื่อนไขใดใดถึง3ขั้นในชั้นลมปราณแรกกำเนิดเพียงแต่ฤทธิของมันนั้นจะคงอยู่แค่ 50 ลมหายใจเท่านั้น แม้ว่าเจ้าจะทะลวงถึงระดับที่9แห่งลมปราณแรกกำเนิดได้แล้วมันก็แทบจะไม่มีเค้าโครงของชัยชนะเพิ่มขึ้นมาเลยแม้แต่น้อยและต่อให้เจ้าชนะได้หลังจากที่ฤทธิ์ของมันจบลงแล้วข้าเกรงว่าเจ้าอาจรู้สึกว่าการตกตายโดยน้ำมือของกงเหยี่ยเว่ยอาจเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเจ้ามากกว่าเสียกระมัง ตัวข้าเพียงยื่นมือช่วยเหลือเจ้าได้เพียงนี้เท่านั้นจะผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้ไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับกำลังและความไม่ยินยอมของเจ้าแล้ว”

     

     

    ชายวัยกลางคนกล่าวออกด้วยน้ำเสียงคล้ายดั่งไม่นำพาสายหนึ่งพร้อมยื่นเม็ดโอสถให้หยางเทียนก่อนที่คนจะเหาะเหินเดินบนอากาศจากไปในทันทีหากแต่คำพูดสุดท้ายมันนั้นชัดเจนว่า มันเพียงแค่รู้สึกสงสารในตัวเด็กน้อยที่ต้องตกตายก่อนวัยอันควรเพียงเท่านั้นหากแต่ตัวมันก็ไม่ใช่ผู้ที่ใจดีถึงขนาดเข้าสะสางเรื่องราวที่เพิ่งจะพานพบให้แก่ผู้ใดจึงได้เลือกเว้นทางรอดให้แก่หยางเทียนเพื่อให้มันผ่านพ้นเรื่องราวไปด้วยตัวเอง

     

     

    ผู้คนที่ได้เห็นภาพตรงหน้านั้นจากที่เคยสงสัยในตัวของชายวัยกลางคนกันคนพลันเกิดพุ่งพรวดลุกขึ้นยืนด้วยความตระหนกอย่างยิ่งในทันทีผู้ที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้นั้น หากไม่มีพึ่งพาทักษะพิเศษยางอย่างมันผู้นั้นก็ต้องเป็นผู้ที่ทะลวงผ่านชั้นปราณแห่งหนทางราชันย์ขึ้นไปแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถกระทำสิ่งเหล่านี้ได้

     

     

    เพียงไม่นานหลังจากที่ชายวัยกลางคนบินลับสายตาของผู้คนไปสามอาวุโสแห่งสามพรรคใหญ่พลันได้ระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งออกไปเฮือกใหญ่เนื่องด้วยพวกมันนั้นกลับรู้จักตัวตนของบุคคลผู้นี้เป็นอย่างดีที่สุดหากมันไม่ได้เข้ามายุ่มย่ามแล้วเรื่องราวตรงหน้านี้ก็จะเข้าสู่สภาพการณ์ปกติเดิมในทันที

     

     

    ในขณะที่ผู้คนกำลังตกตะลึงกับตัวตนที่มาไวไปไวของชายวัยกล่าวคนผู้สวมอาภรณ์ดำไปทั่วทั้งร่างอยู่นั้นหยางเทียนพลันเคลื่อนมือข้างที่ถือเม็ดโอสถทะยานฟ้าที่ได้รับมาเมื่อครู่เข้าสู่ปากของตนพร้อมกลืนกินมันเข้าไปในทันทีอย่างมมีความลังเลใดใดมันกระทั่งคิดอยู่ในใจหากเม็ดโอสถนี้สามารถสร้างทางรอดได้แล้วผลลัพธ์อื่นใดที่จะเกิดขึ้นหลังฤทธิ์มันหมดลงหาใช่เรื่องใหญ่อันใดไม่

     

     

    ชั่วเวลาผ่านไป3ลมหายใจ พลังปราณก็ระเบิดออกมาจากตัวของหยางเทียนอย่างบ้าคลั่งส่งผลให้เกิดสายลมพัดโหมกระหน่ำคล้ายดั่งพายุปกคลุมอยู่รอบบริเวณของการประลองนี้อีกทั้งสิ่งนี้ยังได้ดึงดูดสายตาและความนึกคิดของผู้คนกลับมาสนใจต่อตัวตนเด็กน้อยบนสนามประลองในยามนี้อย่างอดไม่ได้

     

     

    “เราจะเริ่มกันต่อได้หรือยัง กงเหยี่ยเว่ย” หยางเทียนที่ยามนี้พลันเลื่อนระดับปราณขึ้นมาเป็นขั้นที่เก้าแห่งลมปราณแรกกำเนิดแล้วพลันเปิดปากออกอย่างกังวานทั้งวาจามันยังแข็งกร้าวดุดันและเย็นชาเป็นที่สุด  คำเรียกหาที่มันเคยเรียกกงเหยี่ยเว่ยเมื่อกาลก่อนกลับกายเป็นการเรียกอย่างห้วนๆไม่ไว้หน้าเพียงเท่านั้นด้วยที่ตัวตนตรงหน้าต้องการที่จะกำจัดมันอย่างไร้เหตุผลแล้วนั้นมันก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องแสดงความเคารพออกมาอีกแต่อย่างใด

    คล้ายกับเรื่อง(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน