ทะลุไปเป็นนางเอกสู้ชีวิตในนิยาย (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 46 เสียใจมากแน่ๆ

            “เจ้าว่ายังไงนะ! ไฟไหม้ที่ไหน เจ้าพูดมาอีกที” หยุนถังถามเสียงดัง เขาไม่ได้เป็นกลัวว่าหานซื่อจะตาย กลับดีใจด้วยซ้ำที่ความลับของเขาจะตายไปพร้อมกับนาง แต่เขาเป็นห่วงชีวิตของหานเสี่ยวตั้นมากกว่า อย่างไรเด็กคนนั้นก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา

            “บ้านท่านป้าหานขอรับ” เสี่ยวลิ่วมองหยุนถังและคิดว่าอีกฝ่ายยังไม่เข้าใจ “นางคือหานซื่อ มารดาของหานเสี่ยวตั้นขอรับ”

            หยุนถังได้สติกลับมาจึงหันไปสั่งหยุนเปียวเสียงดัง “ยังจะยืนทำอะไรอยู่อีก รีบไปดับไฟช่วยคนเร็วเข้า”

            “เจ้าจะรีบไปทำไมตาเฒ่า อย่างไรหานซื่อก็เป็นโรคติดต่อร้ายแรง หากนางเสียชีวิตในกองเพลิงไปก็ไม่ใช่จะเป็นผลดีกับหมู่บ้านของเราหรอกหรือ โรคระบาดจะได้ไม่แพร่กระจายอย่างไรเล่า” ไฉซื่อบอกกับสามีเสียงเรียบ

            “แต่นางกับลูกชายเป็นคนในหมู่บ้านเรานะ เจ้าจะใจดำเห็นนางตายได้หรือ” หยุนถังตะโกนใส่ภรรยาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

            ดวงตาไฉซื่อสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะปรับให้เป็นปกติ “ข้าไม่ได้ใจดำ แต่ข้าพูดถึงความปลอดภัยของคนทั้งหมู่บ้าน”

            หยุนถังรู้สึกผิดปกติกับท่าทีของภรรยา เขาหรี่ตาถามอย่างสงสัย “เจ้าไม่อยากให้ข้าช่วยเหลือนางอย่างนั้นหรือ? เพราะเหตุใด?”

            “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากให้เจ้าช่วยนาง เพียงแต่เพลิงไหม้มานานขนาดนี้มันอาจจะสายเกินไปแล้ว ข้าไม่อยากให้เจ้าเอาชีวิตของทุกคนไปเสี่ยงเพราะนาง และที่ข้าพูดเรื่องโรคติดต่อขึ้นมา...เจ้าจำคำพูดของท่านหมอไม่ได้แล้วหรือ หากหมู่บ้านของเรามีคนเป็นโรคติดต่อร้ายแรงจำนวนมาก ทางการต้องมาสั่งปิดหมู่บ้านของเราอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าจะตรวจหาสาเหตุของโรคพบ และที่สำคัญกว่านั้นคือสิ่งของที่ผู้ป่วยใช้ทั้งหมดจะต้องถูกเผาไฟเชื้อโรคจึงจะตาย

            การที่อยู่ดีๆ บ้านของหานซื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นมา บางทีอาจจะเป็นความต้องการของนางเองก็ได้ เจ้าไม่เคยไปที่บ้านของหานซื่อมาก่อน เจ้าคงไม่รู้ว่าที่บ้านของนางสร้างห้องครัวแยกออกจากตัวบ้าน ซึ่งไม่เหมือนกับบ้านอื่นที่ห้องครัวจะอยู่ติดกับตัวบ้านเลย อีกทั้งเวลานี้ยังเป็นช่วงกลางวัน นางย่อมไม่มีทางจุดเทียนอยู่ในบ้านเป็นแน่” ไฉซื่ออธิบายสามีอย่างใจเย็นและยังพูดลองใจเขาอีกด้วย

            หยุนถังที่มองหน้าภรรยาก็ไม่เห็นความผิดปกติ บางทีภรรยาอาจพูดถูก เพราะตอนที่ท่านหมอบอกถึงวิธีการเหล่านี้ หานซื่อก็นั่งฟังอยู่ด้วย เพียงแต่เขาก็ยังอยากไปดูสภาพเพลิงไหม้นั้นให้เห็นกับตาอยู่ดี เพราะที่นั่นยังมีบุตรชายคนเล็กของเขาอยู่อีกคน

            “ที่เจ้าพูดมาก็ถูก ที่บ้านของหานซื่อสร้างห้องครัวอยู่ห่างจากตัวบ้านออกไปจริงๆ ทั้งสิ่งของที่ติดไฟได้ก็ไม่ได้อยู่ใกล้ตัวบ้าน เรื่องเพลิงไหม้อาจจะเป็นความตั้งใจของนางเอง”

            “เจ้าเคยไปที่บ้านหานซื่อมาก่อนอย่างนั้นหรือ ทำไมเจ้าถึงรู้ว่าสิ่งของในบ้านของนางจัดวางไว้ตรงไหน” ไฉซื่อถามสามีทั้งที่ตนเองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว และมือของนางก็กำไว้แน่นเพื่อข่มอารมณ์เอาไว้

            หยุนถังที่เพิ่งรู้ตัวว่าตนเผลอพูดเรื่องที่ไม่เหมาะสมออกไปจึงรีบแก้ไข “ก็ข้าฟังจากที่เจ้าพูดมาเมื่อครู่ยังไงเล่า เอาเถอะ...ยังไงตอนนี้ข้าก็ต้องไปดูที่นั่นสักหน่อย หากช่วยได้ก็คงต้องช่วย เพราะข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อลูกบ้านเดือดร้อนข้าจะเพิกเฉยได้ยังไง แต่ถ้าหากช่วยชีวิตไม่ได้ พวกเราก็ต้องช่วยกันจัดงานศพให้นางอยู่ดี”

            คำพูดของหยุนถังทั้งมีเหตุผลทั้งมีเมตตา เมื่อเห็นเขาเดินนำไปแล้ว ชาวบ้านที่เหลือก็เดินตาม มีเพียงหยุนเปียวที่ยังยืนอยู่

            “ท่านแม่เป็นอะไรไปหรือขอรับ ปกติแล้วถ้าคนในหมู่บ้านเดือดร้อน ท่านก็จะไปช่วยเหลือเป็นคนแรก แต่คราวนี้ท่านกลับห้ามพวกเราไว้ หรือว่าหานซื่อเคยทำให้ท่านไม่พอใจ” หยุนเปียวถาม

            “เรื่องโรคระบาดทำให้ข้าตกใจ เมื่อเห็นว่าพวกเจ้ากำลังจะไปช่วยหานซื่อ ข้าก็เลยกลัวว่าเจ้าจะติดโรคระบาดมาจากนาง ก็เลยเผลอพูดอย่างเห็นแก่ตัวออกไป” ไฉซื่อแสร้งก้มหน้าซ่อนน้ำตา

            หยุนเปียวไม่ได้นึกสงสัยมารดา “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ เอาไว้ข้าจะอธิบายให้ท่านพ่อกับชาวบ้านฟังเอง”

            “ท่านพ่อของเจ้าจะไม่ตำหนิข้าใช่ไหม” 

            “ท่านพ่อก็เป็นคนที่รักและเป็นห่วงลูกบ้านเหมือนกับท่าน อีกอย่างเหตุผลของท่านก็เป็นไปตามที่ท่านหมอแนะนำไว้ ข้าเชื่อว่าท่านพ่อย่อมไม่ตำหนิท่านแน่นอนขอรับ” หยุนเปียวปลอบมารดาเสร็จก็หันไปบอกกับภรรยา “เจ้าพาท่านแม่กลับบ้านไปก่อน เดี๋ยวข้าจะตามท่านพ่อไปที่บ้านหานซื่อ ดูแลนางให้ดีด้วยล่ะ”

            “อืม ข้าจะดูแลท่านแม่เอง” เฉาหลันรับคำ

     

            “เพลิงไหม้รุนแรงขนาดนี้คงช่วยเหลือไม่ได้แล้วล่ะ พวกเจ้าไม่ต้องไปตักน้ำมาแล้ว รอให้ไฟดับแล้วค่อยเข้าไปหากระดูกของนางกับลูกชาย จากนั้นพวกเราจะได้จัดงานศพให้นาง” หยุนถังพูดเสียงเรียบ เป็นเพราะบ้านของหานซื่อตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ทั้งยังไม่ใช่เส้นทางที่มีผู้คนผ่านไปมา กว่าจะรู้ว่าบ้านของนางถูกไฟไหม้ เพลิงก็ลามไปเกินกว่าที่จะดับได้แล้ว

            “หัวหน้าหมู่บ้านอย่าได้เสียใจ ท่านไม่ใช่เทพเซียนที่จะช่วยชีวิตคนได้ทุกคน” ชาวบ้านเริ่มปลอบใจหยุนถัง

            “นั่นสิ อีกอย่างนางตายไปเราก็ไม่ต้องกลัวโรคระบาดแล้ว” 

            “แต่ยังไงนางก็เป็นเพื่อนบ้านของเรา ชีวิตที่ต้องเลี้ยงลูกชายมาตามลำพังก็ทำให้นางลำบากมากพออยู่แล้ว ตอนนี้ยังมาเกิดไฟไหม้ขึ้นมาอีก ข้าแค่รู้สึกสงสารชีวิตที่อาภัพของนางเท่านั้น” หยุนถังพูดเสียงเศร้า

            ชาวที่บ้านที่ได้ฟังคำพูดของหยุนถังก็เริ่มหันมาสงสารหานซื่อด้วย และไม่ได้ต่อว่านางว่าเป็นหญิงแพศยาอีกแล้ว อีกทั้งพวกเขายังรู้สึกดีใจที่มีหัวหน้าหมู่บ้านที่เป็นคนดีขนาดนี้

            เป็นเวลานานกว่าเพลิงจะดับ บ้านไม้ไผ่ทั้งหลังก็ไม่เหลืออะไรแล้ว ชาวบ้านช่วยกันหาไม้มาเขี่ยที่กองขี้เถ้าก็พบโครงกระดูกของผู้ใหญ่หนึ่งและเด็กอีกหนึ่ง

            หยุนถังมองดูกระดูกสองร่างนั้นอย่างตัดใจ ลูกชายของเขาได้ตายไปแล้ว “เดี๋ยวเราเก็บกระดูกของพวกเขาไปทำพิธีหน่อยก็แล้วกัน นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะช่วยเหลือได้”

            หยุนหนิงเอ๋อมองหยุนถังอย่างดูถูก ก่อนที่จะพามู่หรงเฉินเดินกลับบ้านไป ส่วนหานซื่อก็อยู่บนรถม้ากับต้าจ้วงเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองมุ่งหน้าไปหาหลินเฮ่าที่อำเภอสือฉี ซึ่งเวลานี้ทั้งหานเสี่ยวตั้นและบุตรสาวของต้าจ้วงก็อยู่กับหลินเฮ่าแล้วเช่นกัน

     

            “ทำไมพี่ต้าจ้วงถึงมาช่วยเจ้าได้เล่า” มู่หรงเฉินถาม

            “หลังจากที่เราไถ่ตัวพี่หงเอ๋อออกมาจากหอเฟิ่งอวี้ นางก็ไปเยี่ยมบุตรสาวของพี่ต้าจ้วงอยู่หลายครั้งถึงได้รู้ว่าต้าเจียว บุตรสาวของพี่ต้าจ้วงนอนป่วยอยู่บนเตียงอย่างน่าสงสาร ความจริงแล้วอาการป่วยคงไม่ร้ายแรงขนาดนี้ เพียงแต่พี่ต้าจ้วงไม่มีเงินมารักษา จึงได้แต่ประคองอาการของลูกสาวไปวันๆ เท่านั้น พี่หงเอ๋ออยากตอบแทนบุญคุณของพี่ต้าจ้วงจึงมาขอร้องให้ข้าพาต้าเจียวไปให้พี่เฮ่ารักษา ข้าเห็นว่าพี่ต้าจ้วงเป็นคนดีและซื่อสัตย์ ต่อไปหากเราไปตั้งรกรากที่อื่น พี่ต้าจ้วงเหมาะที่จะมาทำงานกับเรามาก อย่างน้อยบ้านของเราก็ต้องมีพ่อบ้านที่ซื่อสัตย์ไว้ช่วยงานไม่ใช่หรือเจ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋ออธิบาย

            “เจ้าคิดไปไกลถึงวันที่เราออกเรือนด้วยกันแล้วหรือ” มู่หรงเฉินยิ้มกว้าง

            “ท่านสารภาพรักกับข้า แต่ไม่คิดที่จะแต่งกับข้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ เช่นนั้นก็ดีจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลา ข้าจะไปหาคนใหม่ที่พร้อมจะแต่งกับข้าก็ได้” หยุนหนิงเอ๋อแค่ต้องการแกล้งคนรักเท่านั้น

            แต่ไม่คิดว่ามู่หรงเฉินจะคิดจริงจัง เขาก้มลงไปหานางและจูบนางอย่างรุนแรง “ต่อไปเจ้าห้ามพูดเช่นนี้อีก และเจ้าก็อย่าหวังว่าเจ้าจะไปหาผู้ชายคนไหนได้ เจ้าต้องแต่งกับข้าเท่านั้น”

            “เผด็จการจังนะ” หยุนหนิงเอ๋อทุบไหล่เขาไปหนึ่งที “ท่านก็อย่าทำอย่างนี้อีกนะเจ้าคะข้าเจ็บ และเมื่อกี้ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้น”

            “พูดเล่นก็ไม่ได้ ข้าไม่ชอบ” มู่หรงเฉินยังพูดอย่างเอาแต่ใจ

            “ท่านพ่อ ท่านอาหนิงเอ๋อ ข้ามาขัดจังหวะพวกท่านหรือไม่เจ้าคะ” มู่หรงฝูเยว่เดินเข้ามาหาบิดา

            “มานี่สิ” มู่หรงเฉินกวักมือเรียกลูกสาว ก่อนจะอุ้มนางขึ้นมานั่งบนตัก “จะรบกวนได้ยังไง เจ้าอยากมาหาพ่อเมื่อไหร่ก็มาได้”

            หยุนหนิงเอ๋อยิ้มอย่างเข้าใจ เด็กแฝดทั้งสี่คนค่อนข้างฉลาด เรื่องความสัมพันธ์ของนางกับมู่หรงเฉิน เด็กๆ คงรู้แล้วกระมัง “ท่านพ่อของเจ้าย่อมมีเวลาให้เจ้าตลอดเวลาอยู่แล้ว เจ้ามีธุระจะพูดกับเขาสินะ เช่นนั้นข้าไปทำขนมในครัวก่อนก็แล้วกัน”

            “ท่านก็อยู่ด้วยเถิดเจ้าค่ะ” มู่หรงฝูเยว่จับมือหยุนหนิงเอ๋อไว้ “ข้าแค่อยากรู้ว่าพี่เสี่ยวตั้นกับท่านป้าหานตายในกองเพลิงนั้นแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ”

            “ใครบอกเรื่องนี้กับเจ้า” มู่หรงเฉินถามลูกสาว

            “ข้าเห็นควันไฟลอยขึ้นมาทางด้านนั้นและได้ยินเสียงตะโกนของชาวบ้านว่าท่านป้าหานกับพี่เสี่ยวตั้นติดอยู่ในกองเพลิง และพวกเขาก็ตายแล้ว” มู่หรงฝูเยว่พูดเสียงเบา หานเสี่ยวตั้นมักจะมาเล่นกับนางและน้องๆ เสมอ อีกทั้งท่านป้าหานยังแบ่งของป่ามาให้ที่บ้านทำอาหารอยู่ตลอด เมื่อรู้ว่าทั้งคู่เสียชีวิตอยู่ในกองเพลิงอย่างน่าสงสาร มู่หรงฝูเยว่จึงอดที่จะรู้สึกเสียใจไม่ได้

            “เรื่องนี้...” หยุนหนิงเอ๋อกำลังจะบอกความจริง แต่มู่หรงเฉินห้ามไว้

            “เจ้าอย่าได้เสียใจ รู้แค่ว่าตอนนี้ท่านป้าหานกับพี่เสี่ยวตั้นของเจ้าไปอยู่ในที่สบายแล้ว” มู่หรงเฉินบอกลูกสาว “ไปบอกน้องๆ ตามที่พ่อบอกเถอะ”

            มู่หรงฝูเยว่พยักหน้ารับก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป

            “ทำไมท่านไม่ให้ข้าบอกความจริงกับเด็กๆ เจ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อถาม

            “เรื่องที่เจ้าช่วยพี่สะใภ้หานกับเสี่ยวตั้นหนีไปเป็นความลับไม่ใช่หรือ แม้ว่าลูกๆ ของข้าจะเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด แต่ยังไงพวกเขาก็ยังเด็กอยู่ หากพวกเขาเผลอไปพูดเรื่องนี้ออกไปแล้วมีคนรู้เข้า สิ่งที่เจ้าทำมาทั้งหมดก็คงจะสูญเปล่าแล้ว และพี่สะใภ้หานกับเสี่ยวตั้นก็จะหนีจากหยุนถังไปไม่พ้น” มู่หรงเฉินอธิบาย

            “แต่สีหน้าของฝูเยว่ดูจะเสียใจมาก ยังมีเฉิงเยี่ยนอีกคน เฉิงเยี่ยนสนิทกับเสี่ยวตั้นที่สุด ทั้งยังนับเสี่ยวตั้นเป็นพี่ชายของตนเองอีก เขาจะต้องเสียใจมากแน่ๆ” หยุนหนิงเอ๋อยังไม่สบายใจ

            “เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลเขาให้ดีเอง”

    คล้ายกับเรื่องทะลุไปเป็นนางเอกสู้ชีวิตในนิยาย (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน