ตอนที่ 23 คนรัก คนร่วมรัก และคู่บำเพ็ญ
หลังจากกลับมาจากไปเที่ยวแดนมนุษย์แล้ว วัฏจักรชีวิตของเฟยหลงก็เป็นไปในแบบเดิมๆ คือสำรวจแดน ต่อสู้ ไปหาฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่น และฝึกฝนการแยกร่าง เพิ่มเติมมาล่าสุดคือการพาเสี่ยวจื่อออกเที่ยวแดนต่างๆ เท่าที่จะไปได้ในตอนกลางวัน แต่แน่นอนว่าเมื่อใดก็ตามที่เสี่ยวจื่อร้องอยากไปตรอกสราญรมย์อีก เฟยหลงจะปฏิเสธทันทีโดยอ้างว่าพาไปแล้วเดี๋ยวเสี่ยวจื่อก็หลับระหว่างเที่ยวอีก นั่นเพราะเขาจะลอบไปที่นั่นเองตามลำพังในภายหลังและในบางครั้งก็ยังได้มีโอกาสเรียนรู้การปฏิบัติจริงกับเหล่าพี่สาวพี่ชายในหอโคมแดงโคมเขียวด้วยจนได้รู้รสชาติของการสมสู่กันนั้นว่าน่าอภิรมย์มากทีเดียวความหมกมุ่นในเรื่องใหม่ที่ได้เรียนรู้มาทำให้เฟยหลงฟุ้งซ่านไม่เป็นอันทำอะไรไปพักหนึ่ง ผิดกับเสี่ยวจื่อที่พอกลับมาแล้วก็คล้ายจะลืมเลือนเรื่องนั้นไปไม่ได้ใส่ใจมากนักอาการหมกมุ่นงุ่นง่านของเฟยหลงนี้ชัดเจนจนแม้แต่ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นยังสังเกตเห็นได้ จึงได้เอ่ยปากสอบถามออกมาในวันหนึ่งที่เฟยหลงแวะเวียนไปหาดั่งเช่นทุกที“ไปเที่ยวแดนมนุษย์เจอเรื่องไม่ได้ดั่งใจมาหรือ? …”“หา? … ไม่ใช่หรอก… แค่ข้าได้รู้อะไรใหม่ๆ เยอะดีเลยคิดฟุ้งซ่านไปหน่อยเท่านั้น….”เฟยหลงถูกดึงออกจากภวังค์จึงได้หันมาตอบความนิ่งๆ พยายามไม่พูดให้รายละเอียดมากไปเพราะไม่อยากให้ซ่างเสิ่นผู้นี้ได้รู้ว่าตนหมกมุ่นในเรื่องใต้สะดือมากไปให้เสียภาพลักษณ์ดีๆ ที่อุตส่าห์สร้างมา“เช่นนั้นการฝึกฝนคาถาแยกร่างของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง คืบหน้าหรือไม่? คงมิใช่ว่าฟุ้งซ่านจนการฝึกปรือไม่คืบหน้าหรอกกระมัง? …”ฮุ่ยเจียงมากประสบการณ์กว่า เห็นท่าทางของเฟยหลงก็คาดเดาได้ทันทีว่ากำลังปกปิดบางอย่างไว้จึงได้เนียนทำเป็นเปลี่ยนเรื่องไป หวังค่อยๆ ปะเหลาะให้เฟยหลงหลุดพูดออกมาเองในขณะที่มือก็ส่งพลังเข้าไปหลอมกรงเล็บมังกรฟ้าเพื่อการสร้างอาวุธไปพลางๆ โดยมีเฟยหลงนั่งมองอยู่ไม่ห่าง“ก็คืบหน้าดีขอรับท่านเซียน ไม่เกินวันพรุ่งนี้ก็คงจะสำเร็จแล้ว ถ้าเจ้าเสี่ยวจื่อไม่งอแงให้ข้าพาไปเที่ยวอีกล่ะก็นะ…”“หึๆ เช่นนั้นรึ เสี่ยวจื่อของเจ้าช่างคล้ายเด็กน้อยเสียจริง… ไปที่แดนมนุษย์มา เขาสนใจสิ่งใดเป็นพิเศษบ้างหรือไม่? ….”เฟยหลงมีนิสัยขี้หวงเป็นทุนเดิม ยิ่งเทพศาสตราผู้นี้มักแสดงอาการสนใจเสี่ยวจื่ออยู่บ่อยครั้ง เฟยหลงก็ยิ่งไม่ชอบใจ แต่จะแสดงออกมากก็ไม่ได้เพราะยังต้องพึ่งพาฝีมือการสร้างอาวุธของท่านจึงได้แต่บ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่องไป“เขาก็ไม่ได้สนใจสิ่งใดเป็นพิเศษ เพียงแต่ไม่ชอบใจที่พวกมนุษย์ชอบกินพืชผักเป็นอาหารก็เท่านั้น ว่าแต่ท่านเซียน… ท่านอยู่ที่นี่คนเดียวมิลำบากแย่หรือ? แล้วคู่บำเพ็ญเพียรของท่านไปอยู่ที่ไหนเสียเล่า?”ฮุ่ยเจียงได้ฟังเฟยหลงเปิดประเด็นถามในเรื่องใหม่ก็ให้แปลกใจนัก“คู่บำเพ็ญเพียรรึ? ใครบอกเจ้ากันว่าข้ามีผู้บำเพ็ญเพียร?”“มิได้มีใครบอกหรอกขอรับ แต่ข้าออกไปนอกแดนลับแล เห็นเทพเซียนหลายคนมีคู่บำเพ็ญเพียรฝึกปรือปราณเซียนด้วยกันแล้วพลังรุดหน้าดีนักจึงได้คิดว่าท่านที่พลังตบะแก่กล้าก็คงจะมีเช่นกัน…”“ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะมีคู่บำเพ็ญเพียรได้ หรือต่อให้มีก็ใช้จะเป็นเรื่องที่ดี เรื่องพวกนี้ต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะลงมือทำ”“ต้องคิดให้รอบคอบหรือ? ….”ฟังเฟยหลงสอบถามอย่างเด็กไม่ประสา ฮุ่ยเจียงก็เอ็นดูขึ้นมาจึงได้วางมือจากการหลอมอาวุธแล้วหันมาตั้งใจอธิบายตอบความอย่างเต็มที่ อย่างไรเสียลูกมังกรเฟยหลงผู้นี้ก็นับเป็นเชื้อสายปลายๆ ของคนที่เขาเคยรู้จักอย่างเทพสุริยาและเทพมังกร สิ่งใดที่ดีไม่ดีก็ควรชี้แนะให้ชัดเจน“ใช่… ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะตลอดอายุขัย คู่บำเพ็ญที่จะหลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์นั้นสามารถมีได้เพียงผู้เดียว เมื่อเราเปิดรับปราณบำเพ็ญของใครในฐานะคู่บำเพ็ญแล้วปราณของเราก็จะปรับสภาพผสานกับคนผู้นั้นจนเข้ากันได้ลงตัวและไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้อีก ต่างจากคนรักที่ยังมีได้หลายคนเปลี่ยนง่ายดายตามความรู้สึก… เมื่อเทพเซียนอย่างเรามีอายุยืนยาวไม่รู้จบ จิตใจก็ผันเปลี่ยนได้ตามกาลเวลา เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคนที่เจ้าอยากจะครองคู่ไปตลอดชีวิต… หากรีบร้อนตัดสินใจเร็วไป สุดท้ายเจ้าอาจจะมานึกเสียในทีหลังก็เป็นได้…”ฟังคำบอกเล่าของฮุ่ยเจียง เฟยหลงก็ถึงกับเหวอไป… เดิมทีเขาตั้งใจจะขอฝึกบำเพ็ญคู่กับพี่นางไม้อยู่แล้ว แต่คิดไว้ว่าหากเสี่ยวจื่ออยากทำด้วยเขาก็ยินดี แต่เมื่อสามารถมีได้แค่คนเดียวเช่นนี้แล้วก็นับว่าน่าหนักใจ‘ขืนเสี่ยวจื่อรู้ว่าข้าไปเป็นคู่ของคนอื่นคงได้แหกปากร้องไห้งอแงลั่นป่าเป็นแน่….’“แล้วจะเป็นอย่างไรหากเราฝืนมีคู่บำเพ็ญใหม่ล่ะ? ข้าว่ามีได้คนเดียวมันออกจะน้อยไปหรือไม่ในเมื่อการร่วมรักก็เป็นเรื่องธรรมชาติของทุกคน หากใครที่คู่บำเพ็ญตายไปเสียก่อนเขาก็หมดสิทธิ์ร่วมรักกับใครเลยหรือ? ….”เป็นเพราะกำลังกังวลจึงไม่ทันได้ระวังความคิดและคำถามของตน ทำให้หลุดถามคำถามที่น่าสงสัยออกมาให้ฮุ่ยเจียงจับพิรุธได้ คนที่จะสอบถามแบบนี้มิใช่ว่ากำลังลังเลเกี่ยวกับการเลือกคู่บำเพ็ญหรอกหรือ?“ก่อนอื่นเจ้าต้องแยกแยะให้ได้ก่อนว่าระหว่างการ มีคนรัก มีคนที่จะร่วมรักด้วย หรือมีคู่บำเพ็ญ สามสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างไร โดยปกติแล้วเราควรจะต้องมีความรักต่อกันก่อนถึงจะมีความรู้สึกอยากร่วมรักได้ หลังจากนั้นหากมั่นใจแล้วว่าคนนี้เป็นคนที่ใช่ เจ้าจึงค่อยทำให้การร่วมรักนั้นกลายเป็นการบำเพ็ญคู่ นั่นคือแนวทางที่ควรเป็น แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกอย่างล้วนสลับปรับเปลี่ยนลำดับขั้นได้ เจ้าอาจมีคนรัก ร่วมรัก แล้วเปลี่ยนคนที่รักได้เพราะนั่นเป็นเรื่องของร่างกายและความรู้สึก แต่การบำเพ็ญคู่นั้นเป็นการผูกจิตลึกซึ้งถึงขั้นจิตวิญญาณ มีผลให้ดวงจิตของเจ้าเปลี่ยนแปลง ดังนั้นมันจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอดีตข้าก็มีสหายผู้หนึ่งที่พยายายามจะฝืนเปลี่ยนคู่บำเพ็ญเช่นนี้… ผลก็คือผู้ที่มีพลังน้อยกว่าในคู่บำเพ็ญจะถูกปราณของผู้ที่พลังเหนือกว่าทำเข้าร้ายจากภายในจนธาตุไฟเข้าแทรกทำให้ย่ำแย่ไปทั้งร่างกายและจิตใจ นอกจากเป็นอันตรายกับตัวเองแล้วยังอาจจะควบคุมตนเองไม่ได้จนกลายเป็นอันตรายกับผู้อื่นด้วย… ดังนั้นเรื่องนี้ต้องคิดให้ดีก่อนจะตัดสินใจ หรือทางที่ดีก็ไม่มีไปเลยเสียดีกว่า"ได้ฟังคำอธิบายอย่างละเอียดแล้วเฟยหลงก็เข้าใจ… ในเมื่อเรื่องคนรัก เรื่องคนร่วมรัก เรื่องคู่บำเพ็ญนั้นแยกเป็นคนละเรื่องกันได้เช่นนี้เขาก็ไม่ต้องสับสนอีก เพราะเฟยหลงรู้ดีว่าสิ่งที่ตนหมกมุ่นนั้นยังเป็นแค่ความต้องการของกายเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก และยิ่งไม่ใช่เรื่องของจิตวิญญาณคิดเออออสรุปกับตัวเองได้แล้วเฟยหลงก็เผลอยิ้มออกมาอย่างยินดี ทำให้ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นที่เฝ้าสังเกตอาการของเฟยหลงอยู่นานแล้วเข้าใจทุกอย่างได้แล้วเกิดกังวลขึ้นมาจึงได้ตัดสินใจที่จะพูดบางอย่างออกมาทันที“เฟยหลง… เจ้าฟังข้าให้ดี… ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนรัก คนร่วมรัก หรือแม้แต่คู่บำเพ็ญ ทุกอย่างล้วนไม่ใช่สิ่งที่เจ้ากับเสี่ยวจื่อสมควรเป็น…."“!!!” เฟยหลงถูกทักตรงประเด็นก็เป็นอันตกใจนักจนต้องหันขวับไปมองจ้องเทพศาสตราผู้นี้เขม็ง"….ไม่ว่าเจ้าคิดการสิ่งใดอยู่ก็จงล้มเลิกความคิดนั้นเสีย ไม่เช่นนั้นแล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือน….”“………”ถูกคำทักครั้งแรกส่งมาให้นับว่าตกใจแล้ว แต่เมื่อถูกคำเตือนกึ่งข่มขู่ส่งตามมาทีหลังเฟยหลงกลับรู้สึกขัดใจขึ้นมามากยิ่งกว่า ไม่ชอบใจนักหากมีใครคิดเข้ามายุ่งเกี่ยวในความสัมพันธ์ของเขาและเสี่ยวจื่อ ยิ่งกับคนที่มักแสดงออกว่าสนใจเสี่ยวจื่ออย่างเทพศาสตราผู้นี้ด้วยแล้วก็ยิ่งไม่ชอบใจ….ที่ผ่านมาหลายร้อยปีนี้มีแค่พวกเขาอยู่กันตามลำพัง ระหว่างเขาและเสี่ยวจื่อไม่เคยได้มีคนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม อีกทั้งเสี่ยวจื่อก็หัวอ่อนยอมเขาไปหมดทุกเรื่อง ดังนั้นเรื่องที่ว่าเขาจะทำอะไรจึงไม่เคยต้องคิดคำนึงถึงใครให้เสียเวลาเพราะมั่นใจได้ว่าอย่างไรเสี่ยวจื่อก็ย่อมต้องเห็นชอบไปกับเขาแน่นอน มาวันนี้อยู่ๆ ก็มีใครไม่รู้เข้ามาออกหน้าข่มขู่เขาด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับเสี่ยวจื่อเช่นนี้ ย่อมต้องไม่พอใจเป็นธรรมดาเดิมที่เฟยหลงก็นับเป็นเด็กที่นิสัยเสียอยู่แล้ว เขาถูกเลี้ยงมาโดยมารร้ายปลูกฝังเรื่องความคิดร้ายๆ และความเห็นแก่ตัวเอาไว้มาก ก่อนหน้านี้ยามอยู่ดินแดนปีศาจ นึกอยากได้สิ่งใดก็ต้องต่อสู้แย่งชิงเอามาเป็นของตนอย่างยากลำบาก ของอะไรที่ได้มาแล้วก็ไม่เคยต้องใจดีเผื่อแผ่แบ่งปันกับใครเพราะถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้เต็มที่ ยิ่งมีคนจ้องมองมาแล้วอยากได้มากเท่าไหร่ก็ต้องยิ่งหวงแหนเอาไว้อย่างเต็มที่ทั้งยังใจกล้าบ้าบิ่นต่อสู้คนที่จะเข้ามายื้อแย่งอย่างสุดกำลัง แต่ของสิ่งใดที่ไร้ค่าไม่มีใครสนใจก็โยนทิ้งได้อย่างไม่เสียดาย เรียกได้ว่าทั้งเย่อหยิ่งและใจคอคับแคบอย่างแท้จริง ตลอดเวลาที่อยู่กับเสี่ยวจื่อในแดนลับแลในเขตปลอดภัยนั่นเขาจึงรู้สึกไม่ต่างจากการเป็นเจ้าถิ่นที่ของในถิ่นทุกอย่างล้วนเป็นของเขา เสี่ยวจื่อเองก็เช่นกัน ดังนั้นคนนอกมีสิทธิ์เข้ามาก้าวก่ายได้หรือ?ยิ่งมีคนสนใจมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งหวงแหนของที่เป็นของเขา…ฉับพลันนั้นก็นึกขึ้นมาได้ถึงเรื่องหนึ่งที่เสี่ยวจื่อเคยพูดขึ้นมาให้ฟังลอยๆ บอกว่าตนเองเคยมีเพื่อนที่บอกว่าเสี่ยวจื่อเป็นคนพิเศษ แต่จำรายละเอียดไม่ได้แล้ว ตอนนั้นเขาคิดจริงๆ ว่าเสี่ยวจื่อแค่เพ้อเจ้อจึงมิได้สนใจนัก มายามนี้ได้เห็นท่าทีของเทพศาสตรา ก็คล้ายกับเชื่อมโยงหลายอย่างเข้าด้วยกับได้…‘ดินแดนลับแลนี้ก็ใช่จะมีคนมาก… เพื่อนที่เสี่ยวจื่อเคยเล่าคนนั้นคงไม่แคล้วเป็นเทพศาสตราผู้นี้เองกระมั้ง… เช่นนั้นแล้วเขาจะขู่ไม่ให้ข้ายุ่งเกี่ยวกับเสี่ยวจื่อให้ลึกซึ้งไปทำไมเล่าหากไม่ใช่หวังกันท่าเฟยหลงผู้นี้…’ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดนัก เฟยจึงได้เผลอแสดงท่าทีที่ดูไม่เป็นมิตรออกมาใส่ท่านเทพศาสตราที่อาวุโสกว่ามากเป็นครั้งแรก“เรื่องของข้ากับเสี่ยวจื่อ ข้าจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง ไม่ต้องให้ท่านเทพศาสตราต้องวุ่นวายยื่นมือเข้ามาชี้แนะหรอก…..”
______________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า