เวลาผ่านไปไม่นานเลยเมื่อมีเสียงเตือนมาจากลำโพงให้ผู้ที่มาส่งผู้โดยสารลงจากเรือได้ราเชลเดินไปหยุดอยู่ตรงราวเรือฟากด้านเชิงท่าโบกมือให้เพื่อนรักทั้งสองซึ่งลงไปอยู่บนท่าเรียบร้อยแล้วตลอดบริเวณราวเรือนั้นมีผู้โดยสารยืนกันอยู่เต็มไปหมดบางคนก็เช่นเดียวกับเธอที่มีเพื่อนหรือญาติยังยืนรอส่งอยู่บนท่าแต่บางกลุ่มบนท่าแห่งนั้นมิได้มาส่งผู้โดยสารเพียงแต่้ามาดูเวลาที่เรือสำราญลำนี้ออกจากท่าเท่านั้น
เมื่อมีการปล่อยสาย์หลากสีและขว้างปาลูกปาขึ้นไปขึ้นฝั่งสาย์ที่เป็ริบบิ้นกระดาษเ่าั้ล่องลอยไปทั่ว
“เรือกำลังจะออกแล้ว”
เสียงใครคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ตัวเอ่ยขึ้น
ในนาทีนั้นเอง เรือก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากท่า สายน้ำบิดเป็เกลียวอยู่เบื้องล่างขณะที่ใบพัดเริ่มทำงานมีเสียงโห่ร้องดังขึ้นราเชลขว้างสาย์ที่ถืออยู่ในมือออหไปสู่ผู้ที่กำลังโบกมือร่ำลาอยู่ตรงท่าเบื้องล่าง
ขณะที่เรือลอยลำห่างออกจากท่าในทุกขณะนั้นราเชลก็ยังรั้งรออยู่ตรงราวเรือร่วมกับผู้โดยสารอื่นๆระยะทางระหว่างตัวเรือกับท่าค่อยๆ ห่างออกจากกันนั้นทำให้ใบหน้าของผู้คนที่ยื่นรอส่งอยู่เริ่มพร่าเลื่อนขึ้นตามลำดับจนในที่สุดราเชลก็ไม่อาจมองเห็นเพื่อนรักของเธอที่ยืนอยู่ในท่างกลางผู้คนเ่าั้ได้อีกต่อไปขณะเดียวกันผู้คนที่ยืนอยู่ข้างตัวก็เริ่มทยอยกันเดินออก
ยามนั้นอาทิตย์เริ่มลดต่ำลงสู่ขอบฟ้า สาดแสงสีแดงฉานฉาบท้องฟ้าและพื้นน้ำไว้
สายลมอ่อนในยามค่ำโลมไล้ไปบนพื้นน้ำและเป่าเรือนผมของเธอให้กระจายอยู่ก่อนที่จะพัดเลยไปราเชลยกมือขึ้นลูบไล้ปอยผมที่ปรกลงมาบนใบหน้าให้กลับเป็ระเบียบเรียบร้อยขึ้นแต่ก็ทำได้โดยยาก เธอระบายลมหายใจออกมาเบาๆขณะที่หมุนตัวเดินออกจากราวเรือเพื่อที่จะเดินกลับเข้าภายใน
และแล้วสายตาที่กวาดไปโดยรอบก็ชะงักเมื่อกระทบเข้ากับร่างสูงๆที่คุ้นตา ซึ่งยืนอยู่ในระยะไกลออกไป ผู้ชายคนนั้นอีกแล้วเขากำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่กับเ้าหน้าที่ประจำเรือราเชลเม้มเรียวปากลงอย่างไม่ตั้งใจขณะที่สายตาจ้องจับอยู่กับเรือยผมสีน้ำตาลเข้มซึ่งขณะนี้กำลังถูกอาบไล้อยู่ด้วยแสงสุดท้ายของดวงาทิตย์มันเป็เื่ที่เหลือเชื่อจริงๆ ที่ว่าในท่ามกลางผู้โดยสารกว่า 600 คนเช่นนี้เธอจะต้องพบแต่บุรุษผู้นี้เพียงผู้เดียวตลอดเวลา
ก่อนที่เขาจะทันมีโอกาสหันมาเห็นเธอเข้าราเชลก็รีบสาวเท้าเดินตรงไปยังประตูบานคู่ที่เปิดเข้าสู่ภายในและแทนที่จะเดินไปยังห้องพักเธอก็เดินลงบันไดไปยังห้องโถงซึ่งเป็ที่ทำงานของเพอร์เซอร์ซึ่งอยู่บนดาดฟ้าชั้นเฟียสต้าเด็ค ทั้งนี้เพราะเธอ้าสอบถามอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการบริการของทางเรือรวมทั้งวิธีใช้บริการด้านวิทยุสื่อสารประจำเรือซึ่งติดต่อกับบนบกได้ด้วย
เธอมองไปยังโต๊ะของเพอร์เซอร์แล้วก็มองว่าขณะนี้มีผู้โดยสารคนอื่นๆอีกหลายคนที่กำลังเข้าแถวรอสอบถามข้อมูลต่างๆนอกจากนี้ยังมีอีกแถวหนึ่งซึ่งอยู่บนชั้นลอยเหนือศีรษะขึ้นไว้ซึ่งชั้นนี้ผู้โดยสารจะมาตรวจหมายเลขโต๊ะที่นั่งห้องรับประทานอาหารหรือไม่ก็ขอเปลี่ยนโต๊ะได้และยังมีผู้โดยสารอีกกลุ่มหนึ่งที่รายรุมอยู่รอบบอร์ดในห้องล็อบบี้ซึ่งบนบอร์ดนั้นจะเป็รายชื่อของผู้โดยสารบนเรือพร้อมด้วยหมายเลขห้องพักติดไว้
ความชุลมุนวุ่นวายยังเพิ่มมากขึ้นกว่านั้นเมื่อผู้โดยสารต่างผลัดกันถ่ายรูปตามจุดต่างๆที่ตนเห็นว่าน่าพอใจ เมื่อเป็เช่นนี้ราเชลจึงยกเลิกความคิดเดิมของตนและเดินเข้าไปในร้านจำหน่ายของที่ระลึกปลอดภาษีรอเวลาให้คนบางตาลงเสียก่อน
ถึงแม้เวลาจะผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วแต่กรู้สึกว่ายังไม่มีความหวังที่จะเข้าไปใกล้โต๊ะของเพอร์เซอร์ได้และดูจะมีคนเพิ่มมากขึ้นกว่าในตอนแรกเสียด้วยซ้ำเธอจึงบอกกับตัวเองว่ารอให้ถึงวันพรุ่งนี้จะดีกว่าจากนั้นจึงเดินกลับไปยังห้องพักของตนเอง ทางบันไดด้านท้ายเรือ
ดาดฟ้าชั้นพร็อมมิเนดนั้นจะต้องขึ้นบันไดไปอีก3 ชั้น กว่าจะขึ้นไปถึงราเชลก็แทบจะเป็ลมเมื่อขึ้นไปถึงชาลานั้นมีสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังจะเดินลงมาพอดีเมื่อเห็นราเชลระบายลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยทั้งคู่ก็หันมามองพร้อมกับยิ้มให้อย่างเห็นใจแล้วเข้าใจ
“เหนื่อยแทบตายแนะคะ”
ราเชลเอ่ยไปตามความจริงเพราะเธอไม่ใคร่คุ้นชินกับการขึ้นบันไดเท่าไรนัก
“คุณควรใช้ลิฟต์นะครับ”
ฝ่ายสามีเป็ผู้บอก
“ค่ะแต่บังเอิญคิดอยากจะออกกำลังเสียหน่อย”
ราเชลตอบ
“แต่คงไม่ใช่ทุกครั้งหรอกนะคะ”
ฝ่ายภรรยาพูดปนหัวเราะ
ราเชลรู้สึกดีใจกับความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่คนทั้งสองหยิบยื่นให้จากนั้นทั้งคู่ก็เดินลงบันไดไป ส่วนราเชลก็เดินต่อกลับเข้าห้อง อมยิ้มอยู่บนใบหน้าอันที่จริงการเดินทางท่องเที่ยวทางเรือเช่นนี้ทำให้ทุกคนมีอะไรบางอย่างที่ทัดเทียมกันและช่วยสร้างมิตรภาพที่ดีให้เกิดขึ้นได้
ราเชลเดินเข้าไปในห้องพักด้วยอารมณ์สงบและเต็มไปด้วยความพอใจพร้อมกับเปิดประตูตามหลังลง วางกระเป๋าถือบนเก้าอี้ตัวที่ตั้งอยู่และถอดเสื้อนอกสีขาวออก วางพาดลงบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน
มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นตรงส่วนที่เป็ห้องนอนราเชลเหลียวขวับไปดูด้วยความใตกตะลึงอ้าปากค้างเมื่อเห็นบุรุษคนที่ลงจากรถลิมูซีนกำลังเดินออกมาจากม่านที่กั้นไว้เขากำลังสาละวนอยู่กับการผูกปมเน็กไทจึงมิได้เห็นเธอกระทั่งเงยคางขึ้น เพื่อจัดปมให้เข้ากับคอเสื้อ เขาชะงักไปในทันทีมือค้างอยู่กับปมนั่นเอง
ทันทีที่หายใเขาก็เหลือบตามองไปทางบาร์เครื่องดื่มซึ่งขณะนั้นมีถังใส่น้ำแข็งวางอยู่รอยยิ้มขันๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากเมื่อเขาหันกลับมา
“ผมสั่งให้พนักงานไปเอาน้ำแข็งมาให้”
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“แต่ไม่ยักกะรู้ว่าเขาจะพาเพื่อนมาให้ผมด้วย”
เขากวาดสายตาไปทั่วร่างแววในดวงตานั้นบอกความชื่นชมอยู่ไม่น้อยเลย
“ผมต้องขอบใจเขาอย่างมากทีเดียว”
ราเชลนั้นงุนงงจนทำอะไรไม่ถูกโดยเฉพาะกับท่าทีที่เขาแสดงออกราวกับว่าเป็เ้าของห้องนี้ความไม่คาดคิดแฝงอยู่ในน้ำเสียงเมื่อเธอถามออกไปว่า
“คุณเข้ามาทำอะไรในห้องนี้น่ะ”
ความไม่พอใจกำลังพลุ่งขึ้นเป็ริ้วๆขึ้นมา มือกำแน่น
เขาคีบน้ำแข็งใส่แก้วก่อนที่จะรินสก๊อตใส่ลง
“ผมเองก็อยากถามคุณด้วยคำถามเดียวกันนั่นแหละ”
เขารินโซดาลงไปและเขย่าให้เข้ากัน
“ที่ฉันรู้ก็คือห้องนี้มันเป็ห้องของฉันและในเมื่อฉันไม่ได้เชื้อเชิญให้คุณเข้ามา คุณก็ควรจะออกไป”
ราเชลสั่ง
“เอ...ผมว่าคุณเข้าใจอะไรผิดไปแล้วละมั้ง”
เขาหันมาเผชิญหน้ารอยยิ้มกดลึกลงสองข้างมุมปาก ขณะที่จับตามองหน้าเธออยู่
“นี่น่ะเป็ห้องของผมนะครับผมเป็คนระบุลงไปเลยว่า้าห้องนี้ตอนที่จองมา”
“เป็ไปไม่ได้หรอกค่ะ”
ราเชลกระแทกเสียงใส่
“นี่มันเป็ห้องของฉันต่างหาก”
และเพื่อเป็การพิสูจน์ว่ามันเป็เช่นนั้นจริงๆราเชลก็หันไปหยิบกระเป๋าถือหยิบซองเอกสารของทางเรือออกมาเปิดออกเพื่อที่จะให้เขาเห็นว่า เธอถูกจัดให้มาพักห้องนี้จริงๆ
เขาเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าก้มลงมองดูตั๋วที่เธอถือไว้ ดวงตาคู่สีน้ำตาลหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิดก่อนที่จะเหลือบกลับขึ้นมองหน้าเธอมันมีแววฉงนปนอยู่ในแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“เอ....นี่มันเื่ตลกกันหรือนี่”
เขาใช้มือข้างที่ถือแก้วอยู่ชี้มาที่ตั๋วในมือเธอ
“สงสัยแฮงค์จะเล่นตลกอะไรเสียละมั้ง”
“เื่ตลกอะไรกันคะ”
ราเชลขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
“ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูดเลยแม้แต่น้อย”
“ก็ชื่อบนตั๋วนั่นนะสิ”
เขาตอบพร้อมกับยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบแววในดวงตาของเขายามนี้คล้ายจะ้าค้นหาความจริงอะไรบางอย่างอยู่