บทที่ ห้าสิบห้า
ในโถงที่ประดับแนวโคมไฟแขวนเรียงรายสองฟากที่ทอดยาวตั้งแต่ทางเข้าสู่หอบุปผาจรดสุดทางเดินยาวแสงสว่างสีทองส้มละมุนสะท้อนสองร่างที่มาด้วยกันแต่ไร้บทสนทนาผู้หนึ่งในอาภรณ์เรียบง่ายสีหม่นไปสักหน่อยอีกหนึ่งในชุดบุรุษหรูหราผ้าแพรเนื้อละเอียดชั้นดีแต่งเต็มขั้นแสดงตัวเป็นตระกูลผู้ดีคนหนึ่งสองร่างเดินเคียงกันมาท่ามกลางเสียงแว่วของดนตรีและเสียงหัวเราะเคร่งครื้นของผู้คน
หลิวชิงเซียงทอดสายตามองแสงโคมที่ไหวพลิ้วพลางสูดลมหายใจลึกบรรยากาศเช่นนี้กลบกลืนกลิ่นทรายทะเลทรายของบ้านเกิดนางจนหมดสิ้นใต้เงาโคมในยามราตรี ด้านในอาคารเรือนโถงกว้างผู้คนแน่นขนัดบ้างแต่งกายงดงามประหนึ่งคุณชายบุตรขุนนาง บ้างสวมชุดลำลองคล้ายผู้ดีมีปัญญาบางรายอาภรณ์หรูหราใส่เครื่องประดับจนแสบตาเป็นพ่อค้าร่ำรวยต่างนั่งรายล้อมบนเบาะนุ่มรอบเวทีวงกลมที่ยกพื้นสูงกลางห้อง
เมื่อโม่เหวินหานกับหลิวชิงเซียงย่างเท้าเข้ามาทั้งสองถูกนำไปยังเบาะพิเศษชั้นดีซึ่งจัดไว้สำหรับแขกที่จ่ายมากกว่าผู้อื่นเวทีตรงกลางประดับด้วยผ้าทอสีครามสลับเงิน มาม่าใหญ่ของหอบุปผาในอาภรณ์หรูหราเดินอวดโฉมบนเวทีประกาศเสียงหวานว่าคืนนี้มีการแสดงระบำใหม่ที่หอบุปผาภูมิใจนำเสนอ “เฉินฮวาลั่วจู๋”
สิ้นเสียงมาม่าเสียงขลุ่ยผิวบางดังขึ้นคลอด้วยพิณหลายสายเสียงซอคลอเบาๆ ดังเป็นระยะม่านโปร่งตรงกลางเวทีถูกยกขึ้นเผยให้เห็นหญิงงามร่างระหงในชุดผ้าไหมสีขาวแซมทองปลิวพลิ้วราวกลีบบุปผาร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์เส้นผมดำขลับถูกรวบขึ้นเป็นมวยสูงประดับด้วยปิ่นทองรูปดอกท้อส่วนหนึ่งอีกส่วนปล่อยยาวสลายเรียบงามดั่งแพรไหม ใบหน้าเรียวมีแววอ่อนหวานแต่ซุกซ่อนความน่าค้นหาบ้างสิ่งริมฝีปากที่แต่งแต้มสีแดงสดเม้มแน่นก่อนจะพลันเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้มงามสะกดตา
นางก้าวออกมาช้าๆท่วงท่าอ่อนช้อยระยิบระยับในทุกย่างก้าว สองมือเรียวเคลื่อนไหวอ่อนโยนเสมือนเกสรดอกไม้ที่กำลังลู่ลมร่างบางหมุนวนเป็นจังหวะสลับกับการกระโจนเหินลวดลายบนชายกระโปรงพลิ้วไหวไปกับแสงไฟดั่งมวลเมฆาเสียงเครื่องดนตรีก็พลันเร่งจังหวะ ผสานเสียงขับร้องโบราณเบาๆดังจากหญิงงามที่ยืนบรรเลงอยู่ด้านข้างเวที ทำให้การร่ายรำครั้งนี้ยิ่งราวภาพฝันที่ไม่อาจเอื้อมถึง
หลิวชิงเซียงเบิกตานิดๆด้วยความประหลาดใจในความงดงามที่คาดไม่ถึงของการร่ายรำริมฝีปากบางขยับเล็กน้อยประหนึ่งจะกล่าวคำชมแต่สุดท้ายก็เพียงนิ่งมองดวงตาไม่กะพริบ
เมื่อนางรำร่างระหงสิ้นท่าร่ายปลายสุดท่อนเพลงเสียงปรบมือดังก้องทั่วห้องโถงทันที ผู้คนพากันตบมือโห่ร้องด้วยความพึงพอใจมาม่าผู้ดูแลย่างเท้าออกมาอีกครั้ง ครานี้น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นแฝงนัยบางอย่าง “คืนนี้..หอบุปผาเปิดประมูลค่ำคืนแห่งบุปผาเฉินฮวาสำหรับผู้ที่เสนอราคาสูงสุดจะได้ค่ำคืนนี้กับหญิงงามไป!”
เสียงฮือฮาโหมขึ้นทันใดหลิวชิงเซียงเบือนหน้ามองโม่เหวินหานแวบหนึ่งก่อนหันกลับไปมองเวทีนางเพียงเคยได้ยินแต่ไม่เคยพบเห็นการประมูลหญิงงามในสถานที่เช่นนี้มาก่อนบรรยากาศวูบหนึ่งคล้ายถูกกดทับด้วยอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น
สายตาของหลิวชิงเซียงพลันสบกับดวงตาของหญิงงามที่เพิ่งร่ายระบำจบพอดีหญิงผู้นั้นยังยืนอยู่กลางเวที สูงกว่าใครราวไม่อาจเอื้อมถึงแต่ดวงตานั้นกลับไม่แสดงความอิ่มเอม ไม่หวังเงินตรา หรือความปรารถนาใดๆหากแต่วาววับด้วยเงาแห่งคำร้องขอดวงตาคู่นั้นมีบางอย่างที่สะท้อนมาโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยหลิวชิงเซียงรับรู้ในชั่ววูบว่าสตรีผู้นั้นไม่ได้ต้องการยืนอยู่ตรงนี้ไม่ต้องการให้ใครประมูล ไม่ต้องการค่ำคืนใดกับใครแม้จะกล่าวว่าระบำเฉินฮวาลั่วจู๋เปิดรับผู้ชมทั้งชายหญิงแต่หลิวชิงเซียงมองระหว่างเดินเข้ามาแล้วที่นี่ไม่มีสตรีสักคนถ้าไม่ใช่หญิงที่ผู้ในหอบุปผาอยู่ก่อนแล้ว
นางหันขวับไปกวาดสายตาสำรวจโดยรอบเวทีล้อมด้วยโต๊ะยาวสองชั้นด้านหน้าคือกลุ่มบุรุษสามกลุ่มใหญ่กำลังยื่นราคาผ่านคนของมาม่าผู้ดูแลอย่างรวดเร็วใบหน้ายิ้มเย้ยของพวกเขาและเสียงหัวเราะที่เจือกลิ่นเหล้ายิ่งตอกย้ำความอึดอัดในอก
ในบรรดาสามกลุ่มมีสองกลุ่มที่เห็นได้ชัดว่าเป็นคนตระกูลสูงเพราะอาภรณ์ของผู้นำกลุ่มนั้นต่างหรูหราเกินชนชั้นธรรมดา หนึ่งคือชายหนุ่มหน้าตาคมสันในชุดสีมรกตแววระยับอีกคนสูงใหญ่ในอาภรณ์ทองอร่าม มีลวดลายสิงห์คำรามปักแน่นหนา เส้นผมรวบสูงและมีชายดูดุดันเดินตามประหนึ่งบ่าวรับใช้ร่างกายกำยำหยาบกระด้างสิ้นดีจนหลิวชิงเซียงเบ้ปาก
มองก็รู้ทันทีว่าบุรุษผู้นั้นเป็นคนจองหองเย่อหยิ่ง และน่าจะเป็นคนที่หญิงงามบนเวทีไม่ต้องการจะอยู่ใกล้เขาเหมือนกงจักรซึ่งบดขยี้ทุกสิ่งในเส้นทาง นางจึงหันไปกระซิบเสียงเบา “ช่วยประมูลหน่อยเถอะ”
โม่เหวินหานได้ยินพลันเลิกคิ้วข้างหนึ่งหันมาทางนางแล้วกล่าวเบาๆ โดยไม่ละสายตาจากเวที “เรามีภรรยาอยู่แล้วจะประมูลนางไปอีกทำไม?”
หลิวชิงเซียงหันมาจ้องเขาเต็มตาเสียงตอบกลับเบาแต่นิ่ง“แค่ถือว่าเพิ่มนางรำสักคนก็ได้” ที่นางต้องขอเขาเช่นนี้เพราะตนไม่ได้พกเงินมาสักตำลึงไม่เช่นนั้นนางจะประมูลเองแล้ว เงินก้อนมากมายที่เขามอบให้กองอยู่ที่ในตำหนักฟู่ตง
บุรุษที่ครองแผ่นดินแต่ซ่อนเร้นตนในอาภรณ์คุณชายสำราญข้างนางพลันแย้มยิ้มมุมปากสีหน้าเจ้าเล่ห์นัก ดวงตาวาวระยับล้อแสงโคมไฟ “แต่เราไม่ชอบสตรีร่ายระบำ เราชอบสตรีรำกระบี่”
คำพูดนั้นทั้งรื่นหูและชวนหัวพร้อมกันริมฝีปากของหลิวชิงเซียงขยับเปล่งเสียง “หึ” ออกมาอย่างอดไม่ได้ “นั้นสิ เพราะเหตุนี้..ท่านจึงเปลี่ยนกฎของวังหลังสนมทั้งหลายจะได้พากันฝึกยุทธ์ให้ท่านได้ยลเสียจุใจงั้นหรือ?” น้ำเสียงของนางเย็นเยียบแฝงแววเหน็บแนมชัดเจน
โม่เหวินหานนิ่งไปชั่วครู่นัยน์ตาคมกริบสะท้อนเงาของเวทีเบื้องหน้าก่อนจะหันมาจดจ้องนางแม้จะพอจับน้ำเสียงได้ แต่เขาไม่แปลกใจที่นางประชดประชันก่อนหน้านางดูมีอารมณ์ขุ่นมัวอยู่ก่อนแล้วมาตอนนี้ทั้งสะกิดใจว่าถ้อยคำของนางอาจไม่ใช่เพียงการล้อเล่นเขาเปลี่ยนกฎในวังหลังก็เพราะสตรีตรงหน้าแต่ทำไมนางจึงไม่พอใจกันเล่า? หรือจะเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดในอุทยานหลวงเมื่อบ่ายวันนี้ตามคำรายงานขององครักษ์?
คิดถึงตรงนี้เขาก็โน้มตัวกระซิบเบาใกล้จนลมหายใจอุ่นรินกระทบข้างแก้มนาง “ได้..หากเจ้าอยากให้เราประมูล เราจะจัดให้” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “ราคานี้เราจะจ่ายให้ก่อนแล้วค่อยไปคิดทบดอกเบี้ยทีหลัง”
เสียงนั้นเบานักแต่ชัดถ้อยชัดคำน้ำเสียงไม่ได้กร้าว หากแต่แฝงเร้นความหมายหลิวชิงเซียงสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่แสดงอาการออกมาดวงตาของนางสั่นไหวเพียงครู่เดียวก่อนสงบนิ่งอีกครั้ง
ระหว่างที่มาม่าผู้ดูแลยังคงตะโกนราคาโต้ตอบจากทั้งสองฝ่ายอย่างดุเดือดเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาจากมุมที่เงียบงันที่สุด
“สามพันตำลึง” เสียงเรียบ นุ่ม และหนักแน่นทุกผู้คนในห้องโถงเงียบลงในทันที
มาม่าผู้ดูแลพลันเหลือบมองไปยังบุรุษผู้หนึ่งแววตาเยือกเย็นบัดนี้เขายกพัดขึ้นมาปิดใบหน้าครึ่งล่างจากคนทั้งห้องโถง
พริบตานั้นใบหน้าอิ่มแสงโคมของมาม่าก็ฉาบรอยยิ้มทันทีโค้งตัวลงประกาศเสียงดัง ไม่คิดจะรอฟังเสียงแย่งประมูลจากบุคคลอื่นต่อเพราะนางรู้ว่าไม่มีใครจ่ายให้หญิงคณิกาได้มากกว่านี้เป็นแน่ “ยินดีด้วยเจ้าค่ะ! บุปผางามเฉินฮวาคืนนี้เป็นของท่าน!”
เสียงปรบมือโห่ร้องดังขึ้นอีกครั้งหญิงงามบนเวทีนั้นมองมาเพียงแวบเดียว ก็หลุบตาลงเล็กน้อยคล้ายรู้สึกโล่งใจบางอย่าง หลิวชิงเซียงเบือนหน้าไปอีกทางซ่อนรอยยิ้มจางๆไว้บนริมฝีปาก ไม่กล่าวสิ่งใด เงาไฟในหอบุปผายังไหว
เสียงโห่ร้องยังคงไม่สิ้นดีในหอบุปผากลุ่มบุรุษผู้พ่ายการประมูลต่างสบถเบา บ้างก็หัวเราะกลบเกลื่อนความเสียหน้ามาม่าผู้ดูแลใบหน้ายิ้มระรื่นปานดอกเหมยรับแดดยามหนาวคิ้วเรียวบางที่วาดกระตุกด้วยความปลื้มใจในค่าตัวหญิงงามที่ทะลุสามพันตำลึงนางก้าวลงจากเวทีตรงไปยังบุรุษหนุ่มในชุดหรูหรากับผู้ที่นางคิดว่าเป็นคนติดตามที่ยืนอยู่ข้างกายและพยายามจะไม่หาความจริงที่ซ่อนภายใต้ชุดสีหม่นอย่างที่จิตใจสงสัย..
“เรียนคุณชายเชิญที่ห้องรับรองภายในเจ้าค่ะ” เสียงหวานเอ่ยอย่างสุภาพพร้อมก้มศีรษะนอบน้อม
แต่ยังไม่ทันก้าวเท้าดวงตาฉายแววเฉียบคมของนางก็เหลือบไปยังอีกคนที่ยืนอยู่ข้างคุณชายผู้ประมูลนางกวาดตาลงต่ำอย่างเกรงใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างระมัดระวัง “ต้องขออภัยท่านผู้ติดตามตามธรรมเนียมของการประมูลหอบุปผา..หญิงงามรับแขกได้เพียงหนึ่งท่านโปรดขอให้คุณชายอีกท่านรอด้านนอกด้วยเจ้าค่ะ” แม้เสียงจะนุ่มนวล แต่คำกล่าวก็ทำให้หลิวชิงเซียงที่ยืนอยู่ด้านข้างขมวดคิ้ว
โม่เหวินหานปรายตามองผู้กล่าวคำก่อนยกพัดขึ้นเคาะนิ้วอย่างอ้อยอิ่ง สายตาไม่สะทกสะท้านเขาเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่เหลียวมองใครเป็นพิเศษ “อีกพันตำลึง”
มาม่าผู้ดูแลชะงักไปดั่งถูกสายลมแรงพัดปะทะใบหน้านัยน์ตาเบิกโตขึ้นทันที ก่อนจะระบายยิ้มละไมแล้วค้อมตัวลง “เชิญทั้งสองท่านตามข้ามาเถิดเจ้าค่ะ..”
ม่านผ้าโปร่งสีกลีบท้อถูกเปิดออกเส้นทางเดินหินอ่อนทอดยาวเข้าไปยังเรือนด้านใน ประดับด้วยตะเกียงทองประณีตเรียงเรือนรับรองของหอบุปผาแตกต่างจากห้องโถงหลักอย่างชัดเจนทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยรสนิยมละเมียดละไมพื้นหินขัดจนสะท้อนเงาอาภรณ์ผู้เยื้องย่างแผ่นไม้หอมใต้ฝ่าเท้าระเหยกลิ่นชวนลุ่มหลง
เมื่อทั้งสองก้าวเข้าห้องรับรองก็พบโต๊ะกลมทำจากไม้จันทน์ล้อมด้วยเบาะไหมนุ่ม ผนังฝังช่องหน้าต่างบานเลื่อนเปิดรับลมเย็นชุดน้ำชาเคลือบเขียวหยกถูกจัดวางพร้อมสุราหอมหนึ่งไหและจานเล็กของขบเคี้ยวเลิศรส
โม่เหวินหานหย่อนกายลงนั่งอย่างสบายมือยกไหสุราขึ้นพลิกดูพลางยกคิ้วเบาๆ “สุรากลั่นจากองุ่นน้ำผึ้ง..กลิ่นใช้ได้”
หลิวชิงเซียงยืนอยู่ข้างโต๊ะดวงตาลอบมองห้องอย่างระแวดระวัง แล้วจึงทรุดนั่งลงช้าๆตรงข้ามกับเขาโดยยังไม่ทันเอ่ยคำ
ฝ่ายบุรุษยกสุราขึ้นรินลงจอกทั้งสองข้างอย่างไม่เร่งรีบจากนั้นจึงเอนหลังพิงพนักไม้ แล้วหันมาทางนาง “สี่พันตำลึง..เจ้าจะคืนอย่างไรดีล่ะ อาชิง?”
มุมปากหลิวชิงเซียงกระตุกเล็กน้อย“ข้าให้ท่านช่วยประมูลก็จริงแต่ไม่ได้หมายความว่าให้ท่านเทเงินราวกับน้ำเช่นนี้” น้ำเสียงนางสงบนิ่งแต่เปี่ยมเนื้อความ“ข้าจะไปมีเงินมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร?”
โม่เหวินหานหัวเราะเบาในลำคอเสียงนั้นไม่ดังไม่เบาแต่หนักแน่นพอจะสั่นสะเทือนบรรยากาศรอบตัว “เงินทองมิใช่เรื่องยากเย็นอะไรสำหรับเรา” เขาวางจอกสุราลงเบาๆก่อนเอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย “แต่ข้าอยากรู้มากกว่าว่าอะไรกันที่ทำให้เจ้าเงียบขรึม เหม่อลอย และเอ่ยปนประชดประชันเรามาตั้งแต่เมื่อครู่มากกว่า?”
คำถามของเขานั้นเปรียบเหมือนเข็มใบหน้าของหลิวชิงเซียงไม่เปลี่ยนสีแต่ดวงตาสั่นไหว “ข้าไม่ได้..” นางเอ่ยเพียงเท่านั้นแต่ไม่ต่อคำพริบตานั้นนางกลับลุกขึ้นแล้วเดินไปยังบานหน้าต่างที่ปิดอยู่บานหนึ่งใช้มือผลักเบาๆ แล้วบานไม้ก็เผยให้เห็นทิวทัศน์เบื้องล่างเมืองหลวงต้าเหว่ยในยามค่ำดูช่างหรูหรา
ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังจากด้านหลังม่านดอกเหมยถูกรูดเบาๆเฉินฮวาในชุดผ้าแพรบางสีดอกท้อยืนอยู่ตรงนั้น ผ้าคลุมบางแนบไหล่ตัดกับผิวเนียนดั่งหยกขาว ผมดำถูกรวบไว้ครึ่งศีรษะ เหลือปลายยาวไหลเคลียแผ่นหลังแววตายามสบกับหลิวชิงเซียงเต็มไปด้วยความอ่อนหวานและขอบคุณ
นางก้าวเข้ามาอย่างเบาๆโน้มตัวลงทำความเคารพงดงาม “ขอบพระคุณคุณชายที่ช่วยเหลือเฉินฮวาไว้..”
หลิวชิงเซียงสะดุ้งเล็กน้อยรีบหมุนตัวกลับมาแล้วโบกมือปัดเบาๆ “ไม่เป็นไรๆเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
เฉินฮวาหัวเราะเสียงแผ่วได้ยินแล้วจั๊กจี้จิตใจหลิวชิงเซียงพลางคิดหญิงงามหัวเราะช่างน่าฟังยิ่งนัก ก่อนเฉินฮวาจะเอ่ยวาจาต่อ “แต่สี่พันตำลึง..ไม่น่าจะใช่เรื่องเล็กน้อยหรอกนะเจ้าคะ”
คำพูดนั้นเหมือนมีเงาเย้าหยอกหลิวชิงเซียงยิ้มแห้ง มุมปากกระตุกไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร ขณะที่อีกด้านโม่เหวินหานกลับหัวเราะพลางหลุบตาลงมองจอกสุราของตนราวกับโลกทั้งใบอยู่ในมือเขา ช่วยตอกย้ำว่านางเป็นหนี้เขาอยู่..
เฉินฮวาจึงหันไปทางเขาแล้วโน้มตัวคำนับอย่างอ่อนช้อยอีกครา“ขอบคุณคุณชายด้วยเจ้าค่ะ ที่เมตตา..ค่ำคืนนี้เฉินฮวาเป็นของพวกท่าน” วาจานั้นแม้จะเอ่ยด้วยท่วงทำนองนอบน้อมแต่ดวงตาที่ช้อนขึ้นมองกลับไม่อาจซ่อนรอยไหวแห่งกังวล
หลิวชิงเซียงที่ยังยืนอยู่ใกล้หน้าต่างเงาร่างครึ่งหนึ่งถูกแสงโคมจากภายนอกทอดเงายาวลงบนพื้นดวงตานางจับจ้องหญิงงามเบื้องหน้า ริมฝีปากที่เคยยิ้มแห้งพลันสั่นเล็กน้อยในห้วงเวลาอันเงียบงัน เสียงเบาๆ ของเขาก็เอ่ยขึ้นแทรก “เจ้าจะซื้อนางมาทำอะไรก็บอกนางไปสิ..อาชิง”
คำว่า‘อาชิง’ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นคงโม่เหวินหานละสายตาจากเฉินฮวาในทันที ใบหน้าของเขาไม่เปลี่ยนสีทว่าดวงตาทั้งสองหันไปทางสตรีที่ยืนอยู่ใกล้หน้าต่างราวกับไม่มีใครอื่นในห้องอีก
หลิวชิงเซียงสบตาเขาแล้วเผลอยกยิ้มขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ยิ้มจางๆ ที่มลายความอึดใจเมื่อครู่สิ้น..กลัวว่าเขาจะหลงบุปผางามถัดมานางก็กดมุมปากลงอีกครั้งปิดกลบความรู้สึกที่ไม่ควรให้ใครรู้
นางก้าวเข้าหาพลางกล่าวเรียบ“แม่นางเฉินฮวาไม่ต้องกังวล คืนนี้จะทำอะไรก็แล้วแต่เถิด”
เฉินฮวาชะงักเล็กน้อยริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “หากเช่นนั้น..เฉินฉวาขอชงชาให้ทั้งสองท่านแทนการขอบคุณก่อนนะเจ้าคะ” นางย่อกายลงนั่งอย่างแช่มช้อยข้างชุดน้ำชามือเรียวขาวสะอาดหยิบกาน้ำขึ้นเคลื่อนด้วยจังหวะมั่นคงหากไม่ใช่ผู้ชำนาญการชงชาจนฝังในกระดูก ย่อมไม่อาจควบคุมอุณหภูมิของน้ำและท่วงท่าให้กลมกลืนดั่งสายน้ำเช่นนี้ได้
ไอน้ำจากปากกาอบอวลกลิ่นหอมจากยอดชาหวานเย็นแผ่ซ่านในอากาศหลิวชิงเซียงทอดตามองนิ้วเรียวของเฉินฮวาอย่างลอบพินิจ มิใช่เกิดจากครูพักลักจำแต่ต้องเป็นการฝึกฝนมาแต่เยาว์วัย “เจ้าชงชาได้งดงามนัก” นางเอ่ยชื่นชม ดวงตาเปี่ยมด้วยความใคร่รู้
เฉินฮวาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยคลี่ยิ้มบางแล้วกล่าวด้วยสุ้มเสียงแผ่วนุ่ม “เฉินฮวาเรียนเกี่ยวกับชาจากตระกูลเก่าเมืองอู๋ตอนยังเล็กเจ้าค่ะท่านพ่อเคยค้าขายใบชาอยู่ที่นั่น”
“เมืองอู๋หรือ?” หลิวชิงเซียงรับคำเสียงต่ำพลางยกจอกชาขึ้นแนบริมฝีปากลิ้มรสเบาบางก่อนวางลง “เช่นนั้นเจ้าเป็นคนเมืองอู๋?”
“เดิมทีใช่เจ้าค่ะ” เฉินฮวากล่าวเสียงเรียบมือยังคงรินชาอีกจอกด้วยจังหวะช้า “แต่เมื่อพ่อข้าสิ้นไปตอนข้ายังเด็กข้าถูกขายเข้าสำนักฝึกระบำ แล้วส่งต่อมาที่หอบุปผาเมื่อสามปีก่อนเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของนางยังคงสงบเรียบเย็นราวกับผู้ที่ผ่านพายุใหญ่แล้วมองฝนตกเพียงละออง มิใช่การระบายหากแต่เป็นการรำลึกถึงความจริงด้วยใจยอมรับ
หลิวชิงเซียงนิ่งฟังมองเสี้ยวหน้านางผ่านม่านผมดำที่พลิ้วลงมาเคลียแก้ม ก่อนจะวางจอกชาในมือลงเบาๆแล้วเอ่ยอีกคำถาม “แล้วเจ้าฝึกระบำมานานเท่าไรแล้ว?”
เฉินฮวายิ้มบางกลีบปากขยับเอื้อนเบาๆ ขณะวางกากลับที่เดิม “หกปีเจ้าค่ะ นับแต่อายุสิบห้าก็เริ่มแสดงจากตำแหน่งนางรำท้ายแถวจนวันนี้ได้ขึ้นนำผู้เดียวบนเวที ก็ใช้เวลาปีกับหลายรอยช้ำที่เท้าและการฝึกขานับไม่ถ้วน” เสียงของนางนิ่งสงบแต่นัยน์ตากลับวาววับเหมือนน้ำใสที่ไหลผ่านหินกรวด นางพูดไม่มากแต่ทุกคำชี้ชัดถึงอดีตที่ฝังลึกและความพยายามอันยาวนาน
หลิวชิงเซียงพยักหน้าเบาๆก่อนดวงตาจะเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้นเล็กน้อย นางจ้องเฉินฮวาครู่หนึ่งก่อนเอ่ยช้าๆ “ตอนนั้นเจ้าคิดอย่างไรถึงสบตาข้าบนเวทีส่งสัญญาณเช่นนั้น? หรือเจ้ามั่นใจว่าข้าจะช่วยเจ้าได้?”
คำถามนั้นเอ่ยเบาที่ผ่านมาบนเวทีหญิงงามเพียงสบตานางแวบเดียวเท่านั้นทว่ากลับดูเหมือนการร้องขอที่มิอาจเพิกเฉยและนั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำเพียงเพื่อเสี่ยงเล่นๆ
เฉินฮวาหยุดมือที่กำลังเทชาจอกสุดท้ายแล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าที่แต่งไว้อย่างบรรจงปรากฏแววเคร่งขรึมริมฝีปากสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะขยับเอื้อนคำ
“เพราะในบรรดาผู้ประมูลมีแต่พวกท่านเท่านั้นที่มองข้าอย่างเห็นเป็นคนอืม..ไม่สิ มีแต่คุณชายคนเดียวต่างหาก” เพราะคนที่ควักเงินประมูลแท้จริงไม่ได้สนใจมองนางด้วยซ้ำคนที่เฉินฮวาจะส่งสายตาให้ช่วยมีแต่สตรีในขุดบุรุษผู้นี้เท่านั้นแต่นางย่อมไม่อาจเอ่ยว่านางรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นสตรีถ้าผู้มีพระคุณแต่งกายเป็นบุรุษก็ควรเรียกว่าคุณชาย