ปราบมาถึงยังจุดที่แยกกัน แล้วให้อัลตรอนสแกนพื้นที่ มินานนักภาพโฮโลแกรมได้ฉายออก ชายหนุ่มมองยังภาพโฮโลแกรมแล้วทะยานร่างเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว
เขาวิ่งหน้าตั้งไปตามทิศทางที่กลุ่มของสองสาววิ่งอย่างมิคิดชีวิต ชายหนุ่มมิรู้ว่ากลุ่มของหญิงสาวทั้งสองวิ่งหนีอะไรเพราะไม่มีสัญญาณบอกว่าเป็นสิ่งใด
เขาให้งุนงงสงสัยยิ่งนักว่านอกจากอสูรระดับสี่แล้ว พวกมันยังใช้อะไรอีกในงานนี้
ชายหนุ่มมาถึงยังจุดที่กลุ่มของหญิงสาวแยกกัน หญิงสาวทั้งสองไปทางขวาส่วนที่เหลือไปทางซ้าย เขาพยักหน้าช้าๆแล้ววิ่งไปทางขวาอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มมาหยุดที่ตำแหน่งสุดท้ายของหญิงสาวทั้งสอง ก่อนที่จะไม่มีพลังปราณ
ชายหนุ่มกวาดตามทั่วอาณาของผืนป่า แล้วหัวคิ้วขมวดมุ่น
“ ผืนป่าเขตนี้มันเย็น “ เขาพึมพำ
“ มันเย็นเพราะมีพลังหยินมาก “ อัลตรอนเอ่ย
“ พลังหยิน “ เขาพึมพำ
ชายหนุ่มมองยังรอยเท้าของเหล่าเจ้าหน้าที่ที่เดินกันให้วุ่นวาย “ อัลตรอน คัดแยกรอยเท้า “ ปราบเอ่ย
“ รอสักครู่ “ อัลตรอนเอ่ย
“ วู๊มม “ พลันปรากฏภาพของรอยเท้าของสองสาวพุ่งเข้าป่าอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มไม่รอช้ากระโจนร่างไล่ตามรอยเท้าไปอย่างรวดเร็ว
“ ทำไมนางทั้งสองจึงวิ่งแบบไร้สติแบบนี้ “ เขาเอ่ย
“ การวิ่งแบบนี้บอกได้เลยว่ามีแต่ตายกับตาย “ เขาเอ่ย
เมื่อมาถึงยังแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลมาจากน้ำตก ชายหนุ่มกวาดตามองทั่ว
เขาพลันสะท้านทั่วร่างเมื่อข้ามฟากแม่น้ำไปมีดวงตาสีชาดมากมายหลายร้อยคู่ที่หลบซ่อนอยู่ในความมืดมิด
“ หวังว่านางจะไม่ข้ามแม่น้ำ “ เขาพึมพำ
ชายหนุ่มตัดสินใจเลาะไปตามแม่น้ำฝั่งปลอดภัยอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มใช้เวลาจนรุ่งสางก็ยังมิมีสิ่งใดที่จะบ่งบอกว่าหญิงสาวทั้งสองอยู่ที่ใด
“ ทำไมไม่ทิ้งเศษขนมไว้บ้าง “ ชายหนุ่มพึมพำ
เขามายังแม่น้ำแล้วมองข้ามแม่น้ำเข้าไปในผืนป่าทึบ ชายหนุ่มสูดหายใจออกอย่างแรง แล้วทะยานร่างข้ามแม่น้ำไปอย่างรวดเร็ว
“ ตุบ “ สองเท้าของเขาแตะลงยังพื้นทราย
“ โฮกก “ อสรพิษงูเห่าพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว ปากกว้างของมันอ้าออกหมายกัดหัวของเขา
ชายหนุ่มวาดมือเรียกกระบี่ออกมาแล้วเบี่ยงตัวหลบ “ ฉับ “ กระบี่ของเขาสะบั้นหัวของมันขาดออกจากตัวดับดิ้นในทันใด
“ อสูรระดับสามอย่างได้สะเออะมาวุ่นวายกับข้า “ ปราบร้องออก
“ ครืนน “ ฝูงอสูรนับร้อยต่างวิ่งหนีเข้าป่าลึกในทันใด
ชายหนุ่มเก็บร่างของอสูรงูเห่าแล้วกวาดตามองทั่วผืนทราย
“ รอยเท้าของนางทั้งสองถูกน้ำพัดหายไปแล้ว “ เขาพึมพำ
ชายหนุ่มทะยานร่างเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว
เหล่าเจ้าหน้าที่ถึงกับใบ้กินมิรู้จะร้องเป็นภาษาอะไรดี เพราะในป่านั้นเต็มไปด้วยอสูร
“ สามคน นักล่าสามคน มันเป็นความสูญเสียที่มากเกินไป ทั้งๆที่เป็นแค่เพียงการฝึก “ หัวหน้าเจ้าหน้าที่เอ่ย
“ หากไอ้บ้านั่นไม่ทำอะไรเลวๆแบบนี้คงไม่ต้องมาพบเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ “ เขาพึมพำ
เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ก็ได้แต่ถอนหายใจออกอย่างแรง
“ ทุกคนไม่ต้องกังวล นักล่าปราบนั้นเชี่ยวชาญการต่อสู้และค้นหา ผมเชื่อว่าเขาจะพาสองนักล่าออกมาอย่างปลอดภัย “ โตเอ่ย
“ ขอให้เป็นจริงอย่างที่คุณพูด “ ผอ.ศูนย์ฝึกเอ่ย
ปราบทะยานร่างลัดเลาะไปเรื่อยในป่าเขาเข้าค้นในถ้ำที่คิดว่าสองสาวนั้นจะอยู่อาศัยแต่ก็ไม่พบเจอสักครา
จนเวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ห้าของการค้นหา ชายหนุ่มก็ได้พบเจอกับรอยเท้าของหญิงสาว
เขายิ้มออกในทันใด แม้นว่าจะปรากฏเพียงรอยเดียวแต่ก็ถือว่าเขามาถูกทางแล้ว
สัมผัสของเขาถูกส่งออกไปในทันใด
“ เอ๋ “ ชายหนุ่มพลันคิ้วขมวดเมื่อพบเจอแท่งหินขนาดใหญ่
เขาเร่งให้อัลตรอนวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว
“ เจ้านายภายในหินนั้นมีร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ถูกผนึกไว้เมื่อนานแสนนาน “ อัลตรอนเอ่ย
“ ไป “ ชายหนุ่มทะยานร่างไปยังถ้ำแห่งนั้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงเขาเข้าไปในถ้ำแล้วเดินลัดเลาะไปตามซอกหลืบที่คับแคบของถ้ำ
เมื่อหลุดพ้นจากซอกหินร่างของเขาหลุดเข้ามาในโพรงถ้ำที่กว้างใหญ่ แลเย็นเยียบ
ชายหนุ่มกวาดตามองแล้วพบกับทั้งสองสาวที่นอนหนาวสั่นอยู่ที่พื้น
เขาเร่งเข้าหาสองสาวอย่างรวดเร็ว แลตรวจดูอาการของนางทั้งสอง
“ เจ้านายจากการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว นางทั้งสองได้รับพลังหยินมากเกินไปทำให้ร่างของนางทั้งสองหนาวสั่น “ อัลตรอนเอ่ย
“ ต้องแก้ยังไง “ ปราบเอ่ยถาม
“ เวลานี้ผมมิมียาที่จะใช้รักษาโรคนี้ได้ แต่เจ้านายยังมีพลังหยางที่สามารถถ่ายทอดให้กับพวกนางได้ “ อัลตรอนเอ่ย
“ ถ่ายทอดพลังหยาง “ เขาพึมพำ
“ ฮื่อห์ “ ชายหนุ่มถอนหายใจออกอย่างแรง
“ เอาวะ “ เขาเอ่ย
ปราบเร่งทำการผสานหยินหยางกับนางทั้งสองทั้งอย่างรวดเร็ว
“ อือ “ ส้มเปลือกตาขึ้นแลมองทั่วถ้ำ นางพลันสะท้านทั่วร่างเพราะความเย็นในถ้ำ ครั้นสำรวจทั่วกายาสองตาของนางพลันเบิกโพลงเมื่อนางร่างของนางเปลือยเปล่าทั้งฟ้านักล่าเขตสิบก็ยังเปลือยเปล่า
นางมองยังน้องสาวของนางที่ปรากฏร่องรอยเต็มทั่ว “ นี่มันอะไรกัน “ นางพึมพำ
“ ข้าถูกข่มขืน “ นางพึมพำ
“ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง “ นางพึมพำ
“ แกร๊ก “ เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ ใคร “ นางร้องออก
ปราบเดินเข้ามาหลังจากที่ไปสำรวจหินก้อนใหญ่ เขายิ้มออกแลเดินเข้าหา
ส้มพลันเม้มปากแน่นเมื่อมองยังน้องชายของเขาที่แก่วงไกวไปมา
“ ตื่นแล้ว “ ชายหนุ่มเอ่ย
แล้วทิ้งร่างลงนั่งเบื้องหน้าของนาง
ส้มมองยังชายหนุ่มเพื่อหาคำตอบจากทั้งหมด
ชายหนุ่มเล่าเรื่องราวให้นางฟังอย่างละเอียด นางพยักหน้าช้าๆแลมองยังน้องสาวของตน
“ ส้ม มันเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยได้ “ ปราบเอ่ย
“ อึ้ม “ นางพยักหน้าช้าๆ
“ แม้นว่าจะสูญเสียไป แต่สิ่งที่ส้มได้กลับมาก็ถือวาคุ้มค่าอยู่นะ “ ปราบเอ่ย
“ สำรวจที่ฐานพลังดูสิ “ ปราบเอ่ย
ส้มพยักหน้าแล้วทำการสำรวจฐานพลังของตน นางพลันตาโตปากอ้าค้าง
“ สร้างกายาระดับหก “ นางเอ่ย
“ เป็นไปได้เช่นใด “ นางพึมพำ
ปราบยิ้ม
“ แล้วถ้าหากทำกันทุกวันจะเพิ่มพลังปราณได้รึไม่ “ ส้มเอ่ยถาม
“ แน่นอนว่าได้ “ ปราบเอ่ย
“ อ้า “ ส้มร้องออกแล้วทะยานร่างเข้าจัดการชายหนุ่มในทันใด
เสียงครวญครางของทั้งสองทำเอาฟ้าที่สลบไสลฟื้นตื่น ฟ้าทีมิรู้เรื่องราวใดพลันแข็งทื่อ นางมิกล้าที่จะขยับกายาของนางแม้นแต่น้อย เพราะกลัวว่าส้มนั้นจะอายนาง
ยิ่งส้มร้องดังมากเท่าใด ฟ้าก็ยิ่งสะท้านในใจมากเท่านั้น นางปรือตามองยังทั้งสองที่กำลังผสานหยินหยาง นางพลันอ้าปากค้าง
“ ปราบ เป็นเขา “ นางพึมพำ
นางพลันเม้มปากแน่นแลมองยังทั้งสองเริงรักอย่างเร่าร้อน