บทที่ 17 การโต้เถียง
คำพูดของเยี่ยชิงหวน ทำให้ทุกคนที่อยู่ในงานต่างพากันสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่
สีหน้าของลู่เจิ้งหลิงพลันเปลี่ยนไปในพริบตา เขากลัวว่าคุณปู่จะเข้าใจผิด จึงรีบอธิบายว่า “นี่เป็ภาพที่ผมซื้อมาจากคุณลุงกู้ ผมรู้แค่ว่าปู่ชอบภาพเขียนอักษรของซูซานสวิน เลยรีบร้อนเอามาให้เกินไป แต่มันไม่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง และไม่ได้มีเจตนาอื่นเลย คุณปู่อย่าเข้าใจผิดเลยนะครับ”
“พอแล้ว” คุณปู่เส้าะโด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“คุณกู้เป็คนซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม เป็แบบอย่างของพวกเราข้าราชการ แต่ภาพวาดของแกมาจากที่ไหนกลับพูดได้ไม่เต็มปาก ยังมีหน้ามาอธิบายอีกเหรอ เื่นี้พอแค่นี้แหละ ไม่ต้องพูดถึงอีก เก็บภาพนั่นไปเถอะ ไม่ว่าจะจริงหรือปลอม ฉันจะถือว่าไม่เคยเห็น ขอให้โชคดี”
พูดจบ คุณปู่ก็หันหลังให้ด้วยสีหน้าเ็า “วันนี้ยกน้ำชาไปแล้ว ฉันยังมีธุระอื่นต่อ ขอตัวก่อน ชิงหวน อวิ่นเฉิน พวกเธออยู่แทนฉันที่นี่แหละ”
สิ่งที่ตระกูลข้าราชการทหารกลัวที่สุด คือการได้รับของซึ่งได้มาโดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง คำพูดของเยี่ยชิงหวนไม่ได้เกินจริงเลย ผิดพลาดนิดหน่อยก็อาจนำความซวยมาได้จริง ๆ การที่คุณปู่ปล่อยมือและเดินจากไปถือว่าสุภาพมากแล้ว
เมื่อคุณปู่จากไปแล้ว สีหน้าของลู่เจิ้งหลิงก็ซีดเผือด เขากับอันจิ่วเยว่ต่างหาข้ออ้างไล่ให้ทุกคนแยกย้ายกันไป ส่วนทั้งสองก็เดินหนีไปที่ห้องพักอย่างหมดท่า
“เธอรู้เื่ภาพวาดนั่นกับเขาั้แ่เมื่อไหร่” เส้าอวี่ซินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จ้องมองไปที่เยี่ยชิงหวนอย่างสงสัย “ใครในตระกูลเยี่ยสอนเธอ”
เยี่ยชิงหวนปรายตามองเธอแวบหนึ่ง “ฉันชอบของฉันเอง เลยศึกษามานิดหน่อยก็แค่นั้น”
“ภูมิใจอะไรกันนักหนา น่ารำคาญ” เส้าอวี่ซินไม่พอใจกับน้ำเสียงที่เธอพูดกับตนเอง “ก็แค่ดูภาพวาดเป็ คิดว่าเก่งแล้วสินะ ฉันี้เีจะยืนข้างเธอแล้ว”
พูดจบเธอก็ยกชายกระโปรงเดินจากไป
เยี่ยชิงหวนดีใจที่เธอจากไปง่าย ๆ แบบนี้ ั้แ่เมื่อกี้ หญิงสาวก็จับจ้องไปยังทิศทางที่ลู่เจิ้งหลิงและอันจิ่วเยว่เดินจากไปโดยไม่ละสายตา
“ไม่ใช่ว่าสะใภ้ใหญ่ของตระกูลเส้าเป็คนขี้ขลาดไม่กล้าออกหน้าหรอกเหรอ ดูท่าว่าจะไม่ใช่นะ”
“ใช่แล้ว ฉันว่าเธอเป็คนฉลาด ถ้าวันนี้ไม่ใช่เพราะเธอ คุณปู่เส้าคงรับภาพนี้ไปแล้ว และหลังจากมรดกตระกูลกู้ถูกแบ่งสรรปันส่วน ถ้าญาติห่าง ๆ มาสืบจนรู้เื่แล้วไปแจ้งความ ตระกูลเส้าคงอับอายไปหลายชั่วโคตร”
“…”
แขกในงานกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกปาก ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า เส้าอวิ่นเฉิน คุณชายใหญ่ของตระกูลเส้าที่มีร่างกายพิการ นั่งอยู่ที่มุมห้องซึ่งไม่เป็ที่สังเกตมาตลอด เขาประสานนิ้วมือวางไว้บนผ้าห่มที่คลุมหัวเข่า และนั่งฟังบทสนทนาของผู้คนรอบข้างอย่างเงียบ ๆ
เขาอดคิดถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ของเยี่ยชิงหวนหลังจากที่เธอกลับมาไม่ได้ ยิ่งรู้สึกว่าน่าสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงถามคนรับใช้ที่อยู่ข้าง ๆ ว่า “เธออยู่ที่ไหน?”
คนรับใช้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามกลับว่า “หมายถึงคุณนายเยี่ยใช่ไหมคะ เมื่อกี้ยังอยู่ที่นี่อยู่เลย ดูเหมือนจะไปทางห้องรับรองนะคะ”
เยี่ยชิงหวนตามลู่เจิ้งหลิงและอันจิ่วเยว่ไปที่ห้องรับรอง ั้แ่งานแต่งงานเริ่มต้นและอันจิ่วเยว่ปรากฏตัวในงาน เธอก็สังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่อยู่บนตัวเ้าสาว นั่นเป็ของของเธอ ซึ่งเธอจำเป็ต้องเอากลับคืนมา
เสียงโต้เถียงดังมาจากห้องรับรองบ่าวสาว น้ำเสียงของลู่เจิ้งหลิงเต็มไปด้วยความโกรธเคือง
“ฉันบอกแล้วไม่ให้ไปยุ่งกับของของตระกูลกู้ เธอยังจะดื้อดึงอวดเก่งอีก คุณปู่ผ่านอะไรมาตั้งมาก เขารู้หมดว่าอะไรเป็อะไร มันกำลังจะดีอยู่แล้วเชียว แต่เธอกลับกำลังทำให้เื่ง่ายกลายเป็ยาก”
อันจิ่วเยว่พูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร พร้อมกับสะอื้นไห้ “ฉันก็แค่ทำเพื่อคุณ และคุณเองก็พูดว่าธุรกิจของตระกูลลู่ที่ทำได้ใหญ่โตขนาดนี้ ส่วนใหญ่ก็เพราะอาศัยความสัมพันธ์อันดีจากคุณปู่ และการที่ฉันเอาภาพวาดมา ฉันก็ได้รับความเห็นชอบจากคุณแล้ว ใครจะไปรู้ ว่าจะมีผู้หญิงคนนั้นโผล่มาทำให้วุ่นวายแบบนี้ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษผู้หญิงคนนั้นสิ”
ในสองคนนี้ มีคนหนึ่งเก่งในเื่ของการปัดความรับชอบ เอาของจากบ้านคนอื่นมาโดยไม่ถามเ้าของก่อนก็ถือว่าขโมย ขโมยของตระกูลกู้แล้วยังมาโทษคนอื่นที่มาขัดขวาง เยี่ยชิงหวนอดหัวเราะสมเพชไม่ได้จริง ๆ
“ใครน่ะ?” เสียงเ็าของลู่เจิ้งหลิงดังขึ้นในห้อง และมองมาทางประตู