ถังเฟิงกับเย่เสวี่ยอี๋ต่างหันมามองหน้ากันแล้ว สายตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด
" น่ะ... นี่เป็ไปได้อย่างไร? "
แม้ว่าเย่เสวี่ยอี๋จะเตรียมใจมาไว้บ้างแล้ว แต่เมื่อเห็นโอสถคุณภาพสูงถึงสามเม็ดเช่นนี้ก็ยากที่จะระงับความตื่นตระหนกได้ ก่อนหน้านี้ใช้แค่เพียงหนึ่งเม็ดยา ก็สามารถซื้อสมุนไพรมาได้จนครบจำนวน แถมยังได้เงินทอนคืนมาอีกสามสิบเหรียญทอง แล้วโอสถทั้งสามเม็ดนี้ จะมีราคาค่างวดได้เม็ดละหนึ่งร้อยเหรียญทองอีกหรือไม่? นางก็ไม่อาจรู้ได้
"ยาเม็ดนี้ จื่อเฟิงขอมอบให้ฮูหยินถังเป็ของขวัญ.... " เย่จื่อเฟิงหยิบโอสถแก่นทองคําออกมาจากเตาหลอมหนึ่งเม็ด แล้ววางไว้บนมือของถังเฟิง
"เ้าจะให้ข้าจริงๆ หรือ? " ถังเฟิงถามด้วยความตื่นตระหนกใมาก
เ้าขยะไร้ค่าเย่จื่อเฟิงผู้ที่เคยทะเลาะกับน้องสาวเพียงแค่เศษเหรียญทองแดง กลับยอมมอบโอสถแก่นทองคําที่มีค่ามากกว่าสี่สิบเหรียญทองให้กับนางง่ายๆ?
เย่จื่อเฟิงพยักหน้า " ใช่ " ตลอดเวลาที่เขาเป็ปรมาจารย์โอสถมิเคยขัดสนเื่เงินๆ ทองๆ
" ท่านพี่ ท่านควรเก็บมันไว้กับตัว พวกเราไม่สมควรจะได้รับ "
เย่เสวี่ยอี๋จึงคิดจะหยิบโอสถออกจากมือของมารดา ทว่าถังเฟิงรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว นางจึงคว้าได้แค่เพียงอากาศ
"ท่านแม่∼ "
ถังเฟิงแสดงสีหน้าจริงจังจ้องมองไปยังบุตรีของตนเอง
" ก็ได้ ข้าจะยอมรับมันไว้ถือเสียว่าเป็ของขวัญจากเ้า ขอบใจเ้ามาก "
เย่จื่อเฟิงพยักหน้าแล้วยิ้ม
หาก้าจะมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็ต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถของตนเองก็รู้รักษาตัวรอดเอาชนะใจผู้อื่น แม้ว่าถังเฟิงจะเป็คนวางท่า แต่นางก็พอมีอิทธิพลในตระกูลเย่อยู่ไม่น้อยเช่นกัน
ส่งผลให้เขาสามารถร่วมและเอาชนะใจถังเฟิงได้ในเวลาอันสั้น ยามปกตินางมักจะมองเย่จื่อเฟิงเป็แค่ขยะไร้ค่า แต่ยามนี้ ไม่ว่านางจะไม่ชอบขี้หน้าเย่จื่อเฟิงมากเพียงใด แต่นางก็ไม่อาจปฏิเสธอำนาจเงินตราได้
ถังเฟิงมองเย่จื่อเฟิงด้วยดวงตาล้ำลึกแล้วกล่าวว่า "ผู้ใดจะไปคาดคิดว่าผู้ที่ได้ความสามารถในด้านวรยุทธ์ เสียเวลาล่ำเวลามาตั้งหลายปี แต่กลับมาประสบความสําเร็จทางด้านวิถีการปรุงโอสถ ถ้าบิดาของเ้ารู้เข้าคงยินดีไม่น้อย " ในขณะที่พูดกล่าวน้ำเสียงของนางยังแฝงไว้ด้วยความชื่นชม หากเป็เมื่อก่อนนางไม่แม้แต่จะชายตามองเย่จื่อเฟิงเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเย่จื่อเฟิงก็ขมวดคิ้วกล่าวอย่างจริงจังว่า " อย่างที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ขอให้ฮูหยินถังช่วยเก็บเื่ไว้เป็ความลับด้วย "
เมื่อนึกย้อนกลับไป ในตอนนั้นนางแค่รับปากไปส่งๆ เพราะไม่คิดว่าจะสามารถปรุงโอสถออกมาได้จริงๆ
ด้วยเหตุนี้นางจึงถามเขาด้วยความใคร่รู้ว่า " เื่ดีๆ เช่นนี้ไฉนเ้าถึงอยากเก็บไว้เป็ความลับ เ้าสามารถพัฒนาทักษะด้านปรุงโอสถต่อไปได้ ถ้าเ้าอยากศึกษาเพิ่มเติม ข้าช่วยพูดคุยเกลี้ยกล่อมบิดาเ้า ให้ส่งเ้าไปศึกษาเรียนรู้จักอาจารย์เก่งๆ ที่สำนักลัทธิโอสถจะไม่ดีกว่าหรือ "
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเย่จื่อเฟิงก็หัวเราะออกมาอย่างขมขื่น เพราะนี่คือสิ่งที่เขาหวาดกลัวอย่างที่สุด หากบิดารู้เื่นี้ท่านจะต้องส่งตัวเขาไปศึกษาที่สำนักลัทธิโอสถเป็แน่ และไม่มีทางที่เขาจะขัดคําสั่งได้ ที่นั่นเขาจะต้องเรียนรู้จากคนที่ระดับไม่ได้ใกล้เคียงกับตัวเขาเลยแม้แต่น้อย แล้วเขาก็จะกลายเป็ต้นเงินของตระกูลเย่ในอนาคตอย่างแน่แท้
แม้วิธีนี้จะทำให้เขาขจัดชื่อที่เสียอย่างขยะไร้ค่าไปได้ แต่มันก็หมายความว่าอนาคตของเขาจะต้องถูกจำกัดตีกรอบ เดิมทีเย่จื่อเฟิงได้สาบานเอาไว้ว่าเขาจะกลับขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง เขาจะไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจนี้เด็ดขาด
" ข้าขอขอบคุณในความหวังดีของฮูหยินถัง แต่ข้าเกรงว่ายิ่งมีคนรู้เื่ทักษะการปรุงโอสถของข้ามากเท่าไหร่ ส่วนแบ่งที่ฮูหยินถังพึงจะได้รับ ก็ยิ่งลดน้อยถอดถอยลงไปอีกน่ะสิ "
เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าวถังเฟิงก็ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ถ้าผู้อื่นในตระกูลเย่รู้เื่นี้เข้า เย่จื่อเฟิงจะต้องถูกผู้คนล้อมหน้าล้อมหลัง เมื่อถึงตอนนั้นนางจะเหลืออะไร?
"เช่นนั้นเ้า้าสิ่งใด? " นางไม่รู้ตัวว่าตนเองได้ตกหลุมพรางของเย่จื่อเฟิงให้แล้ว
" ฮูหยินถังแค่ช่วยข้าเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับก็พอ แล้วก็ช่วยข้าหาซื้อสมุนไพรวัตถุดิบให้ข้าอย่างลับๆ เย่จื่อเฟิงสัญญาว่าจะให้ท่านเดือนละหนึ่งร้อยเหรียญทอง "
เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
"หนึ่งร้อยเหรียญทอง!? " ถังเฟิงอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าอย่างตื่นเต้น เบี้ยเลี้ยงที่นางได้รับอยู่ที่ห้าสิบเหรียญทองต่อเดือนเท่านั้น แต่ยามนี้ เย่จื่อเฟิงกับสัญญาว่าจะให้นางหนึ่งร้อยเหรียญทอง? นี่ถือเป็เงินจํานวนมหาศาลเป็อย่างมาก จะไม่ให้นางใได้อย่างไรกันเล่า นี่คือผลประโยชน์ที่นางจะได้รับเพียงแค่เก็บงำความลับของเขาไว้เท่านั้น
เมื่อได้ยินเื่นี้เย่เสวี่ยอี๋ก็ดึงถังเฟิงเข้ามาใกล้ๆ แล้วกระซิบว่า "ท่านแม่ ท่านควรจะทําตามที่ท่านพี่บอก แต่อย่าลืมแบ่งเงินให้ข้าบ้าง ข้าจะเอาไปซื้อแป้งน้ำ! "
ถังเฟิงดีดหน้าผากลูกสาวเบาๆ สองสามป้าบ แล้วทอดถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วนางก็เอ่ยขึ้นว่า "เ้าเนี่ยนะ...ไม่ว่าพี่จะทำอะไรก็เห็นดีเห็นงามด้วยไปเสียหมด จริงๆ ก็ไม่ได้สนใจข้อเสนออะไรนั่นใช่หรือไม่ "
เย่เสวี่ยอี๋ทำปากจู๋แก้มป่อง ทางนี้ทำให้นางดูน่ารักน่าชังเป็อย่างยิ่ง
ถังเฟิงรู้สึกผิดเล็กน้อยที่นางห้ามไม่ให้เสวี่ยอี๋เรียกเย่จื่อเฟิงว่าพี่ชาย หลังจากนั้นนางก็ไปขยิบตาใส่บุตรสาวเป็สัญญาณว่าอนุญาต
เย่จื่อเฟิงหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า " ถ้าเช่นนั้นแสดงว่าฮูหยินถังตกลงแล้วใช่หรือไม่? "
ถังเฟิงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วนางก็พยักหน้า
ถังเฟิงเป็คนหัวสูงหน้าเงินเป็อย่างยิ่ง ซึ่งคนประเภทที่เย่จื่อเฟิงรับมือได้อย่างง่ายดาย เพราะอันที่จริงคนประเภทนี้ไม่ได้เป็คนซับซ้อนอะไร แค่ให้ผลประโยชน์กับนาง นางก็จะคอยช่วยเหลือกับใดที่นางยังเชื่อมั่นในตัวของเขา หากเขาทำได้อย่างที่พูดด้วยการมอบเงินปิดปากให้กับนางเดือนละ 100 เหรียญนางก็จะทุ่มเทรักษาสัญญา ซึ่งถือว่าทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน
......
เมื่อยามราตรีคืบคลานเข้ามาเย่จื่อเฟิงจึงไปส่งสองแม่ลูก แล้วเย่จื่อเฟิงก็กลับเข้ามาอยู่ในห้องเก็บฟืนอีกครั้ง
หลังจากมอบโอสถแก่นทองคําให้กับถังเฟิงแล้ว เย่จื่อเฟิงยังเหลือโอสถอีกสองเม็ด นี่คือสิ่งที่เขาวางแผนไว้ั้แ่แรก
แม้ว่าโอสถแก่นทองคําจะช่วยให้ระดับยุทธ์ของเขาเพิ่มขึ้นมาก แต่ก็ไม่สามารถยกระดับขึ้นได้พรวดพราดด้วยระยะเวลาอันสั้น ไม่เช่นนั้นร่างก็อาจะเิแตกกระจายได้ ทั้งคุณภาพของมันก็จะลดลงทุกๆ ครั้งที่ใช้อีกด้วย
"ลองอีกสักเม็ดแล้วกัน " เขายังคงใช้วิธีเดิม ด้วยการใช้ปลายลิ้นััโอสถแก่นทองคำก่อนเล็กน้อย
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บร้าวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเขาถูกฝังเข็มลงทุกจุดชีพจรบนร่าง โดยเฉพาะตรงสมองของเขารู้สึกเ็ปเป็อย่างมาก ความเ็ปทุกข์ทรมานนี้ฝึกจะทานทนจนร่างของเขาล้มนอนลงไปบนพื้นยิ่งไปกลิ้งมาดิ้นทุรนทุราย
ทันใดนั้นพลังอันมหาศาลก็แทรกซึมทะลวงเข้าสู่หัวใจ ลงสู่จุดตันเถียน โคจระเิกวาดผ่านไปทั่วทั้งร่างของเขา
แม้ว่าเขาจะรู้สึกเ็ปมาก แต่เขาก็พบเื่อันน่าตกตะลึง เนื่องจากเส้นโลหิตที่กระจายอยู่แขนของเขา ดูเหมือนว่าจะส่องสว่างเรืองแสงขึ้นทีละน้อย
“หรือว่าภูตยุทธ์ของข้า กำลังดูดซับพลังจากยาโอสถแก่นทองคํา?”
ตามปกติแล้ว ภูตยุทธ์จะมีพลังที่แน่นอน ตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนก้าวขึ้นสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ สามารถััได้ถึงพลังแห่งเบญจธาตุและหยินหยาง บางคนรู้สึกได้ว่าพละกำลังของตนเพิ่มขึ้นหลายเท่า ร่างกายแข็งแกร่งดุจหินผา บางคนอาจก็ได้รับความสามารถในการควบคุมสัตว์ แต่ไม่ว่าอย่างไรภูตยุทธ์ก็จะมีความสามารถตามเอกลักษณ์ของบุคคลนั้น มีรูปแบบตายตัว และไม่สามารถพัฒนาต่อได้ อย่างไรก็ตาม นับประสาอะไรกับการดูดซับพลังจากเม็ดยา
"ดี! ในเมื่อเ้า้าดูดซับพลังจากยาโอสถแก่นทองคํานี้มากนัก เช่นนั้นข้าก็จะให้เ้าเอง! " ฉับพลันร่างของเขาก็ส่องประกายแสงสีทองต้นกำเนิดมาจากจุดตันเถียน วงจรไหลไปที่แขนทั้งสองข้างของเย่จื่อเฟิงอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นเย่จื่อเฟิงก็ะเิเสียงกรีดร้องออกมา “อ๊ากกก” ในขณะที่เขากำลังกรีดร้องคำราม เส้นสีแดงบนแขนก็เปล่งประกายแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น
จากนั้นพลังหยวนก็พันเป็เกลียวอยู่รอบแขนของเขา จนแขนของเขากลายเป็โปร่งใส จนสามารถเห็นเส้นเืกระดูกภายในได้อย่างชัดเจน แสงเส้นสีแดงก็เริ่มกะพริบ หลังจากนั้นก็ขยายใหญ่เล็กน้อย
เย่จื่อเฟิงรู้สึกได้ถึงพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แก่นพลังจากยาถูกรวบรวมมาไว้ที่กลางฝ่ามือ หลังจากนั้นไม่กี่วินาที มันก็ก่อตัวเป็รูปฝ่ามือลอยอยู่บนฝ่ามือของเขา
" ตูมตูมตูม! " เกิดเสียงะเิดังขึ้น เมื่อไม่สามารถควบคุมพลังของตนเองได้ แก่นพลังก็พุ่งออกไปราวกับลูกธนูที่ถูกยิงออกจากคันศร แล้วกระแทกกับแผ่นเหล็กกันลมบนเตาปรุงยา หลังจากพลังถูกปลดปล่อยออกไปแล้ว เย่จื่อเฟิงก็รู้สึกราวกับพลังอันบ้าคลั่งภายในร่างค่อยๆ ลดลง
แผ่นเหล็กแข็ง ะเิออกเป็ชิ้นๆ ในวินาทีต่อมา เมื่อเห็นพลังทําลายของการโจมตีนี้ แม้จะเป็ตัวเย่จื่อเฟิงเองก็ต้องรู้สึกตกตะลึง
ถ้าการโจมตีนี้สามารถทําลายแผ่นเหล็กได้แบบนั้น แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากมันพุ่งใส่ตัวคน?
มีเพียงจอมยุทธ์ระดับกำเนิดปราณขั้นที่เก้าถึงจะสามารถบดขยี้แผ่นเหล็กเช่นนี้ แต่เย่จื่อเฟิงกลับสามารถใช้การโจมตีระดับนั้นได้แล้ว
หลังจากปลดปล่อยการโจมตีนี้ออกไป เย่จื่อเฟิง ก็ลองพยายามอยู่อีกหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็ผลสำเร็จ จนเขามองไปยังเส้นสีแดงบนแขนของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้
"หรือว่า? นี่คือพลังที่ภูตยุทธ์ลึกลับนั่น บอกว่าจะให้ข้ายืม? "
เย่จื่อเฟิงยังคงสงสัยอยู่ เขาปล่อยการโจมตีที่น่าเหลือเชื่อขนาดนี้ได้ยังไง
เวลานี้ เขาตระหนักสิ่งที่เขาทําลงไปแล้วตีหัวตัวเองเบาๆ เนื่องจากภูตยุทธ์ของเขาดูดซับพลังทั้งหมดจากโอสถแก่นทองคํา แต่ว่าตัวเขากลับยังไม่ได้ดูดซับอะไรเลย...
เขาหยิบเอายาโอสถแก่นทองคําเม็ดสุดท้ายออกมาใช้ ถ้าเป็แต่ก่อน เขาคงไม่กล้าที่จะลองใช้ยาสองเม็ดในเวลาอันสั้น มันเสี่ยงเกินไป แต่ตอนนี้ในเมื่อภูตยุทธ์ของเขาดูดซับทุกสิ่งทุกอย่างจากยาเม็ดก่อน นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้ใช้มันเลย ทำให้เขากล้าดูดซับมันอีกครั้ง
แก่นพลังได้ปรากฏแล้วควบแน่นอยู่ที่จุดตันเถียนของเขาอีกครั้งหนึ่ง เสมือนดั่งคลื่นขนาดมหึมา ที่ซัดสาดเข้าใส่ชายฝั่งเล็กๆ
ครั้งนี้แทนที่เขาจะรวบรวมพลังงานทั้งหมดไว้ที่แขน เขากลับกระจายมันไปยังทั่วร่างเพื่อขัดเกลาตนเอง เขามั่นใจเต็มร้อยว่าหลังจากที่ดูดซับพลังทั้งหมดไว้ เขาจะต้องเลื่อนขึ้นไปยังระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่อย่างแน่นอน
แต่แล้วในตอนที่เย่จื่อเฟิงกําลังดูดซับพลังจากเม็ดยาอยู่ ทันใดนั้นพลังทั้งหมดก็เริ่มไหลไปที่แขนทั้งสองข้าง เขาไม่สามารถควบคุมมันไว้ได้
แขนของเย่จื่อเฟิงเริ่มโปร่งแสงขึ้นอีกครั้ง แต่ว่าแตกต่างจากก่อนหน้านี้ เนื่องจากสามารถแลเห็นได้เพียงเส้นเืส่วนบนเท่านั้น
ด้วยการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาด พลังหยวนก็เริ่มบิดเบี้ยวและหลอมรวมเข้ากับเส้นเืและเส้นชีพจรของเขา
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเขาจะพยายามมากเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถทําให้พลังปรากฏในรูปฝ่ามือได้ แล้วตอนนี้มันได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พลังงานนั้นมีสีดําและเต็มไปด้วยลมปราณแห่งความตายห่อหุ้มปกคลุมอยู่รอบนิ้วมือทั้งห้า แค่มองดูก็ทําให้ผู้คนตัวสั่นแล้ว
ครั้งนี้ เย่จื่อเฟิงระมัดระวังเป็พิเศษ หลังจากเห็นลมปราณแห่งความตาย ถ้าครั้งนี้มันพุ่งออกไปเองอีกครั้ง ไม่ต้องพูดถึงเตาปรุงยา คาดว่าห้องเก็บฟืนทั้งหลังต้องถูกเป่ากระจุยอย่างแน่นอน
เขาอดทนต่อความเ็ปแล้วค่อยๆ เดินไปทางหน้าต่าง เมื่อเขายืนยันแล้วว่าไม่มีผู้ใดอยู่รอบๆ เขาก็ปล่อยให้พลังะเิออก
เย่จื่อเฟิงมองดูอย่างละเอียดในตอนที่การโจมตีพุ่งตรงไปกระแทกต้นสนที่สูงใหญ่ ในวินาทีต่อมา ต้นไม้ที่เขียวขจีก็ถูกพลังงานแห่งความมืดปกคลุม ต้นไม้เริ่มเหี่ยวเฉา ใบเริ่มหลุดร่วง มันดูราวกับทั้งต้นถูกเผาจนลําต้นบิดงอ ในท้ายที่สุดมันก็กลายเป็ต้นไม้ไร้ชีวิต โค่นล้มลงสู่พื้น แล้วสูญสลายหายไปในที่สุด
เย่จื่อเฟิงรู้สึกตื่นตระหนกใ พลังนี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว! นั่นคือเหตุผลที่ทําไมเ้าขยะนี่ถึงไม่สามารถฝึกยุทธ์ให้ก้าวหน้าขึ้นแม้กระทั่งในขั้นฝึกลมปราณ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงร่างอ่อนปวกเปียกนี่ หากเขาฝึกยุทธ์จนก้าวเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์จริงๆ เช่นนั้นไม่รู้ว่าภูตยุทธ์จะแข็งแกร่งถึงขนาดต่อต้านลิขิตฟ้าได้มากเพียงใด
เดี๋ยวก่อน...มีบางอย่างไม่ถูกต้อง ทันใดนั้นเขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเพิ่งจะใช้ยาโอสถแก่นทองคํา แต่ว่าพลังครึ่งหนึ่งถูกภูตยุทธ์ดูดซับไป... ไม่ใช่ว่าเขายังคงต้องติดอยู่ที่เดิมและไม่สามารถเลื่อนขั้นได้หรอกหรือ?
เขารีบรวบรวมสมาธิเพื่อตรวจสอบดูพื้นฐานการฝึกยุทธ์ของตน หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมา ดูเหมือนว่าภูตยุทธ์ตนนี้จะอิ่มแล้วจึงได้เหลือพลังไว้ในร่างของเขาบ้าง
“กำเนิดปราณขั้นที่สามระดับสูงสุด!”
จบตอน