เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 65 การจากลา

                รุ่งเช้าในยามฟ้าสาง เมืองเหยียนเฉิงเกิดปรากฏการณ์สะเทือนขวัญคล้ายดั่งเกิดแผ่นดินไหว ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเจ้าเมืองเหยียนหยางจะถูกสังหารไปในเพียงข้ามคืน บรรดาองครักษ์ทั้งหลายก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกด้วย

               ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองเหยียนเฉิงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าผู้คนบางพรรคจะพยายามเก็บซ่อนเป็นความลับแต่ก็ไม่อาจทำให้สำเร็จได้ เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นการตายของจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งทั้งยังเป็นเสมือนหัวใจของเมือง และมีคนมากมายที่เห็นเหตุการณ์ในราตรีที่ผ่านมา

               เพียงไม่นานเมืองเหยียนเฉิงและเทือกเขาชิงหลงแห่งนี้ก็ตกอยู่ในภวังค์สะเทือนขวัญ ทว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบในตอนต้นก็คือบรรดาผู้ทรงอิทธิพลทั้งห้ารอบเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ เล่าว่าภายในห้องประชุมใหญ่ของอูเจิ้น ตระกูลเถิงและตระกูลสือนั้นล้วนแต่ดังลั่นไปด้วยเสียงหัวเราะชอบใจ

               ขณะที่ตระกูลตงฟางและตระกูลซีเหมินกลับต่างออกไป ทั้งสองตระกูลต่างเรียกรวมพลชนรุ่นหลังทั้งหมดแทบจะทันทีที่รู้ข่าว เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างก็ขมวดคิ้วเข้ม ในยามที่มีเหยียนหยางพวกเขาสองตระกูลยังสามารถอวดดีได้ ทว่าในวันนี้เมื่อเหยียนหยางตายลงไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกผู้ใดสังหารจึงทำให้พวกเขาขมวดคิ้วอยู่อย่างนั้นไม่ยอมคลาย

               ถึงอย่างไรแล้วศัตรูของพวกเขาก็หาใช่มีเพียงอูเจิ้นกับอีกสองตระกูลผู้ทรงอิทธิพลไม่ แต่ยังมีบรรดาผู้คนในเมืองเหยียนเฉิงที่เคยถูกพวกเขารังแกอีกจำนวนมาก และในยามนี้จะต้องจับตามองพวกเขาสองตระกูลอย่างไม่ละสายตาเป็นแน่

               ในยามพลบค่ำ เมื่อสามผู้ทรงอิทธิพลใหญ่รวมถึงอูเจิ้นส่งตัวแทนมาเยี่ยมเยือน ตระกูลตงฟางและตระกูลซีเหมินจึงทำได้เพียงส่งมอบอำนาจการเป็นเจ้าของร้านค้าทั้งหมดในเมืองเหยียนเฉิงไปอย่างจนปัญญา ละทิ้งกิจการ คงเหลือเพียงตระกูลหลักเอาไว้ในเมืองเหยียนเฉิงแล้วทำตัวเป็นเพียงเศรษฐีของเมืองเท่านั้น

               เพียงข้ามคืนอำนาจของห้าผู้ทรงอิทธิพลพลันเปลี่ยนแปลงไปเหลือเพียงสามผู้ทรงอิทธิพล สำหรับกู่หยวนที่ได้รับการยอมรับจากอีกสองตระกูลจึงรับหน้าที่เจ้าเมืองเหยียนเฉิงชั่วคราวและจะย้ายกลับเข้ามายังตัวเมืองในภายหลัง

               เมิ่งฝานมิได้กังวลในเรื่องราวเหล่านี้แต่อย่างใด เขาเดินทางกลับไปยังบ้านของตนเองในอูเจิ้นอย่างเงียบงัน ภายในบ้านอันสุดแสนจะธรรมดานั้นคือเจ้าของร่างที่คุ้นเคย เส้นผมสีขาวบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านพ้น และอีกฝ่ายก็มองเมิ่งฝานด้วยความรักและทะนุถนอม

               เมื่อได้เห็นซินหลันหัวใจของเมิ่งฝานก็สั่นสะท้าน อยากจะลบเลือนสิ่งที่บ่งบอกถึงอายุขัยอันยาวนานของอีกฝ่ายแต่ก็ไร้ซึ่งหนทาง

               “ท่านแม่ ข้ามีเรื่องที่จะบอกท่าน” เมิ่งฝานอ้ำอึ้งอยู่ชั่วครู่ เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากจุดไหน

               ซินหลันหัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าจะไปจากเมืองเหยียนเฉิงใช่หรือไม่ ฝานเอ๋อร์?”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็เงยหน้ามองมารดาด้วยหัวใจที่สั่นไหว ทว่าซินหลันกลับส่ายหน้าเอ่ยวาจาพร้อมรอยยิ้ม “ไม่มีผู้ใดรู้จักลูกไปมากกว่าแม่ เจ้าก็เหมือนกับพ่อของเจ้าที่หัวใจสูงใหญ่ยิ่งกว่าฟ้า ไม่มีทางที่จะหยุดอยู่ในมุมแคบๆ เป็นแน่ ฝานเอ๋อร์ ไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ แม้ข้าจะไม่อยากตัดใจ แต่หากรู้ว่าบุตรชายของตนเองจะต้องไปเผชิญกับโลกภายนอกก็เป็นสิ่งที่ข้านั้นดีใจยิ่งกว่า!”

               “ท่านแม่”

               นัยน์ตาของเมิ่งฝานแดงก่ำขึ้นในทันใด หลายปีมานี้เขายอมหลั่งเลือด ยอมแพ้พ่ายแต่ไม่ยอมให้น้ำตาหลั่งรินแม้เพียงหยด

               ทว่าในเวลานี้หัวใจของเขากลับสั่นไหวจนน้ำตาแทบหลั่งริน จากนั้นเขาจึงทำความเคารพซินหลันด้วยการคุกเข่าทั้งสองข้างลงไป หลังจากที่เอ่ยลาแล้วเด็กหนุ่มก็เก็บข้าวของและออกจากบ้านไปทันที

               แม้ว่าเขาจะไม่อยากจากไปแต่ก็รู้ดีว่าตนเองนั้นมีสิ่งที่ต้องเผชิญ ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมจึงจะสามารถทำให้มารดามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าทุกวันนี้และสามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายของมารดาได้

               ชีวิตมนุษย์หนึ่งร้อยปี เพียงดีดนิ้วทุกอย่างก็สูญสิ้น มีเพียงผู้บำเพ็ญพลังปราณที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสามารถดำรงอยู่คู่กับโลกใบนี้ได้ เล่ากันว่าบนโลกใบนี้มีเทพ ซึ่งผู้ที่ก้าวขึ้นไปถึงขั้นปราณเทพจะมีอายุขัยเป็นอมตะ และมีศักยภาพเหนือกว่าลิขิตสวรรค์!

               มีเพียงแต่ต้องกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น!

               เมื่อตัดสินใจได้เมิ่งฝานก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาออกจากบ้านแล้วเดินทางผ่านหมู่บ้านอูเจิ้นอันคุ้นเคยพร้อมทั้งครุ่นคิดอยู่ในใจ ไม่รู้ว่ายามใดตนเองจะได้กลับมาอีกครั้ง

               เมื่อฝ่ามือขาวขยับพลันมีจดหมายฉบับหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา นี่คือจดหมายที่กู่ซินเอ๋อร์ฝากซินหลันมาให้เพราะมาหาเมิ่งฝานแล้วหลายครั้งแต่ก็ไม่พบหน้า

               ทางฝั่งของกู่ซินเอ๋อร์ก็ต้องจากไปเช่นกัน!

               เมิ่งฝานลูบปลายจมูกเมื่อได้อ่านเนื้อความในจดหมาย กู่ซินเอ๋อร์เองก็ต้องออกจากอูเจิ้นเพื่อเดินทางไปยังพรรควรยุทธ์อันแข็งแกร่งนอกพรมแดนจตุทิศเช่นกัน ถึงอย่างไรก็ถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้ว! นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์เมื่อเห็นว่าวันที่กู่ซินเอ๋อร์จะออกเดินทางก็คือวันนี้ แล้วเขาจะไปหานางหรือไม่?

               การจากลานั้นเจ็บปวดดุจไส้ขาด ไม่ไปเสียดีกว่า..

               ปากทางเข้าหมู่บ้านอูเจิ้น กลุ่มคนมากมายยืนเรียงรายอย่างคึกคัก บ้างก็เป็นเด็กของอูเจิ้น บ้างก็มาจากหน่วยคุ้มกันหมู่บ้าน โดยพวกเขาล้วนแต่กำลังมองไปยังเงาร่างของคนจำนวนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล

               กู่หยวนยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น ฝ่ามือของเขาลูบไปบนศีรษะของผู้เป็นที่รักทั้งสองอย่างกู่ฉิงและกู่ซินเอ๋อร์ซึ่งเป็นดั่งปทุมมาคู่แห่งอูเจิ้น กู่หยวนคลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า “ไม่มีพ่ออยู่ข้างกายแล้วพวกเจ้าจะต้องดูแลตนเองให้ดี โดยเฉพาะเจ้า ซินเอ๋อร์!”

               เมื่อได้ยินกู่หยวนเอ่ยออกมาเช่นนั้นทั้งสองก็พยักหน้ารับ ทว่าสายตาของกู่ซินเอ๋อร์กลับยังคงมองไปยังหมู่บ้านอูเจิ้นด้วยความวาดหวัง

               แล้วในชั่วพริบตาต่อมาพลันมีเสียงกระทบกันของอากาศดังก้อง พลังภายในของบางสิ่งแผ่ซ่านออกมาจากบนท้องฟ้าสูง

               เหนือแสงแดดที่เจิดจ้านั้น เงาร่างของบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ขนาดอันใหญ่ยักษ์ของมันราวกับว่าสามารถบดบังดวงอาทิตย์ได้ก็ไม่ปาน ซึ่งเจ้าของร่างนั้นก็คือพญาอินทรีที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ถึงห้าสิบเมตร ร่างกายปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีดำ กลิ่นอายแห่งพลังแฝงไปด้วยกลิ่นคาวเลือด เมื่อมันโฉบลงมาจากท้องฟ้าก็ทำให้สีหน้าของผู้คนทั้งหลายเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

               แข็งแกร่งยิ่งนัก นี่มันเป็นสัตว์อสูรในระดับใดกัน!

               คนของอูเจิ้นที่อยู่โดยรอบต่างก็แยกตัวกันออกไป ทว่ากู่หยวนกลับมีใบหน้าที่บ่งบอกถึงความตื่นเต้นปรากฏ ก่อนจะเดินออกไปด้านหน้าแล้วตะโกนเสียงดัง “พญาอินทรี ไม่ได้พบกันเสียนาน!”

               ไม่ไกลนัก เมื่อพญาอินทรีตัวยักษ์ลงสู่พื้นก็ทำให้พื้นสั่นไหว ฝุ่นควันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ขณะเดียวกันก็มีเสียงอันแหบพร่าดังขึ้น “ใช่แล้วล่ะกู่หยวน นึกไม่ถึงว่าเวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้วพลังของเจ้าจะยังด้อยกว่าข้าเหมือนเดิม!”

               สัตว์อสูรที่พูดภาษามนุษย์ได้ คือสัตว์อสูรในระดับราชาอสูร!

               ยามนี้นัยน์ตาของผู้คนทั้งหลายต่างก็มีความตกตะลึงปรากฏขึ้นมา เพราะนี่เทียบได้กับจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวง หากอยู่ในอาณาจักรต้าก้านย่อมจะได้รับความเคารพยำเกรงอย่างสูงสุด

               กู่หยวนหาได้มีโทสะไม่ เขาเพียงเอ่ยสียงเรียบเท่านั้น “ข้าสู้ท่านไม่ได้อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นข้าก็คงไม่ออกมาจากพรรคเช่นนี้ ในบรรดาศิษย์ทั้งหลายยามนั้น ข้าคือผู้ที่อ่อนแอที่สุดซ้ำยังไม่มีความสามารถที่สุด!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นมุมปากของผู้คนที่อยู่โดยรอบก็กระตุกเล็กน้อย หากบอกว่าจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณอย่างกู่หยวนไร้ซึ่งความสามารถแล้วบรรดาศิษย์เหล่านั้นจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด?

               “ฮ่าฮ่า!”

               พญาอินทรีหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่ก้องกังวาน “เจ้ารู้เช่นนั้นก็ดีแล้ว แต่ข้าได้ยินว่าบุตรีของเจ้านั้นมีพรสวรรค์อย่างยิ่งไม่ใช่หรือ?”

               ในระหว่างที่เอ่ยวาจาพญาอินทรีก็ปรายตามองกู่ฉิงกับกู่ซินเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายกู่หยวน ซึ่งเมื่อมองเห็นกู่ฉิงพญาอินทรีเพียงแต่ยกยิ้มเท่านั้น ทว่าเมื่อได้เห็นกู่ซินเอ๋อร์พญาอินทรีกลับร้องออกมาด้วยเสียงอันแปลกประหลาด ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “กายาวัฏจักร...”

               “พญาอินทรี อีกสามปีท่านก็คอยดูว่าใครจะหัวเราะใส่ใคร!”

               กู่หยวนเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “แม้ว่าข้าจะออกจากพรรค แต่ยามนั้นอาจารย์บอกกับข้าว่าหากชนรุ่นหลังในสายเลือดข้าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ ก็สามารถให้ผู้นั้นเข้าร่วมกับพรรคได้ หึหึ นึกไม่ถึงว่าสวรรค์จะไม่ทอดทิ้งข้ากู่หยวน แม้ว่าตัวข้านั้นจะบำเพ็ญตนไม่เอาไหน แต่ในอีกสามปีข้างหน้าบรรดาศิษย์เหล่านั้นจะต้องอิจฉาข้ากู่หยวนผู้นี้เป็นแน่!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นพญาอินทรีก็จับจ้องกู่ซินเอ๋อร์อยู่พักใหญ่ สุดท้ายจึงละสายตาไปทางอื่นแล้วพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “เจ้านี่นะกู่หยวน เหตุใดเจ้าจึงได้โชคดีถึงเพียงนี้กัน!”

               “ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นไปได้ทั้งสิ้น!”

               ฝ่ามือใหญ่ของกู่หยวนตีลงบนร่างขนาดยักษ์ของพญาอินทรีแล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ครั้งนี้ต้องพึ่งท่านแล้วล่ะ!”

               พญาอินทรีพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่จนปัญญา ในขณะที่ยังคงอยู่ในภวังค์แห่งความตกตะลึง “แน่นอนอยู่แล้ว หากข้าทำเด็กคนนี้หายละก็ เกรงว่าท่านอาจารย์คงจะต้มข้าทั้งเป็นแน่นอน ข้าหนึ่งหมื่นตัวก็ยังสู้นางไม่ได้!”

               ในระหว่างที่เอ่ยปากพญาอินทรีก็เดินเข้าไปใกล้กู่ซินเอ๋อร์ ก่อนจะเอ่ยวาจาคล้ายดั่งพยายามจะผูกมิตร “นังหนู ข้ามีนามว่าพญาอินทรีถูปาน เจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงปานก็ได้ ข้ากับบิดาของเจ้าเป็นสหายที่ดีต่อกัน และยามนี้ก็ถึงเวลาที่เจ้าต้องไปกับข้าแล้ว!”

               กู่ซินเอ๋อร์ผายมือแล้วเอ่ยถามช้าๆ “ไปที่ใดกันเจ้าคะ?”

               แม้ว่าบิดาจะให้นางฝึกฝนวิชายุทธ์อันลึกลับมาโดยตลอด แต่กู่ซินเอ๋อร์ก็หาได้รู้ข่าวของพรรควรยุทธ์นี้แม้แต่น้อยไม่ ทว่าทุกครั้งที่บิดาเอ่ยถึงพรรควรยุทธ์นี้ก็จะมีสีหน้าแสดงถึงความเคารพยำเกรงทุกครั้งไป

               “พรมแดนเทวะราชันย์ วิหารวัฏจักร!”

               ในชั่วพริบตาที่พญาอินทรีเอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำก็มีความเคารพยำเกรงปรากฏขึ้นจากนัยน์ตา คล้ายดั่งว่านี่คือสิ่งยิ่งใหญ่สูงสุดก็ไม่ปาน

               กู่ซินเอ๋อร์พยักหน้ารับคล้ายดั่งกำลังครุ่นคิด ต่อมานัยน์ตาของนางก็วาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “รออีกสักประเดี๋ยวได้หรือไม่เจ้าคะ ท่านลุงอินทรี!”

               เอ่อ...

               พญาอินทรีปรายตามองกู่หยวน หลังจากนั้นจึงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยว่า “เร็วหน่อยเถอะนังหนู เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองนั้นสำคัญต่อวิหารวัฏจักรเพียงใด กายาวัฏจักรของเจ้านั้น...จิ๊จิ๊ ข้ารับผิดชอบไม่ไหว ครั้งนี้นับว่าเป็นภารกิจที่ใหญ่หลวงยิ่งนัก!”

               เมื่อได้ยินดังนั้นกู่ซินเอ๋อร์ก็พยักหน้ารับ ทว่ากลับยังคงยืนอยู่กับที่อย่างดื้อรั้น ทำปากจู๋และไม่ยอมไปที่ใด เมื่อเห็นท่าทีของนางกู่ฉิงจึงถอนหายใจออกมาเสียงเบา ก่อนจะถามเสียงเรียบ “เจ้ากำลังรอเขาอยู่อย่างนั้นหรือ?”

               “อื้ม!”

               นางใช้นิ้วม้วนเส้นผมขึ้นมาแล้วมองไปยังที่ไกลๆ อย่างจริงจัง แม้จะยืนอยู่กลางแสงแดดก็หาได้ขยับไปที่ใด ทางฝั่งของกู่ฉิงก็กัดฟันแน่นสุดท้ายจึงเอ่ยอย่างจนปัญญา “ไปกันเถอะ เขาน่าจะไม่มาแล้วล่ะ!”

               “ไม่ ท่านพี่เมิ่งฝานจะต้องมาแน่!”

               กู่ซินเอ๋อร์เอ่ยอย่างแน่วแน่และมีน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความมั่นใจ เหมือนดั่งเมื่อหลายปีก่อนที่นางเชื่อว่าเขาจะสามารถจับอสรพิษมาให้ตนเองและคอยปกป้องอยู่ข้างกายนาง เมิ่งฝานกลายเป็นผู้ที่อยู่ในหัวใจของนางโดยที่นางไม่ทันรู้ตัว แต่กลับหยั่งลึกอยู่ในความทรงจำ

               ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยต่อไปพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นภายใต้แสงแดดอย่างช้าๆ โดยผู้ที่สวมชุดสีครามนั้นมองมายังกู่ซินเอ๋อร์ก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “เจ้าจะทำเช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใดกัน จากไปก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไร?”

               เจ้าของร่างนั้นก็คือเมิ่งฝานนั้นเอง

               เมื่อเห็นเมิ่งฝานสีหน้าของกู่ซินเอ๋อร์พลันมีรอยยิ้มแห่งความดีใจปรากฏทันที ก่อนที่นางจะพุ่งเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเมิ่งฝานประหนึ่งนางแอ่นกลับรัง โดยหาได้สนใจสายตาของผู้คนที่อยู่รอบกายไม่

               ผู้คนมากมายตกตะลึงในทันใด ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าผู้ที่ปกติแล้วอ่อนโยนและเชื่อฟังคำสอนอย่างกู่ซินเอ๋อร์จะบุ่มบ่ามเช่นนี้ นางยืนกอดเมิ่งฝานอย่างเงียบงันก่อนจะกัดลงไปบนหัวไหล่ของเมิ่งฝาน แล้วพึมพำเสียงเบา “ข้าต้องไปแล้ว แต่พี่ห้ามทิ้งข้าและจำไว้ด้วยว่าต้องไปเยี่ยมข้า!”

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน