ริมลำธารเขาสน ระหว่างทาง
วันที่สิบเก้าของการเดินทาง เช้าถึงเย็น
เช้าวันที่สิบเก้า หลิวซานตื่นขึ้นก่อนทั้งสองคน
เขานั่งอยู่ข้าง ๆ กองถ่านที่ยังอุ่นอยู่ ต้มน้ำสักกระบอกให้เดือด มองไอน้ำลอยขึ้นสู่อากาศเช้าที่เย็น ขาซ้ายยังฝืดอยู่เล็กน้อยเมื่อลองยืดออก แต่รับน้ำหนักได้แล้วโดยไม่เจ็บ
เืที่ซึมออกจากแผลทั้งสองจุดหยุดแล้ว ผ้าพันของซูหลิงเยิ่นประณีตและแน่นพอดี ไม่รัดเกินจนบวม แต่กดพอดีที่จะชะลอการไหลเวียนของพิษที่อาจยังเหลืออยู่
เขาหยิบผ้าพันที่ต้นขาออก ตรวจรอยแผล
สีผิวรอบรอยดอกปกติดี เนื้อหนังเริ่มปิดรอบขอบแผล ไม่มีสีม่วงดำที่บ่งบอกว่าพิษยังซ่อนอยู่
เขาพันผ้ากลับเข้าที่ด้วยความแม่นยำที่แสดงว่าเคยพันาแตัวเองมาหลายครั้ง
"หลิวซาน"
เสียงเว่ยหันเฉินจากหลังทำให้เขาหันมา ชายในเสื้อคลุมเทาลุกขึ้นมาจากตำแหน่งยามที่ขอบโพรงหิน ท่านั่งชวนให้เข้าใจผิดว่านอนหลับ แต่แววตาใสและตื่นตัว
"สภาพดีขึ้นมากแล้วครับ" หลิวซานพูดก่อน "ขอบคุณที่เฝ้ายามทั้งคืน"
"ธรรมดา" เว่ยหันเฉินลุกขึ้น เดินมานั่งที่หินข้าง ๆ รับกระบอกน้ำร้อนที่หลิวซานยื่นให้ ดื่มโดยไม่ตรวจสอบก่อน นั่นเป็การแสดงออกถึงความไว้วางใจในแบบที่ไม่พูดเป็คำพูด
"ท่านเว่ย" หลิวซานพูดหลังจากนิ่งอยู่ครู่
"อะไร"
"ขอบคุณที่จัดการคนบนต้นสน" เขาพูดตรง "ถ้าท่านช้าไปอีกสองวินาที คนที่มีธนูประกอบนั้นคงยิงลูกที่สอง"
"สังเกตเหมือนกัน"
"ผมล้มเหลวในหน้าที่ครั้งนี้" หลิวซานพูดโดยไม่แก้ตัว "ให้ตัวเองโดนลูกดอกพิษในขณะที่คุณหนูยังอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการ"
"เ้าฝีมือของตราดอกบัวสีดำดีกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้" เว่ยหันเฉินพูด "ไม่ใช่ความผิดพลาดของท่านคนเดียว"
"ท่านพูดแบบนี้เพื่อปลอบใจหรือพูดความจริง?"
"พูดความจริง" เว่ยหันเฉินตอบ ไม่มีความลังเล "ถ้าจะปลอบใจ ผมจะไม่พูดอะไรเลย"
หลิวซานหัวเราะเบา ๆ เป็เสียงหัวเราะที่เข้มกว่าปกติเล็กน้อย เหมือนเสียงหัวเราะของคนที่เพิ่งรอดมาจากอะไรบางอย่างและรู้ตัวว่ารอด
"คุณหนูนั้นน่าทึ่งมากครับ" เขาพูดต่อ "ผมเคยเห็นนักรักษาหลายคน แต่ไม่มีใครที่ดูดพิษออกจากร่างคนอื่นโดยรับเข้าตัวเองแบบนั้น"
"เธอทำได้เพราะฮวนปราณ" เว่ยหันเฉินพูด
"ใช่ แต่ฮวนปราณไม่ได้ทำให้คนมีความกล้า" หลิวซานพูด "นั่นมาจากตัวเธอเอง"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
ซูหลิงเยิ่นตื่นขึ้นมาพบว่าทั้งสองต้มข้าวต้มไว้ให้แล้ว เธอรับถ้วยมาโดยไม่แสดงว่าแปลกใจ ตรวจมือตัวเองก่อนกิน ฝ่ามือยังมีรอยแดงอ่อน ๆ แต่จางลงมากจากเมื่อคืน
"พรุ่งนี้หายสนิทค่ะ" เธอพูดกับตัวเองและทั้งสองคนพร้อมกัน
"ฮวนปราณ?" หลิวซานถาม
"ค่ะ มันทำงานตลอดคืน" เธอพูดพลางกินข้าวต้ม "รู้สึกเหมือนมีบางอย่างข้างในที่ค่อย ๆ ดันสิ่งที่แปลกปลอมออก เหมือนน้ำที่ค่อย ๆ ล้างคราบออก"
เว่ยหันเฉินฟัง เก็บข้อมูลไว้ในหัว
"วันนี้พักครับ" หลิวซานพูด มองดูทิศทางการเดินทาง "ขาผม้าอีกหนึ่งวันก่อนจะเดินได้เต็มที่ ถ้าฝืนอาจทำให้แผลเปิดใหม่"
"ตกลง" เว่ยหันเฉินพูดโดยไม่โต้แย้ง
"แต่ข้าอยากฝึกค่ะ" ซูหลิงเยิ่นพูดขึ้น "ถ้าพักวัน ข้าจะใช้เวลาฝึกควบคุมฮวนปราณ ท่านเว่ยช่วยแนะนำได้ไหม?"
เว่ยหันเฉินมองเธอ
เธอกินข้าวต้มได้เกือบหมดแล้ว ฝ่ามือที่ยืดออกก็ไม่มีรอยเกร็ง ดวงตาสดใส ไม่มีสัญญาณว่าเหนื่อยล้าจากเมื่อคืน ฮวนปราณฟื้นฟูเธอเร็วกว่าที่เขาคาดจริง ๆ
"ได้" เขาพูด
ริมลำธารที่น้ำไหลเอื่อย ๆ นั้นเหมาะสำหรับการฝึกปราณมากกว่าที่ใดที่พวกเขาผ่านมา ลำธารในอ้อมเขาสนมีความเงียบแบบที่ช่วยให้จิตใจสงบโดยไม่ต้องพยายาม เสียงน้ำไหลผ่านหินสม่ำเสมอ สม่ำเสมอพอที่จะเป็พื้นหลังโดยไม่ดึงความสนใจ
ซูหลิงเยิ่นนั่งบนก้อนหินแบนที่ยื่นออกมาเหนือน้ำ ขาไขว้ มือวางบนเข่า หลังตรงโดยไม่ฝืน
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่บนหินอีกก้อนห่างออกไปสองเมตร
"เมื่อคืนที่ดูดพิษออก ปราณของเ้าทำงานอย่างไร?" เขาเริ่มต้น
ซูหลิงเยิ่นคิดอยู่ครู่ "ข้าส่งปราณน้ำออกไปก่อน เหมือนส่งนิ้วออกไปแตะ จากนั้นพอััพิษ ปราณของข้ารู้สึกได้ว่ามันคืออะไร แล้วก็เริ่มดูดออกเอง"
"คำว่า 'รู้สึกได้' หมายความว่าอะไรสำหรับเ้า?"
เธอคิดนาน "เหมือนปราณมีประสาทััเป็ของตัวเอง รู้ว่าอะไรควรอยู่และอะไรไม่ควรอยู่ในร่างกาย"
"ถูกต้อง" เว่ยหันเฉินพูด "คัมภีร์เรียกสิ่งนี้ว่า 'ปราณจิต' ปราณที่มีการรับรู้ในตัวเอง คนทั่วไปมีปราณแต่ไม่มีปราณจิต เ้ามีทั้งสองอย่างเพราะฮวนปราณ"
"ปราณที่วนเวียนนานพอก็พัฒนาการรับรู้เองครับ" หลิวซานพูดจากที่ที่เขานั่งพักอยู่ห่างออกไปสิบก้าว "เหมือนน้ำที่ไหลวนในแอ่งเดิมนาน ๆ มันรู้ลักษณะของแอ่งนั้นดีกว่าน้ำที่ไหลผ่านครั้งเดียว"
เว่ยหันเฉินพยักหน้า "วันนี้ฝึกสองอย่าง อย่างแรกคือการรู้ตัวว่าฮวนปราณอยู่ที่ไหนในร่างกาย อย่างที่สองคือการเรียกมันมาที่จุดที่้าโดยตั้งใจ"
"ทำได้อย่างไร?"
"หลับตา รู้สึกถึงปราณที่อยู่ในร่างกายตัวเอง ไม่ต้องขยับมัน แค่รับรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน"
ซูหลิงเยิ่นหลับตา
เว่ยหันเฉินรอ ไม่พูดอะไรเพิ่ม
นาทีแรกผ่านไปในความเงียบ สองนาที สาม
แล้วเธอก็พูดโดยยังหลับตาอยู่ "มันกระจายอยู่ทั่วร่าง แต่หนาแน่นกว่าที่บริเวณหัวใจและที่มือสองข้าง"
"ที่มือเป็เพราะเ้าใช้มือรักษามาตลอด ปราณสะสมที่จุดที่ถูกใช้บ่อย" เว่ยหันเฉินอธิบาย "ที่หัวใจเป็ลักษณะของฮวนปราณ มันมักรวมตัวอยู่ที่แกนกลางของร่างกาย"
"แล้วจะเรียกมันมาที่จุดอื่นได้อย่างไร?"
"ลองนึกภาพว่าเ้า้าปราณที่มือ แต่แทนที่จะ 'ผลัก' มันออกมา ให้ 'เปิดทาง' แทน เหมือนเปิดประตูให้น้ำไหลเข้ามา ไม่ใช่สูบน้ำออกไป"
ซูหลิงเยิ่นนิ่งอยู่ครู่ มือขวาของเธอขยับเล็กน้อย ปลายนิ้วัักัน
แล้วเว่ยหันเฉินรู้สึกได้ถึงบางอย่าง ปราณน้ำอ่อน ๆ แผ่ออกมาจากมือขวาของเธอในแบบที่ต่างจากเดิม ก่อนหน้านี้ปราณของเธอออกมาแบบที่เขาเรียกว่า "ผลักออก" แต่ตอนนี้มันไหลออกมาเอง ในอัตราที่เธอไม่ได้บังคับ
"รู้สึกแตกต่างไหม?" เขาถาม
"รู้สึกค่ะ" เธอเปิดตา มองมือขวา "เบากว่า เหมือนไม่ต้องออกแรง"
"นั่นแหละที่ถูกต้อง ปราณที่ถูกบังคับออกมาจะเหนื่อย ปราณที่ไหลออกมาเองจะไม่เหนื่อย"
เธอทดลองต่อ เรียกปราณมาที่มือซ้ายบ้าง ที่ฝ่าเท้าบ้าง แต่ละครั้งเว่ยหันเฉินสังเกตและบอกว่าเข้มหรือเบาไป
หลิวซานนอนพักอยู่บนหญ้า ฟังการสอนโดยไม่แสดงว่าสนใจ แต่เว่ยหันเฉินรู้ว่าชายคนนั้นไม่พลาดคำพูดไหน
สักสองชั่วโมงผ่านไป ซูหลิงเยิ่นพักระหว่างฝึก ยืนขึ้นยืดตัวที่ริมลำธาร ก้มลงล้างหน้าด้วยน้ำเย็น
"ท่านเว่ย" เธอพูดขณะเช็ดหน้า "เื่ที่ฉางอัน ท่านบอกว่าอาจารย์ใหญ่ซ่อนบางอย่างไว้ที่นั่น"
"ใช่"
"มันคืออะไร?"
เว่ยหันเฉินมองลำธาร เงียบอยู่ครู่
หลิวซานนั่งขึ้นโดยไม่แสร้งทำเป็ว่าไม่ได้ฟัง
"อาจารย์ใหญ่สำนักไท่อวี้ชื่อว่าเซี่ยวเทียนหลง" เว่ยหันเฉินเริ่ม ชื่อนั้นออกมาเบาแต่มีน้ำหนัก "ท่านเป็นักปราณที่อาจจะแข็งแกร่งที่สุดในยุคสมัยเดียวกัน และท่านรู้เื่สายเืพิเศษหลายชนิดมากกว่าใครในทวีปเซี่ยนอวิ้น"
"ท่านรู้เื่เทียนชิงเม่ย" ซูหลิงเยิ่นพูด
"รู้ และรู้เื่ฮวนปราณ ท่านบันทึกสิ่งที่รู้ไว้ในคัมภีร์ รวมถึงวิธีการใช้สายเืพิเศษเพื่อเปิดประตูเทียนเต้าโดยไม่ต้องทำร้ายเ้าของสายเื"
"มีวิธีที่ไม่ทำร้าย?" หลิวซานถาม ในเสียงมีสิ่งที่คล้ายความโล่งใจ
"มีในทฤษฎีของท่าน" เว่ยหันเฉินพูด "แต่ท่านไม่เคยทดสอบเพราะไม่เคยพบคนที่มีสายเืที่ตรงกับเงื่อนไข ท่านเขียนไว้ในคัมภีร์ว่า้าคนที่มีทั้งเทียนชิงเม่ยและฮวนปราณในเวลาเดียวกัน"
ทั้งสองคนมองซูหลิงเยิ่น
เธอรับสายตานั้นอย่างสงบ "ข้ามีทั้งสอง"
"ใช่ครับ" หลิวซานพูดเบา ๆ "ท่านเว่ย อาจารย์ใหญ่รู้เื่นี้ไหม?"
"ผมเชื่อว่ารู้" เว่ยหันเฉินพูด "แต่สิ่งที่ท่านซ่อนไว้ที่ฉางอัน ไม่ใช่แค่คัมภีร์ มันคือสิ่งที่ต้องใช้คู่กับคัมภีร์ถึงจะทำงานได้"
"อะไรคือ 'สิ่งนั้น'?" ซูหลิงเยิ่นถาม
เว่ยหันเฉินหยิบกระเป๋าออก เปิดกล่องไม้ของตัวเอง ผลึกสองเม็ดเหมือนเดิม แต่เขาหยิบเม็ดที่สองออกมาแสดง ผลึกสีขาวขุ่นธรรมดา ๆ ที่เขาทำขึ้นเองเป็ตัวรับสัญญาณเม็ดปราณยาม
แล้วหยิบกล่องของซูเม่ยหลานออกมาวางข้าง ๆ เปิดให้เห็นผลึกสีทองข้างใน
"ผลึกสองชนิดนี้" เขาพูด "เป็ของที่อาจารย์ใหญ่สร้างขึ้นในคืนก่อนที่สำนักจะถูกทำลาย ผมรู้เพราะผมอยู่ที่นั่นในคืนนั้น"
ซูหลิงเยิ่นและหลิวซานฟังโดยไม่ขัด
"ท่านมอบผลึกสีขาวให้ผม พร้อมกับคัมภีร์" เว่ยหันเฉินพูดต่อ เสียงเรียบแต่มีบางอย่างซ่อนอยู่ที่ลึกกว่า "และบอกว่าผลึกสีทองอีกเม็ดนั้นจะถูกส่งให้คนที่ท่านเลือก ให้นำมารวมกันที่ฉางอัน ที่สถานที่ที่ท่านสร้างไว้เพื่อรอวันนี้"
"ท่านสร้างสถานที่ไว้ล่วงหน้า" หลิวซานพูด "แปลว่ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
"รู้บางส่วน" เว่ยหันเฉินพูด "ท่านรู้ว่าสำนักกำลังจะถูกทำลาย รู้ว่ามีคน้าคัมภีร์ และรู้ว่าสิ่งที่บันทึกในคัมภีร์นั้นสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้หายไป"
"แต่ท่านไม่สามารถหนีพาคัมภีร์ไปได้คนเดียว" ซูหลิงเยิ่นพูด เสียงเข้าใจ
"ท่านเลือกที่จะอยู่ครับ" หลิวซานพูด ไม่ใช่คำถาม "และฝากคัมภีร์กับผลึกไว้กับคนอื่น"
เว่ยหันเฉินพยักหน้าเล็กน้อย
"ผลึกสีขาวที่ผมมีนั้น เป็ของที่จับคู่กับผลึกสีทองในกล่องของแม่เ้า" เขาพูดต่อ มองซูหลิงเยิ่น "ทั้งสองต้องนำมารวมกันที่สถานที่ที่ท่านสร้างไว้ที่ฉางอัน เพื่อเปิดพื้นที่ซ่อนที่ท่านเรียกว่า 'ห้องกุญแจ'"
"ในห้องนั้นมีอะไร?" ซูหลิงเยิ่นถาม
"ผมไม่รู้ทั้งหมด" เว่ยหันเฉินพูดตรง "รู้แค่ว่ามีบางสิ่งที่อาจารย์ใหญ่เชื่อว่าสำคัญพอที่จะซ่อนแยกออกจากคัมภีร์ บางสิ่งที่คัมภีร์อธิบายไม่ได้ครบหากไม่มีสิ่งในห้องนั้น"
"เหมือนหนังสือที่ขาดหน้าสำคัญไป" หลิวซานพูดเปรียบเทียบ
"ใกล้เคียง"
ลำธารไหลผ่านความเงียบสั้น ๆ นก ป่าสนตัวเล็กร้องอยู่บนกิ่งสูงเสียงใสในอากาศเย็น
"ท่านเว่ย" ซูหลิงเยิ่นพูดช้า ๆ "ถ้าเปิดห้องนั้นได้ และพบสิ่งที่อาจารย์ใหญ่ซ่อนไว้ แล้วมันสำคัญจริง ๆ อย่างที่ว่า..."
"สมาพันธ์หยูหลินและคนที่อยู่เหนือพวกเขาก็จะไม่ได้มัน" เว่ยหันเฉินพูดต่อ
"ข้าคิดแบบนั้น" เธอพูด "แต่ข้าคิดอีกอย่างด้วย ถ้าสิ่งนั้นมีคุณค่ามากพอที่อาจารย์ใหญ่จะสร้างแผนซับซ้อนขนาดนี้ มันอาจเป็สิ่งที่ใช้ตอบโต้ภัยคุกคามนั้นได้ด้วย"
หลิวซานมองเธอด้วยสีหน้าที่เขาไม่ค่อยแสดงออก มีบางอย่างที่ใกล้เคียงกับความประทับใจ
"คุณหนูคิดล่วงหน้าไปหลายขั้นแล้ว"
"ข้าฟังจากท่านเว่ยมาสิบเก้าวัน" เธอพูดเรียบ ๆ "ถ้าฟังแล้วไม่เรียนรู้อะไรก็เสียเวลาเดิน"
เว่ยหันเฉินมองเธออยู่ครู่ แล้วก็หันกลับมามองลำธาร
"สิ่งที่เ้าพูดถูก" เขาพูด "สิ่งที่อาจารย์ใหญ่ซ่อนไว้อาจเป็กุญแจที่ใช้ได้ทั้งสองทาง ไม่ใช่แค่สำหรับการก้าวไปชั้น 6 แต่สำหรับการหยุดคนที่้าไปชั้น 6 ด้วยวิธีผิด ๆ ด้วย"
"ดังนั้นคนที่อยู่เื้ัทั้งหมดนั้นไม่ได้แค่้าสายเืข้า" ซูหลิงเยิ่นพูด "พวกเขา้ากำจัดสิ่งที่อาจารย์ใหญ่ซ่อนไว้ด้วย"
"และกำจัดคนที่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน" หลิวซานพูดต่อ
"ซึ่งก็คือท่านเว่ยครับ"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
บ่ายแก่ ซูหลิงเยิ่นกลับมาฝึกอีกรอบ คราวนี้เธอทดลองสิ่งที่เว่ยหันเฉินบอกว่าเป็ขั้นที่สอง
"ลองเรียกปราณมาที่มือแล้วกำหนดว่าจะให้ออกมาในปริมาณเท่าไหร่ก่อนหยุด"
เธอหลับตา เรียกปราณ ปล่อยออกมาเล็กน้อย แล้วหยุด
"ได้ค่ะ"
"ทำซ้ำห้าสิบครั้ง ทุกครั้งต้องเท่ากันพอดี"
เธอเปิดตามอง "ห้าสิบครั้ง?"
"ความแม่นยำมาจากการทำซ้ำจนเป็ธรรมชาติ ถ้าทำครั้งเดียวแล้วถูก มันคือโชค ถ้าทำร้อยครั้งแล้วถูกทุกครั้ง มันคือทักษะ"
เธอพยักหน้า ไม่บ่น เริ่มทำ
หลิวซานนั่งดูอยู่ข้าง ๆ นับเบา ๆ
เว่ยหันเฉินลุกขึ้นเดินออกไปตรวจพื้นที่รอบ ๆ ค่ายอีกรอบ กลับมาพบว่าทั้งสองยังอยู่ในสภาพเดิม
เขานั่งลงที่หินริมน้ำ หยิบกล่องไม้สองกล่องออกมาวางข้าง ๆ กัน มองดูในแสงบ่ายที่กำลังยาวออก
ผลึกในกล่องของเขา ผลึกในกล่องของซูเม่ยหลาน
สองเม็ดที่อาจารย์ใหญ่สร้างขึ้นในคืนสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะพัง สองเม็ดที่ถูกส่งต่อมาคนละเส้นทางแล้วมาพบกันที่นี่
เขาระลึกถึงคืนนั้น
เซี่ยวเทียนหลงยืนอยู่กลางห้องทำงาน แสงจากโคมดาวดวงเดียวที่เหลือส่องลงมาบนร่างผอมบางที่อายุมากกว่าหกสิบ แต่ยังตั้งตรงอยู่ในอิริยาบถที่ไม่ยอมโค้งลงต่อสิ่งใด
"เว่ยหันเฉิน เ้าต้องรอด"
เสียงนั้นยังก้องอยู่ในหัว ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาสิบปีแล้ว
"รอดเพื่ออะไร?" เขาถามในคืนนั้น
"เพื่อพบคนที่จะพกผลึกสีทอง และพาเธอไปยังสถานที่ที่อาจารย์สร้างไว้"
"เธอคือใคร?"
"เธอคือลูกสาวของนักรบที่ดีที่สุดที่อาจารย์เคยฝึก และเธอมีสิ่งที่ทำให้แผนนี้เป็ไปได้"
เว่ยหันเฉินปิดกล่องทั้งสองใบ
สิบปีที่เขาเดินทางอยู่คนเดียว บางครั้งเขาคิดว่าตัวเองแค่หนี แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจว่าบางทีการรอก็เหมือนการหนี ทั้งสองอย่างทำให้ร่างกายเคลื่อนที่อยู่เสมอ แต่ความแตกต่างอยู่ที่ว่าเคลื่อนไปหาอะไรหรือหนีจากอะไร
เขาเดินมาหาซูหลิงเยิ่นที่ยังฝึกอยู่ริมน้ำ นับไปแล้วสามสิบเจ็ดครั้ง
"สี่สิบหก สี่สิบเจ็ด สี่สิบแปด" หลิวซานนับเบา ๆ
ซูหลิงเยิ่นทำซ้ำในจังหวะที่สม่ำเสมอ ปราณเล็กน้อยออกมาแล้วหยุด ออกมาแล้วหยุด แต่ละครั้งเท่ากัน
"สี่สิบเก้า ห้าสิบ"
เธอเปิดตา
"เป็ยังไง?" เว่ยหันเฉินถาม
"ครั้งที่สามสิบสองขาดไปนิดหนึ่ง" เธอพูด "และครั้งที่สี่สิบสี่มากเกินไปเล็กน้อย"
"เ้าสังเกตเห็นเองโดยไม่ต้องให้ผมบอก"
"ค่ะ"
"นั่นสำคัญกว่าการที่ผมบอกว่าทำถูกหรือผิด" เว่ยหันเฉินพูด "คนที่รู้ข้อผิดพลาดของตัวเองเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนที่รอให้คนอื่นบอก"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า แล้วก็ยืดตัว ก้มลงล้างมือในน้ำลำธารเย็น
"ท่านเว่ย ผลึกทั้งสองเม็ดนั้น อาจารย์ใหญ่ส่งผลึกสีทองให้แม่ข้าได้ยังไง? แม่ออกจากสำนักก่อนที่สำนักจะพัง"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่ครู่
"ผมส่งไปให้"
ซูหลิงเยิ่นหันมามองเขา ความแปลกใจปรากฏขึ้นในดวงตาชั่วขณะ แล้วก็กลายเป็การจัดเรียงข้อมูล
"ท่านรู้ว่าแม่อยู่ที่ไหน"
"รู้ก่อนที่สำนักจะพัง เพราะอาจารย์ใหญ่บอก" เขาพูด "และหลังจากสำนักพัง ผมส่งผลึกไปให้เธอผ่านทางคนกลางที่ไว้ใจได้ พร้อมกับข้อความสั้น ๆ ว่าให้ฝากต่อให้ลูกสาวเมื่อถึงเวลา"
ซูหลิงเยิ่นมองเขา แล้วก็หันออกไปมองลำธาร
"แม่รับมันไว้โดยรู้ว่ามันคืออะไร"
"น่าจะรู้ครับ" เว่ยหันเฉินพูด
"และเธอเลือกที่จะไม่บอกข้า"
"เพราะเธอ้าให้เ้าเลือกเองว่าจะก้าวเดินในทิศทางนั้นหรือเปล่า ไม่ใช่เพราะถูกสั่งให้ทำ"
ซูหลิงเยิ่นนั่งนิ่งอยู่กับคำพูดนั้น ในดวงตามีบางอย่างที่แสงบ่ายทำให้เห็นได้ชัดขึ้น มันไม่ใช่ความเศร้าอีกต่อไป แต่เป็บางอย่างที่หนักแน่นกว่า เหมือนความเข้าใจที่สมบูรณ์ขึ้นในคนที่ไม่อยู่แล้ว
"แม่ไว้ใจข้า" เธอพูดเบา ๆ
"ใช่"
"และแม่ไว้ใจท่านเว่ยด้วย"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่นิ้วของเขาขยับเล็กน้อยที่กระเป๋าที่เก็บกล่องไม้ไว้
เย็นนั้นสามคนนั่งรอบกองไฟเล็ก หลิวซานทำอาหารด้วยฝีมือที่น่าประหลาดใจ ต้มซุปเห็ดหินที่เขาหามาจากโขดหินริมลำธาร ใส่ขิงและใบโหระพาป่าที่ซูหลิงเยิ่นเก็บมาระหว่างเดิน ได้ซุปใสที่ร้อนและหอม
"หลิวซานทำอาหารเก่ง" ซูหลิงเยิ่นพูดหลังช้อนแรก
"รับงานสืบข่าวคนเดียวมาสิบปีครับ ทำอาหารไม่เป็คือตายก่อนจะได้ทำงาน" หลิวซานพูดสบาย ๆ
"ท่านเว่ยก็ทำอาหารได้นะคะ"
"พอกินได้" เว่ยหันเฉินพูดสั้น ๆ
"โจ๊กข้าวเหนียวที่ท่านต้มให้ข้าตอนเช้าวันสองของการเดินทาง" เธอพูด "ไม่ใช่แค่พอกิน มันอร่อย"
หลิวซานยกคิ้ว มองเว่ยหันเฉิน
"ท่านต้มโจ๊กให้คุณหนูกิน?"
"ผมต้มให้ตัวเองด้วย" เว่ยหันเฉินพูด "เผอิญมีมากพอสำหรับสองคน"
ซูหลิงเยิ่นยิ้มเบา ๆ หลิวซานยิ้มตาม แต่ไม่พูดอะไรเพิ่ม
หลังอาหาร หลิวซานเข้าไปนอนก่อน ซูหลิงเยิ่นนั่งอยู่ริมไฟกับเว่ยหันเฉิน
เธอฝึกปราณต่ออีกครู่ คราวนี้ไม่ใช่การฝึกที่เข้มงวด แต่เป็การนั่งและรู้สึกถึงปราณในร่างกายในแบบที่เป็ธรรมชาติ
เว่ยหันเฉินนั่งยามเฝ้าค่าย มองออกไปในความมืดที่ไม่มีอะไรผิดปกติ
สักพักเธอพูดขึ้น
"ท่านเว่ย คืนนี้ท่านดูต่างออกไปนิดหนึ่ง"
"อย่างไร?"
"ไม่แน่ใจจะอธิบายยังไง" เธอพูดช้า ๆ "ตึงน้อยลงบางทีหรือเปล่าคะ?"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบทันที
"อาจจะเป็" เขาพูดในที่สุด
ซูหลิงเยิ่นไม่ถามต่อ แต่ก็พยักหน้าเล็กน้อย ในแบบที่บอกว่าเธอได้ยินและรับไว้
ไฟลุกเบา ๆ ระหว่างพวกเขา ลมคืนในเขาสนพัดอ่อน ๆ นำกลิ่นสนและหินชื้นมาด้วย
"ยังอีกสิบห้าวัน" เว่ยหันเฉินพูดเบา
"สิบห้าวัน" เธอพูดซ้ำ ในเสียงไม่มีความกลัว มีแต่การยอมรับและความพร้อม
ทั้งสองนั่งอยู่กับกองไฟและความเงียบที่ไม่้าอะไรเพิ่มอีกต่อไป