ขณะที่รถม้าของราชสำนักผ่านไป โดยหารู้ไม่ว่าเบื้องหน้าโรงเตี๊ยมมีร่างของชายสวมหน้ากากงิ้วสีขาวกำลังจ้องมองการมาถึงของพวกเขาอยู่ “พวกเขาเองก็อยู่ที่นี่ด้วย”
จางหลินจำได้ทันทีว่าคนที่กุมบังเหียนม้าคือชายชราที่อยู่กับนายน้อยหยานฉู่เมื่อตอนนั้น “เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขามาที่นี่เพื่อผลมหาโพธิสัตว์เช่นกัน?”
หากการสันนิษฐานของเขาเป็นจริงนั่นหมายความว่า อาจจะมีคนอื่นๆที่รับรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของผลมหาโพธิสัตว์ภายในป่าอสูรร่ำไห้ด้วยเช่นกัน
แต่ทันทีที่เขาคลาดสายตากับรถม้าของราชสำนัก จู่ๆเขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสลมโหยหวนจากในระยะไกล เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเขาก็ต้องพบเข้ากับวัตถุสีทองที่พุ่งทะยานผ่านหมู่เมฆด้วยเสียงหวีดหวิวของชั้นบรรยากาศ!
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง!
เมื่อวัตถุสีทองนั้นเข้ามาใกล้และอยู่ในตำแหน่งตรงกับศีรษะของจางหลิน แววตาของเขาก็สั่นไหว จนเผลออุทานด้วยความตกใจ “ระฆังค้ำฟ้า!”
คิดไม่ถึงเลยว่าแม้แต่หยุนเหวิน ผู้อาวุโสลำดับที่สามของสำนักจักรพรรดิดาราเองก็อยู่ที่นี่ด้วย!
และทิศทางที่หยุนเหวินกำลังไปนั้นทิศทางของป่าอสูรร่ำไห้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน
นั่นหมายความว่าหยุนเหวินเองก็อาจจะมีจุดประสงค์เดียวกันกับเขา
ผลมหาโพธิสัตว์!
การเคลื่อนไหวของหยุนเหวินได้ยืนยันสมมติฐานจากหมอดูชราแล้วว่า คำทำนายของเขาเป็นความจริงมากกว่าแปดในสิบส่วน! มิเช่นนั้นคงไม่มีทางที่คนอย่างหยุนเหวินจะปรากฏตัวขึ้นในพื้นที่กันดารนี้อย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้นสีหน้าของจางหลินเริ่มที่จะถมึงทึง “ดูเหมือนว่าการได้รับผลมหาโพธิสัตว์จะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้”
อีกฝ่ายเป็นถึงผู้อาวุโสของสำนักจักรพรรดิดารา และยังมีอีกสองคนที่ยังเป็นบุคคลลึกลับที่มีความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึง
การเข้าสู่ป่าอสูรร่ำไห้ในครั้งนี้ย่อมต้องเกิดอันตรายมากมายอย่างไม่ต้องสงสัย และการได้มาซึ่งผลมหาโพธิสัตว์จะไม่ใช่เรื่องง่ายดายอีกต่อไป
หานชิวหงเดินเข้ามาเมื่อเขาเห็นว่าจางหลินกำลังจ้องมองไปยังแสงสีทองเหนือหมู่เมฆ “ท่านอาจารย์ นั่นคืออะไร?”
“ไม่จำเป็นต้องสนใจ…” จางหลินก้มหน้าลงมาและเอ่ยถาม “การเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?”
หานชิวหงไม่กล้าที่จะถามต่อ เขาตอบว่า “รถม้าเตรียมพร้อมสำหรับออกเดินทางได้ทุกเมื่อ”
จางหลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาว “ไปกันเถอะ…”
.
.
.
~ รอบนอกป่าอสูรร่ำไห้ ~
ขณะนี้รถม้าราชสำนักได้มาหยุดลงหน้าทางเข้าป่าอสูรร่ำไห้ พร้อมกับหยูเป่ยเทียนและหยานฉู่ที่ก้าวลงมา
แต่ทันทีที่พวกเขากำลังจะก้าวเข้าสู่ร่มเงาของผืนป่า ทันใดนั้นหัวใจของหยูเป่ยเทียนกลับเต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกำลังรอพวกเขาอยู่ด้านใน
หยูเป่ยเทียนไม่รู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้มาจากทิศทางใด แต่เขาสัมผัสได้ว่าสิ่งที่รอพวกเขาอยู่ภายในคือกลิ่นอายของสัตว์วิญญาณที่น่าสะพรึง!
เมื่อสังเกตเห็นใบหน้าของหยูเป่ยเทียนที่ค่อยๆซีดลง หยานฉู่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอย่างสับสน “ลุงหยู… มีอะไรผิดปกติหรือไม่?”
หยูเป่ยเทียนปาดเหงื่อเย็นๆออกจากหน้าผากและกล่าวว่า “สมแล้วจริงๆ! การที่มีสมบัติแห่งสวรรค์ปรากฏขึ้นจะไม่มีสัตว์วิญญาณระดับสูงปรากฏตัวขึ้นรอบๆได้อย่างไร? ดูเหมือนว่าพวกเราจะมาถูกที่แล้ว”
คำตอบที่ได้รับทำให้หยานฉู่มีสีหน้าที่มืดมน “สัตว์วิญญาณ? ท่านหมายถึงสัตว์วิญญาณประเภทใด?”
หยูเป่ยเทียนส่ายหน้าอย่างมืดมน “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่กลิ่นอายของมันแข็งแกร่งมาก และดูเหมือนมีเพียงผู้แข็งแกร่งในระดับเดียวกับข้าเท่านั้นที่สัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของมัน”
ร่างกายของหยานฉู่อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน โดยปกติแล้วสัตว์วิญญาณมักจะอาศัยอยู่ในผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเมืองหยางโจวเองก็เป็นเมืองอันห่างไกล และป่าอสูรร่ำไห้ก็ถือได้ว่าเป็นป่าต้องห้ามที่ไม่เคยมีผู้ใดย่างกรายเข้าไปและได้กลับออกมา เพียงแต่มันยังห่างไกลกับคำว่าอุดมสมบูรณ์
แต่หากภายในป่าอสูรร่ำไห้มีสัตว์วิญญาณในระดับที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่หยูเป่ยเทียนพูดไว้ ย่อมหมายความว่าในคราวนี้อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาก็ย่อมมากกว่าทุกๆครั้งที่ผ่านมา
หยานฉู่กลืนน้ำลายหนึ่งเฮือกและเอ่ยถาม “แล้วพวกเราจะ…”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกลังเลใจในการตามล่าหาสมบัติ
แม้ว่าสถานที่ที่ผ่านมาพวกเขาจะเคยไปเยือนและได้รับสมบัติมานักต่อนัก แต่สถานที่เหล่านั้นอยู่ในขอบเขตที่หยูเป่ยเทียนพอจะรับมือได้
แต่ด้วยสีหน้าแววตาของหยูเป่ยเทียนในตอนนี้ ดูเหมือนว่าป่าอสูรร่ำไห้จะมีสัตว์ร้ายที่มีความแข็งแกร่งเกินขอบเขตของหยูเป่ยเทียนพิทักษ์สมบัตินั้นอยู่
หยูเป่ยเทียนไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่หยิบเข็มทิศสวรรค์ขึ้นมาและจับจ้องอย่างตั้งใจ
ครืด~
จู่ๆเข็มทิศสวรรค์ของเขาก็เกิดแรงสั่นอย่างหนัก ก่อนที่หน้าปัดของเข็มทิศจะหมุนไปรอบๆราวกับว่ามันไม่สามารถจับทิศทางได้แม่นยำอีกต่อไป
นั่นทำให้ดวงตาของหยูเป่ยเทียนส่องสว่างขึ้นมาอย่างฉับพลัน “ปะ-ปฏิกิริยาเช่นนี้...นี่ไม่ใช่สมบัติแห่งสวรรค์!”
จู่ๆ เขาก็โพล่งบางอย่างที่น่าตกใจออกมา “บางทีมันอาจจะเป็นสมบัติต้นกำเนิดในตำนาน!”
“อะไร!? สมบัติต้นกำเนิด!?” หยานฉู่อุทานออกมาด้วยความตกใจ เขาเข้าใจดีว่าสิ่งที่หยูเป่ยเทียนพูดนั้นหมายถึงอะไร
สมบัติในยุทธภพที่ถูกพบเห็นได้บ่อยมีด้วยกันสามระดับ ซึ่งได้แก่ สมบัติดั้งเดิม สมบัติปฐพีและสมบัติสวรรค์
แต่ยังมีอีกประเภทหนึ่งซึ่งถูกเรียกว่าสมบัติต้นกำเนิด! ซึ่งมีเพียงตำนานที่ถูกจารึกไว้ในพงศาวดารเท่านั้น แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นสมบัติต้นกำเนิดมาก่อนด้วยตาของตนเอง!
แม้แต่สมบัติสวรรค์ก็ยังไม่มีมูลค่าที่ตายตัว เพราะไม่ว่าจะแลกมันด้วยสิ่งใด สิ่งนั้นก็ไม่เพียงพอต่อการซื้อสมบัติสวรรค์ได้
แต่กลับกลายเป็นว่าเบื้องหน้าของพวกเขาคือสมบัติต้นกำเนิด! ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนนอกจากที่ถูกระบุไว้ในพงศาวดาร
หากสมบัติสวรรค์เกี่ยวข้องกับความลึกลับแห่งสวรรค์ ฉะนั้นสมบัติต้นกำเนิดก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกับความลึกลับแห่งจักรวาล!
มันเป็นสมบัติระดับสูงสุดที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนนอกจากในตำนาน!
ไม่ทันที่พวกเขาทั้งสองจะหายตกตะลึง จู่ๆเข็มทิศสวรรค์ก็ระเบิดออกอย่างฉับพลันต่อหน้าต่อตา!
หยูเป่ยเทียนรีบทิ้งเข็มทิศที่พังทลายออกไป ก่อนที่ดวงตาของเขาจะแดงก่ำและสูดลมหายใจเข้าอย่างแรงด้วยความตื่นเต้น “รัศมีของสมบัติแข็งแกร่งเกินกว่าที่เข็มทิศสวรรค์จะนำทางได้! ดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างพวกเราแล้ว!”
ดวงตาของหยานฉู่เป็นประกาย เขาคิดไม่ถึงเลยว่าการออกเดินทางจากแคว้นฉู่เป็นระยะทางหลายหมื่นลี้จะทำให้เขาพบเจอกับโชคลาภมหาศาลเช่นนี้!
สมบัติต้นกำเนิด! ด้วยสมบัติเพียงชิ้นนี้เพียงพอแล้วที่จะเขย่าทั้งอาณาจักรหยวนเทียนได้อย่างง่ายดาย
“ลุงหยู รีบเข้าไปกันเถอะ!” หยานฉู่ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นไว้ได้อีกต่อไป
หยูเป่ยเทียนพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่เขาจะล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ นั่นคือขวดหยกที่บรรจุเม็ดยาเอาไว้ ก่อนที่เขาจะมอบมันให้แก่หยานฉู่โดยตรง “นายน้อย ภายในขวดหยกนี้มีเม็ดยาต้านพิษระดับกลางอยู่ ท่านควรดูดซับมันในทันที”
หยานฉู่พยักหน้าอย่างเชื่อฟังและกลืนยาต้านพิษเข้าไป ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ถูกเปิดไว้รอบนอกป่าอสูรร่ำไห้ และหายไปภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ในทันที…