หนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1

    บทที่ 51: พลเมืองใหม่และป้อมปราการดาว

            บทที่ 51: พลเมืองใหม่และป้อมปราการดาว


            แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านหน้าต่างของ‘ห้องพยาบาลแยกโรค’ ทาบทับลงบนพื้นไม้กระดานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรฆ่าเชื้อบรรยากาศภายในห้องเงียบสงบ ทว่ากลับมีความตึงเครียดบางอย่างก่อตัวขึ้นระหว่างมนุษย์สามคนในห้องนั้น

            บนเตียงไม้กระดานเลโอน่า หญิงสาววัยสิบแปดปี และเลโอ น้องชายวัยสิบห้าปีกำลังนั่งคุกเข่าก้มหน้าจนคางแทบจะชิดอก ร่างกายของพวกเขาฟื้นฟูขึ้นมากหลังจากได้รับโจ๊กน้ำซุปกระดูกและการรักษาแผลติดเชื้อแต่บาดแผลทางจิตใจจากการเป็นทาสในจักรวรรดิอาร์คิเดียยังคงฝังรากลึกอยู่ในทุกอณูวิญญาณ

            "ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ ท่านอีไลอัส..."เลโอน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหลังมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น"พวกข้าไม่มีที่ไปแล้ว หากก้าวพ้นเขตแดนของป่าแห่งนี้ออกไปพวกข้าก็ต้องถูกทหารจักรวรรดิและพวกค้าทาสจับตัวไปทรมานอีก... พวกข้าขอร้อง...ให้พวกข้าอยู่ที่นี่เถิดเจ้าค่ะ!"

            เลโอผู้เป็นน้องชายโขกศีรษะลงกับพื้นไม้กระดานดังโป๊ก"พวกเรายอมเป็น ‘ทาส’ รับใช้ท่าน! จะให้ทำงานหนักแค่ไหน จะให้แบกหินขุดดิน หรือให้กินแค่เศษอาหารเหลือ พวกเราก็ยอมครับ!ขอแค่ได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของท่านและสัตว์อสูรของท่าน...ได้โปรดเถิดครับ!"

            คำว่า‘ทาส’ ที่หลุดออกมาจากปากของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีทำให้อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีที่นั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้ามถึงกับคิ้วกระตุกสันกรามของอดีตสถาปนิกซีเนียร์นูนปูดขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยวที่คุกรุ่นอยู่ลึกๆในอก

            ไม่ใช่โกรธสองพี่น้อง...แต่โกรธระบบโครงสร้างสังคมที่เน่าเฟะของจักรวรรดิมนุษย์ ที่บดขยี้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จนแหลกเหลวบังคับให้เด็กวัยรุ่นสองคนต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนขอเป็นทาสเพื่อแลกกับเศษอาหารและการมีชีวิตรอด!

            "เงยหน้าขึ้นเถิด" อีไลอัสออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ

            สองพี่น้องสะดุ้งสุดตัวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเด็กชายตรงหน้าด้วยแววตาหวาดหวั่น

            "ฟังข้าให้ดีนะ เลโอน่า เลโอ..." อีไลอัสลุกขึ้นยืนก้าวเดินเข้าไปใกล้เตียงไม้ "ที่รัฐอิสระเฮเซลบรุคแห่งนี้ เรามีกฎหมายสูงสุด ที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าคำสั่งของจักรพรรดิหน้าโง่คนไหนในทวีปโซลาริส...และกฎข้อที่สำคัญที่สุดของการอาศัยอยู่ที่นี่คือ... 'ที่นี่ไม่มีทาส!'"

            เลโอน่าเบิกตากว้าง"ม... ไม่มีทาส? เช่นนั้น... ท่านจะไล่พวกข้าไปใช่ไหมเจ้าคะ?"

            "ข้าบอกตอนไหนว่าจะไล่พวกเจ้าไป?" อีไลอัสถอนหายใจยาวก่อนจะระบายยิ้มที่อบอุ่นที่สุดออกมา "ข้าปฏิเสธคำว่าทาสเพราะคำนั้นมันไร้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี... ในโลกของการบริหารจัดการเมือง การกดขี่แรงงานคือตัวการที่ทำให้ระบบพังทลายข้าไม่ต้องการทาสที่ทำงานด้วยความหวาดกลัว... แต่สิ่งที่ข้าจะมอบให้พวกเจ้าคือสถานะ 'ลูกบ้าน' หรือพลเมืองอย่างเป็นทางการของเฮเซลบรุคต่างหากล่ะ!"

            "ล... ลูกบ้านหรือครับ!?" เลโออ้าปากค้าง"มนุษย์ไร้ค่าอย่างพวกเรา...จะได้รับสิทธิ์เทียบเท่ากับเหล่ามอนสเตอร์ระดับสูงของท่านงั้นหรือครับ!?"

            "ทุกชีวิตที่ยอมรับกฎของเฮเซลบรุค ย่อมมีความเท่าเทียมกัน!"อีไลอัสอธิบายหลักการของรัฐอิสระ "ที่นี่ เราใช้ระบบเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยน ทุกคนต้องทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มกำลังเพื่อแลกกับสวัสดิการขั้นพื้นฐาน คือที่พักอาศัยที่ปลอดภัยอาหารสามมื้อที่อิ่มหนำสำราญ ยารักษาโรค และความคุ้มครองจากข้า!"

            สถาปนิกน้อยยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้าสองพี่น้อง"ข้าไม่ต้องการโซ่ตรวนมาผูกมัดพวกเจ้า... แต่ข้าต้องการ 'คำสาบาน'ว่าพวกเจ้าจะซื่อสัตย์ จะปกป้องและจะร่วมกันสร้างเมืองนี้ให้เจริญรุ่งเรืองไปพร้อมกับพวกเรา...ตกลงรับข้อเสนอนี้ไหม?"

            น้ำตาแห่งความตื้นตันใจพังทลายลงมาราวกับเขื่อนแตกเลโอน่าและเลโอเอื้อมมือที่สั่นเทาของพวกเขาไปกอบกุมมือเล็กๆ ของอีไลอัสเอาไว้แน่นพวกเขาร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความปีติยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้นรกบนดินได้จบสิ้นลงแล้วและประตูสู่สรวงสวรรค์ที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้เปิดต้อนรับพวกเขาอย่างแท้จริง

            "ข... ข้าเลโอน่า... ขอสาบานด้วยชีวิตเจ้าค่ะ!"

            "ข้าเลโอ... จะขอถวายความภักดีต่อท่านผู้ใหญ่บ้านไปจนลมหายใจสุดท้ายครับ!"

            เมื่อสัมผัสได้ถึงความจริงใจและเจตจำนงที่บริสุทธิ์แสงสีทองแห่ง [พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย] ก็สว่างวาบขึ้นจากฝ่ามือของอีไลอัสพุ่งเข้าประทับตราสัญลักษณ์รูปลูกมาตรวัดสถาปนิกจางๆ ลงบนหน้าผากของสองพี่น้องก่อนจะซึมหายไป สวัสดิการบัฟฟื้นฟู เริ่มทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพกระตุ้นให้บาดแผลที่ข้อมือและข้อเท้าของพวกเขาสมานตัวเร็วขึ้นอีกหลายเท่าตัว

            "ยินดีต้อนรับสู่เฮเซลบรุคนะ พลเมืองมนุษย์กลุ่มแรกของข้า!"อีไลอัสยิ้มกว้าง "เอาล่ะในเมื่อเป็นพนักงานของบริษัทเฮเซลบรุคก่อสร้างและพัฒนาเมืองแล้ว ก็ถึงเวลาประเมินทักษะและจัดสรรตำแหน่งงาน!"

            อีไลอัสหยิบสมุดจดที่ทำจากเปลือกไม้ขึ้นมา"เลโอน่า ตอนที่ข้าทำแผลให้เจ้าสามารถบอกชื่อสมุนไพรและสรรพคุณของมันได้ถูกต้องเป๊ะๆเจ้ามีความรู้เรื่องพืชสินะ?"

            เลโอน่าพยักหน้าพลางปาดน้ำตา"เจ้าค่ะ ตอนอยู่ที่หมู่บ้านเดิม ข้าเป็นลูกมือของหมอประจำหมู่บ้านข้าเรียนรู้วิธีการคัดแยกสมุนไพร การต้มยา และการถนอมอาหารเบื้องต้นเจ้าค่ะ"

            "เพอร์เฟกต์! บุคลากรสายสนับสนุน ที่เราขาดแคลนพอดี!"อีไลอัสดีดนิ้วเป๊าะ "ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเข้าสังกัด 'แผนกปรุงยาและเสบียงกลาง'!เจ้าจะต้องไปทำงานร่วมกับ 'เดซี่' กระต่ายอสูรสายพฤกษาหัวหน้าแผนกเกษตรกรรม เดซี่มีเวทมนตร์เร่งการเติบโตแต่ขาดความรู้เรื่องการแปรรูป หน้าที่ของเจ้าคือรับสมุนไพรเวทมนตร์จากเดซี่มาสกัดเป็นยารักษาโรค และเป็นเชฟหลักช่วยข้าทำอาหารเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน!"

            เลโอน่าเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง"ให้ข้า... มนุษย์ธรรมดา ไปเป็นลูกน้องของกระต่ายอสูรหรือเจ้าคะ!?"

            "ที่นี่ ตำแหน่งวัดกันที่ความสามารถ ไม่ใช่เผ่าพันธุ์"อีไลอัสขยิบตาให้ ก่อนจะหันไปหาน้องชาย "ส่วนเจ้า เลโอ...สภาพร่างกายของเจ้ากำยำใช้ได้ แม้จะผอมโซไปหน่อยแต่โครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อเหมาะกับงานที่ต้องใช้ความอดทนเจ้าถนัดงานช่างหรือการใช้แรงงานไหม?"

            เลโอยืดอกรับอย่างกระตือรือร้น"ตอนเป็นทาส ข้าถูกบังคับให้แบกหินและขุดดินวันละสิบกว่าชั่วโมงครับท่าน!ข้ามีความอดทนสูงมาก และข้าเรียนรู้งานก่อสร้างจากพวกคนคุมงานมาบ้างครับ!"

            "วิเศษมาก! งั้นเจ้าก็ถูกบรรจุเข้าสังกัด 'แผนกวิศวกรรมโยธาและโครงสร้างพื้นฐาน'!"อีไลอัสประกาศก้อง "เจ้าจะต้องไปเป็นผู้ช่วยของ 'ดัสตี้' ตุ่นอสูรหัวหน้าวิศวกร และทำงานร่วมกับ 'บาร์นีย์' หมียักษ์รถเครนประจำไซต์งานของเราเจ้าจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างเมืองของเราให้ยิ่งใหญ่!"

            เลโอยืนขึ้นตะเบ๊ะรับคำสั่งแบบทหาร"รับทราบครับท่านผู้ใหญ่บ้าน! ข้าจะตั้งใจทำงานไม่ให้ท่านต้องผิดหวังแน่นอนครับ!"

            เมื่อการจัดสรรบุคลากรเป็นไปอย่างลงตัวที่สุดเสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้น เอลดริน ผู้นำเอลฟ์สายช่างทอ พร้อมด้วยผู้ช่วยเดินเข้ามาภายในห้องพยาบาลที่บัดนี้อบอวลไปด้วยรอยยิ้มบนท่อนแขนของพวกเขามีถาดไม้ที่วางพับเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยมไว้สองชุด

            "นี่คือ 'ของขวัญต้อนรับการเป็นประชากร' จากครอบครัวเฮเซลบรุค" อีไลอัสผายมือไปยังเสื้อผ้าเหล่านั้น"ชุดกระสอบเปื้อนเลือดที่ตอกย้ำความเป็นทาสพวกนั้น ข้าสั่งให้คนเอาไปเผาทิ้งและฝังกลบด้วยปูนขาวหมดแล้ว...ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าคือพลเมืองเสรี!"

            เลโอน่าและเลโอมองดูเสื้อผ้าบนถาดไม้ด้วยความตกตะลึงมันไม่ใช่เสื้อผ้าหยาบกระด้างแบบที่สามัญชนทั่วไปในจักรวรรดิสวมใส่แต่มันคือผลงานศิลปะชั้นยอดที่ถูกออกแบบมาให้ผสานรวมเข้ากับผืนป่าอย่างแท้จริง

            "พวกข้าตั้งใจออกแบบและถักทอชุดเหล่านี้ให้พวกเจ้าโดยเฉพาะ"เอลดรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เสื้อซับในและกางเกงตัวในเหล่านี้ทอขึ้นจากการนำ 'ปุยนุ่นเมฆา' จากไร่เพาะปลูกของหมู่บ้านมาปั่นเป็นเส้นด้ายที่ละเอียดที่สุด มันให้สัมผัสนุ่มลื่นดุจปุยเมฆจะช่วยโอบอุ้มผิวหนังที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากโซ่ตรวนของพวกเจ้าไม่ให้เกิดการระคายเคืองและช่วยกักเก็บความอบอุ่นขอรับ"

            เอลฟ์สาวคลี่ชุดเดรสของเลโอน่าออกให้ดูมันเป็นชุดแขนยาวกระโปรงบานพลิ้วไหว ย้อมด้วยสีเหลืองอำพันอ่อนๆ ที่สกัดจากเกสรดอกคาโมมายล์มนตราสวมทับด้วยเสื้อกั๊กเข้ารูปแบบผูกเชือกด้านหน้าที่ย้อมด้วยสีเขียวใบไม้แห้ง บริเวณคอเสื้อและชายกระโปรงถูกปักลวดลายเถาวัลย์เล็กๆด้วยด้ายสีน้ำตาลทองอย่างวิจิตรบรรจง

            "ส่วนเสื้อคลุมและกางเกงตัวนอกของเจ้าหนุ่มนี่..."เอลฟ์ช่างทออีกคนหันไปหาเลโอโชว์ชุดทูนิกสีน้ำตาลเปลือกไม้ที่ถูกสกัดสีมาจากต้นบลิสโอ๊ค ตัดกับสีเขียวมะกอก"เราได้นำเส้นใยพฤกษามาตีเกลียวผสมเข้ากับ 'ไหมใยเหล็กจากสปินเนอร์'ท่านสถาปนิกโครงสร้างใยประจำหมู่บ้านของเรามันมีความเหนียวและทนทานต่อการฉีกขาดสูงมาก ข้าเสริมความหนาที่หัวเข่าและข้อศอกไว้ให้แล้วหากในอนาคตเจ้าอยากจะออกไปช่วยงานก่อสร้างชุดนี้ก็พร้อมลุยไปกับเจ้าโดยไม่ฉีกขาดง่ายๆ"

            เลโอน่ายื่นมือที่สั่นเทาออกไปลูบไล้เนื้อผ้าสัมผัสที่นุ่มนวลและกลิ่นหอมของธรรมชาติตีตื้นขึ้นมาจนจุกอกสีย้อมธรรมชาติจากเปลือกบลิสโอ๊คและเกสรดอกไม้ทำให้ชุดของพวกเธอรู้สึกอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของการเยียวยาแตกต่างจากชุดสีขาวมุกขลิบทองของอีไลอัสที่ถูกออกแบบมาให้ดูโดดเด่นและน่าเกรงขามในฐานะ 'ผู้นำ' อย่างสิ้นเชิง

            "สถาปัตยกรรมที่ดี ไม่ใช่แค่การสร้างบ้านที่แข็งแรง แต่รวมถึงการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัยด้วย"อีไลอัสเอามือไพล่หลัง รอยยิ้มของเขาอ่อนโยนลง "รับไปเถอะ แล้วรีบสวมมันซะ...เมื่อพวกเจ้ามีแรงเดินไหวเมื่อไหร่ ข้าจะพาพวกเจ้าออกไปเดินทัวร์ดู 'บ้านใหม่' ของพวกเจ้าด้วยตาตัวเอง"

            "ข... ขอบพระคุณเจ้าค่ะ... ของขวัญชิ้นนี้...มันงดงามและมีค่าเกินกว่าที่ชีวิตพวกข้าจะคู่ควร..." เลโอน่าสะอื้นไห้หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจร่วงหล่นลงมาอาบแก้มเธอและน้องชายก้มศีรษะลงจดเตียงไม้เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

            ทว่าในขณะที่รอยยิ้มแห่งความสำเร็จกำลังเบ่งบานในใจของสถาปนิกน้อย ความคิดหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาในหัวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูหนาว

            อีไลอัสเดินไปที่หน้าต่างมองดูบาร์นีย์ที่กำลังนอนกลิ้งไปมา ฟินน์ที่กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อและเดซี่ที่กำลังแทะหัวไชเท้าอยู่ตรงลานหน้าบ้าน

            ‘ในโลกภายนอก มีสมาคมนักล่า พวกเขาเข้ามาล่ามอนสเตอร์ และควักเอา แกนเวทมนตร์ออกมา... ยิ่งมอนสเตอร์ระดับสูงอย่างระดับ B หรือ A แกนเวทมนตร์ก็ยิ่งมีมูลค่ามหาศาล!’

            คำบอกเล่าของเลโอเมื่อวันก่อนดังกึกก้องขึ้นมาในโสตประสาทของเขาอีกครั้ง

            "ในสายตาของพวกนักล่าและจักรวรรดิ... ลูกบ้านที่น่ารักของฉันพวกนี้ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่ครอบครัว... แต่พวกมันคือ 'ก้อนทองคำ'และ 'แบตเตอรี่พลังงาน' ที่ต้องถูกล่าเพื่อนำไปขับเคลื่อนอารยธรรมที่เน่าเฟะของพวกมนุษย์"

            อีไลอัสกำขอบหน้าต่างแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดดวงตาของอดีตสถาปนิกที่เคยมองแค่เรื่องการออกแบบเพื่อความสะดวกสบายบัดนี้กำลังฉายแววของ 'นักยุทธศาสตร์การทหาร'

            "รัฐอิสระเฮเซลบรุค จะเป็นแค่หมู่บ้านเกษตรกรรมโลกสวยไม่ได้อีกต่อไป!การที่เราไม่มีกำแพงเมืองมันคือการเปิดประตูเชื้อเชิญให้พวกนักล่าและกองทัพจักรวรรดิเข้ามากวาดต้อนลูกบ้านของฉันไปชำแหละ!"อีไลอัสกัดฟันกรอด "ฉันต้องการ 'ระบบป้องกันเมือง'ที่สมบูรณ์แบบและแข็งแกร่งที่สุด!"

            เด็กชายหันขวับกลับมาหาสองพี่น้อง"เลโอน่า เลโอ วันนี้พวกเจ้าพักผ่อนไปก่อนพรุ่งนี้ข้าจะให้พวกเจ้าเริ่มงาน... แต่ก่อนอื่นในฐานะที่พวกเจ้าเป็นลูกบ้านเต็มตัวแล้ว ข้าต้องสร้าง 'บ้าน'ให้พวกเจ้าซะก่อน!"

            อีไลอัสก้าวฉับๆออกจากเรือนแยกโรค มุ่งหน้าไปยังโซนที่อยู่อาศัยที่เขากำหนดไว้ในผังเมืองเขาสั่งให้บาร์นีย์และดัสตี้เตรียมพื้นที่ทันที

            "การสร้างบ้านให้มนุษย์ในครั้งนี้ เราไม่ต้องไปทนเมื่อยยกหินทีละก้อนแล้ว!เพราะตอนนี้เรามี 'โรงสีกังหันน้ำ' และ'โรงเลื่อยพลังงานกล' ที่ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ!"

            สถาปนิกน้อยนำทีมงานไปที่โรงสีริมน้ำตกเขาใช้ระบบทดเกียร์ส่งกำลังให้ใบเลื่อยไม้ทำงานบาร์นีย์ทำหน้าที่ป้อนท่อนซุงโอ๊กเหล็กเข้าหาใบเลื่อยไม้ที่หมุนด้วยความเร็วสูงเพียงไม่นาน แผ่นไม้กระดานที่ถูกตัดตรงแหน่วความหนาเท่ากันเป๊ะระดับมาตรฐานสถาปนิก ก็ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก!

            "ด้วยวัสดุก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน การก่อสร้างแบบกึ่งสำเร็จรูป ก็กลายเป็นเรื่องกล้วยๆ!"

            ท่ามกลางแสงแดดที่ทอแสงผ่านใบไม้อีไลอัสยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานช่างสายตาของเขากวาดมองแผ่นไม้ที่เป็นพิมพ์เขียวผังเมืองวงแหวนอย่างพินิจพิเคราะห์เขาตระหนักว่าขณะนี้รัฐอิสระเฮเซลบรุคกำลังก้าวเข้าสู่เฟสขยายตัวที่สำคัญเดิมทีในระยะวงแหวนแรกของโซน R ก่อนจะข้ามลำธารไปมีบ้านไม้ใต้ถุนสูงและบ้านใหม่ของเผ่าเอลฟ์ตั้งเรียงรายอยู่ถึง 30 หลังแล้ว

            "ถ้าเราจะรับคนเพิ่ม หรือมีเผ่าพันธุ์อื่นที่มีสรีระต่างกันเข้ามาการวางผังแบบรัศมีเฉยๆ จะเริ่มวุ่นวาย"อีไลอัสพึมพำขณะลากเส้นถ่านไม้เพิ่มเติมลงบนแบบ

            เขาเริ่มวิเคราะห์เรื่องการสัญจร พื้นดินเดิมที่เป็นดินปนกรวดอาจจะสะดวกต่อการเดินสี่ขาของบาร์นีย์การวิ่งปราดเปรียวของฟินน์ หรือการกระโดดดึ๋งๆ ของเดซี่แต่สำหรับมนุษย์ที่ต้องแบกข้าวของหรือเดินเท้าเปล่าพื้นที่ขรุขระเช่นนี้จะสร้างความเหนื่อยล้าสะสมได้ง่าย

            "เราต้องเริ่มตัดถนนหลักเพื่อแบ่งบล็อก" อีไลอัสตัดสินใจวางโครงสร้างถนนคร่าวๆเพื่อเตรียมปรึกษากับลูกบ้านในอนาคต โดยเขาได้เลือกทำเลทองจุดใหม่สำหรับ 'โซนหมู่บ้านมนุษย์' ไว้ที่ระยะ 240 เมตรจากน้ำตกม่านไพลิน ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นพื้นที่เนินลาดที่รับแสงแดดได้ดีตลอดวัน

            บาร์นีย์รับหน้าที่เป็นรถเครนชีวภาพลำเลียงไม้กระดานที่เพิ่งผ่านการตัดแต่งอย่างแม่นยำจากโรงสีกังหันน้ำมายังไซต์งาน

            อีไลอัสก้าวออกมายืนประจันหน้ากับพื้นที่ว่างเปล่าเขาหลับตาลงเรียกใช้งานสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร]ทันที

            แสงสีทองสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้วท่อนไม้โอ๊กเหล็กลอยขึ้นจากพื้นราวกับไร้น้ำหนักก่อนจะหมุนตัวกลางอากาศและประกบเข้าหากันด้วยเทคนิค การเข้าลิ้นไม้ ที่ซับซ้อนแต่แม่นยำระดับไมครอน

            เขาเลือกสร้าง 'คอตเทจไม้แบบอิงลิชคันทรี' ขนาด 6x6 เมตรเพื่อมอบความรู้สึกของคำว่า บ้าน ที่ทั้งสองพี่น้องไม่เคยได้รับอย่างแท้จริง

            เสาและคานหลักถูกสร้างจากไม้โอ๊กเหล็กสีเข้มที่แข็งแกร่งราวเหล็กกล้าแต่ยังคงลวดลายธรรมชาติของเนื้อไม้ไว้อย่างงดงาม ผนังภายนอกใช้แผ่นไม้กระดานตีซ้อนเกล็ดอย่างประณีตเรียงตัวลดหลั่นกันเพื่อให้น้ำฝนไหลผ่านลงด้านล่างโดยไม่ซึมเข้าสู่ภายใน

            หลังคาทรงจั่วลาดชันค่อย ๆก่อตัวขึ้นเหนือโครงบ้าน แผ่นไม้มุงหลังคาถูกวางซ้อนกันเป็นชั้นอย่างแน่นหนาสีเข้มกว่าตัวบ้านเล็กน้อย และบางส่วนยังคงมีลวดลายธรรมชาติของเปลือกไม้หลงเหลืออยู่ทำให้มันดูอบอุ่นและเรียบง่ายในแบบชนบท

            ปล่องไฟหินก่อจากหินธรรมชาติทรงไม่สม่ำเสมอค่อยๆ เรียงตัวขึ้นด้านข้างของหลังคาอย่างมั่นคง มันไม่ได้ดูหรูหราแต่ให้ความรู้สึกแข็งแรงและพร้อมจะปล่อยควันอุ่น ๆในคืนฤดูหนาวที่หนาวเย็นของป่าแห่งนี้

            ด้านหน้าบ้านมีเฉลียงไม้ขนาดเล็กยื่นออกมาพร้อมหลังคากันแดดกันฝนขนาดพอเหมาะ เสาเฉลียงถูกออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่แข็งแรงราวระเบียงไม้เตี้ย ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านชนบทที่แสนอบอุ่น

            บันไดไม้เพียงไม่กี่ขั้นทอดลงสู่ทางเดินหินที่คดเคี้ยวออกจากตัวบ้านแผ่นหินแต่ละก้อนวางตัวอย่างเป็นธรรมชาติ

            ด้านข้างบ้านอีไลอัสยังสร้างพื้นที่เก็บฟืนขนาดเล็กใต้ชายคา พร้อมรั้วไม้เตี้ย ๆล้อมรอบบริเวณบ้าน เพื่อให้มันดูเป็นพื้นที่พักอาศัยที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

            และเพื่อให้บ้านหลังนี้ไม่แข็งกระด้างเกินไปเหล่าเอลฟ์ยังช่วยเติมรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้บ้านมีชีวิตขึ้นมาเถาวัลย์สีเขียวถูกดัดพันรอบเสาหน้าบ้านอย่างอ่อนช้อย กระถางดอกไม้เล็ก ๆถูกนำมาวางไว้ริมหน้าต่าง ผ้าม่านสีอ่อนพลิ้วไหวอยู่ด้านในอย่างอบอุ่น

            ภายในบ้านอีไลอัสไม่ได้ละเลยความสะดวกสบาย เขาปูพื้นไม้กระดานเรียบเนียนและก่อเตาผิงอิฐดินเหนียวขนาดเล็กไว้เป็นแกนกลางความร้อนพร้อมติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ถูกออกแบบให้เข้ากับสรีระ ของวัยรุ่นทั้งสองอย่างพอดีตัวและไม่ลืมที่จะสร้างห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ

            กลิ่นหอมสดใหม่ของเนื้อไม้ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณขณะที่แสงแดดยามบ่ายสาดกระทบผนังไม้ใหม่เอี่ยมจนสะท้อนเป็นสีทองอบอุ่น

            บ้านหลังนั้นไม่ได้ใหญ่โตเลยแต่มันงดงาม อบอุ่น และเต็มไปด้วยความหมาย สำหรับเลโอน่าและเลโอมันคือบ้านหลังแรกในชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อพวกเขาจริง ๆ

            และด้วยพลังของสถาปนิกรวมถึงการบริหารจัดการแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ บ้านไม้หลังงามที่ยังคงมีกลิ่นหอมกรุ่นของไม้สดใหม่ก็ตั้งตระหง่านเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง.

            เมื่อเลโอน่าและเลโอเดินออกมาจากเรือนแยกโรคและเห็นบ้านหลังใหม่ของตนเองทั้งคู่ถึงกับหยุดชะงัก ขาทั้งสองข้างทรุดลงกับพื้นและปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง ความทรงจำเกี่ยวกับกรงขังเหล็กและสลัมมืดๆในจักรวรรดิอาร์คิเดียถูกแทนที่ด้วยภาพบ้านไม้คอตเทจที่ดูอบอุ่นและสง่างาม

            "นี่มัน...สวยยิ่งกว่าบ้านของพวกขุนนางในเมืองหลวงที่ข้าเคยเดินผ่านเสียอีกเจ้าค่ะ..."เลโอน่าสะอื้นไห้ด้วยความซาบซึ้ง

            บรรยากาศยิ่งอบอุ่นขึ้นไปอีกเมื่อเหล่าเอลฟ์คนอื่นๆ  เดินเข้ามาสมทบ พวกเขาไม่ได้มามือเปล่าแต่ช่วยกันแบกตะกร้าที่บรรจุของใช้จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นผ้าห่มไหมพฤกษานุ่มๆเบาะรองนอนที่ยัดปุยนุ่นเมฆา และจานชามเซรามิกเคลือบเงามามอบให้เป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่

            อีไลอัสยืนกอดอกพิงต้นไม้ใหญ่มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆจิตวิญญาณของสถาปนิกถูกเติมเต็มจนล้นปรี่ ในที่สุดรัฐอิสระเฮเซลบรุคก็ได้พิสูจน์แล้วว่าที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่หลบภัยแต่คือดินแดนที่หยิบยื่นศักดิ์ศรีและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทุกเผ่าพันธุ์อย่างเท่าเทียมกัน

            อีไลอัสเดินกลับมายืนพิจารณาแผ่นไม้พิมพ์เขียวแม่บทบนโต๊ะทำงานช่างอีกครั้งสายตาจับจ้องไปยังพื้นที่โซน R ทางทิศตะวันออกแม้ในตอนแรกเขาจะเน้นสร้างที่พักพิงให้รวดเร็วที่สุดตามโครงการเคหะชุมชนเฟส 2แต่ในฐานะอดีตสถาปนิกซีเนียร์และนักผังเมืองเขาตระหนักดีว่าหากปล่อยให้หมู่บ้านขยายตัวไปอย่างไร้ทิศทางเฮเซลบรุคจะเผชิญกับปัญหาการสัญจรที่ติดขัดในอนาคต

            การจัดผังเมืองและการสัญจรอีไลอัสหยิบก้อนถ่านไม้ลากเส้นถนนเส้นแรกที่เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ผ่านหน้าโซนที่อยู่อาศัย

            "ถนนที่ดีไม่ใช่แค่เส้นทางเดินแต่มันคือโครงสร้างที่กำหนดความเป็นระเบียบของอาคาร" เขาพึมพำขณะวิเคราะห์พฤติกรรมผู้อยู่อาศัยแม้บาร์นีย์จะเดินได้ทุกที่ หรือเดซี่จะกระโดดข้ามพงหญ้าได้อย่างอิสระแต่สำหรับมนุษย์และเอลฟ์การสัญจรบนผืนดินที่เรียบเนียนคือหัวใจของมาตรฐานการครองชีพที่ดี

            เขาตัดสินใจตัดถนนผ่านด้านหน้าโซนบ้านเอลฟ์1 สาย โดยกำหนดความกว้างไว้ที่ 5 เมตรซึ่งเป็นระยะมาตรฐานสำหรับถนนในหมู่บ้านชั้นในที่รถเข็นหรือสัตว์อสูรขนาดใหญ่สามารถเดินสวนกันได้โดยไม่แออัดทว่าโจทย์ที่ท้าทายคือ "หัวใจของเอลฟ์"พวกเขายังคงต้องการความรู้สึกผูกพันกับธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่และสัมผัสที่อ่อนนุ่มของผืนดินมากกว่าหินแข็ง อีไลอัสจึงออกแบบถนนเป็นระบบ 'หินอัดแน่นกึ่งถาวร' ที่ยังคงเก็บรักษาบรรยากาศเดิมของป่าไว้แต่มีการปรับระดับผิวหน้าดิน ให้เรียบเนียนระดับมาตรฐานสถาปนิก

            บล็อกอาคารและมาตรฐานการจัดสรรที่ดินเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการพื้นที่ อีไลอัสกำหนดแนวถนนให้แบ่งที่ดินออกเป็นช่วงๆหรือช่องตาราง โดยในแต่ละช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าเขาคำนวณพื้นที่ให้สามารถวางบ้านไม้ขนาด 6x6 เมตร ได้ประมาณ 3 หลัง ต่อหนึ่งกลุ่มอาคารวิธีนี้ช่วยให้เขาสามารถระบุพิกัดราษฎรได้ชัดเจนตามระบบจิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุคและยังช่วยให้การวางระบบประปาไม้ไผ่แรงโน้มถ่วงเข้าถึงหน้าบ้านทุกหลังได้สะดวกยิ่งขึ้น

            "ดัสตี้! ผมต้องการให้แกช่วยขุดเปิดแนวถนนตามรอยถ่านที่ผมมาร์กไว้"อีไลอัสเรียกหัวหน้าวิศวกรโยธามาบรีฟงานโดยมีบาร์นีย์ทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรกลหนักคอยเคลียร์รากไม้และกิ่งไม้ที่ขวางทางการสร้างถนนครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การถมดินแต่เป็นการวางรากฐานของอารยธรรมที่มั่นคงและสวยงามกลมกลืนไปกับธรรมชาติ

            เมื่อจัดแจงที่พักและถนนในโซนบ้านพักเสร็จสิ้นอีไลอัสก็กางแผ่นไม้กระดาน 'พิมพ์เขียวผังเมือง' ออกมาอีกครั้ง หยิบก้อนถ่านไม้ขึ้นมาด้วยมือที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

            "การสร้างกำแพงหินสูงๆล้อมรอบเมืองแบบกำแพงเมืองจีนหรือกำแพงเมืองอาร์คิเดีย มันอาจจะดูปลอดภัย..."อีไลอัสพึมพำขณะวิเคราะห์รูปแบบสถาปัตยกรรมทางทหาร "แต่มันคือคุกดีๆนี่เอง นอกจากจะบดบังทัศนียภาพแล้ว ยังทำให้ระบบนิเวศและการระบายอากาศพังพินาศที่สำคัญ กำแพงทื่อๆ แบบนั้นมันมี 'จุดบอด' เยอะเกินไปสำหรับสถาปนิกอย่างฉัน"

            เขาลากเส้นถ่านไม้ลงบนแนวรัศมีวงแหวนชั้นนอกสุด'โปรเจกต์: กำแพงเมืองปราการดาว' เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นบนแผ่นไม้ถึงแม้เขาจะไม่ต้องการให้เมืองต้องอยู่ในกรงขังของกำแพงหนา แต่ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุดในโลกที่มอนสเตอร์และนักล่าจ้องจะรุมทึ้งลูกบ้านของเขา

            สถาปัตยกรรมแห่งการป้องปัน:ป้อมปราการทรงดาว

            อีไลอัสเริ่มร่างรายละเอียดของกำแพงแฉก หรือ BastionFort ซึ่งเป็นเทคนิคจากโลกเก่าที่ใช้หลักเรขาคณิตมาเอาชนะพละกำลัง

            การขจัดจุดบอด: กำแพงเมืองปกติที่เป็นเส้นตรงจะมีจุดบอดอยู่ที่ฐานกำแพงซึ่งผู้ป้องกันด้านบนมองไม่เห็นศัตรู แต่กำแพงที่มีมุมยื่นออกไปเป็นแฉกดาวจะทำให้ผู้ป้องกันที่อยู่บน "แฉก" หนึ่งสามารถมองเห็นและโจมตีศัตรูที่กำลังปีนกำแพงของอีกแฉกหนึ่งได้โดยตรง

            การยิงประสาน: ทุกๆ มุมของแฉกจะถูกออกแบบให้ทำมุมรับกันเพื่อให้ฟินน์ที่เป็นนักรบเวทสายโจมตี หรือนักรบเอลฟ์ สามารถสร้าง"ตาข่ายการโจมตี" ที่ครอบคลุมพื้นที่หน้ากำแพงได้ 360 องศา ไม่มีพื้นที่ตารางนิ้วไหนที่รอดพ้นสายตา

            การกระจายแรงกระแทก: รูปทรงแฉกที่ทำมุมเฉียงจะช่วยกระจายแรงปะทะจากเวทมนตร์หรือเครื่องยิงหินไม่ให้กำแพงรับแรงกระแทกตรงๆ 90 องศาซึ่งจะช่วยลดความเสียหายเชิงโครงสร้างได้มหาศาล

            การวางพิกัดยุทธศาสตร์เฮเซลบรุค อีไลอัสกำหนดแนวป้องกันนี้เป็นเส้นครึ่งวงกลม โดยมีพิกัดดังนี้:

            จุดศูนย์กลาง: น้ำตกม่านไพลิน

            ระยะรัศมีป้องกัน: วัดจากน้ำตกออกไป500เมตร ครอบคลุมพื้นที่ป่าชั้นนอกทั้งหมดที่เขาวางแผนขยายตัว

            แนวป้องกัน: เนื่องจากทิศเหนือเป็นหน้าผาสูงชันที่เป็นปราการธรรมชาติอยู่แล้วกำแพงปราการดาว นี้จึงจะล้อมกรอบจากทิศตะวันตกไปจบที่ทิศตะวันออกเป็นรูปครึ่งวงกลมขนาดมหึมา

            "แฉกทั้งห้าจะทำหน้าที่เป็นหอคอยเฝ้าระวังที่เชื่อมต่อกันด้วยสะพานไม้ด้านบน"อีไลอัสยิ้มกริ่มขณะมองพิมพ์เขียวที่เริ่มซับซ้อน"เราจะพรางตากำแพงเหล่านี้ด้วยเถาวัลย์และมอสส์จากเดซี่ให้มันดูเหมือนเนินเขาตามธรรมชาติเมื่อมองจากระยะไกล แต่ถ้าใครกล้าก้าวล้ำแนว 500เมตรนี้เข้ามา...พวกเขาจะรู้ว่าเฮเซลบรุคไม่ใช่แค่หมู่บ้านสโลว์ไลฟ์แต่มันคือป้อมปราการที่มีชีวิต!"

             

            [ ข้อมูลระบบ:รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค ]

            [ สถานะผู้ใหญ่บ้าน]ชื่อ: อีไลอัส บรุค (ผู้ก่อตั้ง)

            คลาส:ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข

            เลเวลตัวละคร: Lv.17

            สกิลประจำตัว:

            สถาปนิกแห่งพงไพร Lv.MAX

            พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย Lv.MAX

            จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุค Lv.2

            [ รายงานประชากรรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค:รวม 202 ชีวิต + 1 โคโลนี ]

            ผู้นำ: 1 ชีวิต(อีไลอัส)

            ลูกบ้านอสูรและแกนนำ: 9 ชีวิต

            พลเมืองเฉพาะทาง(มนุษย์): 2 ชีวิต

            เลโอน่า (18 ปี) -แผนกปรุงยาและเสบียงกลาง

            เลโอ (15 ปี) -แผนกวิศวกรรมโยธาและโครงสร้างพื้นฐาน

            พลเมืองเฉพาะทาง(เผ่าเอลฟ์): 72 ชีวิต

            พลเมืองเฉพาะทาง(เผ่าเงือกน้ำจืด): 29 ชีวิต

            พลเมืองแรงงานและผู้อยู่อาศัย: 89 ชีวิต (+ 1โคโลนี)

    คล้ายกับเรื่องหนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1 ที่คุณอ่าน