ในการประลองรอบแปดคนสุดท้ายคู่ที่สอง เสี่ยวฟ่านใช้ก้าวที่หนึ่งในเคล็ดวิชาทันอัสนีก้าวสวรรค์อย่างอัสนีย่ำโลกา ใช้ลมปราณธาตุสายฟ้าในการกระตุ้นร่างกายทุกสัดส่วน เพื่อเร่งความเร็วในการเคลื่อนที่จนถึงขีดสุด ไล่ต้อนมู่ป๋ายจนเกือบจะคว้าชัยชนะมาได้ สร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่ได้เห็น
หลังจากการประลองได้จบลง มู่ป๋ายได้ประคองร่างของเสี่ยวฟ่านเดินลงจากสนามประลอง หลันหลัน ปิงหยุน รวมถึงสหายทุกคนรีบเดินเข้ามาดูอาการด้วยความเป็นห่วง
“ทำไมลมหายใจของเขาถึง?” ปิงหยุนรวมถึงทุกคนต่างก็มีสีหน้าที่ตกใจ เนื่องจากลมหายใจของเสี่ยวฟ่านนั้นอ่อนแรงมาก
“อย่าได้กังวล..มันเป็นผลกระทบจากการใช้อัสนีย่ำโลกา หากได้พักซักสองถึงสามวัน อาการของเสี่ยวฟ่านก็จะดีขึ้น” จ้าวเฉินได้อธิบายถึงอาการของเสี่ยวฟ่าน เพื่อคลายความวิตกกังวลของเหล่าสหาย
จ้าวเฉิน ปิงหยุน หลันหลัน รวมถึงสหายทุกคนต่างเดินไปส่งเสี่ยวฟ่านที่ห้องพักด้วยความเป็นห่วง และเมื่ออีกฝ่ายหลับไปแล้ว ลู่หานจึงได้กล่าวกับจ้าวเฉินและหลันหลันว่า
“เดี๋ยวจะถึงการประลองระหว่างพวกเจ้าทั้งสองแล้ว พวกเจ้าไปเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวพวกข้าสามคนจะอยู่ดูแลเสี่ยวฟ่านเอง”
เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวเฉินและหลันหลันจึงเดินกลับมาที่สนามประลอง เมื่อมาถึงการประลองระหว่างเยว่เหนียงและหัวเจี่ยก็กำลังจะจบลงแล้ว
ในช่วงแรกของการประลองระหว่างทั้งสอง ด้วยความแข็งแกร่งทางร่างกายของฮัวเจี่ย เมื่อรวมกับการควบคุมเปลวเพลิงที่ร้อนแรงและดุดันของสายแปรสภาพลมปราณ ฮัวเจี่ยสามารถกดดันและชิงความได้เปรียบมาจากเยว่เหนียงไปได้
แต่เมื่อเยว่เหนียงใช้ความสามารถของสายควบคุมอสูร เรียกจิ้งจอกอัสดงแห่งความมืด สัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาระดับที่สามออกมา ทำให้สถานการณ์นั้นผลิกผัน
กรรรรร!
ฮัวเจี่ยพยายามจะใช้เปลวเพลิงที่ร้อนแรงของตน แผดเผาจิ้งจอกอัสดงแห่งความมืด แต่ไม่ว่าเขาจะโจมตีเข้าใส่มันขนาดไหน มันก็หลบได้เกือบหมด แต่ถึงจะโจมตีถูก จิ้งจอกอัสดงแห่งความมืดกลับไม่เป็นอะไรเลย และตอนนี้ร่างกายของเขาก็ถูกมันโจมตีจนเต็มไปด้วยบาดแผล อีกไม่นานเขาก็จะต้องพ่ายแพ้
เมื่อการโจมตีเข้าใส่จิ้งจอกอัสดงแห่งความมืดไม่เป็นผล ฮัวเจี่ยที่จวนเจียนใกล้จะพ่ายแพ้ หาจังหวะลอบโจมตีเยว่เหนียงที่กำลังควบคุมมันอยู่
ผัวะ!!!
ฮัวเจี่ยถูกจิ้งจอกอัสดงแห่งความมืดตะปบจนร่างของเขาถึงกับลอยไปในอากาศ ก่อนจะร่วงตกลงมาบนพื้น ซึ่งจุดที่เขาตกลงมานั้น เหมือนฮัวเจี่ยจะได้คาดคะเนทิศทางเอาไว้แล้ว เพราะมันห่างกับจุดที่เยว่เหนียงยืนอยู่ไม่ถึงห้าก้าว
เปลวเพลิงรูปมังกรพวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือทั้งสองข้างของอัวเจี่ย ถึงขนาดของเปลวเพลิงนี้จะไม่ได้ใหญ่มาก แต่มันก็ถูกสร้างมาจากพลังลมปราณทั้งหมดที่ฮัวเจี่ยมีอยู่
เพลิงมังกรอัคคี!
มังกรเพลิงพุ่งตรงเข้าหาหลันหลัน ทิศทางที่การโจมตีพุ่งมานั้น ไม่มีทางที่จิ้งจอกอัสดงแห่งความมืดที่อยู่ห่างออกไปสามถึงสี่ช่วงตัวจะวิ่งกลับมาขวางเอาไว้ได้ทัน
ด้วยระยะห่างเพียงน้อยนิด การจะที่เยว่เหนียงจะหลบการโจมตีให้พ้นย่อมทำไม่ได้แน่ ทุกคนที่ดูอยู่จึงคาดการณ์ว่า เยว่เหนียงจะต้องโดนการโจมตีของฮัวเจี่ยเป็นแน่แท้ แต่จังหวะที่เปลวเพลิงของฮัวเจี่ยพุ่งออกมาจากฝ่ามือ ร่างของจิ้งจอกอัสดงแห่งความมืดกลับปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า ขวางการโจมตีที่พุ่งเข้ามาเอาไว้
บึ้มม!
แรงระเบิดจากการโจมตีของฮัวเจี่ยทำให้เกิดกลุ่มควันคละคลุ้ง บดบังทัศนะวิสัยที่ทุกคนมองเห็นไปชั่วขณะหนึ่ง
โดยภายในกลุ่มควันที่ลอยอยู่นั้น อุ้งเท้าของจิ้งจอกอัสดงแห่งความมืดได้แหวกผ่านกลุ่มควัน ตะปบเข้าไปที่ข้างล้ำตัวฮัวเจี่ย ส่งผลให้ร่างของเขาปลิวกระเด็นจนตกขอบสนามประลอง
เมื่อร่างของฮัวเจี่ยตกลงพื้น เสียงประกาศผลการกรปะลองก็ดังขึ้นมาติด ๆ
“การประลองคู่ที่สาม เยว่เหนียงจากเมืองฟ้าครามเป็นฝ่ายชนะ”
ตุบบบ!
ฮัวเจี่ยไม่ได้บาดเจ็บมากนัก เขายังมีเรี่ยวแรงพอที่จะทุบกำปั้นลงพื้นด้วยความเจ็บใจ
“บัดซบ! ถ้าระดับพลังเท่ากันละก็ ข้าไม่มีทางแพ้แน่”
เมื่อการประลองในคู่ที่สามจบลง หลันหลันและจ้าวเฉินที่ต้องประลองกันในคู่ที่สี่ ซึ่งเป็นคู่สุดท้ายก็ได้เดินขึ้นสู่สนามประลอง
หลี่ผิงที่นั่งอยู่ด้านบน ได้มองลงมาที่ตัวแทนทังสองคนด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลาย “อย่างน้อยๆ ในปีนี้ก็มีตัวแทนผ่านเข้าสู่รอบสี่คนสุดท้าย ไม่เหมือนกับปีก่อน ๆ ที่ตัวแทนทุกคนต่างตกรอบแรกกันหมด”
การที่มีตัวแทนของผ่านเข้าสู่รอบลึก ๆ ในงานประลองหกสถาบันนั้น นอกจากจะช่วยสร้างชื่อเสียง เกียรติยศและเพิ่มคุณค่าให้กับตัวสถาบันได้แล้ว ทางสถาบันเองก็จะยิ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักปีกนภามากขึ้นตามไปด้วย โดยในปีก่อน ๆ ทางสถาบันใบไม้เขียวรั้งท้ายมาโดยตลอด พวกเขาแทบจะไม่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนหรือเคล็ดวิชาจากสำนักปีกนภาเลย ทำให้สถาบันใบไม้เขียวนั้นตกต่ำลงมาก
หลันหลันมสบตากับจ้าวเฉิน แม้จะมาจากสถาบันเดียวกัน นางก็ไม่มีทางยั้งมือเป็นอันขาด ยิ่งอีกฝ่ายคือโม่เฟิงที่กำลังปลอมตัวอยู่ด้วยแล้ว หากประมาทแม้แต่นิดเดียว คนที่พ่ายแพ้อาจจะต้องเป็นเธอเอง
หลันหลันปลอดปล่อยพลังลมปราณทั้งหมดที่มีอยู่ ไม่เก็บออมพลังไว้อีกต่อไป
พลังลมปราณที่หลันหลันปลดปล่อยออกมาแปรสภาพกลายเป็นกลีบดอกเหมยสีชมพูอ่อน กระจัดกระจาย ปลิวว่อน วนเวียนอยู่รอบ ๆ ตัวเธอ
กลีบดอกไม้พวกนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากพลังลมปราณของเธอ แม้จะไม่มีพลังทำลายมาก แต่กลีบดอกไม้พวกนี้ก็คมกริบ และมีจำนวนกว่าร้อยกลีบ รวมถึงเธอยังนั้นได้ฝึกควบคุมพวกมันจนเชี่ยวชาญแล้ว ยากที่คนในระดับเดียวกันหรือต่ำกว่าเธอจะหลบรอดมันพ้น
เห็นหลันหลันใชพลังลมปราณทั้งหมดที่มีอยู่ จ้าวเฉินเองก็ไม่กล้าประมาท ทางด้านหน้าของเขา มีบันทึกอสูรลอยตัวอยู่ ตามติดมาด้วยเงาร่างของเสือโคร่งเนตรอัคคีและหมาป่าขนเทาที่กระโจนตัวออกมาจากหน้าหนังสือ พวกมันโผล่ขึ้นมายืนอยู่ทางด้านซ้ายมือและขวามือของโม่เฟิง
แม้ทังสองจะยังไม่ได้เริ่มต้นการประลอง แต่ทักษะที่พวกเขาใช้อยู่นั้น สร้างความแตกตื่นให้กับทุกคนที่ได้เห็น แม้แต่จ้าวตำหนักจุนจื่อที่มีสีหน้าเรียบเฉยมาตลอด ภายในใจของเขากลับรู้สึกประทับใจทังคู่อยู่ไม่น้อย
เมื่อเห็นทักษะของทักคู่ เติ้งหุยผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันหยกม่วงได้เอ่ยขึ้น “ทักษะของพวกเขาแต่ละคนช่างน่าประใจยิ่งนัก คนหนึ่งสามารถคงสภาพและควบคุมกลีบดอกไม้จำนวนมากมายขนาดนั้นเอาไว้ได้ ส่วนอีกคนสามารถควบคุมสัตว์อสูรที่มีระดับพลังสูงกว่าตนเองได้ถึงสองตน นับว่าเป็นอัจฉริยะโดยแท้”
“ยังไม่รวมเจ้าหนูสายฟ้าผู้นั้น ที่เกือบทำให้มู่ป๋ายผู้เป็นศิษย์รักของข้าต้องพ่ายแพ้ ปีนี้คงต้องยกทุกอย่างให้กับสถาบันใบไม้เขียวซะแล้ว”
ด้วยถ้อยคำของเติ้งหุย เจ้าเมืองฟ้าครามและอาจารย์ใหญ่ของสถาบันฟ้าครามต่างก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียด เนื่องจากการควบคุมสัตว์อสูรของจ้าวเฉินผู้นี้ นับว่าเหนือล้ำกว่าเยว่เหนืยงอยู่หนึ่งระดับ ความโดดเด่นของเยว่เหนียงที่สามารถควบคุมสัตว์อสูรซึ่งระดับพลังที่เหนือกว่าตนเองได้ จะถูกด้อยค่าลงในทันที
หลันหลันปล่อยฝ่ามือพร้อมกับทำการควบคุมกลีบดอกเหมยครึ่งหนึ่งให้พุ่งเข้าโจมตี ส่วนอีกครึ่งวนเวียนอยู่รอบกาย เพื่อปกป้องตนเองคู่ต่อสู้
ฝ่ามือกลีบบุบผา!
กลีบดอกเหมยจำนวนมากพุ่งตรงเข้ามา โม่เฟิงและสัตว์อสูรคู่กายทั้งสองได้วิ่งแยกออกเป็นสองทาง
กลีบดอกเหมยพลาดเป้า แต่ฝ่ามือของหลันหลันยังคงขยับเขยื้อนอยู่ ทำการควบคุมกลีบดอกเหมยให้พุ่งไล่ตามหลังโม่เฟิงและสัตว์อสูรทั้งสองตัวไปไม่ห่าง
บุบผาไล่ลม!
กลีบดอกเหมยพุ่งไล่หลังมา จ้าวเฉินเอี่ยวตัวหลบ ทั้งยังควบคุมให้สัตว์อสูรทั้งสองตัวให้กระโดดหลบเช่นกัน
ฟิ้วๆๆๆๆๆๆๆ
แม้จะหลบกลีบดอกเหมยไปได้หลายครั้ง แต่พวกมันยังพุ่งไล่ตามมาเรื่อย ๆ ถ้ายังไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้ เขาอาจจะโดนกลีบดอกเหมยพวกนี้ปักร่างได้ตลอดเวลา
หลังจากหลบกลีบดอกเหมยได้อีกรอบ จ้าวเฉินวิ่งตีคู่กับเสือโคร่งเนตรอัคคีเข้าหาหลันหลันจากทางด้านหน้า ส่วนหมาป่าขนเทาลอบเข้าโจมตีอีกฝ่ายจากทางด้านหลัง
หลันหลันจ้องมองการกระทำของจ้าวเฉิน เมื่ออีกฝ่ายพุ่งเข้ามาใกล้ กลีบดอกเหมยอีกครึ่งหนึ่งที่วนเวียนอยู่รอบกายได้ส่องสว่างขึ้น
บุบผาปลิดปลิว!
ดอกเหมยที่วนเวียนอยู่รอบตัวของหลันหลัน พุ่งกระจายออกไปทั่วทุกสารทิศ ไม่มีทางที่จ้าวเฉินจะหลบเลี่ยงกลีบดอกไม้พวกนี้ไปได้เลย แต่ถึงจะถอยหลบไปได้ ก็ต้องโดนเข้ากับกลีบดอกเหมยที่พุ่งไล่ตามมาอยู่ดี
จ้าวเฉินไม่ได้ชะงักความเร็วลง เมื่อใกล้จะโดนกับบุบผาปลิดปลิวของหลันหลัน เสือโคร่งเนตรอัคคีได้พุ่งเข้ามาบดบังการโจมตีเอาไว้ได้ทัน
เสือโคร่งเนตอัคคีและหมาป่าขนเทาที่โดนกลีบดอกเหมยปักเข้าใส่จนร่างพรุนเป็นรังผึ้ง มิอาจฟื้นฟูสภาพกลับมาได้ ต้องสลายตัวไปในอากาศ
แต่ทว่า.. เมื่อร่างของเสือโคร่งเนตอัคคีได้สลายไป จ้าวเฉินที่หลบอยู่ด้านหลังเสือโคร่งเนตอัคคีเองก็ได้หายตัวไปเช่นกัน
แต่ถึงจ้าวเฉินจะหายตัวไป หลันหลันก็พอจะคาดเดาได้ เธอเงยศีรษะขึ้นไปด้านบน มองเห็นจ้าวเฉินกำลังพุ่งตัวลงมา พร้อมกับปล่อยหมัดเข้าใส่
หลันหลันรีบพุ่งตัวหลบออกไปด้านข้าง ทำให้การโจมตีของจ้าวเฉินนั้นพลาดเป้า เปิดโอกาสให้หลันหลันมีเวลามากพอที่จะโจมตีสวนกลับจากทางด้านหลัง เพื่อจบกระประลองในรอบนี้
แต่ขณะที่หลันหลันกำลังจะทำการโจมตีนั้น เสียงตะโกนของจ้าวเฉินก็ดังขึ้น
“ออกมา”
สิ้นสุดเสียงของโม่เฟิง เสือโคร่งเนตรอัคคีและหมาป่าขนเทาที่สลายตัวไปแล้ว ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง พวกมันง้างขมเขี้ยวจ่อร่างของหลันหลันจากทางด้านหลัง
การปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งของสัตว์อสูรทั้งสองตนทำเอาทั่วทั้งสนามถึงกับนิ่งเงียบ เหล่าอาจารย์ใหญ่และรองอาจารย์ใหญ่ของสถาบันทั้งหกต่างก็ดีดตัวลุกขึ้นมาจากเก้าอี้นั่ง
“ไม่น่าเชื่อ?”
พวกเขาพอจะเคยพบเคยเห็นผู้ที่สามารถควบคุมสัตว์อสูรซึ่งมีระดับพลังเหนือกว่าตนเองหนึ่งถึงสองตัวอยู่บ้าง แต่การเรียกสัตว์อสูรที่สลายไปแล้วให้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งนั้น หากเป็นสัตว์อสูรที่มีระดับพลังต่ำกว่า ก็ไม่ถือเรื่องแปลก แต่จ้าวเฉินผู้นี้กลับสามารถเรียกสัตว์อสูรที่สลายตัวไปแล้วออกมา อีกทั้งพวกมันยังเป็นสัตว์อสูรที่มีระดับพลังเหนือกว่าตนเองอีก และไม่ใช่แค่นั้น ยังเรียกกลับมาได้ถึงสองตัว...นี่มันบ้าไปแล้ว!
หลันหลันไม่อาจขัดขืนอะไรได้อีก กทำให้ารประลองในรอบแปดคนสุดท้ายได้สิ้นสุดลง โดยตัวแทนทั้งสี่คนที่ได้ผ่านเข้าสู่รอบถัดไปก็คือเจียงหวู่ฉาง มู่ป๋าย เยว่เหนียงและคนสุดท้ายก็คือจ้าวเฉิน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
แม้จะหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ งานก็ไม่ได้ลดลงเลย (T-T อาจจะลง ๆ หาย ๆ บ้างนะครับ)
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ