บทที่ 25 การท่องตำรา
จนบัดนี้ เขาก็เข้าใจแล้วว่า การที่อีกฝ่ายปิดตานั้น มิได้หมายความว่าไม่มองดู แต่กำลังใช้จิตสังเกตสมุนไพรในเตากลั่นยา
คิดถึงตรงนี้ จิตของเขาก็ขยับไหว แอลสังเกตสมุนไพรในเตากลั่นยา
ขณะเดียวกัน ความสงสัยก็เกิดขึ้นในใจ
จิตไม่สามารถทะลุทะลวงวัตถุได้ไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงทะลุทะลวงเตากลั่นยาได้ หรือว่าเตากลั่นยานี้มีข้อห้ามพิเศษเช่นเดียวกับถุงเก็บของ?
ที่จริงแล้วลู่หลีคาดถูกแปดเก้าส่วนเลยทีเดียว เตากลั่นยาและถุงเก็บของมีการวางข้อจำกัดสำหรับให้จิตสำรวจได้ั้แ่เริ่มสร้าง เพื่อความสะดวกในการควบคุมอุณหภูมิ
ยิ่งกว่านั้น เตากลั่นยายังแบ่งระดับชั้นอีกด้วย ยิ่งระดับสูง การกระจายอุณหภูมิก็ยิ่งสม่ำเสมอ ข้อจำกัดต่าง ๆ ก็ยิ่งมาก การกลั่นยาก็ยิ่งง่ายขึ้น
ขณะนี้ หญ้ามุกดาดำจะเปลี่ยนแปลงและหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง หยดสีดำจาง ๆ ของสารสกัดสมุนไพรค่อย ๆ ไหลออกมาจากผิวอย่างช้า ๆ
ประมาณหนึ่งชั่วยาม หญ้ามุกดาดำถูกสกัดเสร็จสิ้น หยดสารสกัดขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารนอนนิ่งอยู่ที่ก้นเตา
"หญ้าหยกโลหิตหนึ่งต้น"
เซียวเจวี๋ยถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวอย่างเรียบเฉย
"ขอรับ"
เติ้งชิ่งเซิงรีบหยิบสมุนไพรวิเศษสีแดงเข้มขนาดเท่าฝ่ามือออกจากอ่างหยก เตรียมจะเปิดฝาเตาและโยนลงไป แต่พลันรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่มือ เขาจึงโยนฝาเตาลงพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัวด้วยความตื่นตระหนก
และในขณะเดียวกันก็โยนหญ้าหยกโลหิตลงในเตา
เสียงเดือดดังขึ้น
ในชั่วขณะนั้น สีของสารสกัดหญ้ามุกดาดำที่กลั่นเสร็จแล้วกลับขาวซีดทันที
"บัดซบ!" เซียวเจวี๋ยลุกพรวดขึ้นยืน ตวาดเสียงดัง "ข้าบอกเ้ากี่ครั้งแล้วว่าเตานี้ร้อนขนาดไหน เ้าไม่รู้หรือ!"
"ศิษย์ ศิษย์ลืม..." เติ้งชิ่งเซิงก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาเซียวเจวี๋ย
"ลืม? ข้าเห็นชัดว่าเ้าไม่เคยใส่ใจคำพูดของข้า หรือว่าข้าตามใจเ้ามากเกินไปจนเ้าลืมตัว?"
"ศิษย์ ศิษย์รู้ผิดแล้ว" เติ้งชิ่งเซิงคุกเข่าลงทันที
"กลับไปปิดด่านสำนึกตนเองที่หลังเขาเป็เวลาครึ่งปี ฝึกฝนนิสัยเสียของเ้า อย่าได้เย่อหยิ่งเพียงเพราะมีรากิญญาสามธาตุเด็ดขาด หากครึ่งปีผ่านไปแล้วเ้ายังไม่เปลี่ยนแปลง ก็อย่าอยู่ที่ยอดเขาเทียนเจวี๋ยอีก ข้าไม่้าศิษย์เช่นเ้า"
"อาจารย์!"
"?" เซียวเจวี๋ยเลิกคิ้ว
"เข้าใจแล้วขอรับ" เติ้งชิ่งเซิงยืนขึ้นด้วยสีหน้าหมดกำลังใจ เมื่อเดินผ่านลู่หลี เขาก็จ้องลู่หลีเขม็ง แล้วเปิดประตูกลไกเดินออกไปโดยไม่หันกลับ
เซียวเจวี๋ยส่ายหน้าพลางปิดไฟใต้ดิน มองดูสมุนไพรวิเศษที่เหลือในอ่างไม่กี่สิบต้น แล้วโบกมือเก็บไว้ คิดเล็กน้อยก่อนหยิบตำราเล่มหนึ่งจากชั้นตำราข้าง ๆ ส่งให้ลู่หลี
" 'ตำราโอสถทิพย์' เล่มนี้ เป็ตำราที่บรรพจารย์ของสำนักชิงหยางนำมาจากสำนักเหนือ ภายในบันทึกสมุนไพรวิเศษไว้มากมาย หาได้ยากยิ่ง ข้าไม่ได้้าให้เ้าจดจำสรรพคุณของสมุนไพรทั้งหมด แต่เ้าต้องจดจำชื่อและรูปลักษณ์ของสมุนไพรห้าสิบชนิดแรกให้ได้ภายในเจ็ดวัน หลังจากเจ็ดวัน ข้าจะนำสมุนไพรมาทดสอบเ้า"
"หากเ้าสามารถตอบได้ ก็จะได้อยู่ต่อ แต่หากตอบไม่ได้ ก็จงกลับไปยังโถงเบ็ดเตล็ดเสีย และจะไม่ได้ค่าคุณความดีใด ๆ"
ลู่หลีได้ยินดังนั้นก็รู้สึกยินดี รีบรับ ‘ตำราโอสถทิพย์’ มาโดยพลัน เทียบกับคุณความดีแล้ว นี่ต่างหากคือของล้ำค่าแท้ ๆ
เขาไม่ได้รับประกันสิ่งใด เพียงบอกว่าจะพยายามอย่างเต็มที่
เซียวเจวี๋ยรู้สึกหงุดหงิดในใจ จึงไม่ยอมพูดคุยกับลู่หลีอีก และขับไล่เขาออกไป
หลังออกจากห้องกลั่นยา บรรยากาศที่กดดันก็หายไปในทันที
ลู่หลีถอนหายใจอย่างแรง กอดตำราโอสถทิพย์เดินกลับไปยังถ้ำของตน
ในเวลาเจ็ดวัน ต้องจดจำชื่อและรูปลักษณ์สมุนไพรยาห้าสิบชนิด เขาไม่รู้ว่าคนอื่นทำได้หรือไม่ แต่เขามีวิหารกาลเวลา เจ็ดวันเทียบเท่าเจ็ดสิบวัน หากยังจดจำไม่ได้ก็ควรไปชนกำแพงตายเสีย
นับแต่เยาว์วัยเขาก็ชื่นชอบการอ่านตำรา ไม่ต้องกล่าวถึงความสามารถในการจดจำอันน่าประทับใจเลย
ยิ่งไปกว่านั้น นับแต่เขาเปิดเส้นลมปราณเส้นแรก หูตาของเขาก็ได้รับการยกระดับอีกครั้ง เชื่อว่าการท่องจำเช่นนี้ย่อมง่ายดายยิ่งขึ้น
วิหารกาลเวลา
ลู่หลีรีบเปิดตำราโอสถทิพย์อย่างรวดเร็ว เมื่อเปิดดู สีหน้าของลู่หลียิ่งเบิกบาน เพราะไม่เพียงมีภาพประกอบ แต่ยังมีคำอธิบายเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการเจริญเติบโตและสรรพคุณของสมุนไพรด้วย
กล่าวถึงสรรพคุณยา ก็คือประสิทธิผลทั่วไปของสมุนไพรและปฏิกิริยากับสมุนไพรอื่น ๆ
หญ้าศิลาแดง เป็สมุนไพรที่ใช้เวลาหนึ่งร้อยปีในการเติบโตระดับหนึ่ง สามารถเติบโตได้สูงสุดถึงระดับสาม ชอบที่ร่มและกลัวแสงแดด มักขึ้นตามซอกหิน ใช้บ่อยในการกลั่นยาเสริมกาย..
ใบิญญาไฟ ใช้เวลาสามร้อยปีในการเติบโตระดับหนึ่ง สามารถเติบโตสูงสุดถึงระดับสาม มีคุณสมบัติหยาง ไม่ถูกกับหยิน...
สาหร่ายหนาม ใช้เวลาหนึ่งร้อยปีในการเติบโตระดับหนึ่ง สามารถเติบโตสูงสุดถึงระดับสอง เหมาะสำหรับทั้งหยินและหยาง เติบโตได้ทั้งในดินและในน้ำ มักใช้ในการปรับสมดุลสรรพคุณยา...
ลู่หลีมองตำราแล้วยิ่งรู้สึกสนใจมาก เขาพลิกหน้าอย่างรวดเร็วไปด้านหลังหลายหน้า แล้วหันกลับมาอ่านั้แ่หน้าแรก เขาไม่เพียงต้องจดจำชื่อและลักษณะของสมุนไพรเท่านั้น แต่ยังเตรียมจดบันทึกทั้งหมดไว้ด้วย
ตำราเล่มนี้ช่างมีค่ายิ่งนัก เขากังวลว่าหากพลาดโอกาสนี้ จะไม่มีวันได้เจอมันอีก
ใน่เย็น ลู่หลีออกไปรับประทานอาหารเล็กน้อย และขณะกำลังจะออกไป ชายอ้วนในครัวก็พูดขึ้นทันที "ศิษย์น้อย เ้าระวังตัวหน่อย วันนี้เติ้งชิ่งเซิงมาที่นี่ด้วยความฉุนเฉียว เขาหอบถุงเสบียงขนาดใหญ่ไป พึมพำด่าไปด้วย ดูท่าทางเขาโกรธมากทีเดียว เ้าควรหาโอกาสกลับไปที่โถงเบ็ดเตล็ด"
เติ้งชิ่งเซิง
ลู่หลีหันกลับมา โค้งตัวเล็กน้อย "ขอบคุณความหวังดีของศิษย์พี่ ข้าจะระมัดระวัง"
เขาย่อมรู้ดีว่าเหตุใดเติ้งชิ่งเซิงจึงโกรธ แต่เขายังไม่คิดจะจากไปง่าย ๆ หลังจากที่อีกฝ่ายถูกลงโทษให้ปิดด่านในที่วิเวกเป็เวลาครึ่งปี
"ข้าหวังเพียงว่าเ้าจะไม่ได้ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับข้า" เขาจ้องมองแผ่นหลังของลู่หลีที่กำลังจากไป ชายอ้วนขาพิการถอนหายใจแล้วนั่งลงข้างโต๊ะ พับขากางเกงขึ้น จ้องขาขวาของตนด้วยความรู้สึกไร้หนทาง
ขาขวาข้างนั้น ั้แ่หัวเข่าลงมาทำจากไม้ทั้งหมด
หลังจากกลับมาถึงห้อง ลู่หลีก็จมดิ่งกับการศึกษาตำราโอสถทิพย์อีกครั้ง
ลู่หลีสะดุดกึก เมื่อเห็นสิ่งหนึ่งที่หน้าสิบเอ็ดคล้ายกับผลไม้ ดูเหมือนเฉ่าเหมย*[1] สีแดงสดทั้งผล และยังมีเปลวไฟสีจาง ๆ ล้อมรอบ
เขารีบหยิบตำรับยาทะลวงปราณออกมาเทียบ ปรากฏว่ามีความคล้ายคลึงกันถึงเก้าส่วน
ผลอัคคีแดง ใช้เวลาหนึ่งร้อยปีในการเติบโตระดับหนึ่งสามารถเติบโตสูงสุดถึงระดับสาม มีคุณสมบัติเป็ธาตุไฟ เติบโตได้เฉพาะใต้หินหลอมเหลวของูเาไฟ...
"เ้านี่เอง ผลอัคคีแดง"
ลู่หลีจดจำชื่อนี้ไว้ในใจให้มั่น บัดนี้เขามีสมุนไพรครบทั้งสี่ชนิดสำหรับยาทะลวงปราณ หากเขามีวิธีรักษาชีวิตเมื่อไร เขาก็จะออกจากสำนักชิงหยางเพื่อตามหาสมุนไพรวิเศษเหล่านี้
เติ้งชิ่งเซิงดูเหมือนจะอายุไม่มากไปกว่าเขานัก อีกฝ่ายจะมีสิทธิ์มาสั่งเขาได้อย่างไร นอกจากอายุที่ตรงกับระดับการฝึกฝน หากลู่หลีมีพลังเพียงพอ เหตุใดจึงต้องก้มหน้าก้มตาเช่นนี้
หากเขามีพลังเพียงพอ เติ้งชิ่งเซิงจะกล้าพูดกับเขาเช่นนี้ได้อย่างไร!
หลังจากจดจำผลไม้สีแดงได้ ลู่หลีก็เปิดตำราต่อไป
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว นับั้แ่การกลั่นยาครั้งสุดท้าย จนบัดนี้ก็ล่วงเลยมาหกวันแล้ว
ในวันที่เจ็ดลู่หลีมองดูเพียงครึ่งวันก็เก็บตำราโอสถทิพย์ลง เพราะตอนนี้เขาได้จดจำสมุนไพรวิเศษทั้งหมดหกพันสามร้อยหนึ่งชนิดในตำราเล่มนี้แล้ว
รวมถึงสรรพคุณทางยาและสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตด้วย
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ ราวสองเดือนเศษ ความเร็วนี้ไม่ได้เร็วนัก แต่ลู่หลีรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง
เขามิใช่อัจฉริยะ ไร้ความสามารถในการจดจำแบบผ่านตาก็จำได้ เพียงแค่อ่านตำรามามากกว่าปกติเท่านั้น
กริ๊ง ๆ ๆ...
ลู่หลีเพิ่งเตรียมตัวออกไปผ่อนคลายเล็กน้อย แต่กระดิ่งบนหลังคากลับดังขึ้นอย่างฉับพลัน
[1] เฉ่าเหมย คือ สตรอว์เบอร์รี