ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    หุบเหวอเวจี ๒

     

                มืออ่อนนุ่มตบหลังคอเจ้านกยักษ์เล็กน้อยมันจึงกระโดดพาร่างของมันกับเด็กน้อยขึ้นไปบนแท่นกลมราวกับรู้ว่านางต้องการสิ่งใด ทางฝ่ายฝูอวี้ฉยงเมื่อขึ้นมาอยู่บนแท่นหินประหลาดก็สังเกตจานหินแบนกลมบนเสาตรงหน้า

                มันคล้ายนาฬิกาแดดแต่กลับไม่มีเข็มตรงกลางจานซึ่งปกติจะสร้างขึ้นเป็นสามเหลี่ยมเรียกว่าสันกำเนิดเงาวางแนวเหนือ-ใต้ ชี้ไปยังขั้วฟ้า เมื่อแสงอาทิตย์สาดกระทบลงมาจะเกิดร่างเงาของเข็มทำหน้าที่เป็นตัวบอกเวลาซึ่งนาฬิกาแดดนี้เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์โบราณตกทอดมาตั้งแต่สมัยหลิงโจว


                หากจานหินแบนกลมตรงหน้ากลับต่างไปมันประกอบด้วยสองส่วน หนึ่งคือฐานจานที่แบนราบมีขอบสูงขึ้นมาสามชุ่นสองเป็นแผ่นหินด้านในที่แบ่งส่วนเป็นหกชิ้นแต่ละชิ้นมีรูปร่างเว้นโค้งต่างกันแต่ก็เรียงต่อกันได้แนบสนิท ด้านขวาของจานแบนมีหนึ่งชิ้นส่วนที่หายไป 

                “นี่มัน” เด็กน้อยรำพึงในใจ นางหลับตาลงเล็กน้อยก็เห็นว่าในแหวนมีแผ่นหินวางอยู่มันเป็นแผ่นหินแผ่นเดียวกันกับที่ทำให้ข้อเท้าของนางหักเด็กน้อยเอื้อมมือลงแตะสัมผัสและยกออกมาจากในแหวน เมื่ออยู่ด้านนอกฝูอวี้ฉยงก็ค่อยๆ โน้มตัวไปวางแผ่นหินลงบนจานกลมตรงหน้า น้ำหนักหินในมือคงราวสัก ๑๐ จิน ซึ่งหากเป็นฝูอวี้ฉยงสมัยอยู่แคว้นเหลียนคงไม่สามารถแม้แต่จะขยับให้มันเคลื่อนไหวหากเวลานี้ร่างกายของนางแข็งแรงขึ้น น้ำหนัก ๑๐ จินไม่ใช่ปัญหาสำหรับเด็ก ๑๐ขวบเช่นนาง


                เด็กน้อยขยับเลื่อนหินแผ่นนั้นอยู่สามสี่ครั้งก็สามารถวางลงตรงร่องรับส่วนเว้าส่วนโค้งกับแผ่นอื่นยามจานหินก่อเป็นหินกลมแผ่นใหญ่ ซึ่งด้านหน้าก้อนหินทั้ง ๖ แผ่นไร้อักษรบอกความมีแค่จุดและเส้นลากต่อกันเป็นกลุ่มขนาดเล็ก แบ่งเป็น ๔ ทิศ ทิศละ ๗ กลุ่มรวมเป็น ๒๘ กลุ่ม


                นางจ้องมองมันอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นนางจึงรู้สึกผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเข้าใจไปว่าแผ่นหินประหลาดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอาจมีกลไกวิเศษซ่อนไว้เบื้องหลัง แม้นางวางแผ่นหินที่ขาดหายจนต่อเติมภาพให้สมบูรณ์ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

                เจ้าขนเทาแม้ไม่หันไปมอง แต่ก็รู้สึกได้ว่าคนที่ขี่หลังมันอยู่รู้สึกเช่นไรมันจึงอ้าปากของตนแล้วพ่นปราณธาตุลมเข้าใส่จานหินตรงหน้าหมายจะทำลายให้สิ้นซาก


                ชู่ว์ !!!!

                ทว่าแผ่นหินกลับมั่นคงแน่นหนาราวกับไม่ได้ทำจากหินแทนที่จะถูกทำลายแต่กลับยังคงนิ่งสงบท้าทายโทสะของเจ้าเวหา ขณะที่เจ้าขนเทาจะลงมือซ้ำสองฉับพลันบนหน้าจานหินก็เกิดแสงสีทองส่องประกายแวบหนึ่ง บังเกิดอักษรสี่ตัวสลักไว้สี่ทิศ

                เหนือ ใต้ ออก ตก

                 ตง เซี่ย ชุน ชิว

                ซึ่งหมายถึงฤดูทั้งสี่คือ ฤดูหนาว ฤดูร้อนฤดูใบไม้ผลิ และ ฤดูไม้ใบร่วง


                เมื่ออักษรทั้ง ๔ ปรากฏ ฝูอวี้ฉยงก็คาดเดาได้ทันทีว่ากลุ่มจุดและขีดลากเส้นทั้ง๒๘ คือกลุ่มดาวบนฟ้า และจานหินแผ่นนี้ก็คงเป็นแผนที่ดวงดาว ซึ่งเป็นแผนที่สำหรับการอ่านท้องฟ้ายามราตรีเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคหลิงโจว


                สี่ฤดูผันผ่านอักษรจางหาย ตามทิศทั้งสี่ค่อยๆ ปรากฏอักษรสี่ตัวขึ้นมา เรียงลำดับกันว่า

                เป่ยฟางเสวียนอู่  

                หนานฟางจูเชว่

                ตงฟางชิงหลง

                ซีฟางไป๋หู่

                เจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อนางคาดเดาได้ว่ามันคือแผนที่ดวงดาว นางจึงเข้าใจระบบแผนผังที่สลักไว้บนหินเพราะเรื่องพวกนี้ล้วนอยู่ในตำราที่เคยอ่านมาหากแต่ประโยคทั้ง ๔ ประกอบด้วย ๑๖ อักษร กลับเป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน

                เต่าดำแดนเหนือ

                หงส์แดงแดนใต้

                มังกรเขียวแดนตะวันออก

                พยัคฆ์ขาวแดนตะวันตก

               

                แม้แต่เรื่องราวกล่าวขานถึงหลิงโจวเมื่อ๑ แสนปีก่อน ไปจนถึงปฐมกาลของหลิงโจวเมื่อ ๒ แสนปีก่อนก็ไม่เคยปรากฏชื่อ ๔ สัตว์เวทเลยแม้แต่น้อย

                ตามตำนานกล่าวไว้ว่าแรกเบิกพิภพสถาปนาดาวสีน้ำเงินลายหินอ่อนดวงนี้เป็นอาณาจักรหลิงโจวมังกรเทวะบริวารรับใช้ของเทพมารดรได้ข้ามผ่านห้วงมิติมาจากดาราอันไกลโพ้นนำพาบริวารนับแสนประกอบด้วยเผ่าพันธุ์มังกร สัตว์เวท ปีศาจ และมารมาตั้งรกรากบนดาวรกร้างห่างไกลแห่งนี้

                มังกรเทวะสถาปนาตนขึ้นเป็นราชันปกครองดินแดนและตั้งนามอาณาจักรแห่งนี้ว่าหลิงโจว โดยใช้อักษร “หลิง” จากนามกรของเทพมารดรผู้เป็นนายอักษร “หลิง” และเสียง “หลิง” จึงกลายเป็นนามต้องห้าม มิอาจใช้ได้ทั่วไปแม้แต่คำที่ออกเสียงเดียวกับหลิงยังต้องเลี่ยงไปใช้เสียงอื่นที่ใกล้เคียงกันแทนนับแต่แรกเบิกพิภพจวบจนปัจจุบันมีคำว่าหลิงอยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น

                หลังตั้งอาณาจักรและปกครองดินแดนได้ ๕หมื่นปี มังกรเทวะจึงก้าวสู่เบื้องฟ้า มอบอาณาจักรเบื้องล่างให้มนุษย์ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในยุคหลังปกครองดูแลส่วนตนเองได้ปกครองแผ่นฟ้าในนามเทพมังกรสวรรค์ ราชันหยกมีบริวารเป็นสัตว์เวทและทวยเทพมากมาย

                หากในบรรดาสัตว์เวทและทวยเทพทั้งมวลกลับไม่ปรากฏนามเสวียนอู่ จูเชว่ ชิงหลง และไป๋หู่ เลยแม้แต่น้อย ฝูอวี้ฉยงจึงใคร่สงสัยว่าจานหินตรงหน้าเป็นเพียงเรื่องเล่นสนุกของใครบางคนหรือหากมันคือสิ่งที่สร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจจริง สี่สัตว์เทพประจำทิศคือความเชื่อจากที่ใดกันเล่า?

     

                ดูเหมือนว่าภายในถ้ำแห่งนี้อาจมีความลับบางอย่างซ่อนไว้แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาหาคำตอบ เพราะถ้ำใกล้จะมืดลงในไม่ช้า หากนางยังไม่เตรียมตัวให้พร้อมคงได้อาศัยในความมืดไปตลอดคืนแน่นางจึงบอกให้เจ้านกยักษ์พาตนลงจากแท่นยกพื้น

                ร่างเล็กไถตัวลงมาจากหลังเจ้าขนเทาแล้วนั่งลงบนพื้นถ้ำเย็นๆ คืนนี้นางวางแผนไว้ว่าจะใช้แท่นยกพื้นเป็นที่นอนเพราะฉะนั้นนางจึงต้องรีบชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อน

                ดรุณีน้อยก้าวเข้าสู่แหวนจัดเก็บอีกครั้งนางเปิดหีบเสื้อผ้าของตนออก แล้วหยิบชุดใหม่ออกมาสองสามชุด ทั้งยังหยิบเสื้อคลุมบุไหมที่มีด้วยกันถึงสองตัวออกมาวางที่พื้นเดิมทีปลายทางของนางคือสำนักกระถางโอสถซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือ ทั้งฤดูหนาวก็ใกล้มาเยือนแม่นมซูจึงจัดเตรียมเสื้อผ้า หินอัคคี เตาอุ่น สำหรับฤดูหนาวไว้มากมาย เสื้อผ้าฤดูหนาวเหล่านี้หากไม่บุนวมด้วยนุ่นฝ้าย ก็มักใช้ใยจากรังไหม

                นอกจากเสื้อผ้าและผ้าคลุมก็ยังหยิบผ้าสะอาดสำหรับเช็ดเนื้อเช็ดตัวออกมาอีกสองผืน รวมทั้งเทน้ำสะอาดจากโถเครื่องปั้นใส่อ่างกระเบื้องโถทั้งสามที่สูงกว่า ๓ ฉื่อมีด้วยกันถึงสามใบ ภายในล้วนบรรจุน้ำแร่จากภูเขา ซึ่งมีประโยชน์ในการบำรุงร่างกายและน้ำที่ซูเฉี่ยนและจิงเว่ยใช้ชงชาให้นางทุก ๆ วัน ก็เป็นน้ำแร่จากภูเขาทั้งสิ้น


                จัดเตรียมทุกอย่างเสร็จสรรพนางก็ขนออกไปวางไว้ด้านนอกอย่างระวังขณะกำลังจะหยิบผ้าสำหรับเช็ดกายสองผืนออกไป ดวงตาดำขลับก็มองเห็นบานประตูอักษรอวี้ซึ่งนางเห็นมันมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวเข้ามาในแหวนวงนี้ แต่มีเหตุขัดขึ้นมาเสียก่อนทำให้ไม่ได้เปิดมันออกสักทีหลังจากชำระร่างกายและรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ก่อนนอนนางตั้งใจจะลองเข้าไปสำรวจหลังบานประตูอักษรอวี้ดูสักครา

                แต่ก่อนจะลงมือทำสิ่งใดที่วางแผนไว้นางก็บอกให้นกยักษ์เข้ามาใกล้ จากนั้นนางได้โรยโอสถรักษาบาดแผลลงบนรอยแดงที่ปีกของมันทั้งยังหยิบโอสถฟื้นฟูร่างกายออกมาสองเม็ดพลางยื่นเข้าไปในปากของเจ้าขนเทาที่อ้าปากกว้างราวกับเข้าใจทุกสิ่งอย่าง


                “ข้าไม่รู้ว่าสองเม็ดจะมากไปหรือน้อยไปเอาเป็นว่ารอดูอาการสักวันสองวันก่อนว่ากำลังของเจ้าฟื้นกลับคืนมาหรือไม่ นี่ก็ใกล้ค่ำแล้วเจ้าช่วยหาฟืนหาไม้แห้งมาให้ข้าก่อไฟสักหน่อยได้หรือไม่”สุ้มเสียงอ่อนโยนกล่าวขึ้นกับเจ้าขนเทาตัวใหญ่ที่อยู่ข้างกาย นกยักษ์ได้รับคำสั่งก็ผงกหัวแล้วกระโดดย่องแย่งออกจากถ้ำสลับกับบินไประยะสั้นๆ มองจากด้านหลังทำให้นางนึกถึงตำรารวมภาพสัตว์เวทและปีศาจ ซึ่งกล่าวถึงสัตว์ชนิดหนึ่งเรียกขานว่า“ขุย”


                ขุย เป็นสัตว์คล้ายวัว มีขาเพียงข้างเดียวอาศัยอยู่บนภูเขากลางทะเล ยามมันเคลื่อนไหวจะทำให้เกิดพายุฝน  เนื่องจากมีขาเดียวทำให้มิอาจดำเนินเยื้องยาตรเช่นทวิบาทจตุบาท ท่าทางกระย่องกระแย่งของเจ้านกยักษ์เลยทำให้นางหวนคิดถึงคำบรรยายรูปร่างลักษณะของเจ้าขุยในตำนาน

                นางตัดสินใจว่าหากเจ้านกยักษ์ยังอยู่กับนางต่อก็จะเรียกชื่อมันว่า“ต้าขุย”

     

                เด็กน้อยรีบเปลื้องเสื้อผ้าชุดเดิมที่เกรอะกรังไปด้วยโลหิตและดินโคลนแม้ปกติมีจิงเว่ยและซูเฉี่ยนผลัดเปลี่ยนกันปรนนิบัติดูแล แต่ยามที่ไม่มีใครข้างกายนางก็สามารถจัดการตัวเองได้อย่างไม่บกพร่องผ้าสองผืนที่เอาออกมาเต็มไปด้วยคราบสกปรก จนนางต้องหยิบผืนใหม่ออกมาอีกผืนรวมทั้งเทน้ำใส่อ่างกระเบื้องเป็นรอบที่สามทั้งเช็ดเนื้อตัว ทั้งล้างผมที่ติดดินติดโคลน

                ๑ เค่อต่อมาก็เปลี่ยนชุดใหม่เป็นอันเรียบร้อยแม้หุบเหวอเวจีจะมีชื่อน่ากลัว แต่ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมานางยังไม่พบเจออันตรายใด ๆเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เป็นปัญหาเดียวสำหรับนางตอนนี้คืออาหารการกินส่วนเรื่องน้ำท่าก็ยังมีน้ำในโถเหลืออีกสองโถครึ่ง ถ้าหมดก็สามารถไปตักเติมจากบึงน้ำใกล้ต้นกกใหม่ได้


                 คว๊าก ๆ

                เสียงร้องแหวกอากาศดังขึ้นมาอีกครา ครั้งนี้เจ้านกยักษ์ไม่ได้หมดแรงบินจนพลิกคว่ำกับพื้นหากมันร่อนกายลงอย่างงดงาม แล้วกระโดดเข้ามาอย่างไม่รอช้า ในปากของมันคาบแท่งไม้ที่ปลายด้านหนึ่งลุกแดงเป็นถ่านไฟขณะที่สองเท้าก็มีไม้ท่อนใหญ่สองท่อนติดมาด้วย

                “เก่งมาก” นางยิ้มปะเหลาะทั้งเอ่ยชมเชยเจ้าขนเทาที่ปล่อยท่อนฟืนติดไฟลงกับพื้น วางท่อนไม้ใหญ่ทั้งสองท่อนลงเหนือถ่านแดงนกยักษ์พอได้ยินคำชมมันก็ตีปีกร่าเริงแล้วกระโดดออกจากถ้ำไปอีกครั้ง ฝูอวี้ฉยงมองตามเล็กน้อยแต่สนใจกองไม้และถ่านไฟมากกว่านางไม่รู้ว่าเจ้านกยักษ์ใช้วิธีใดถึงหาท่อนไม้ติดไฟมาได้ อีกทางก็นึกแปลกใจในความฉลาดเฉลียวของมัน


                การที่มันเข้าใจภาษาของมนุษย์ทำตามคำสั่งได้ครบถ้วนทั้งยังเข้าใจถ่องแท้ ดูท่าเจ้านกตัวนี้คงเคยเป็นสัตว์ใต้พันธะสัญญาของผู้ฝึกตนผู้หนึ่งผู้ใดเป็นแน่


                ระหว่างที่รอเจ้านก นางก็หยิบเตาเผาทองเหลืองออกมาแล้วโยนก้อนหินอัคคีสองสามก้อนลงไปในกองไฟที่เริ่มลุกโหม รอจนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่หินอัคคีก็ดูดซับปราณธาตุไฟจนร้อนแดงฉ่านางจึงใช้ที่คีบไม้ไผ่เขี่ยมันออกมาแล้วคีบใส่เตาทองเหลือง กำยานและม่อเย่าถูกวางใส่เตาอย่างละสองก้อนจากนั้นมือบอบบางก็ปิดฝาเตาซึ่งฉลุเป็นลวดลายให้ควันลอยออกมาได้

                กลิ่นหอมพวกนี้นอกจากช่วยเรื่องการไหลเวียนของโลหิตและบำรุงร่างกายของนางแล้ว ก็ยังมีสรรพคุณในการไล่มดไล่แมลงและสัตว์ร้าย นางอาศัยเพียงลำพังในถ้ำแม้มีนกยักษ์อยู่ข้างกายแต่อย่างน้อยนางก็ไม่คิดประมาท เมื่อเตาทองเหลืองเกิดควันร่างน้อยก็กระถดไปข้างหน้าด้วยสองแขน แล้วหิ้วหูเตาขยับไปพร้อมกันทีละก้าว ๆจนสามารถขึ้นไปบนแท่นยกพื้น ๓ ฉื่อ เมื่อนางชันเข่าขึ้นก็วางเตาทองเหลืองไว้มุมหนึ่งของแท่นยกห่างจากจุดที่นางปูผ้าคลุมบุไหมพอสมควร


                พึ่บพั่บ

                เสียงปีกกระพือผ่านอากาศเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเจ้านกกลับมาแล้วนางจึงคลานลงจากแท่นไปนั่งรอที่ข้างกองไฟ ซึ่งบัดนี้กำลังลุกโชติช่วงจนถ้ำมืดสว่างขึ้นมาแลเห็นพื้นที่รอบๆ ในรัศมียี่สิบก้าว

                “ว้าย” เด็กน้อยร้องกรี๊ดอย่างตกใจทันทีที่เห็นว่านอกจากท่อนไม้อีกสามสี่ท่อนที่มันเอากลับมายังมีซากร่างของสัตว์ตัวเล็กที่ถูกขย้ำจนตาย

                มันใช้จงอยปากแล้วงัดร่างสัตว์ตัวน้อยคล้ายกระต่ายมาที่นางดวงตาสีเหลืองวาววับที่จ้องมองมาพร้อมท่าทางพยักพเยิด คล้ายกำลังจะบอกว่ามันจับสัตว์ตัวนี้มาเป็นอาหารให้แก่นางแต่เพราะนางยังไม่ลงมือเสียที มันเลยใช้กรงเล็บฉีกร่างของสัตว์ตัวนั้นแล้วใช้จงอยปากจิกเนื้อออกมาเพื่อกินเป็นตัวอย่าง

                ท่าทีที่คล้ายกับสอนให้ลูกนกหัดกินอาหารเรียกรอยยิ้มขึ้นมาจนเจ้าของยิ้มถึงกับหัวเราะจนน้ำตาคลอ

                “ข้ากินดิบ ๆ ไม่ได้หรอกต้องย่างไฟเสียก่อน” นางบอกเสียงนุ่มนวล รู้สึกเอ็นดูนกยักษ์ตรงหน้าขึ้นมาอย่างมากนางหลับตาเข้าไปในแหวนหยิบมีดสั้น พร้อมทั้งคว้าอ่างกระเบื้องที่เทน้ำจนเต็มออกมา มือข้างหนึ่งคว้าจับร่างของสัตว์ตัวเล็กจึงเห็นว่ามันเป็นหนูยักษ์ชนิดหนึ่งซึ่งมีขนาดตัวใหญ่พอ  ๆ กับกระต่าย นางถลกหนังมันออกจนเกลี้ยงเกลา

                ถูกบีบคั้นจนหลังชนฝาเพียงนี้แล้วหากยังต้องมากลัวกับแค่การถลกหนังสัตว์เพื่อเป็นอาหารประทังชีวิตนางก็คงหมดหวังที่จะมีชีวิตต่อแล้ว

                พริบตาต่อมาเจ้าหนูยักษ์เคราะห์ร้ายก็ถูกถลกหนังออกจนเกลี้ยงนางผ่าท้องของมันควักเครื่องในออกมาจนหมด เจ้านกยักษ์รีบเยี่ยมหน้าเข้าใกล้แล้วจิกกินเครื่องในทั้งหมดลงท้องไปส่วนเด็กหญิงก็เทน้ำในอ่างล้างเลือดบนตัวหนูยักษ์จนสะอาดแล้วเสียบมีดสั้นทะลุตัวหนูจากบนลงล่างก่อนจะล้างมือของตนจนสะอาด พลางยกมีดเข้าไปจ่อที่เปลวไฟ

                นึกในใจว่าหากยังต้องใช้ชีวิตต่อไปเช่นนี้อีกระยะหนึ่งนางคงต้องจัดเตรียมสถานที่ให้ดีกว่านี้ อย่างเรื่องย่างเนื้อสัตว์ก็ควรมีไม้ค้ำสองฝั่งแล้วมีไม้ยาวเสียบทะลุเนื้อวางพาดบนเสาไม้ค้ำทั้งสองเพื่อความสะดวก  


                มื้ออาหารเย็นจบลงอย่างรวดเร็วรสชาติของเนื้อหนูยักษ์ไม่ได้เลวร้ายอะไร อาจเหนียวไปบ้างเลยต้องเคี้ยวนานสักหน่อยเนื้อของมันไม่คล้ายทั้งเนื้อไก่และเนื้อหมู ตัวเนื้อมีกลิ่นสาบอยู่บ้างหากได้เครื่องเทศสักหน่อยคงชูรสและดับกลิ่นสาบได้ไม่ยาก   

                เมื่อมื้ออาหารผ่านไป เด็กหญิงก็คลานสองแขนขึ้นกลับไปบนแท่นยกซึ่งปูผ้าคลุมบุไหมไว้นางใช้ชุดบุนวมอีกตัวมาม้วนเป็นก้อนสำหรับเป็นหมอนหนุนระหว่างที่ยังไม่ง่วงนางก็นั่งสำรวจร่างกายของตนเองอยู่พักหนึ่งแสงไฟในถ้ำแม้ไม่สว่างและนิ่งเช่นแสงเทียนแต่ก็พอให้เห็นภาพรอบกายได้ชัดเจนขาข้างซ้ายของนางตอนนี้ดูท่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะมันเริ่มมีอาการบวมตรงส่วนข้อเท้าที่หักเกรงว่าถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ อาจจำใจต้องตัดออกเพื่อรักษาขาที่เหลือไว้


                เสร็จจากการสำรวจร่างกายก็ถึงเวลาสำรวจภายในแหวนจัดเก็บเพียงคิดร่างของนางก็ลอยมาหยุดอยู่หน้าประตูอักษรอวี้กรอบวงกลมตรงกลางประตูมีอักษรอวี้สลักไว้ขอบครึ่งบนและขอบครึ่งล่างสลักลวดลายบุปผาสองชนิดไว้อย่างวิจิตรบรรจง

                หนึ่งคือฝูหรง หนึ่งคือฉยงฮวา

                ความทรงจำหนึ่งย้อนกลับคืนมา...แม่นมซูเคยเล่าให้นางฟังว่าตอนที่มารดาของนางตั้งครรภ์อยู่นั้น บิดาได้ติดตามต้าหวางไปชายแดนด่านหงกวนทางใต้ 

                ยามนั้นมารดาตั้งครรภ์แก่บิดาจึงเขียนหนังสือทิ้งไว้ให้ฉบับหนึ่งเพราะเกรงว่าหากศึกติดพันจะกลับบ้านไม่ทันยามที่มารดาคลอดในหนังสือฉบับนั้นได้ตั้งชื่อบุตรที่จะคลอดเอาไว้สองชื่อ

                หากเป็นชายให้ใช้อักษร“หรง” หากเป็นหญิงให้ใช้อักษร “ฉยง”

                หรง อันหมายถึงเกียรติยศออกเสียงเดียวกับ ดอกฝูหรง

                ฉยง อันหมายถึงวิจิตรงดงามออกเสียงเดียวกับ ดอกฉยงฮวา

     

    ********************

    คล้ายกับเรื่องย่ำภพสยบแดน (จบ) ที่คุณอ่าน