กำเนิดราชันย์นักล่า

    ตอนที่ 34 ปะทะกลุ่มนักล่าลมทมิฬ 3

    ในพริบตาต่อมาเมื่ออากอนไปถึงพื้นที่ที่ดาบของเขาตกอยู่ เขาก็รีบหยิบดาบของเขาขึ้นมา แต่เมื่อหยิบขึ้นมาก็พบว่าดาบของเขานั้นมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นจนเขานั้นถือไม่ไหว เขาจ้องมองที่อิกนัสด้วยสายตาอาฆาตแค้น ริมฝีปากของเขาสั่นไปด้วยความโกรธ
    อากอนกำดาบของเขาจนเส้นเลือดสีดำปูดโปนขึ้นบนแขนข้างขวาที่เหลืออยู่ เขากระตุ้นพลังชีวิตและใช้กำลังทั้งหมดในการยกดาบขึ้นมา
    ในตอนนั้นเองอิกนัสก็กระตุ้นพลังชีวิตที่เหลืออยู่เพียงสองถึงสามส่วนในร่างกาย พลังชีวิตสีเทาไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขา ที่เบื้องหลังปรากฏเป็นเงาจันทร์เสี้ยวอย่างเลือนราง เขาบังคับพลังชีวิตสีเทาเหล่านั้นเข้าไปในดาบอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นจึงตวัดดาบออกไป
    “เวิ้งว้างไร้ผู้ใด” อิกนัสออกกระบวนท่าที่สองของเพลงดาบพายุทราย คลื่นวิถีดาบทั้งสามพุ่งตรงไปยังอากอนที่กำลังพยายามถือดาบให้มั่นคง
    อากอนที่เห็นคลื่นดาบพุ่งเข้าใส่เขาด้วยความเร็งสูง ก็กระตุ้นพลังชีวิตภายในร่างกายอย่างรวดเร็วเพื่อหวังจะยกดาบขึ้นมาต้านรับการโจมตีที่จะมาถึง เขากระตุ้นพลังชีวิตอย่างไม่มีออมรั้งไว้เลย เพราะเขารู้สึกว่าถ้าไม่สามารถต้านรับคลื่นดาบที่จะถึงไว้ได้เขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
    จนสุดท้ายอากอนก็สามารถยกดาบขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก เขาอัดพลังเวทลมของตัวเองลงในดาบใหญ่ในมือ แล้วจึงฟาดดาบออกไปด้านหน้าอย่างแรงเพื่อทำลายคลื่นดาบพุ่งเข้ามาให้ได้ สำหรับดาบใหญ่แล้วน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลดีในการต่อสู้ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้สามารถใช้ได้อย่างชำนาญหรือไม่?
    อากอนปะทะเข้ากับคลื่นดาบทั้งสามวิถีของอิกนัสโดยใช้ดาบของเขาสร้างเป็นคลื่นกระแทก เพื่อต้านทานการโจมตีไว้อย่างสุดกำลัง
    คลื่นวิถีดาบที่พุ่งเข้ามาถูกคลื่นกระแทกของอากอนทำลายลงไปได้สองวิถี แต่วิถีที่สามนั้นเฉือนเข้าที่ลำตัวของเขาจนทำให้ช่วงลำตัวโชกไปด้วยเลือด อากอนใช้ดาบของเขาฝืนยันตัวไว้ไม่ให้ล้มลง
    อากอนจ้องมองไปที่อิกนัสด้วยท่าทีที่ยังไม่ยอมแพ้ แววตาของเขาเปล่งประกาย
    “เจ้าน่ะประเมินตัวเองสูงเกินไปแล้วอิกนัส ถ้าเจ้าไม่ได้ใช้วิถีดาบแปลกๆนั่นดาบแขนของคู่ต่อสู้จนขาด เจ้าอาจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปแล้วด้วยซ้ำ อัญเชิญสัตว์อสูรมาเพื่อปิดฉากซะอย่างน้อยคู่ต่อสู้ของเจ้าจะได้สัมผัสถึงความต่างชั้นกันมากกว่านี้” เสียงของริโอดังขึ้นภายในหัวของอิกนัส
    “ไม่...ผมพูดกับลูฟัสไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะไม่ใช้สัตว์อสูรในการต่อสู้ครั้งนี้ ถ้าผมใช้มันออกไปก็ถือว่ากลืนน้ำลายตัวเองนะสิ ผมไม่ยอมเป็นคนแบบนั้นแน่” อิกนัสตอบริโอกลับไปภายในหัวของเขาอย่างดื้อดึง
    “แล้วเจ้าจะทำอย่างไรพลังชีวิตของเจ้าแทบจะไม่เหลืออยู่แล้วแถมฝ่ายนั้นยังมีทีท่าว่าจะยังไม่ยอมแพ้อีกต่างหาก”
    “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ไม่ว่าอย่างไรในการต่อสู้ครั้งนี้ผมก็จะไม่ยอมใช้สัตว์อสูรเด็ดขาด”
    “เจ้านี่มันบ้าเกินเยียวยาจริงๆ แต่ข้าก็ไม่ได้เกลียดคนแบบเจ้านักหรอกนะ แล้วใครใช้ให้เจ้าเป็นนายข้ากันหล่ะ เอานี่พลังชีวิตส่วนของข้าใช้มันซะแล้วปิดฉากการต่อสู้ครั้งนี้ไปเลย ข้าของีบก่อนละกันรอบนี้คงไม่นานเท่าไหร่ แต่อย่าให้ความดื้อรั้นของเจ้ามันมาทำลายตัวเจ้าเองซะหล่ะอิกนัส ข้านั้นไม่สามารถช่วยเหลือเจ้าไปได้ตลอดหรอกนะ” เมื่อพูดจบพลังชีวิตสีแดงเพลิงของริโอก็ไหลทะลักเข้ามาภายในตัวของอิกนัสอย่างบ้าคลั่ง
    ทำให้พลังชีวิตที่แทบไม่เหลือของอิกนัสฟื้นฟูขึ้นมาอย่ารวดเร็ว พลังชีวิตของอิกนัสค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับอุณหภูมิรอบตัวของเขาค่อยๆสูงขึ้นตามไปด้วย กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจ
    อิกนัสจับดาบด้วยสองมือ พร้อมกับกระตุ้นพลังชีวิตให้ไหลออกมารวมกันที่ดาบในมือทั้งสองข้างด้วย เมื่อถึงจุดหนึ่งอิกนัสจับจ้องไปที่อากอน แล้วจึงวาดดาบออกไปยังทิศทางที่อากอนยืนโงนเงนอยู่
    “งั้นก็ขอลองอะไรหน่อยก็แล้วกัน ลมหวนผสานดาบเพลิงพิโรจ” พายุคมดาบสายลมผสานเข้ากับเปลวเพลิงที่เป็นทักษะเรียกใช้จากดาบริวจินในมือของอิกนัส กลายเป็นพายุเพลิงขนาดมหึมาพัดโหมกระหน่ำเข้าใส่อากอนที่ยืนอยู่
    “ไม่จริงมันยังเหลือพลังชีวิตมากขนาดนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ตัวข้าแทบจะไม่เหลือพลังชีวิตแม้แต่น้อย มันมีระดับชีวิตเพียงแค่ทองแดงสามดาวไม่ใช่เหรอไง ทำไมมันยัง...” อากอนคร่ำครวญด้วยความไม่ยอมรับก่อนที่จะถูกพายุเพลิงลูกใหญ่กลืนกินเข้าไป
    เมื่อเห็นอย่างนั้นอิกนัสก็ต้องปาดเหงื่อออกมาด้วยความเหนื่อยล้า ท่าผสานที่เขาคิดขึ้นมามันกินพลังชีวิตของเขาไปอย่างมากมาย ในครั้งต่อไปการจะใช้ท่าผสานนี้เขาคงต้องคิดให้ดีกว่านี้อีกมาก เพราะไม่งั้นจะทำให้เขานั้นหมดพลังที่จะต่อสู้ไปอย่างรวดเร็ว
    จากนั้นอิกนัสจึงเดินออกไปจากลานประลอง...
    ส่วนทางลูฟัสด้วยความช่วยเหลือจากแมงมุมภูติอัสนี ทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าเดิมเป็นอย่างมาก แมงมุมภูติอัสนีนั้นช่วยลดพลังชีวิตที่เขาจะต้องใช้ไปกับการเปิดวงจรเวทมนตร์สายฟ้าไปได้เยอะทีเดียว รวมทั้งทักษะเส้นใยสายฟ้าและอาณาเขตสายฟ้าที่สามารถสร้างอาณาเขตจำกัดการเคลื่อนไหวของศัตรูได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้เขาสามารถจัดการกับหนึ่งในคู่ต่อสู้ไปได้อย่างง่ายดาย ส่วนอีกหนึ่งคนนั้นก็ได้รับบาดเจ็บอยู่บ้างซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรอีกต่อไป ในเมื่อเพื่อนของเขานั้นเอาชนะหัวหน้าของกลุ่มนักล่าลมทมิฬไปได้แล้ว
    ลูฟัสสั่งให้แมงมุมภูติอัสนีที่เขาตั้งชื่อมันว่า อินิกม่า ใช้ใยสายฟ้าออกไปรัดตัวของธรอนหนึ่งในนักล่ากลุ่มลมทมิฬเอาไว้ แล้วจากนั้นจึงใช้ท่าดาวตกสายฟ้าในการปิดฉากการต่อสู้ในครั้งนี้อย่างงดงาม
    “จบการต่อสู้ผู้ชนะคือฝั่งของผู้ท้าชิง อิกนัส ซิลเวอร์ไนท์ และลูฟัส กลอส” เสียงประกาศจบการต่อสู้ดังออกมาจากปากของชายชราผู้คุมกฎ ที่พวกอิกนัสถูกเรียกว่าผู้ท้าชิงนั้นก็เพราะว่ากลุ่มนักล่าลมทมิฬเป็นผู้จัดการให้การประลองนี้เกิดขึ้น พวกอิกนัสจึงเป็นผู้ท้าชิงนั่นเอง
    สิ้นเสียงนั้นพวกกลุ่มนักล่าลมทมิฬก็ปรากฏตัวที่สนามประลองอีกครั้งในสภาพที่ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนใดๆเลยสักนิด
    “พวกเจ้าทั้งสามคน เมื่อกลับไปแล้วจงมอบของเดิมพันให้แก่คู่ต่อสู้ไปซะ มิชะนั้นจะถือว่าพวกเจ้าไม่เคารพกฎแห่งสมาคมนักล่า พวกเจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่?” เสียงที่เต็มไปด้วยความกดดันของผู้คุมกฎดังขึ้น
    “เข้าใจแล้ว ท่านผู้คุมกฎ พวกข้าจะปฏิบัติตาม” อากอนรับคำ
    ในการประลองกฎแห่งนักล่านั้น ผู้แพ้จะต้องส่งมอบรางวัลเดิมพันให้กับผู้ชนะ แต่หลังจากที่ส่งมอบแล้วจะต้องทำการรายงานผลการส่งมอบต่อสามาคมนักล่าอสูร เพื่อป้องกันการบิดพลิ้วไม่ส่งมอบรางวัลเดิมพันในการประลอง และหลังจากนั้นผู้ชนะการประลองจะต้องทำการรายงานผลอีกทีเพื่อให้ทางสมาคมรับรู้ได้ว่าผู้แพ้ในการประลองได้ทำตามกฎของสมาคมแล้ว ซึ่งผู้ชนะจะได้รับทุกสิ่งอย่างไปทั้งหมดที่เดิมพันกัน ทางสมาคมนักล่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น
    แต่ถ้ามีกรณีที่ผู้แพ้ในการประลองไม่ส่งมอบของเดิมพัน และผู้ชนะได้มาทำการร้องเรียนว่าผู้แพ้ไม่ได้ทำตามข้อตกลงที่ทำไว้ ทางสมาคมก็จะส่งผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของทางสมาคมไปตามล่าผู้ที่ไม่ทำตามกฎแห่งนักล่านั้น และทำการตั้งค่าหัวสำหรับในกรณีแบบนี้ แล้วจากนั้นจึงลงบัญชีดำนักล่าคนนั้นหรือกลุ่มนั้น ซึ่งจะทำให้หลุดพ้นจาการเป็นนักล่าของทางสมาคมนักลาอสูร กลายเป็นนักล่าใต้ดินซึ่งจะไม่ได้รับสิทธิที่ทางสมาคมมอบให้อีกเลย อีกทั้งถ้าผู้เชี่ยวชาญที่ตามล่าพบจะสามารถสังหารได้ทันทีโดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น
    “งั้นพวกเจ้าก็ไปได้แล้ว” ชายชราผู้คุมกฎกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
    อากอนจ้องมองมาที่พวกอิกนัสด้วยสายตาอาฆาตแค้น แล้วจากนั้นพวกเขาก็หายไปจากลานประลอง
    “งั้นพวกผมก็ขอตัวครับท่านผู้คุมกฎ” ลูฟัสกล่าวลา
    “เดี๋ยวก่อนเจ้าหนู ข้ามีเรื่องที่จะพูดกับเจ้าอยู่” ชายชราผู้คุมกฎกล่าวรั้งพวกอิกนัสไว้
    “เจ้าชื่อ อิกนัส สินะเจ้าเป็นอะไรกับอสูรสีเงินหรือ?” ชายชรากล่าวพร้อมเดินเข้ามาใกล้กับพวกอิกนัส
    “ผมเป็นลูกชายของเขาน่ะครับ ท่านมีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ?” อิกนัสกล่าวอย่างสุภาพ
    “ลูกชายของอารอนสินะ ข้านั้นเคยเป็นหัวหน้าของเขามาก่อนในกองทัพ อิกนัสเจ้าสนใจที่จะเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่?” ชายชรากล่าวพร้อมกับนึกถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมา
    “เป็นศิษย์หรือครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากแต่ว่าผมมีอาจารย์อยู่แล้วครับ ผมคงไม่สามารถเป็นศิษย์ของท่านได้ต้องขอโทษด้วยครับ” อิกนัสตอบออกไปโดยไม่ลังเล
    ตัวอิกนัสนั้นไม่ได้มีอาจารย์ที่ไหนหรอก เพียงแต่ว่าตัวเขานั้นมีความลับอยู่มากมายเกินไป และอีกอย่างเขามีริโออยู่แล้วทำให้เขายังไม่อยากที่จะรับใครเป็นอาจารย์เพิ่มอีก แต่เหตุผลหลักๆก็คืออิกนัสนั้นอยากที่จะเผชิญโลกนี้ด้วยตัวของเขาเองดูสักตั้ง และเขายังคิดว่าในตอนนี้ด้วยระบบการ์ดอาคาน่ากับคำแนะนำของริโอ เขาจะสามารถเติบโตไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่
    “โฮ่โฮ่โฮ่...ไม่เป็นๆไม่จำเป็นต้องขอโทษข้าหรอก ข้าก็แค่ลองถามดู ตัวเจ้านั้นเป็นอัจฉริยะที่หายาก ทำให้ข้านั้นอยากได้เจ้ามาเป็นศิษย์ แต่ถ้าตัวเจ้านั้นมีอาจารย์อยู่แล้วงั้นก็ไม่เป็นไร อาจารย์ของเจ้าสั่งสอนเจ้ามาได้ดีอยู่แล้ว ตัวข้านั้นรังแต่จะกลายเป็นกรงขังเจ้าเอาไว้เปล่าๆ” ชายชราหัวเราะอย่างมีความสุขแล้วกล่าวออกมา
    “ไม่ได้หรอกครับ เป็นผมซะอีกที่ได้รับเกียรติแต่ไม่สามารถรับเอาไว้ได้ งั้นพวกผมขอลา” อิกนัสกล่าวออกไปอย่างสุภาพอีกครั้ง
    “ไปเถอะที่เมืองไวท์ชาโดว์ ข้าได้ข่าวมาแล้วว่ามีกองทัพสัตว์อสูรบุกอยู่พวกเจ้าก็เข้าร่วมด้วยสินะ”
    อิกนัสพยักหน้าเป็นคำตอบ แล้วหายไปจากสายตาของชายชราผู้คุมกฎ
    “น่าเสียดายๆ ต้นกล้าดีๆแบบนี้ผู้ใดกันหนอที่เป็นคนสร้างขึ้นมา” เสียงพึมพำอย่าแผ่วเบาดังของจากปากของชายชรา
    โลกแห่งความเป็นจริง.....
    “หัวหน้านี่พวกเราต้องมอบสิ่งที่พวกเราหามาอย่างยากลำบาให้กับพวกมันจริงๆหรือ?” ฟริกซ์ หนึ่งในนักล่าของกลุ่มลมทมิฬกล่าวออกมา
    “แล้วเจ้ามีวิธีอื่นหรือไงห๊ะ ถ้าไม่มอบให้ไปพวกเราก็จะโดนตามล่าและตั้งค่าหัว อุปกรณ์พวกนี้ไม่ตายก็หาใหม่ได้ แต่ถ้าโดนล่าจากทางสมาคมแล้วเพวกเราก็หมดทางรอด ให้พวกมันไปก่อนแล้วเราค่อยหาทางชิงคืนมาภายในช่วงสงครามกับสัตว์อสูรพร้อมกับอาวุธจิตวิญญาณที่พวกมันครอบครองอยู่ด้วย ข้าว่าน่าจะเป็นแผนที่ดีใช้ได้เลย” อากอนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ พร้อมกับแววตาที่เป็นประกายและรอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้า
    “แผนของหัวหน้าเยี่ยมไปเลย รอตอนที่พวกมันสู้กับสัตว์อสูรอย่างติดพัน พวกเราก็ลอบโจมตีตอนที่พวกมันไม่ทันระวัง แล้วก็ชิงสมบัติของพวกมันมาทั้งหมด หึ...รอไปก่อนเถอะพวกแก” ธรอนกล่าวออกมาอย่างชั่วร้าย
    ครู่ต่อมาพวกอิกนัสและมีอาก็ได้ออกมาจากโลกเสมือนจริงของนักล่า ลูฟัสเดินเข้าไปหากลุ่มของอากอนที่กำลังยืนอยู่ทันทีที่มาถึงเพื่อไปทวงรางวัลเดิมพันที่ตกลงกันไว้
    พวกของอากอนก็ยื่นอุปกรณ์ระดับเงินสามชิ้นมาให้อย่างง่ายดาย มีดาบใหญ่ที่อากอนเป็นคนใช้ มีดสั้นและถุงมือระดับเงินอีกอย่างละคู่ นอกจากนี้ก็มีผ้าคลุมรัตติกาลทมิฬระดับทองกับผลึกอสูรระดับเงินอีกยี่สิบชิ้น
    ลูฟัสที่ได้รับรางวัลเดิมพันมาอย่างง่ายดายก็รู้สึกว่าเรื่องมันง่ายผิดปกติอย่างไรไม่รู้ แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันผิดปกติอย่างไร แต่ในเมื่อได้รับของมาแล้วเขาก็ไม่มีธุระอะไรกับพวกอากอนอีก จึงเดินกลับไปหาพวกอิกนัส
    อากอนที่มองดูอยู่ก็ปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้าแล้วจึงเดินจากไปอย่างเงียบๆ