ผู้สืบทอดลำดับเจ็ดแห่งเทพราชันจักรพรรดิแวมไพร์ (รอรีไรท์)

    ตอนที่ 17 ภัยที่แท้จริง

               "ฮ่า ฮ่า เ๽้าหนูข้าได้ยินว่าพลังเ๽้าหายไปจนหมดแล้วตอนนี้เ๽้าก็เหมือนมดปลวกให้ข้าขยี้เล่นก็เท่านั้น"หัวหน้าโจรป่าลอบตรวจสอบพลังวิณญาณของเควินได้สักพักเขาก็ผ่อนลมหายใจถ้าเป็๲เควินเมื่อก่อนเขาคงไม่อาจแตะต้องตัวได้เลยแต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันเขาที่มีทั้งดาบตัดมิติที่ได้รับมาจากคนผู้หนึ่งให้การสนับสนุนเขา เ๽้านี่ก็ไม่เหลือพลังวิณญาณเช่นนี้ตอนนี้กลับเป็๲ได้แค่กำเนิดจิตวิณญาณขั้นที่หนึ่งอันต่ำต้อย ที่จะบดขยี้เมื่อไหร่ก็ได้



                 "หึ ข้าพลังหายไปจนหมดเจ้าจะว่าอย่างนั้นก็ผิดแต่เป็นก็เป็นแค่ตัววัดก็แค่นั้นเพียงแต่พลังของข้าแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนหน้านี้หลายเท่า มาลองดูกันว่าพลังข้าลดลงจริงอย่างที่เจ้าพูดหรือไม่" เควินใช้เวทย์สร้างดาบแสงภายในอากาศธาตุขึ้นมาเขาคว้ามันได้ก็ใช้ก้าวพริบตาไปยืนอยู่ตรงหน้าของหัวหน้าโจรในทันที

               รุ่งอรุณตัดทลาย

               แสงสีทองห่อหุ้มปลายดาบพลังทำลายล้างอันเข้มข้นที่มาจากปลายดาบของเควิน รุ่งอรุณตัดทลายคือท่าที่อัดพลังเวทย์จำนวนมากไว้ที่ใบดาบฟาดฟันใส่ศัตรูด้วยพลังทำลายล้างที่น่ากลัวตัดทุกสิ่งที่ขว้างหน้ามันคือท่าที่ไม่อาจป้องกันได้นอกจากจะใช้เกราะพลังเวทย์ที่แข็งแกร่ง

                เมื่อดาบเควินฟาดเข้าหาหัวหน้าโจรป่าทำให้มันอึ้งนี่นะหรือคือพลังหายไปหมดแล้วไม่ใช่แล้วเจ้านี่มันแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า ถึงอย่างนั้นไม่ใช่ว่ามันไม่เตรียมตัวเอาไว้มันเตรียมเผื่อสถานการณ์ถึงชีวิตเอาไว้แล้ว หัวหน้าโจรแผ่นศิลาปัดป้องที่เป็นสื่อกลางในการเรียกใช้เกราะเวทย์นำมาขวางพลังทำลายล้างของดาบเควินเอาไว้ได้อย่างหมดจด
                    เควินได้แต่ตกใจขนาดเกราะเวทย์ยังมีเจ้านี่ชักจะรวยเกินไปแล้วถึงว่าไม่มีใครเอาชนะพวกโจรป่าพวกนี้ได้เลยแต่ไม่ใช่ว่าเขาฟาดฟันเกราะเวทย์ไม่เข้าสักทีเดียวเพียงแต่ขณะที่เกราะเวทย์ยังคงอยู่พลังทำลายล้างของท่ารุ่งอรุณตัดทลายถูกลดไปกว่าแปดส่วนทำให้ความเสียหายที่หัวหน้าโจรป่าได้รับเพียงแค่แผลเลือดออกเล็กน้อยเท่านั้น

                  "ฮ่า ฮ่า ข้ายังมีอีกเยอะนะเจ้าเด็กอวดดี"หัวหน้าโจรป่าควักแผ่นศิลามากมายที่อยู่ข้างลำตัวในถุงมิติที่ห้อยเอาไว้

                   เควินถึงกับมึนงงใครกันที่โง่ดักดานถึงกับกล้าให้แผ่นศิลาปัดป้องที่แสนจะหายากแก่มันแบบนี้ แต่ว่าเขาไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าเขาแพ้เกราะเวทย์นั่นมันเพียงแค่ท่าแรกเท่านั้นที่พ่ายแพ้แก่เกราะเวทย์นอกนั้นจากท่าแรกไปมันก็เป็นท่าที่ทะลุเกราะทุกประเภททั้งนั้น

                  "เฮ้อ เจ้าโง่เลิกเห่าหอนด้วยปากเน่าๆนั่นทีเถอะ" 

                   เควินก็ใช้ท่าร่างก้าวพริบตาเข้าหาหัวหน้าโจรป่าแบบเดิมแต่ท่วงท่าที่ใช้คราวนี้คือ รุ่งอรุณปลิดวิณญาณซึ่งเป็นกระบวนท่าที่สองของวิชาดาบจิตวิณญาณแห่งรุ่งอรุณเป็นท่าที่โจมตีผสานระหว่างพลังทำลายล้างกับการโจมตีของเวทยมนตร์อันเข้มข้นสามารถทะลุทะลวงได้ทุกเกราะป้องกัน

                   หัวหน้าโจรป่าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยเช่นเคยจับดาบตัดมิติฟาดไปในอากาศธาตุใบมีดที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าประชิดเควิน แต่ไม่ทันที่จะถึงตัวเควินเขาก็ฟันทำลายกระแสใบมีดจนสูญสลาย เขาใช้ก้าวพริบตาอีกครั้งโผล่มาข้างหลังหัวหน้าโจรป่า

                  "นับว่าเจ้ามีความสามารถแต่วันนี้เจ้าต้องตายด้วยน้ำมือของข้าผู้นี้" หัวหน้าโจรป่าหยิบแผ่นศิลาสองแผ่นขึ้นนำมาขวางการโจมตีพร้อมใช้ดาบตัดมิติฟาดเข้าใส่อากาศธาตุอีกครั้ง
                   "หึ ถ้าเช่นนั้นมาจบกันเถอะ" เควินพุ่งเข้าประชิดรวดเร็วกว่าเดิมในขณะที่ผลรุ่งอรุณปลิดวิรญาณยังคงอยู่แต่ว่าครั้งนี้เควินกลับไม่ได้ออมพลังเฉกเช่นครั้งก่อนเขาฟาดฟันลงไปด้วยพละกำลังทางกายภาพทั้งหมดลงไปในการฟันครั้งนี้

                 ฉึบ!
                       ดาบตัดมิติไม่ทันที่จะได้กวัดแกร่งอย่างสุดแรงก็โดนความเร็วของเควินนำไปก่อนหนึ่งก้าวทำให้เควินฟันเข้าที่ข้อมือซ้ายจนขาดหลุดกระเด็นออกไป
    พรวด!
    หัวหน้าโจรป่ากระอักเลือดออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัวในทันทีที่ได้รับพลังทำลายของกระบวนท่าที่สองแฝงไว้ด้วยพลังระหว่างสองชนิดที่น่ากลัวกดดันเข้าไปในร่างกาย

                 อาาา

                  "เจ้าเด็กอวดดี ข้าจะฆ่า…..."หัวหน้าโจรป่าไม่ทันที่จะกล่าวจบแสงแห่งชีวิตเขาก็ดับลงไปศีรษะหลุดออกจากบ่าร่วงลงสู่พื้นดินพร้อมกับร่างไร้วิณญาณ

                  ทางด้านพวกอาริเชียก็กำจัดโจรป่าที่เหลือหมดพอดี

                 "ครั้งนี้ข้าดูถูกมันเกิดไปหน่อยแล้ว ข้าต้องรีบแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ขึ้นไปอีก"เควินพึมพำกับตนเอง

                  อึก
                 เควินรู้สึกปวดหน้าอกขึ้นมานั่นบ่งบอกถึงสัมผัสพิเศษที่เอาไว้รับรู้อันตรายของเควิน “สัมผัสพิเศษทำงานงั้นเหรอยุ่งแล้วสิ ต้องรีบออกไปจากที่แห่งนี้ก่อน”

                ในขณะที่คอเรนกับเรทีน่ากำลังเก็บกวาดสิ่งของและขจัดร่างไร้วิณญาณของโจรป่าเควินก็รีบตระโกนเตือน “คอเรน เรทีน่าไม่มีเวลามาเก็บของรีบออกจากที่นี่ก่อนดูเหมือนพวกมันไม่ได้มาเพียงเท่านี้พวกเราคงจะโดนจับตามองมาตั้งแต่ออกจากเมืองแล้ว พวกเจ้ารีบไปก่อนข้าจะวางกับดักล่อพวกมันไว้ก่อน เดี๋ยวเสร็จตรงนี้ข้าจะตามไป”

                เมื่อคำเตือนนั้นมาจากปากของเควินทั้งสี่คนก็ชะงักเล็กน้อยโดยเฉพาะอาริเชีย เธอพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว “ทำไมเจ้าต้องทำให้ข้าปลอดภัยก่อนเสมอแล้วเจ้าก็กลับมาหาข้าโดยที่ร่างกายบาดเจ็บเสมอเลยละเควิน ทำไมไม่มีวันที่ข้ายืนเคียงข้างไปพร้อมเจ้าได้เลยอย่างนั้นรึ”

                 ลาเวเรียเองก็สัมผัสได้เหมือนกันกับเควินเช่นกันมันคือสัมผัสพิเศษเธอเข้าใจตั้งแต่เควินทำสีหน้าตกใจแล้วตระโกนออกมาแล้วเธอก็เข้าใจทันทีว่าไม่ใช่เรื่องดีแล้วพวกเธอกำลังโดนหมายหัวกันอยู่นั่นเอง 

                   "อาริเชียพวกเราไปกันเถอะ"ลาเวเรียจับมือของอาริเชียดึงเธอ ลาเวเรียไม่อยากรั้งรออยู่ตรงนี้นานถ้าหากพวกเธอไปตั้งหลักได้แล้ว มันก็จะทำให้เควินสบายใจมากกว่าถึงแม้ต่อให้เขาเข้าตาโจรไปจริงๆเธอเชื่อในตัวน้องชายของตนเอง 

                 หลังจากพวกอาริเชียไปกันได้สักพัก เควินก็นำผลึกสีน้ำตาลออกมาจากแหวนมิติของตนเองมันคือผลึกแห่งฝันที่สามารถทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็นพื้นที่ลวงตามันเอาไว้ใช้ยามที่เจอศัตรูที่หมายจะแกะรอยพวกเขา ผลึกนี้จะใช้ในด้านนี้ออกมาค่อนข้างได้ผลดีมันสามารถทำให้คนที่แกะรอยตามสับสนมึนงงกันไปนานต่อให้เป็นคนที่มีความสามารถก็หลุดออกมาจากมันนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามสิบนาทีเวลาขนาดนั้นยังไงก็ทำให้พวกเควินก็หนีพ้นแล้ว

                 เควินชักดาบที่ข้างเอวขึ้นมาแล้วขึ้นไปบนดาบแล้วเหาะลอยแยกทางกับพวกอาริเชียไปในทันทีทิศทางที่สายตาของเขามุ่งไปคงจะเป็นส่วนกลางของป่าทับทิม

                  ………….
                ผ่านไปสามสิบนาที
                             ชายชุดดำจำนวนร้อยคนมุ่งหน้ามาจนถึงจุดที่พวกเควินต่อสู้กับโจรป่าแต่พวกเขาต้องตกตะลึงเพราะในระหว่างพวกเขาก้าวเข้าสู่เขตกับดักของเควินทำให้ตกอยู่ในโลกลวงตาไปถึงหนึ่งชั่วโมงเต็มในที่สุดก็สามารถรอดออกมาจากโลกลวงตาได้ทำให้พวกมันเดือดดาลเป็นอย่างมากสำหรับนักฆ่าอย่างพวกมันไม่ควรมาติดกับดักที่เจ้าพวกเด็กอวดดีพวกนี้ตั้งไว้ทำให้รู้สึกเสียหน้าไปพอสมควร

                  ลูกน้องคนสนิทกล่าวด้วยท่าทีร้อนรน“ลูกพี่ พวก….พวกเราจะเอายังไงต่อกันดีละ”
                  หัวหน้านักฆ่าถึงกับหลั่งเหงื่อเจ้าพวกบ้านี่มันไม่มีสมองรึอย่างไรตระคอกใส่ลูกน้องคนสนิท“พวกเจ้าอยากตายรึยังไงไม่ได้ยินคำสั่งก่อนมาที่นี่รึยังไงว่าห้ามพวกเรากลับไปหากไม่ได้นำหัวของเจ้าวีรบุรุษสีแดงกลับมา”
                  ลูกน้องคนสนิทก็รับก้มหัวขอโทษทันที “อภัยให้ข้าด้วยลูกพี่ แต่ว่าพวกเราจะหาพวกมันจากที่ไหนกันละ”

                  “หากข้าคิดไม่ผิดพวกมันน่าจะตรงไปที่ส่วนกลางของป่าทับทิมไป เพื่อไปจับวิหควายุครามมาเป็นทาสอย่างแน่นอน”

                   วิหควายุคราม มันเป็นอสูรวิณญาณแบบใดนะหรือมันก็คืออสูรวิณญาณที่ถูกขนานนามว่า ราชาแห่งท้องฟ้า มันมีความเร็วที่เรียกได้ว่าเทียบเท่าอสูรวิณญาณประเภทบินระดับเก้าแม้ว่ามันจะอยู่แค่ระดับเจ็ดก็ตาม

                   “ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปดักที่แหล่งกบดานวิหควายุครามก็ได้นิลูกพี่”

                   “อืม ไปกันเถอะไม่อาจรอช้าได้ไปเตรียมของขวัญให้พวกมันได้ไปโลกหลังความตายกันเถอะ”

                  เงาร่างทั้งร้อยคนต่างมุ่งหน้าเข้าไปยังป่าทิบทิมเพื่อหวังดักทางพวกเควินที่วิหควายุครามให้ได้แต่ทางที่มุ่งตรงไปไม่ใช่ทางเดียวกับเควินแต่เป็นทางเดียวกับพวกอาริเชีย
                 ………..
                 พวกอาริเชียรู้สึกว่าหนีมาได้อย่างปลอดภัยแล้วก็หยุดพักที่ภูเขาลูกหนึ่งในเขตอสูรวิณญาณระดับห้า

                ลาเวเรียนึกสงสัยว่าเควินเข้ามาทำอะไรในที่แห่งนี้กันแน่เพราะมันมีทางที่ไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่นี่ก็สามารถผ่านไปแดนใต้ได้อย่างสบายและเร็วยิ่งกว่า "อาริเชีย เควินเจ้านั่นคิดจะทำอะไรกันแน่ถึงอยากเข้ามาในป่านี้"

                อาริเชียย่อมต้องเข้าใจในตัวเควินที่สุดเธอก็กล่าวออกมาโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก "ถ้าข้าคิดไว้ไม่ผิดเควินน่าจะอยากจับวิหควายุครามเพื่อเป็นพาหนะในการเดินทาง"

                "วิหควายุคราม ทำไมเจ้านั่นถึงคิดอะไรบ้าบิ่นแบบนี้กันละ ไม่ใช่ว่า…"

                อาริเชียกล่าวแทรกขึ้น "ไม่ได้บ้าบิ่นหรอกท่านพี่เขาทำมันได้จริงๆ เพียงแต่ข้าคิดว่าในตอนนี้เควินคงมุ่งหาไปหาวิหควายุครามเพียงคนเดียวแล้วละ"

                ลาเวเรียแสดงสีหน้าตกใจ เธอพึ่งเคยเข้าร่วมกลุ่มกับคนที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่เควินทำให้เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เควินกล่าวออกมาแต่ละอย่างนั้นล้วนเป็นความจริง

                 "เอ๊ะ ถ้าเช่นนั้นเจ้านั่นจะไปคนเดียวได้อย่างไร"

                "อย่างที่ข้าบอกกล่าวไปเควินทำแบบนี้แทบจะทุกครั้งที่ออกมาทำภารกิจกับข้า เพื่อให้ข้าปลอดภัยไร้กังวลเขาก็จะลงมือทำมันคนเดียว"

                  ลาเวเรียยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าคู่รักคู่นี้ชั่งแปลกประหลาดพวกเขาอยากปกป้องซึ่งกันและกันจนอีกฝ่ายปลอดภัยไร้กังวล การกระทำแบบนี้มันก็แต่ดีเพียงแต่....

                 "พวกเจ้าคงไม่เคยเปิดอกคุยกันเรื่องแบบนี้เลยสินะอาริเชีย มันถึงได้ทำให้เจ้าหนักใจอยู่แบบนี้ข้าเข้าใจถึงสาเหตุที่เจ้ากลายเป็นคนกังวลเกินเหตุกับแค่การบาดเจ็บของเควินแล้วแหละ"

                "ใช่ท่านพี่ ข้าแทบไม่เคยได้พูดคุยเรื่องแบบนี้เพราะไม่มีเวลาพอให้ทำแบบนั้นเอาเข้าจริงๆถ้าหากไม่มีช่วงเวลาก่อนงานหมั้นนั้นพวกข้าสองคนก็แทบไม่ได้เจอกัน"

                   "ข้าว่าพวกเจ้าต้องคุยกันให้รู้เรื่องกันแล้วถ้าหากมามัวแต่เก็บพรสวรรค์ที่แสนล้ำเลิศของเจ้าไว้ข้าเกรงว่ามันจะทื่อขึ้นสักวัน การที่เอาเจ้าไปไว้ในที่ปลอดภัยมากเกินไปกังวลว่า เจ้าจะเป็นอะไรไปรึเปล่า ข้าว่าทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นแล้วเผชิญหน้ากับมันจะดีกว่า” เควินทำแบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดเพียงแต่สำหรับลาเวเรียเธอเชื่อว่าวันที่เขาต่อสู้คนเดียวมันใกล้จะเข้าสู่ทางตันขึ้นทุกที มันจะต้องมีบางวันที่ด้วยแรงของเขาต่อให้ทำเท่าไหร่ก็ไม่สามารถไปถึงปลายทางได้

                    ………..