ทะลุมิติมาเป็นซูเปอร์เจ่เจ้

    ตอนที่ 35 สุนัขยังรู้คุณคน

    “เฮอะ ตระกูลอู๋ช่างไร้ยางอาย ตอนที่ฉีเอ๋อร์พบไข่มุกและนำไปขายจนได้เงินมามากมาย ไม่เพียงแต่เจ้าไม่ยอมแบ่งให้นางครึ่งหนึ่ง เวลานี้ยังจะมาหาประโยชน์จากนางอีก!”


    เมื่อนางฉินคิดถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกแน่นหน้าอก ราวกับว่าเงินในกระเป๋าของตนกำลังปลิวออกไป!


    ทันทีที่นางอู๋ได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะออกมา


    นางไม่ใช่ลูกสะใภ้บ้านนั้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวหญิงชราชั่วร้ายผู้นี้


    “ข้าจะบอกอะไรให้ จิตใจของท่านน่ะบิดเบี้ยวเกินไปแล้ว เหตุใดผลประโยชน์ทั้งหมดถึงต้องตกอยู่กับท่านด้วย? ข้าต้องเข้าเมืองไปจ้างจิตรกรวาดรูปท่านแล้วติดไว้บนสะพานทุกแห่งที่พวกเราใช้หรือไม่? เช่นนี้แล้ว พวกผีเร่ร่อนในตอนกลางคืนที่ผ่านไปผ่านมาจะได้จำได้ วันหน้าเมื่อถึงคราวที่ท่านลงไปปรโลก พวกมันจะได้รู้สึกคุ้นเคยกับท่านอย่างไรเล่า!”


    นางอู๋ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่าย ๆ 


    และเมื่อหญิงชาวบ้านคนอื่นได้ยินการปะทะฝีปากกัน พวกนางจึงยืนเคียงข้างนางอู๋อย่างเงียบ ๆ


    สนับสนุนนางด้วยการกระทำ


    “ถังฉี ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็มีสายเลือดของตระกูลถังที่เก่าแก่ เจ้าจะให้คนพวกนี้มารังแกข้าอย่างนั้นหรือ? อา…ถังอู่เอ๋ย เจ้าลูกอกตัญญูยิ่ง ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แม้แต่ลูก ๆ ที่เจ้าทิ้งไว้ก็ไม่เชื่อฟังข้า เช่นนี้ข้าจะมีชีวิตที่ยากลำบากต่อไปทำไม? มาพาข้าไปด้วยเถอะ ข้าไม่อยากอยู่แล้ว!”


    เมื่อพูดจบ นางฉินก็ทรุดตัวลงกับพื้นและเริ่มร้องไห้เสียงดัง


    อย่างไรก็ตาม ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว


    ถังฉีมองเหตุการณ์ด้วยแววตาเย็นชา สำหรับนางฉิน บุตรชายของตนเป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่มีใครรู้ แต่นางยังกล้าพูดถึงเขาได้ง่ายดายเช่นนี้


    มารดาที่ไหนเขาทำกัน?


    แต่หากนางฉินเป็นเหมือนมารดาทั่วไป ชีวิตของนางหวังคงไม่ระทมทุกข์และต้องพบเจอกับชะตากรรมที่น่าเวทนาเช่นนี้


    “ฉีเอ๋อร์ เจ้าช่างเลือดเย็นนัก ไม่เห็นท่านย่าอยู่ในสายตาเลยหรือ? อากาศก็หนาวเย็นขึ้นทุกวัน หากท่านย่าของเจ้าเจ็บป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร?”


    นางเสี่ยวฉินรู้สึกเป็นกังวลเมื่อเห็นถังฉียังยืนนิ่งด้วยสีหน้าสงบเยือกเย็น


    “ก็แค่วิธีหาเงินไม่ใช่หรือ? เจ้าบอกพวกชาวบ้านได้ก็ต้องบอกพวกเราได้สิ อย่างไรเสีย พวกเราก็สืบสายเลือดเดียวกัน หากวันหน้าเกิดอะไรขึ้นกับน้อง ๆ ของเจ้าก็ยังมาพึ่งพาพวกเราได้”


    นางเสี่ยวฉินมองดูเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมที่ถังฉีสวมใส่ สีหน้าเต็มไปด้วยความริษยา


    ไม่ได้เจอกันเพียงไม่กี่วัน ดูเหมือนเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จะสดใสและมีน้ำมีนวลมากกว่าเดิม


    โดยเฉพาะแววตาสุขุมลุ่มลึกเช่นนั้น ทำให้นางเสี่ยวฉินรู้สึกไม่สบายใจยิ่ง


    “ท่านป้า ถ้าพื้นมันเย็นนัก เหตุใดท่านไม่ช่วยท่านย่าล่ะ? ข้าอายุแค่สิบสาม ไม่เคยได้กินอาหารดี ๆ มีประโยชน์ แขนขาเล็กลีบของข้าพยุงท่านย่าไม่ไหวหรอก”


    ถังฉีเอ่ยเสียงเย็น สีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ


    “น้องรอง ข้างนอกเริ่มหนาวแล้ว พาน้องห้าเข้าไปข้างในก่อน”


    ถังฉีกลัวว่าหากถังซานยังอยู่ เขาอาจเปิดเผยอะไรบางอย่างออกมา


    ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นบุตรชายคนโตของครอบครัว แม้ว่าความจริงจะเข้าข้างพวกเขา แต่ก็ไม่อาจต้านทานคำนินทาของผู้อื่นได้


    “ขอรับพี่ใหญ่”


    ถังซานอุ้มถังเหอเข้าไปในบ้านโดยไม่ลังเล ทว่าเขายังสนใจเรื่องที่เกิดขึ้นด้านนอก


    “ท่านแม่ บนพื้นเย็นเยียบ ลุกขึ้นเถอะ มีอะไรก็คุยกับฉีเอ๋อร์ดี ๆ แต่ไหนแต่ไรมา นางก็เป็นเด็กกตัญญูมาโดยตลอด นางคงไม่ปฏิเสธท่านหรอก”


    นางเสี่ยวฉินเดินเข้าไปหาแม่สามีและกำลังจะยื่นมือเข้าช่วย แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าของถังฉีจึงเปลี่ยนใจกะทันหัน


    “ท่านย่า หนีไป ท่านป้าจะฆ่าท่าน!”


    คำพูดของถังฉีทำให้ทุกคนตกตะลึง แม้แต่นางฉินที่ส่งเสียงโหยหวนอยู่บนพื้นยังต้องเงยหน้าขึ้น


    สีหน้าของนางเสี่ยวฉินเปลี่ยนไปทันที


    “ฉีเอ๋อร์ พูดอะไรของเจ้าน่ะ? ข้าจะทำร้ายท่านแม่ได้อย่างไร?”


    นางเสี่ยวฉินกล่าวหาถังฉีทันที


    “ท่านป้า…ข้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่ภาพที่เห็นนี้เหมือนกับในฝันของข้ายิ่งนัก แต่คนที่อยู่ตรงนั้นไม่ใช่ท่านย่า แต่เป็น…ท่านแม่”


    ถังฉีพูดด้วยท่าทางหวาดกลัว พร้อมกับน้ำตาไหลออกมา


    “ท่านป้า ท่านก็รู้ว่าพักนี้ข้ามักจะฝันถึงท่านแม่บ่อย ๆ และทุกครั้งที่ข้าฝัน ท่านแม่บอกข้าเสมอว่านางตายอย่างไม่เป็นธรรม  ท่านยมบาลรู้สึกเวทนา เห็นว่านางทำความดีไว้มาก จึงได้ชี้แนะเรื่องต่าง ๆ ให้”


    ถังฉีพูดความจริงเพียงครึ่งหนึ่ง


    เมื่อได้ยินคำพูดของถังฉี สีหน้าของนางเสี่ยวฉินซีดเผือดในทันใด นางถึงกับโซเซเล็กน้อย


    เมื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ ของถังฉีที่ละม้ายคล้ายมารดาถึงแปดส่วน ในใจนางเสี่ยวฉินรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา


    ภาพในความทรงจำปรากฏขึ้นในดวงตาของนางอีกครั้ง นางเสี่ยวฉินยื่นมือออกไปด้วยความหวาดหวั่นและโบกอย่างแรง


    “ไม่นะ…แม่ของเจ้าจะถูกฆ่าตายได้อย่างไร? นางผูกคอตายเพราะหนีความผิดต่างหาก!”


    นางเสี่ยวฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก ราวกับพยายามจะพูดกับคนอื่น แต่ฟังดูคล้ายกับนางกำลังสะกดจิตตัวเองเสียมากกว่า


    อย่างไรก็ตาม ท่าทางแปลก ๆ เหล่านี้ทำให้คนอื่นมองนางด้วยความสงสัย


    “ท่านป้า ท่านรู้ดีกว่าใครว่าท่านแม่เป็นคนเช่นไร นางแทบจะไม่ออกจากบ้านเลย แม้ว่าท่านจะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และกลับมาในตอนค่ำ ท่านแม่ก็ยังทำงานบ้านไม่หยุด!”


    น้ำเสียงของเด็กหญิงชัดเจน จนทำให้นางเสี่ยวฉินใจกระตุก


    “ท่านแม่บอกว่านางถูกฆ่าตาย ศีรษะของนางเจ็บปวดมาก เหมือนมีอะไรทิ่มแทงอยู่ข้างใน”


    นางเสี่ยวฉินเกือบจะทรุดลงกับพื้นเมื่อได้ยินคำพูดของถังฉี ทว่านางยังคงพยายามปลอบใจตัวเอง


    นางรู้ดีว่าหากแสดงพิรุธออกไป ชาวบ้านจะต้องสงสัยแน่


    “ฉีเอ๋อร์ ความตายเป็นเรื่องใหญ่ เจ้าจะพูดถึงแม่ของเจ้าเช่นนี้ไม่ได้ มันจะทำให้นางเสียใจ ต่อให้นางทำผิดต่อพ่อเจ้า แต่พวกเราก็อยู่ด้วยกันมานานหลายปี แม้แต่สุนัขยังรู้คุณคน”


    นางเสี่ยวฉินเอ่ยด้วยสีหน้าชั่วร้าย


    คำพูดของนางย้ำเตือนเรื่องที่นางหวังคบชู้


    “หึหึ…หากท่านไม่อยากให้คนอื่นรู้ ท่านก็ไม่ควรทำเช่นนั้น ท่านป้า…สวรรค์มีตานะเจ้าคะ”


    เมื่อพูดจบ ทุกคนก็มองนางเสี่ยวฉินด้วยสีหน้าแปลกประหลาด


    ทำให้คนถูกมองรู้สึกอึดอัด


    “เฮอะ…ถังฉี หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว! บอกวิธีหาเงินมาก็พอ หากพ่อของเจ้าอยู่ที่นี่ เขาต้องบอกพวกเราแน่ ถังฝูกำลังเรียนหนังสือในสำนักศึกษา ต้องใช้เงินมาก วันหนึ่งเขาจะสอบเป็นขุนนาง และเราจะไม่ลืมความเมตตาของเจ้า”




    *****************************