บทที่ 45
ความหวังของหมู่บ้าน
3 ทุ่ม ก่อนที่ประตูหอจะปิด ซี่เสี่ยวอันก็ขับรถพาอู๋ตี้และเอ้อซีซีมาส่งทันเวลา
พวกเขาเดินตรงกลับไปยังหอ และท้ายสุดก็ไปยืนอยู่ระหว่างหอหญิงและหอชายก่อนจะบอกลาซึ่งกันและกัน
อู๋ตี้กลับไปยังห้องของเขา ครั้งนี้ภายในห้องเขานั้นมีเขาอยู่เพียงคนเดียว หวังเฉาและคนอื่นๆยังคงอยู่ในโรงพยาบาลตอนนี้ เหมือนว่าพวกเขาจะกำลังรักษากับจิตแพทย์ด้วย
ทั้งสามคนนั้นถูกพบและส่งตัวไปโรงพยาบาลหลังอู๋ตี้จับพวกเขาไปห้อยไว้กับกิ่งไม้ใหญ่ด้วยยาที่ทำให้บินได้
เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมา ทุกๆคนต่างก็พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อพวกเขา ทุกๆคนต่างมองว่าเด็กพวกนี้บ้าไปแล้ว ดังนั้นทั้งสามคนนั้นจึงต้องถูกกักตัวไว้ในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตการณ์ และจิตแพทย์ก็เข้าไปเพื่อคอยดูแนวทางการรักษาขั้นต่อไป เพราะงั้นกว่าคนพวกนี้จะได้กลับมาก็คงจะอีกนานเลย
แต่ถึงจะกลับมาเรียนได้แล้ว พวกเขาก็คงไม่กล้าที่จะกลับมาที่หอนี้และอยู่กับอู๋ตี้อีกต่อไปแล้ว
การอยู่ในหอคนเดียวเช่นนี้ มันจึงทำให้อู๋ตี้มีความสุขมากๆ
ร่างใหญ่ทิ้งตัวลงนอนไปบนเตียง สายตาจับจ้องไปนอกหน้าต่าง จากนั้นใบหน้าจ้ำม่ำก็ค่อยๆเผยรอยยิ้มออกมา
เขาหัวเราะคิกคักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดกับตัวเอง “ฉันมีแฟนแล้ว...ฉันเองก็มีความรักแล้วสินะ? ฮ่ะๆๆ...นี่ไม่ใช่ความฝัน..หรือมันเป็นนะ? อุ้ก! เจ็บ! ฮ่าๆๆ นี่มันไม่ใช่ความฝัน”
อู๋ตี้หยิกตัวเองก่อนจะยิ้มออกมาเพราะมันเจ็บ แต่กระนั้นสีหน้าของเขาก็ยังมีความสุขผลิบานออกมาเรื่อยๆ
เมื่อราวๆ 1 ชั่วโมงก่อน ภายในห้อง VIP ที่ภัตตาคารมิคกี้เวสเทิร์นนั้น อู๋ตี้ได้สารภาพรักกับเอ้อซีซีไปแล้วพร้อมๆกับรอคำตอบจากเธออย่างใจจดใจจ่อจนลืมหายใจด้วย
ใบหน้าสวยของเธอนั้นแดงแปร็ดขึ้นมา และกว่า 1 นาทีให้หลังเธอก็ค่อยๆพยักหน้าด้วยความเขินอาย
วินาทีแรกที่ได้เห็นเธอพยักหน้า อู๋ตี้ก็เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกต่างๆมากมายในชั่วขณะ เขาเหมือนตกลงไปในบ่ออะไรสักอย่างที่ไม่สามารถพูดหรือหายใจได้เลย ทั่วทั้งตัวมันถูกบีบอัดไปด้วยความสุขจนทำอะไรไม่ได้เลย
กว่า 20 ปีแล้วที่เขานั้นเป็นไอ้หนุ่มอ้วนที่ใครต่อใครก็รังเกียจ เพราะงั้นลืมเรื่องการได้ตกหลุมรักใครไปได้เลย เพราะแม้แต่เพื่อนสาวที่เข้าใจเขายังไม่มีด้วยซ้ำไป
แต่ในวันนี้ และคืนนี้ เขาหลุดออกมาจากลูปนรกนั่นแล้ว เขาไม่ใช่หมาหัวเน่าอีกต่อไปแล้ว!
แถมอีกฝ่ายเองยังเป็นสาวน่ารักนิสัยดีที่ใสซื่ออีกด้วย!
ทางด้านของหอหญิงเอง เอ้อซีซีทิ้งตัวลงบนเตียงและมองออกไปนอกหน้าต่างยามค่ำคืนเช่นกัน
ภายในหอฟากนั้น เธอเองก็อยู่คนเดียวเหมือนๆกับอู๋ตี้
หลังจากที่คฤหาสน์ทางตอนใต้ของเย่เหลียงถูกทำลายไป ปิงปิงและหลิงหลิงก็หายไปเลย บางทีพวกเธออาจจะพาตัวไปที่สถานีตำรวจเพื่อสอบปากคำก็ได้
ส่วนหลี่ลี่นั้นยังไม่กลับมาอีกเลยตั้งแต่เมื่อหัวค่ำนั้น เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายไปไหน เพราะวันนี้หลี่ลี่เองก็เสียหน้าเยอะเหมือนกัน บางทีเธออาจจะหลบหน้าหลบตาไปเพื่อรักษาตัวเองเหมือนแมวเลียแผลตัวเองก็ได้
ตอนนี้บนใบหน้าของเอ้อซีซีนั้นเปี่ยมไปด้วยความสุขชนิดที่ว่า ล้นออกนอกหน้าไปหมด
ถึงแม้ว่าเธอและอู๋ตี้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานนัก หากแต่ก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหนักหนาเหลือเกิน
ระหว่างเธอและเขานั้น มันมีความรู้สึกอบอุ่น ความรู้สึกดีๆที่ได้เกิดขึ้นมา ความสับสนและการพลิกไปพลิกมา ถึงจะมีเรื่องผิดใจและต้องเสียใจกันบ้าง แต่ในท้ายที่สุดแล้วความเข้าใจผิดเหล่านั้นก็ถูกขจัดไปจนหมด พร้อมๆกับความรู้สึกอุ่นใจที่ถูกก่อขึ้นมาใหม่
โดยเฉพาะเมื่อตอนอู๋ตี้สวมเกราะสีแดงชาดและช่วยเธอออกมาจากคฤหาสน์ของเย่เหลียงนั้น ความรู้สึกที่บ่งบอกว่าเธอจะปลอดภัยแน่ๆถ้าอยู่กับเขามันเพิ่มพูนขึ้นขณะที่โดนอ้อมแขนของอีกฝ่ายโอบกอดเอาไว้ ภายในใจของเธอมันส่งเสียงร้องตลอดว่าตัวเธอนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของเขาแล้ว
ถึงแม้เธอจะผ่านเรื่องนี้มาด้วยตนเอง แต่พอได้คิดถึงมันอีก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อตอนนั้นก็เหมือนกับความฝันไปทั้งหมด มันเหลือเชื่อมากๆ แต่ถึงยังไงความรู้สึกที่โดนโอบกอดไว้ในอ้อมแขนนั้นมันช่างทำให้เธออบอุ่นและรู้สึกปลอดภัยแบบจริงๆ ซึ่งพอทุกสิ่งทุกอย่างมาผนวกกัน มันก็ทำให้เธอมีความสุขสุดๆ
ความสุขของหญิงสาวที่มาจากความรู้สึกปลอดภัยจากสิ่งต่างๆ
*กริ้ง กริ้๊ง*
แต่แล้วจู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นจนความคิดฟุ้งซ่านนั้นกระเจิงไปหมด
หญิงสาวคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วก็พบว่าเบอร์ดังกล่าวไม่มีชื่อหากแต่หน้าจอนั้นแสดงให้เห็นว่าเบอร์นี้ถูกโทรออกมาจากตัวเมืองที่อยู่ใกล้ๆกับภูเขา
“ฮัลโหล ว่าไงคะแม่ จะโทรมาให้กลับบ้านเหรอ? ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูโอเคดีกับที่มหาลัยนี้ เพราะงั้นทั้งแม่และพ่อไม่ต้องเป็นห่วง”
เมื่อรับโทรศัพท์แล้ว เอ้อซีซีก็ได้ยินเสียงแม่ของเธอพูดขึ้นมา
หมู่บ้านกลางหุบเขานั้นเป็นที่ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ล้าหลัง และยากจนสุดๆ พวกเขานั้นไม่ได้มีโทรศัพท์ใช้กันทุกครอบครัว ดังนั้นแล้วหากต้องการจะโทรศัพท์ พวกเขาจะต้องเดินตามถนนที่อยู่ตามเขามากกว่า 12 ไมล์เพื่อใช้โทรศัพท์สาธารณะในเมืองแบบนี้
ที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้นั่นก็เพราะว่าหมูบ้านกลางหุบเขานั้นถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาจนตัวหมู่บ้านเองถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เอ้อซีซีนั้นเป็นเพียงคนเดียวที่ได้มาเรียนต่อในมหาลัยเช่นนี้ และการที่เธอจะได้มาเรียนยังมหาวิทยาลัยตงหลิงได้ นั่นก็เพราะว่าเกิดการระดมทุนครั้งใหญ่ของคนทั้งหมู่บ้าน
เพราะงั้นหากจะบอกว่าเอ้อซีซีนั้นเป็นความหวังของหมู่บ้านก็ไม่ใช่อะไรที่โอเวอร์เกินไปนัก
“อ๋า? เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ? ทำไมดูกะทันหันจังเลย?”
น้ำเสียงของเธอนั้นยกสูงขึ้นนิดหน่อยพร้อมกับใบหน้าที่ประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปแสดงออกถึงความกังวลแทน
“อืม โอเคค่ะ หนูเข้าใจแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะลาอาจารย์แล้วเริ่มเดินทางกลับโดยรถไฟเลยละกัน อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องนั้นเดี๋ยวกลับมาจากช่วงวันหยุดยาวฤดูร้อนแล้วค่อยสอบย้อนหลังน่าจะได้”
“โอเคค่ะ ตามนั้น ดูแลตัวเองดีๆนะคะ แล้วหนูจะรีบกลับไป”
ถ้อยคำสุดท้ายนั้นแสดงออกถึงความห่วงใหญ่ก่อนที่จะวางสาย
แต่ตอนนี้บนใบหน้าเธอนั้นมันชัดเจนเลยว่าเธอกำลังกังวลอยู่
วันต่อมา ในทันทีที่คาบแรกจบลง อู๋ตี้ก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรหาเอ้อซีซีในทันที
“ฮัลโหล ซีซี มาเจอกันที่หน้าทางเข้าโรงอาหารไห---เอ๋ เธอต้องกลับบ้านไปทำธุระเหรอ? แถมลาอาจารย์ไว้แล้วด้วย จะกลับรถไฟเที่ยวบ่ายนี้เลยเนี่ยนะ? รีบร้อนจัง”
เขาดูตกใจและสับสนเล็กน้อยกับเรื่องที่ได้ยินนี้นิดหน่อย
มันเพิ่งจะผ่านมาไม่ถึงวันด้วยซ้ำหลังจากที่ความพยายามของเขามันบรรลุ วันนี้ทั้งๆที่พวกเขาควรจะได้ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขด้วยกันแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าเอ้อซีซีมีธุระด่วนต้องกลับบ้านไปเสียอย่างนั้น
นี่เป็นการมีแฟนครั้งแรกของอู๋ตี้เลย ดังนั้นเขาจึงพยายามมองในด้านดีๆไว้ ความหวังมากมายถูกตั้งขึ้นมาเพื่อกลบความกังวลที่ก่อตัวขึ้นก่อนหน้า แต่กระนั้นก็ยังคงไม่สามารถกลบความกังวลและตื่นเต้นได้ทั้งหมด
ทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้ หัวใจของเขามันก็รู้สึกถึงความสูญเสีย
แต่เขาก็เข้าใจแหละว่าทางบ้านของเธอคงจะมีเรื่องด่วนจริงๆ ถึงต้องเรียกตัวเธอกลับไปรวดเร็วขนาดนี้
คิดได้ดังนั้นอู๋ตี้ก็รีบพูดขึ้น “งั้นมาเจอกันที่หน้าทางเข้าโรงอาหารนะ เดี๋ยวฉันจะเรียกแท็กซี่ไปส่งเธอที่สถานีอีกทีเมื่อกินข้าวเสร็จ”
ที่หน้าทางเข้าโรงอาหาร พวกเขาได้พบกันและพากันขึ้นไปยังชั้น 2
เมื่อครั้งก่อนนั้นที่เขาซื้อพระกระโดดกำแพงหนีไปหวังจะให้คนอื่นๆได้กินกัน แต่มันดันต้องไปกลายเป็นของเสียเพราะฟาดหน้าอาจารย์คนนั้น เพราะงั้นครั้งนี้เขาจึงสั่งพระกระโดดกำแพงหนีแบบครั้งที่แล้วเป๊ะๆเพื่อให้เอ้อซีซีโดยเฉพาะ
จากนั้นเขาก็กลับไปที่ชั้นหนึ่งเพื่อซื้อขนมปังนึ่งและกลับขึ้นมาอีกครั้ง
พวกเขานั่งกันอยู่ตรงที่นั่งบริเวณหน้าต่าง ในขณะที่ เอ้อซีซี กินพระกระโดดกำแพงด้วยช้อน อู๋ตี้ก็นั่งเคี้ยวขนมปังนึ่งพร้อมกับมองเธอไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข
เพียงแค่ได้นั่งด้วยกันและมองเอ้อซีซีกิน อู๋ตี้ก็มีความสุขมากๆแล้ว
“เธอจะกลับไปนานขนาดไหนน่ะ? ที่ครอบครัวมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเหรอ?”
ขณะที่กำลังกิน อู๋ตี้ก็ถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง เขานั้นใส่ใจเอ้อซีซีมากๆ หากมีอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ เขาเองก็อยากจะช่วยเท่าที่เขาจะทำได้
“ครั้งนี้ฉันน่าจะไม่กลับมาจนกว่าจะหมดวันหยุดฤดูร้อนเลย ส่วนเกิดเรื่องอะไรขึ้นนั้นเอาจริงๆฉันก็ยังไม่รู้ แต่เสียงของแม่ที่พูดออกมานั้นท่านดูกังวลมากๆ เพราะงั้นฉันเลยต้องรีบกลับไปที่บ้านให้เร็วที่สุด” เอ้อซีซีส่ายหน้าและอธิบาย
อู๋ตี้พยักหน้ารับฟังเงียบๆ กว่าจะหมดวันหยุดฤดูร้อนก็กว่าอีกครึ่งเดือนเลยนะ บ้านของเอ้อซีซีเองก็อยู่ลึกไปในหุบเขา หากจะเดินทางต้องใช้เวลาถึง 2 วัน 2 คืนเลยด้วย เธอคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อกลับไปจัดการเรื่องพวกนี้เลย แต่เขาก็เชื่อใจว่าเธอจะต้องกลับมาหลังจากหมดวันหยุดฤดูร้อนแล้วแน่ๆ
ถึงแม้ว่าความรู้สึกแห่งการสูญเสียในใจเขาจะค่อนข้างชัดเจน แต่เขาก็พยายามปลอบใจเอ้อซีซีไปด้วย
“ไม่ต้องกังวลนะ ครอบครัวเธอจะต้องไม่เป็นไร ถ้ายังไงเดี๋ยวฉันโอนเงินส่วนหนึ่งไว้ให้ละกัน”
“ไม่ได้นะ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก!” เอ้อซีซีรีบดันมือเขาออกไปก่อนเลย
แต่เขานั้นก็ยิ้มก่อนจะเอื้อมมือไปปาดน้ำซุปที่เลอะมุมปากของเธอให้เบาๆ
“ยัยบ๊อง พวกเราเป็นแฟนกันแล้วนะ อะไรก็ตามที่เป็นของฉันก็เป็นของเธอด้วยเหมือนกันนั่นแหละ ไม่ต้องเกรงใจฉันหรอกนะ”
เอ้อซีซีได้ยินดังนั้นก็เลิ่กลั่กก่อนที่ท้ายสุดเธอก็ต้องพยักหน้าด้วยความเขินอาย
หลังจากที่ทานมื้อเที่ยงด้วยกันเสร็จแล้ว อู๋ตี้ก็โอนเงินลงไปในบัตรของเธอ 100,000 หยวน จริงๆแล้วเขาอยากจะโอนให้มากกว่านั้น ตามแผนเดิมคือ 1 ล้านหยวน หากแต่เอ้อซีซีก็หยุดแผนของเขาไว้
เธอให้เหตุผลว่าแค่ 100,000 หยวนก็มากมายสำหรับการใช้ชีวิตในหุบเขาแล้ว เพราะที่นั่นไม่จำเป็นต้องใช้เงินทำอะไรมากมายนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ที่หมู่บ้านของเธอไม่มีธนาคาร แถมยังไม่มีพวกตู้ ATM รวมไปถึงแหล่งที่สามารถจ่ายเงินผ่านมือถือได้ด้วย ดังนั้นเงินที่อู๋ตี้ให้มาเยอะแยะเอง ดีไม่ดีเธออาจจะไม่ได้ใช้เลยก็ได้
ฟังดังนั้นอู๋ตี้จึงต้องยอม แต่เขาก็ยังพูดทิ้งท้ายกับเธอว่า หากเธอต้องการอะไร ขอให้บอกเขามาก่อนได้เลย
และหลังจากที่นั่งมองเธอหายลับตาไปในห้องรอแล้ว อู๋ตี้ก็รู้สึกถึงความคัดแน่นขึ้นที่จมูก
เขายืนมองรถไฟค่อยๆไกลออกไปเรื่อยๆจนกระทั่งลับสายตาไป
ทันใดนั้น ความรู้สึกกลัวก็พวยพุ่งออกมาโดยไม่มีคำเตือน ซึ่งมันทำให้อู๋ตี้ต้องสั่นสะท้าน
ในตอนนั้น เขากลัวว่าเขาอาจจะไม่ได้เจอเอ้อซีซีอีกครั้ง ความรู้สึกนี้มันเจ็บปวดจนเหมือนมีมีดมากรีดเนื้อและกระชากเอากระดูกของเขาออกไปเลย
เขารีบส่ายหัวเพื่อสลัดเอาความคิดแย่ๆนี้ออกพร้อมกับพูดกับตัวเอง “ห้ามคิดเองเออเองน่า เธอก็แค่กลับไปช่วงวันหยุดฤดูร้อน หลังจากนั้นเดี๋ยวเธอก็กลับมา ไม่เป็นไร...มันต้องไม่เป็นไร...”