ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 61 เหตุผลของแต่ละคน

    บทที่ 61เหตุผลของแต่ละคน

    “ลึกลงไปในความทรงจำ...เธอก็ยังคงเป็นคนเดิมที่ฉันเคยรู้จัก”

     


    -มิวนิค,เยอรมัน-

                 

            “ครั้งนี้เจอศึกหนักเลยเหรอคะคุณเคย์?”

                 

            น้ำเสียงใสที่เอ่ยถามทำให้คนที่กำลังงีบหลับสะดุ้งตื่นนัยน์ตาสีเหลืองทองที่ใช้การได้ข้างเดียวลืมตาขึ้นสบกับนัยน์ตาใสของเด็กสาวที่กำลังวางเอกสารลงบนโต๊ะตรงหน้าก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาเอ่ยถามเขา

                 

            “ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ได้กลับไปที่ฮ่องกงแล้วหรือไง?”

                 

            “เอาเอกสารสรุปการประชุมมาให้คุณก่อนน่ะสิคะหัดจ้างเลขาบ้างเถอะค่ะใช้งานแรงงานเด็กผู้หญิงอายุไม่ถึงสิบห้าเนี่ยผิดกฏหมายนะคะ รู้ไหม?”

                 

            เด็กหนุ่มหัวเราะขำพรืดจนเด็กสาวจ้องมองเขาตาเขียวเด็กสาวอายุไม่ถึงสิบห้างั้นเหรอ? ถ้าเป็นการเจริญเติบโตของร่างกายล่ะคงใช่แต่ถ้าเป็นเรื่องความคิดล่ะก็น่าจะไปไกลกว่านั้นหลายเท่าแล้วล่ะ

                 

            “ฉันรู้นะคะว่าคุณกำลังคิดอะไรจะบอกว่าฉันเป็นเด็กแก่แดดอีกคนล่ะสิ!”

                 

            “ฉันไม่ได้พูดอะไรเลยนี่”

                 

            “เห็นท่าทางของคุณก็รู้แล้วล่ะค่ะคิดว่าฉันอยู่กับคุณเคย์มานานแค่ไหนกันล่ะคะ!”

                 

            น้ำเสียงท่อนท้ายนั่นประชดประชันนิดๆแต่เด็กหนุ่มได้รับจนชินชา เขาผลักกองเอกสารส่งๆไปข้างโต๊ะเพื่อให้มีที่ว่างพอที่เด็กสาวจะวางถาดชากับของว่างลงวางคู่กันได้

                 

            นางามิ มิกิยกชาของตัวเองขึ้นดื่มโดยที่เด็กหนุ่มไม่ต้องเชื้อเชิญ

                 

            “จะบอกฉันได้หรือยังล่ะคะว่าคราวนี้ไปเจอใครมา”เด็กสาวถาม มองดูรอยแผลตามเนื้อตัวเขาอย่างพิจารณา มันไม่ใช่บาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้ด้วยเวทมนตร์แต่เป็นรอยฟกช้ำที่เกิดจากการถูกฟาดด้วยอะไรสักอย่างหนักๆเข้าตามลำตัวมิกิสังเกตเห็นว่าเขาเปลี่ยนผ้าปิดตาใหม่อีกแล้วนั่นคงไม่ใช่บาดแผลที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้กับผู้พิทักษ์แน่

                 

            เรดไม่ได้ตอบอะไรเด็กสาวเอาแต่ดื่มชาของตัวเองไปอย่างเงียบๆ

                 

            มิกิเคยชินเสียแล้วกับการนิ่งเงียบของเขา

                 

            เด็กสาวได้พบกับเรดครั้งแรกเมื่อประมาณเจ็ดปีก่อนในงานเลี้ยงทางธุรกิจของพ่อเนื่องจากเด็กสาวกำพร้าแม่ตั้งแต่เล็กๆพ่อจึงต้องคอยดูแลเธอและพาเธอไปด้วยทุกที่ ตัวเธอในตอนนั้นยังไม่พ้นชั้นอนุบาลเสียด้วยซ้ำในงานเลี้ยงครั้งนั้นเด็กสาวได้พบกับเด็กหนุ่มที่อายุมากกว่าเธอสี่ห้าปีเขาอยู่ในชุดทักซิโด้สีดำสนิท กำลังยืนอยู่กับกลุ่มคนจากตระกูลคุซากะมิกิรู้ได้ในทันทีว่านั่นคือเรดในร่างเด็ก เพราะความทรงจำที่มีอยู่กับตัวมาตั้งแต่เล็กๆทำให้เด็กสาวจำใบหน้าของเขาได้อย่างแม่นยำเด็กหนุ่มดูจะประหลาดใจอยู่มากที่เห็นเธออยู่ในงานเลี้ยงนั้นแต่ทั้งๆที่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน เรดไม่ได้คุกคามหรือทำอันตรายใดๆแก่เธอตรงกันข้าม เขาทำเป็นไม่รู้จักเธอเสียด้วยซ้ำ

                 

            หลังจากงานเลี้ยงครั้งนั้น พ่อได้เริ่มเจรจาตกลงทำธุรกิจกับกลุ่มตระกูลคุซากะนั่นทำให้ครอบครัวของเธอหลุดออกจากการอุปถัมภ์ของตระกูลคิวาตะของมาโมรุไปโดยปริยายเด็กสาวได้มีโอกาสพบกับเรดอีกหลายครั้งหลังจากนั้นในที่สุดเธอก็ค้นพบว่าเขาไม่ได้ตามติดคนของตระกูลคุซากะเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงแบบที่เธอติดตามพ่อแต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่สักวันหนึ่งจะต้องกลายมาเป็นคนบริหารกิจการทั้งหลายเหล่านั้น

             

            ‘งานเบื้องหน้าของพวกฉันก็คือการทำแบบนี้แหละ’ เรดบอกกับเธอในการพบกันครั้งหนึ่ง ‘เครือข่ายธุรกิจที่ตระกูลคุซากะสร้างขึ้นมันก็คล้ายๆกับที่พวกผู้พิทักษ์ทำอยู่นั่นแหละในโลกเบื้องหน้าเราจำเป็นต้องมีเงินลงทุนเพื่อการดำรงชีพเบื้องหลังเราก็ทำหน้าที่ของพวกเราไป’


            ‘นั่นเป็นเรื่องที่พวกนักรบอเวจีทุกคนต้องทำเหรอ?’ เธอถามเขา


            ‘เปล่าเฉพาะห้านักรบอเวจีเท่านั้น’ เรดตอบ ‘มันเป็นความรับผิดชอบของพวกเรา’

                 

            เด็กหนุ่มเล่าให้เธอฟังว่าเพื่อดูแลนักรบอเวจีทุกคนกลุ่มของห้านักรบอเวจีมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบการบริหารงานเหล่านั้นมันเป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับเด็กหนุ่มที่ดูยังไงก็ไม่น่าเกินชั้นประถมแต่มีความคิดและความทรงจำเกินกว่าวัยพวกเขาเรียนรู้ที่จะบริหารงานควบคู่ไปกับการทำงานในหน้าที่ของห้านักรบอเวจีเรดบอกว่าเนื่องด้วยอายุทำให้พวกเขาไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำผ่านตัวแทนของแต่ละกลุ่มธุรกิจ โดยที่การควบคุมกิจการทั้งหมดไวโอเลตจะเป็นคนจัดการ

                 

            ส่วนเธอ เพราะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาเลยถูกดึงให้เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างช่วยไม่ได้แต่ขอบเขตของความสัมพันธ์นั้นก็อยู่แค่เรื่องงานของเขากับพ่อของเธอไม่ได้มีอะไรมากน้อยไปกว่านั้น เรด ‘ไม่เคย’ใช้ให้เธอทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ของพวกเขาเขากันเธอออกมาให้ห่างจากเรื่องพวกนั้นยกเว้นครั้งเดียวเท่านั้นที่เธอตกลงที่จะช่วยเขานั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหกปีก่อน

     

                 



            “สิ่งที่พวกคุณอยากจะทำมันเป็นเหตุผลเดียวกับเมื่อตอนที่เกิดสงครามคราวนั้นหรือเปล่าคะ?”

                 

            “แตกต่างออกไปนิดหน่อย” เรดตอบแต่ไม่ได้ขยายความอะไรมากไปกว่านั้น

                 

            “พวกคุณ... คงไม่ได้คิดที่จะฆ่าเธอคนนั้นอีกครั้งหรอกใช่ไหมคะ?”เด็กสาวถาม และจ้องมองเขาด้วยแววตาที่ตรงไปตรงมา

                 

            “มิกิ”

                 

            เรดเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เธอเข้ามาในบ้านหลังนี้ที่เขาให้ความสนใจอย่างจริงจัง

                 

            “ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าเธอไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากไปกว่านี้”

                 

            “ฉันคิดว่าตัวฉันเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้มากกว่าที่คุณคิดนะคะ”เด็กสาวตอบกลับอย่างเต็มเสียง “พวกเขาไม่ต้อนรับฉันอีกแล้วนับตั้งแต่ที่ฉันทำให้ความพยายามของพวกเขาสูญเปล่า”

                 

            เธอว่า

                 

            เรดดูจะประหลาดใจมากทีเดียว

                 

            “เป็นเธอเองเหรอ?” เขาถาม

                 

            “เป็นฉันเองค่ะ” เด็กสาวตอบ“ที่หยุดพวกเอิร์ธสตาร์ไม่ให้ทำร้ายเธอคนนั้นที่เอิร์ธซัน เธอถึงได้ถูกคุณไวโอเลตจัดการที่เอิร์ธวินดี้ยังไงล่ะคะ”

                 

            เรดส่งเสียงหัวเราะลั่น

                 

            “เธอมันบ้า!”

                 

            “ฉันไม่ยอมให้คนเหล่านั้นใช้งานมาโมจังเพื่อกำจัดเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนหรอกนะคะ!”

                 

            เรดสบตามองมิกิด้วยประกายวาววับสีหน้าของเด็กหนุ่มดูอาดูรและเวทนาเหลือแสน

                 

            “รู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้วสินะ”

                 

            “เพราะฉันอยู่ข้างๆพวกเขามาตลอดน่ะสิคะถึงได้รู้”มิกิตอบ “ฉันไม่ยอมให้เขาสังเวยใครสักคนเพื่อจบสงครามนี้หรอกค่ะ!”

                 

            “เธอมันบ้าจริงๆนั่นแหละ”เรดหัวเราะใส่เธออีกครั้ง เป็นครั้งแรกเลยที่เธอเห็นเขาทำท่าพออกพอใจแบบนี้“ทำเพื่อหมอนั่นขนาดนี้แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้ตัวเลยเนี่ยนะ ฉันควรจะสงสารใครดีล่ะ?”

                 

            “ไม่ต้องสงสารฉันหรอกค่ะ”เด็กสาวว่า พลางดื่มชาเข้าไปอีกอึกใหญ่

                 

            “นี่มิกิ” เรดหยั่งเชิงถาม“เธอคิดว่าถ้าไม่เสียสละแล้วจะจบสงครามนี้ได้ยังไง?”

                 

            “ก็สู้ด้วยพลังของพวกเขาน่ะสิคะ”เด็กสาวตอบกลับอย่างว่องไว “ทั้งที่มีพลังมากมายอยู่ในตัวขนาดนั้นถ้ามันไม่ถูกใช้ในเวลาที่เหมาะสมก็น่าเสียดายแย่สิคุณก็รู้นี่คะว่าผู้พิทักษ์ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อรับมือกับนักรบอเวจีอย่างพวกคุณพวกเขามีพลังนั้นอยู่ในตัวอยู่แล้ว และฉันเชื่อในพลังของเขาค่ะ!”

                 

            เรดดูจะถูกใจกับคำตอบนั้นมากทีเดียวเด็กหนุ่มส่งรอยยิ้มให้เธอเป็นรอยยิ้มเย็นที่หาได้ยากยิ่งจากคนที่ไม่เคยแสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้าและแววตาอย่างเขา

                 

            “สิ่งที่พวกคุณต้องการคืออะไรกันแน่คะ?”

                 

            เด็กสาวถามเขาอีกครั้ง

                 

            “ก็แค่อยากมีชีวิตอยู่”

                 

            เรดตอบสั้นๆ

                 

            “การมีชีวิตอยู่มันลำบากมากขนาดนั้นเลยหรือคะ?ถึงขนาดที่ต้องสู้กันอีกครั้งแบบนี้”

                 

            “มันไม่ง่ายสำหรับพวกฉันเธอก็รู้ว่าที่ผ่านมาเราเคยทำอะไรไว้บ้างถ้ากรรมมันจะกลับมาตามสนองบ้างก็ไม่แปลกนักหรอก”

                 

            “ที่พวกคุณพยายามทำมาทั้งหมดเนี่ยเพื่อการมีชีวิตอยู่เท่านั้นเหรอคะ?” เด็กสาวถามอย่างไม่เข้าใจ

                 

            “เท่านั้นแหละ”

                 

            “ทำไมคุณถึงจะทำมันไม่ได้ล่ะคะ?”

                 

            เรดไม่ตอบคำถามเธอ

                 

            “เพราะเมตาเรียเหรอคะ?”เด็กสาวถามอีก “รอยแผลที่คุณได้มานี่ก็มาจากเธอด้วยใช่ไหมคะ?”

                 

            เรดหันมาสบตาเธอด้วยนัยน์ตาสีทองคมดุเขาชะโงกหน้าข้ามโต๊ะเข้ามาหา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

                 

            “รู้มากเกินไปแล้ว มิกิ”

                 

            แรงกดดันอันมหาศาลที่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มบอกให้รู้ว่าเธอไปแตะต้องเรื่องที่ไม่ควรแตะเข้าให้มิกินิ่งเงียบไป ไม่ถามอะไรเขาอีกเลยหลังจากนั้น

                 

            แต่ทว่าไม่นาน เรดก็โยนเอกสารที่อ่านค้างอยู่ในมือไปอีกฟากของโต๊ะท่าทางปวดหัวและเบื่อหน่ายเกินทนกับหน้าที่ในสังคมเบื้องหน้าของเขา

                 

            เด็กหนุ่มเอ่ยถามเด็กสาว

                 

            “พอจะมีเวลาว่างสักวันสองวันก่อนกลับฮ่องกงหรือเปล่า?”

                 

            “คะ?” เด็กสาวร้องถามอย่างประหลาดใจ

                 

            “ฉันอยากกินทาร์ตน้ำตาลน่ะ”

     

     



    -บาร์เซโลน่า,สเปน-

                 

            นานมากแล้วที่บ้านหลังเล็กชานเมืองบาร์เซโลน่าไม่ได้มีผู้มาเยี่ยมเยือนเนื่องด้วยแขกส่วนใหญ่ที่แวะมาที่นี่ไม่ใคร่จะอยากพบปะเสวนานอกสถานที่กันสักเท่าไหร่นักแล้วอีกอย่าง พวกเขาก็พบเจอกันทุกครั้งที่มีเรื่องด่วนให้ต้องไปเข้าร่วมประชุมด้วยอยู่แล้วดังนั้นเจ้าของบ้านร่างเล็กจึงไม่รู้เลยว่าเสียงกริ่งที่ดังขึ้นในบ่ายวันที่อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นมาแบบนี้เป็นของแขกผู้มาเยือนกลุ่มไหนกันแน่

            

            ออเร้นจ์ละมือจากพายไก่ที่ทำทิ้งไว้เมื่อได้ยินเสียงเด็กสาวร้องขึ้นที่หน้าบ้านเด็กหนุ่มหันไปสบตาบราวน์ที่นั่งเซื่องซึมอยู่บนโซฟาก่อนที่คนตัวสูงกว่าจะลุกขึ้นด้วยสีหน้างัวเงียตรงไปที่ประตูเด็กหนุ่มเอื้อมมือไปจับลูกบิดเตรียมจะเปิดออกแต่ประตูบ้านก็ดันเปิดขึ้นมาเสียก่อนมันกระแทกโดนใบหน้าเขาเสียงดังผลัวะ! ร่างของบราวน์ล้มลงไปนั่งคุ้ดคู้อยู่ตรงพื้นหน้าประตูบ้านแล้วร่างของใครบางคนก็เดินดุ่มๆเข้ามาข้างใน

                 

            “ไม่มีคนอยู่เลยรึไง!”

                 

            “ไม่ได้นะคะ คุณเคย์เจ้าของบ้านเค้ายังไม่ออกมาเลย--”

                 

            คำพูดของเด็กสาวผู้มาเยือนเงียบเสียงลงไปทันทีเมื่อเห็นเจ้าของบ้านมองมาที่พวกเธอด้วยสีหน้ารำคาญใจแต่ใครอีกคนไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าที่นอนนุ่มๆหลังการเดินทางไกล

                 

            “หืม..” เรดมองไปที่ห้องครัว พายไก่ที่ออเร้นจ์ทำไว้ส่งกลิ่นหอยฉุยลอยมาแตะจมูกเขา“ทำทาร์ตน้ำตาลให้ด้วยสิ”

                 

            “ไม่มีหรอกโว้ย!” เสียงบราวน์ตะโกนขึ้นมาจากข้างประตูบ้านท่าทางหัวเสียสุดขีด เด็กหนุ่มยันตัวเองขึ้นจากพื้น  จ้องมองเรดเหมือนต้องการจะมีเรื่องด้วย

                 

            เรดหันมามองบราวน์ด้วยแววตาเรียบนิ่ง“ไร้มารยาท แขกมาบ้านไม่รู้จักต้อนรับเลยรึไง”

                 

            “ใครเชิญแกมาที่นี่ฮะ!”

                 

            แล้วทั้งคู่ก็เริ่มทำสงครามประสาทใส่กันท่ามกลางความฉงนของคนนอกอย่างเด็กสาว

                 

            ออเร้นจ์เดินตรงมาหาเธอด้วยสีหน้าเปล่งประกายสดใส

                 

            “ไม่คิดว่าคุณจะมาอยู่ที่นี่ดีใจจังที่ได้พบ” เด็กหนุ่มเอ่ย “ผมคุวาซากิ อากิระ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

                 

            มิกิยื่นมือไปสัมผัสมือเขาอย่างงงๆ ออเร้นจ์ส่งเสียงทักทายเธอได้อย่างชื่นมื่นทั้งที่ด้านหลังเขาเรดกับบราวน์เริ่มต้นวิวาทกันแล้ว

                 

            “นางามิ มิกิค่ะ” เธอพูด “ปล่อยไว้แบบนี้จะดีเหรอคะ?”

                 

            เด็กสาวชี้ไปที่ร่างของเรดและบราวน์ที่อาละวาดพังข้าวของในบ้านออเร้นจ์ผายมือเชิญให้เธอออกไปนั่งรอที่โต๊ะด้านนอก

                 

            “ขอโทษที่เสียมารยาทนะครับเดี๋ยวผมจะตามไป”

                 

            มิกิไม่มีทางเลือกนอกจากต้องถอยหลังเดินออกไปจากห้องรับแขกออเร้นจ์มาส่งเธอถึงโต๊ะเหล็กดัดสำหรับทานอาหารว่างยามบ่ายสีขาวเข้ากับบ้านสไตล์ฤดูร้อนชานเมืองบาเซโลน่าเด็กหนุ่มขยับเก้าอี้ให้เธอนั่งแล้วจึงกลับเข้าบ้าน ปิดประตูดังปังมีเสียงเหมือนอะไรระเบิดอยู่ภายในบ้านสองสามครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติสิบนาทีไม่ขาดไม่เกินออเร้นจ์ก็ออกมาหาเธออีกครั้งพร้อมกับของว่างและชุดน้ำชายามบ่าย มีบราวน์ที่ดูเหมือนจะโดนอะไรสักอย่างระเบิดใส่ถือจานใส่พายไก่ตามมาด้วยก่อนที่เด็กหนุ่มจะหายกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้งและไม่โผล่ออกมาอีกเป็นเวลานาน

                 

            “ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าคุณจะมาหาถึงที่นี่เลยไม่ได้เตรียมอะไรไว้รอต้อนรับแถมยังให้แขกคนพิเศษอย่างคุณอยู่ในสถานการณ์ไม่น่าดูอีก ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะครับ พอดีว่าสองคนนั้นก็เป็นแบบนี้แหละ”

                 

            มิกิยิ้มแหยๆ “ประจำเลยเหรอ?”

                 

            “ครับ” ออเร้นจ์ยิ้มอย่างมีความสุข“นี่คู่ย่อย ของจริงต้องคุณเรดปะทะคุณกรีน บราวน์ปะทะคุณเยลโล่ว์มีอยู่วันหนึ่งพวกผมเจอทั้งสองคู่ทะเลาะกัน วันนั้นบ้านคุณไวโอเลตเกือบพังต้องหนีไปพักที่บ้านพักตากอากาศที่เซนส์ปีเตอร์สเบิร์ก ซ่อมบ้านที่มอสโควอยู่เป็นเดือนเลยล่ะครับตอนนั้นพวกคุณเกรย์ตั้งวงพนันกันด้วยว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ”

                 

            เด็กหนุ่มว่า

                 

            “แต่สุดท้ายก็แพ้ทั้งคู่เพราะพอคุณพิงค์รู้เข้าเรื่องที่พวกเขาทะเลาะกันด้วยเหตุผลไร้สาระเธอก็อาละวาดใหญ่อันที่จริงต้องบอกว่าบ้านที่พังไปนั่นเกือบทั้งหมดเป็นฝีมือคุณพิงค์ซะมากกว่าคุณไวโอเลตเกือบจะร้องไห้ไปเลยล่ะครับตอนที่เห็นสภาพบ้านอุตส่าห์สั่งเครื่องเรือนชุดใหม่มายังไม่ทันได้ใช้ก็กลายเป็นซากไปซะแล้ว”

                 

            มิกินึกภาพเรดทะเลาะกับคนอื่นไม่ออกเลย

                 

            “จริงสิ!ตอนที่พบกันคราวนั้นเราไม่มีโอกาสได้คุยกันเลยนี่นา” ออเร้นจ์เอ่ยถึงเหตุการณ์ในวันที่เด็กสาวถูกส่งมาให้คืนความทรงจำแก่มาโมรุ“ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ทำไมจู่ๆคุณถึงมาที่นี่กับคุณเรดได้ล่ะ?”

                 

            “ฉันก็สงสัยเหมือนกัน”

                 

            “งั้นเหรอครับ เรดเนี่ย...”ออเร้นจ์พึมพำ ใบหน้าสวยหวานนั้นยิ้มนิดๆเด็กสาวสังเกตได้ว่ามีน้ำตาซึมออกมาเล็กน้อยตรงขอบตาของเขา

                 

            มิกิหยั่งเชิงถาม

                 

            “นี่... เดียร์”

                 

            “เรียกชื่อผมว่าอากิระเถอะนะครับ”เด็กหนุ่มร้องขอ “เดียร์ในความทรงจำของคุณกับผมน่ะ ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วนะครับนับตั้งแต่วันที่เราสัญญากันไว้ที่โลกนั้น”

                 

            ออเร้นจ์ส่งรอยยิ้มที่ดูมีความสุขมากๆมาให้เธอ

                 

            “คุณช่วยดูแลเขาอย่างดีมาตลอดเลยสินะครับขอบคุณมากเลยนะที่ช่วยรักษาสัญญาในตอนนั้นเอาไว้”

                 

            “ฉันไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นมันถูกต้องแล้วหรือเปล่านะ”เด็กสาวตอบอย่างอ่อนใจ

                 

            “ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ?”ออเร้นจ์ถาม

                 

            “เพราะฉันไม่รู้น่ะสิว่ามาโมจังจะมีความสุขอยู่จริงๆหรือเปล่า”เด็กสาวว่า “ถ้าความพยายามของพวกเราทำให้เขามีความสุขได้สักครึ่งหนึ่งก็ดีหรอกแล้วก็... เธอก็ด้วยเหมือนกันนะ”

                 

            มิกิหันมาพูดกับเด็กหนุ่มตรงหน้า ซึ่งเธอเองก็ไม่ค่อยมั่นใจนักว่าทำไมถึงได้พบกับเขาอีกครั้งในสภาพแบบนี้

                 

            “ผมมีความสุขนะครับ” ออเร้นจ์บอก“มีความสุขมากๆเลยผมไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าที่ผ่านมาผมได้ทำเรื่องราวร้ายแรงลงไปมากขนาดไหนแต่ถ้าสงครามครั้งนี้จบสิ้นลง ผมก็หวังว่าตัวเองจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้เสียที”

                 

            ความปรารถนาของเด็กหนุ่มตรงหน้านั้นช่างเรียบง่ายเช่นเดียวกับเรดมีชีวิตอยู่ต่อไป...มิกิไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการใช้ชีวิตของพวกเขาถึงได้ดูยุ่งยากขนาดนั้นเพราะเป็นนักรบอเวจี? เพราะมีบาปที่ต้องชดใช้? ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามพวกเขามีแรงผลักดันบางอย่างเพื่อที่ต้องการให้สงครามจบลงในแบบของตัวเองเช่นเดียวกับฝั่งผู้พิทักษ์แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นจะหาข้อสรุปได้ยังไงกันล่ะ ไม่สิ! นั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอควรจะต้องมาคิดในตอนนี้นี่นาทำไมเรดถึงได้พาเธอมาที่นี่ มีหลายเรื่องที่เธออยากจะพูดกับคนตรงหน้านี่ไม่ใช่เหรอ

                 

            “มีความสุขจริงๆใช่ไหม?กับสิ่งที่เลือกไปแล้วน่ะ”

                 

            “ผมมีความสุขครับ”ออเร้นจ์ตอบจากใจจริง “แล้วผมเองก็หวังที่จะให้คุณมีความสุขด้วยเหมือนกัน”

                 

            “ฉันก็...”เด็กสาวตอบอย่างไม่เต็มเสียง “คงจะมีความสุขอยู่ล่ะมั้งถ้าเขาไม่เกลียดฉันไปแล้วล่ะก็นะ”

                 

            “คุณมาโมรุน่ะไม่รู้เรื่องสัญญาของเราหรอกครับ”ออเร้นจ์บอก “เพราะความทรงจำที่คุณมีและส่งคืนกลับไปมันไม่ได้ครบถ้วนแบบที่เขาเข้าใจ”

                 

            เด็กหนุ่มว่า

                 

            “จริงๆแล้วต้องบอกว่าผมเองก็ทำเรื่องเสียมารยาทกับคุณไปเหมือนกันที่ผมไปขัดขวางการส่งมอบความทรงจำของคุณที่ให้เขาในตอนนั้นเพราะมีความทรงจำบางอย่างที่ผมไม่ต้องการให้เขารู้ถูกส่งคืนกลับไป” ออเร้นจ์บอก “การผนึกความทรงจำเป็นความสามารถพิเศษของผมครับ”

                 

            มิกิไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพลังนั้นสักเท่าไหร่นัก

                 

            “การที่ผู้พิทักษ์จำเรื่องราวในอดีตของตัวเองได้ไม่ครบถ้วนเป็นฝีมือของผมเองนั่นเป็นความสามารถพิเศษที่คล้ายๆกับการลบความทรงจำของคุณกรีนหรือการอ่านความทรงจำของคุณไวโอเลตแต่สำหรับผม ผมไม่ได้ทำให้มันหายไปแค่ทำให้เข้าถึงไม่ได้จากพลังของคนที่พยายามจะเข้าถึงมันผมคิดว่าทางฝั่งผู้พิทักษ์เองก็น่าจะมีคนแบบนั้นอยู่คนที่สามารถอ่านความทรงจำของคนอื่นได้เรื่องคำสัญญาน่ะมันควรจะเป็นเรื่องที่เรารู้กันสองคนใช่ไหมล่ะครับ”

                 

            ออเร้นจ์ยิ้ม

                 

            “แต่ถ้าคุณเรดเอามันไปให้เขาล่ะก็ไม่แน่นะ”

                 

            แล้วเด็กหนุ่มก็หัวเราะเบาๆ

                 

            มิกิมองดูเขา ใบหน้าที่สวยอ่อนหวานเกินชายของเด็กหนุ่มกำลังยิ้มอย่างมีความสุขเด็กสาวนึกถึงวันที่เธอและเขาได้ให้คำมั่นสัญญาต่อกันความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานของคนที่จากไปไม่มีหลงเหลืออยู่ในตัวตนของเด็กหนุ่มตรงหน้าเธออีกต่อไปแล้วในเมื่อเขาเลือกเส้นทางที่จะเดินด้วยตัวเองนับตั้งแต่ตอนนั้นและดูท่าว่าจะผ่านพ้นความมืดมิดนั้นมาได้เป็นอย่างดี

                 

            แต่มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เธออยากจะรู้และมันเป็นเรื่องที่คาใจเธออยู่ในตอนนี้

                 

            “ทำไมถึงมาเกิดใหม่ในสภาพร่างกายแบบนี้ได้ล่ะ?”

                 

            ออเร้นจ์ชะงักไปน้อยๆ นัยน์ตาคู่นั้นของเด็กหนุ่มหม่นแสงมีรอยยิ้มแสนเศร้าเล็กๆปรากฏขึ้นตรงมุมปาก

                 

            “เพราะผมขอเมตาเรียไว้น่ะครับ”เด็กหนุ่มว่า “ว่าถ้าเป็นไปได้ ก็ขอให้ผมได้เกิดใหม่ในฐานะที่เท่าเทียมกันกับเขาและสามารถสนับสนุนเขาได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”


            ‘เขา’ คนนั้นที่ออเร้นจ์เอ่ยถึงฟังแล้วไม่เหมือนจะใช่มาโมรุแบบที่เด็กสาวเข้าใจเลย

                 

            “ผมไม่อยากเป็นภาระให้เขาไม่ได้ต้องการให้เขามาปกป้องเพียงเพราะเห็นว่าผมอ่อนแอกว่า ดังนั้นผมจึงอยากจะยืนอยู่ข้างเขาได้อย่างเท่าเทียมเหตุผลก็ประมาณนี้แหละครับ”

                 

            ออเร้นจ์ยิ้มให้เธออีกครั้ง เด็กหนุ่มล้วงมือเข้าไปในคอเสื้อและดึงสร้อยคอเส้นหนึ่งออกมามันเป็นสร้อยคอที่ทำจากทองคำขาวแบบที่เรียบเอามากๆและจี้ที่ห้อยประดับอยู่นั้นก็ทำเป็นรูปสัญลักษณ์ของเอิร์ธซันที่เจียระไนจากอัญมณีสีส้มสดใสออเร้นจ์ปลดสร้อยเส้นนั้นออกจากคอก่อนจะลุกขึ้นมาหาเธอ

                 

            “สร้อยนั่น..?”

                 

            “ผมขอให้บราวน์ทำขึ้นมาให้ใหม่แทนที่ของเก่าที่ถูกทิ้งไว้บนโลกนั้นตอนที่พวกเราตายครับ”ออเร้นจ์กล่าวสั้นๆอย่างภาคภูมิใจขณะที่กำลังสวมสร้อยคอให้กับเด็กสาวฝ่ามือขาวเล็กๆปัดเรือนผมที่ปรกระต้นคอออกเบาๆ

                 

            ใบหน้าของมิกิรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย

                 

            “ถึงมันจะทดแทนสร้อยเส้นที่คุณให้มาไม่ได้แต่มันก็ช่วยให้สิ่งที่ผมปรารถนาเป็นจริงได้”

                 

            ออเร้นจ์เดินกลับมายืนอยู่ข้างหน้าเด็กสาวอีกครั้งเมื่อตอนที่เขาจัดการใส่สร้อยให้เธอเสร็จเด็กหนุ่มยกมือของเธอขึ้นมากุมประสาน ก่อนที่หน้าผากของเขาและเธอจะแนบชิดกันอย่างไม่ขัดเขิน

                 

            “ผมขอภาวนา...ขอให้ความสุขจงสถิตอยู่กับคุณตลอดไป”

            

            ออเร้นจ์ส่งรอยยิ่มที่งดงามที่สุดมาให้แล้วเด็กหนุ่มก็ผละห่างออกไป เมื่อบราวน์เดินออกมาจากตัวบ้านและถืออาหารว่างชุดใหม่ติดมือมาด้วยออเร้นจ์ลุกออกจากที่นั่งเดินไปช่วยเขาถือของแต่อีกฝ่ายปฏิเสธและสั่งให้เขาเดินตามมาเงียบๆภาพของคนทั้งคู่ที่เดินเคียงคู่กันมาทำให้มิกิยิ้ม สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เกิดขึ้นตอนที่ออเร้นจ์มอบสิ่งสำคัญของเขาให้กับเธอสักวันหนึ่งถ้ามาโมรุเข้าใจในสิ่งที่เธอทำและให้อภัยแก่เธอได้ ถึงเวลานั้นแล้วเธอก็อยากจะเล่าให้เขาฟังว่าเส้นทางที่ออเร้นจ์เลือกที่จะก้าวเดินไปด้วยตัวเองนั้นทำให้เขามีความสุขมากเพียงใดในตอนนี้

     

     



    -ห้องใต้ดิน,ตระกูลใหญ่คิวาตะ-

                 

            “ท่านมาซามุเนะ อาโออิฟื้นแล้วค่ะ!”

                 

            มินามิถลาร่างไปที่ประตูตะโกนเรียกชายชราที่ยืนอยู่ด้านนอกก่อนจะก้าวเท้ายาวๆเข้ามาในห้องเมื่อได้รับรายงานจากเธอร่างของผู้นำตระกูลเดินผ่านหน้าเด็กสาวเข้าไปในห้องใต้ดินมองดูร่างที่ถูกตรึงอยู่กับผนังไม้สีเข้มด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

                 

            นัยน์ตาสีชาของอาโออิลืมตาขึ้น แขนสองข้างที่ถูกตรึงอยู่กับข้างฝาสลัดโซ่ตรวนที่มัดตัวเองออกก่อนจะบิดข้อมือไปมาอย่างเมื่อยล้าวงแหวนเวทสีเขียวใต้ฝ่าเท้าดับวูบลงทันทีที่เจ้าของร่างได้สติอาโออิดันตัวเองออกจากกำแพง ปลายเท้าเหยียบลงบนพื้นไม้สีเข้มที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนมาซารุเคยนอนอยู่ตรงนี้ก่อนที่หมอนั่นจะถูกย้ายให้ไปพักฟื้นที่ห้องของตัวเองบนชั้นสอง

                 

            “เป็นยังไงบ้าง?”ชายชราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน แต่คนตรงหน้ายังคงนิ่ง

            

            มินามิสบตาเขา

                 

            “พบแล้วครับ”เด็กหนุ่มบอกเสียงเรียบ มีบางอย่างแปลกไปในน้ำเสียงนั่นแต่ชายชราไม่ทันสังเกต ร่างของคนสูงวัยกระตุกรอยยิ้มบ่นพึมพำกับตัวเอง

                 

            “ดี ดีมาก!” เสียงแหบห้าวร้องดังก้องอย่างพึงพอใจ เส้นเลือดตรงริมฝีปากกระตุก “ต้องบอกพวกอาฮิราวะในที่สุดก็เจอเสียที!”

            

            ร่างสูงวัยก้าวออกไปจากห้องนัยน์ตาสีเทาวาวโรจน์อย่างยินดี

            

            “แล้วก็ปลุกมาซารุถึงเวลาที่ต้องจบเรื่องนี้ลงสักที!”

                 

            ประตูบานใหญ่ปิดลงดังปังทั้งห้องตกอยู่ภายใต้ความเงียบได้ยินเพียงเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของชายชราดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องใต้ดิน

                 

            มินามิมีท่าทีตื่นตระหนก แต่แล้วจู่ๆเด็กสาวก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นของร่างใหญ่ที่ขยับเข้ามาใกล้จากทางด้านหลังมินามิหันขวับไปมอง เห็นเพียงเครื่องหน้าของเด็กหนุ่มเลือนรางในแสงไฟที่ส่องสลัว

                 

            “มีอะไร--”

                 

            เธอถาม แต่น้ำเสียงก็เอ่ยออกมาได้เพียงแค่นั้นเมื่อร่างใหญ่ฉุดร่างของเธอเข้าไปใกล้ก่อนจะประทับริมฝีปากของเขาลงบนริมฝีปากเธออย่างแม่นยำ

                 

            เด็กสาวขืนตัวแต่มือใหญ่กลับรัดร่างของเธอให้แนบชิดไปกับตัวเขาริมฝีปากร้อนประกบปากนิ่มก่อนจะลากยาวไปตามใบหน้าและซอกคอ มินามิกรีดเสียงร้องทุบร่างเขาอย่างบ้าคลั่งก่อนที่ริมฝีปากนั่นจะถูกปิดลงอีกครั้ง

                 

            เด็กหนุ่มละใบหน้าออกเมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำตาของคนในอ้อมแขนนัยน์ตาสีม่วงใสของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำ แต่นัยน์ตาสีชาของเขานั่นหม่นแสงและดูไร้ประกายชีวิตไปแล้ว

                 

            “มากับฉัน มินามิ” เด็กหนุ่มก้มลงกระซิบข้างหูเธอ“มากับฉัน เราจะได้จบเรื่องบ้าๆพวกนี้ลงไปเสียที!”

                 

            วงแหวนเวทสีเขียวเข้มปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเด็กหนุ่มอาโออิรั้งร่างของมินามิเข้ามาไว้ในอ้อมแขน นัยน์ตาสีชาคู่นั้นสะท้อนแสงดูน่ากลัวและดุดันก่อนที่ร่างของคนทั้งคู่จะหายไปจากห้องใต้ดินเมื่อวงแหวนเวทปิดตัวลง

                 

     

                 


            มาซารุสะดุ้งเฮือกลุกขึ้นจากที่นอนนานาโกะที่คอยดูแลเขาอยู่เผลอกรีดเสียงร้องอย่างตกใจก่อนจะเห็นใบหน้าซีดเผือดของคนเป็นรุ่นพี่นัยน์ตาสีเทาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกขณะพยายามดันตัวเองให้ลุกจากที่นอน

                 

            “พี่มาซารุ!”

                 

            “ติดต่อเด็กพวกนั้น!”มาซารุสั่งเด็กสาวเสียงเฉียบ ประคองร่างกายที่ยังไม่ฟื้นสภาพดีเดินออกไปจากห้อง“เราต้องไปแล้ว อาโออิพามินามิไปแล้ว หมอนั่นกำลังจะฆ่าเธอ!”

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน