ปราบพิภพสยบสวรรค์

    ปราบพิภพสยบสวรรค์ ตอนที่ 43 : ปรากฏสิ่งสืบทอด

    “ ครืนน “ ปราณพลังมหาศาลพวยพุ่งออกอย่างบ้าคลั่ง

     

    “ อั้ก “ ชายหนุ่มถูกปราณพลังอัดกระแทกเข้าทั่วร่างส่งให้ร่างของเขาปลิวไปกระแทกเข้ากับผนัง

     

    “ ครืนน “ ปราณพลังพวยพุ่งขึ้นสูงทะลวงไปตามเส้นทางเดิน

     

    “ ครึก ครัก “ เสียงพื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หินก้อนน้อยใหญ่กระโดดโลดเต้นมาจากพื้นที่สั่นไหว

     

    เหล่านักล่ารุ่นเก๋าที่มาต่างระเบิดพลังสร้างแนวป้องเหล่านักวิจัยที่เหลือที่อยู่ที่ภาคพื้น

     

    “ ครืนน “ หมอกควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นสูงทะลวงขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้งทั้งยังแผ่กระจายออกทั่วทิศ

     

    หมอกปราณสีขาวแผ่ออกกลืนกินอาณาอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวอาณาบริเวณถูกหมอกสีขาวปกคลุมไปแล้วราวห้าตารางกิโลเมตร แลยังกลืนกินอาณาอย่างไม่หยุด

     

    กล้องที่ถ่ายภาพมุมสูงส่งภาพประวัติศาสตร์ออกไปทั่วโลก ผู้คนทั่วโลกพลันแตกตื่นกับสิ่งที่พบเห็น

     

    เหล่านักล่าจากทั่วโลกถูกเรียกตัวเข้าประจำการที่ฐานของแต่ละประเทศอย่างรวดเร็ว

     

    เมื่อหมดสิ้นแรงดันหมอกสีขาวก็หยุดนิ่งแลค่อยลดระดับลงแล้วแทรกซึมลงสู่ผืนพารา

     

    เมื่อหมอกสีขาวแทรกซึมลงสู่ผืนพาราจนหมดสิ้น “ วิ้ง “ พลันปรากฏสมุนไพรมากมายแทงโผล่พ้นชั้นดินขึ้นมาแล้วออกดอกชูช่อส่งกลิ่นหอมเย้ายวน

     

    “ ครึก ครัก “ ผืนพาราทั่วอาณารัศมีนับร้อยกิโลเมตรพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง

     

    “ ครืนน “ ภูเขาน้อยใหญ่พลันแทงยอดโผล่พ้นเหนือชั้นดิน ยอดเขาทะลวงไปในอากาศ

     

    ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคนทั่วโลกก็คือภูเขาน้อยใหญ่ตั้งเรียงอยู่ทั่วอาณารัศมีราวหนึ่งร้อยตารางกิโลเมตร ทั้งบนยอดเขาแต่ละแห่งนั้นยังมีตำหนักหลังเล็กตั้งอยู่

     

    ตำหนักหลังเล็กนั้นเปล่งแสงสีขาวสว่างไสว เหนือขึ้นไปเป็นร่างเงาสีดำที่สลักลงยังห้วงนภา

     

    “ บ้าไปแล้ว “

     

    “ นี่มันบ้าไปแล้ว “

     

    “ มันเกิดเรื่องราวบ้าบอแบบนี้ได้ยังไง “

     

    เหล่านักล่าทั้งหลายต่างเร่งทะยานร่างเข้าสำรวจยังตำหนักแต่ละหลังอย่างรวดเร็ว

     

    พวกเขาส่งเสียงตะโกนก้องดังว่าในตำหนักแต่ละหลังนั้นมีสิ่งสืบทอดจากยุคโบราณ

     

    เสียงของเหล่านักล่าส่งออกไปทั่วโลก ทำเอาเหล่านักล่าทั่วโลกเร่งเดินทางมายังเมืองอู่ทองอย่างรวดเร็ว

     

    ในขณะที่ทั่วโลกกำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่เป็นเหมือนปาฏิหาริย์ที่จะช่วยให้ชาวโลกรุกกลับอสูร พวกเขาต่างตื่นเต้นถึงกับหลั่งน้ำตาพร้อมกับเกิดความหวังครั้งใหม่

     

    แต่ที่มุมมืดใต้ดินลึกลงไปสามกิโลเมตรกลับไม่มีผู้ใดสนใจ

     

    เหล่าคณะนักวิจัยที่อยู่ภาคพื้นต่างก็เร่งเข้าเก็บตัวอย่างชั้นดินแลสมุนไพรที่เกิดขึ้น

     

    ไม่นานนัก หลังจากที่อาณาได้เปลี่ยนแปลง เหล่าอสูรมากมายที่อยู่รายรอบเริ่มเข้าสู่อาณาอย่างรวดเร็ว

     

    เหล่านักล่าทั้งหลายต่างรับรู้ได้แล้วเร่งออกไล่ล่าสังหารอสูรร้ายอย่างรวดเร็ว

     

    “ อั้ก “ ปราบกระอั้กโลหิตออกอีกครั้งหลังจากฟื้นตื่นจากการสลบไสล

     

    “ โอย “ เขาร้องออกมาอย่างเจ็บปวดเพราะกระดูกทั่วร่างของเขานั้นหักไปหลายที่

     

    “ ช่างเป็นแรงดันที่มหาศาลยิ่งนัก “ เขาพึมพำ

     

    ชายหนุ่มเร่งกรอกโอสถฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

     

    เมื่อทำการฟื้นฟูร่างกายของเสร็จชายหนุ่มเร่งไปยังชั้นบนเพื่อดูทุกคนในทันใด

     

    เมื่อมาถึงเขาพบว่าทุกคนกำลังปรับสมดุลร่างกายอยู่หลังจากทะลวงขั้นพลังอย่างบ้าคลั่ง

     

    ชายหนุ่มมองยังผอ.ยิ่งที่เวลานี้อยู่ขั้นหลอมรวมกายาแล้ว แลเหล่าคณะนักวิจัยต่างก็ก้าวมาเป็นจอมยุทธขั้นสร้างกายาทั้งหมด

     

    “ ฟู่ว “ ชายหนุ่มเป่าปากอย่างแรงเพราะทุกคนปลอดภัยและได้รับโชคใหญ่

     

    เขาเองจึงกลับมาที่ชั้นล่างเพื่อสำรวจตนเอง

     

    ชายหนุ่มทิ้งร่างลงนั่งที่โขดหินแล้วขัดสมาธิ เขาสำรวจยังตันเถียนของเขาแล้วเบิกตากว้าง

     

    “ นี่มันอะไรกัน ข้าเป็นจอมยุทธขั้นหลอมรวมกายาได้อย่างไร “ เขาพึมพำ

     

    “ ข้าเองที่เป็นคนทำให้เจ้า “ สมุนไพรเทวะเอ่ย

     

    “ ขอบคุณ “ ปราบเอ่ย

     

    “ ยินดี “ มันเอ่ย

     

    “ เพราะว่าเจ้าสลบไปข้าจึงมิอาจทอดทิ้งเจ้าได้ ข้าจึงอาศัยจังหวะที่พลังปราณมากมายที่อัดกระแทกกายาของเจ้าอยู่นั้น ชักนำเข้ามาแล้วสร้างดาราแห่งพลังให้กับเจ้า แลช่วยเจ้าทะลวงขั้นพลัง “ สมุนไพรเทวะเอ่ย

     

    “ ขอบคุณอีกครั้ง “ ปราบเอ่ย

     

    “ เจ้าอย่าลืมว่ายิ่งเจ้าแข็งแกร่งเท่าใด ข้าก็จะได้กลับบ้านเร็วเท่านั้น “ สมุนไพรเทวะเอ่ย

     

    “ อืม “ ปราบพยักหน้าช้าๆ

     

    “ สมุนไพรเทวะ ข้าอยากรู้ว่าขั้นฝึกที่สูงกว่านี้คือขั้นใดรึ “ ปราบเอ่ยถาม

     

    “ ถ้าเป็นสมัยก่อนเขาเรียกว่าขั้นผันแปรมีเก้าขั้นย่อย จากขั้นผันแปรก็เป็นขั้นเบิกปฐพี เบิกนภา เบิกสวรรค์ แลขั้นเบิกจักรวาล “ มันเอ่ย

     

    “ เมื่อเจ้าอยู่ที่ขั้นเบิกสวรรค์ได้เมื่อใดเจ้าก็จะสามารถออกจากโลกนี้ได้โดยที่ไม่ต้องใช้สิ่งใด เพียงพลังปราณเจ้าก็สามารถเที่ยวท่องไปในห้วงจักรวาลได้แล้ว ทั้งยังไม่ต้องหายใจ ไม้ต้องดื่ม ไม่ต้องกิน “ มันเอ่ย

     

    “ ที่เขาเรียกว่าอมตะน่ะรึ “ ปราบเอ่ย

     

    “ กึ่งอมตะจะถูกต้องกว่า เพราะว่าเจ้ายังตายได้ “ มันเอ่ย

     

    “ อืม “ ปราบพยักหน้า

     

    “ เร่งมือเข้า ข้าจะพักผ่อนแล้วข้าเสียพลังไปมากแล้ว “ มันเอ่ย

     

    “ ขอบคุณ “ ปราบเอ่ย

     

    ปราบสูดหายใจเข้าลึกแล้วทำการปรับสมดุลร่างกายอย่างเร็วไว

     

    เมื่อทุกคนเข้ามาพร้อมชายหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินนำขบวนเข้าไปในอาณาของบ่อน้ำปราณอย่างเร็วไว

     

    สองตาของทุกคนพลันเบิกโพลง เมื่อมองจ้องยังบ่อน้ำปราณขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางโถงกว้าง

     

    ชายหนุ่มมองยังรอบข้างของโถงกว้างพบว่ามีประตูอยู่หลายบาน  แต่ละบานนั้นถูกเปิดออกหมดสิ้น

     

    เขาใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งว่าประตูนั้นมีไว้ทำสิ่งใด เขาจึงเดินไปยังประตูแล้วเปิดออก

     

    “ โครงกระดูก “ เขาเอ่ย

     

    เหล่านักวิจัยเร่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วทำการเก็บโครงกระดูกลงไป

     

    ปราบมองในห้องเขาพบเพียงเตียงหินแลแท่นเพื่อวางบางสิ่ง

     

    “ อัลตรอนสแกน “ ปราบเอ่ย

     

    “ วิ้ง “ พลันแสงสีฟ้าสาดส่องออกทั่วห้อง

     

    “ เจ้านายห้องนี้มีร่องรอยของเศษผงอะไรสักอย่างที่มีพลัง “ อัลตรอนเอ่ย

     

    “ สมุนไพรเทวะ มันคือสิ่งใดรึ “ ปราบเอ่ยถาม

     

    “ มันคือหินปราณฟ้าดินเป็นของล้ำค่าในยุคโบราณใช้ในการฝึกฝนแลใช้แทนเงินตราเหมือนทุกวันนี้ “ มันเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่งัวเงีย

     

    “ ไหนๆก็ตื่นมาแล้ว “ มันเอ่ย

     

    “ วิ้ง “ พลันปรากฏร่างเงาของชายวัยกลางคน

     

    เหล่านักวิจัยพลันร้องตะโกนลั่นแลเร่งหนีอย่างรวดเร็ว

     

    “ ไม่ต้องกลัว “ ปราบเอ่ย

     

    “ ที่นี่คือบ่อน้ำปราณฟ้าดิน ห้องต่างๆเหล่านี้เป็นห้องที่ใช้ฝึกฝนเพียงวางหินปราณฟ้าดินลงยังแท่นวาง แล้วพลังปราณจากบ่อน้ำปราณฟ้าดินนี้ก็จะหลั่งไหลเข้าในห้องให้คนที่อยู่ข้างในได้ดูดซับ “ มันเอ่ย

     

    “ ข้าเดาว่าที่บ่อน้ำแห่งนี้มันแผ่พลังปราณออกมามากเกินไปนั้น น่าจะเป็นที่ผนึกของมันสลายไปแล้ว “ มันเอ่ย

     

    “ ก่อนที่ของเหลวในบ่อน้ำปราณนี้จะสลายหาย “ มันเอ่ยแล้วยกฝ่ามือขึ้น

     

    “ วู๊ม “ หพลันปรากฏแสงสีฟ้ารูปลักษณ์คล้ายยันต์ล่องลอยเหนือบ่อน้ำปราณ

     

    “ มันเรียกว่าลักษณ์ผนึก “ มันเอ่ย

     

    “ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของพวกเจ้าที่จะค้นหาคำตอบ “ มันเอ่ยแล้วสลายร่างไป

     

    “ ขอบคุณ “ ปราบเอ่ย

     

    ทุกคนมองยังชายหนุ่มเพื่อหาคำตอบ แต่เขาก็ทำเพียงยิ้มให้แล้วออกเดินสำรวจห้องต่อ