รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    การสัมนาและใบหน้าอันคุ้นเคย

            “เป็นแบบนั้นเองเหรอครับ...”

             

            ถังเทียนจี๋ถึงขนาดถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกหลังจากที่ได้ฟังหวงจื่อหานที่อยู่ในเหตุการณ์และความจริงจากปากของไป่ฟานเซียนแล้วเขาก็สามารถสงบสติอารมณ์ลงมาได้

             

            “แปลว่าเรื่องทั้งหมดของท่านปรมาจารย์เซี่ยเป็นข่าวลือสินะครับ?”ถังเทียนจี๋หันไปถามเซี่ยซูเหยาที่กำลังมีความสุขกับการแย่งที่นั่งด้านข้างของไป่ฟานเซียนจากเด็กๆ

             

            แม้จะพึ่งเจอกันแต่ดูเหมือนพวกเธอจะเข้ากันได้รวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง

             

            และเซี่ยซูเหยาก็ดูจะถูกใจเด็กหญิงทั้งสองคนไม่น้อยเพราะตัวเองห่างหายจากการสัมผัสกับคนอื่นมานานพอมีเด็กน้อยสองคนมาอยู่ตรงหน้าจึงไม่ลังเลที่จะดึงเข้ามากอดไม่ยอมปล่อย

             

            “ก็ไม่ทั้งหมดหรอกค่ะ...”เซี่ยซูเหยาเผยรอยยิ้มที่ทำให้ถังเทียนจี๋ขนลุกซู่ขึ้นมาเบาๆกับคนอื่นภายนอกเธอก็ยังเป็น นางพญาแม่ม่ายแดง ที่น่าเกรงขามมีเพียงต่อหน้าไป่ฟานเซียนเท่านั้นที่เธอจะแสดงความรู้สึกอีกด้านออกมา

             

            ถังเทียนจี๋แอบมองภาพตรงหน้าแล้วหันไปขอความเห็นกับพ่อบ้านคู่ใจซึ่งหวงจื่อหานก็พยักหน้ารับเป็นเชิงเห็นด้วย

             

            หรือปรมาจารย์เซี่ยจะชอบท่านปรมาจารย์ไป่?

             

            ชายชราผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็มากแน่นอนว่าของแบบนี้เขามองปราดเดียวก็ดูออกทั้งเซี่ยซูเหยายังแสดงออกชัดเจนถึงเพียงนั้น

             

            แต่ท่านปรมาจารย์ไป่กลับไม่ได้แสดงอาการอะไร?

             

            ทั้งยังปฏิบัติตัวกับเซี่ยซูเหยาเหมือนกับเด็กน้อยทั้งสองคนของนาง

             

            นี่มัน...แอบชอบเขาข้างเดียวสินะ?

             

            แถมอีกฝั่งก็ดูจะไม่สนใจเลยสักนิดด้วย!

             

            ถังเทียนจี๋ถอนหายใจบางเบาในยุคสมัยนี้มันไม่มีอีกแล้วไอ้เรื่องการไม่ยอมรับในเพศสภาพของคนอื่น

             

            ใครจะรักใครชอบใครก็เป็นเรื่องของพวกเขาแต่กับตัวตนอย่างเช่นไป่ฟานเซียนนี่เขาคิดว่ามันค่อนข้างจะสูงส่งไปสักหน่อย!

             

            ในหัวของเขาไป่ฟานเซียนเหมือนเป็นดั่งองค์จักรพรรดินีที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยท่าทางสูงส่งและทรงอำนาจล้อมรอบด้วยคนของนางทั้งหน้าและหลัง  ทั้งรูปลักษณ์และพลังอำนาจของนางทำให้ไม่แปลกที่จะคนมากมายมาหลงรัก  แต่ไม่มีใครในโลกนี้ที่เขาคิดว่าจะเหมาะสมกับนางได้เลยแม้แต่คนเดียว!

             

            เขาคิดภาพท่านปรมาจารย์ไป่ที่สูงส่งในสถานการณ์แบบนั้นไม่ออก!

             

             อาหารค่ำที่หรูหราผ่านพ้นไปแบบง่ายๆไม่มีพิธีรีตอง  ยามค่ำคืนเซี่ยซูเหยายืนยันสุดตัวว่าอยากจะนอนห้องเดียวกับไป่ฟานเซียน สุดท้ายในห้องนอนฝั่งนั้นก็จบลงที่ทั้งสี่คนเข้านอนด้วยกัน

             

            เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นเพราะหุบเขานี้ตั้งอยู่ในบริเวณตอนบนของประเทศประกอบกับที่นี่เป็นหมู่บ้านกลางหุบเขาทำให้อากาศในตอนกลางคืนจนถึงเช้าจะเย็นลงเป็นพิเศษ

             

            เซี่ยซูเหยารู้สึกตัวขึ้นมายามที่มีร่างเล็กๆดิ้นมาโดนตัวเธอลืมตาขึ้นก็พบกับเด็กน้อยสองคนที่นอนกอดกันกลมเพราะความหนาวอยู่ข้างๆ

            ใบหน้าของหญิงสาวปรากฏรอยยิ้มบางความรู้สึกเมื่อวานมันราวกับเธอกำลังฝันไปเพียงวันเดียวกลับมีเรื่องมากมายเกิดขึ้นทั้งมันยังเปลี่ยนชะตาชีวิตของเธอไปอย่างสิ้นเชิง

             

            เธอจัดผ้าห่มที่ถูกถีบไปที่ปลายเท้าของเด็กๆให้กลับมาเข้าที่เมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ใบหน้าเล็กๆนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มมีความสุข

             

            เซี่ยซูเหยาหันขวับไปทางไป่ฟานเซียนด้วยความหวังว่าจะได้เห็นใบหน้าตอนนอนหลับของพี่หญิงที่สูงส่งงดงามคนนั้นแต่เธอกลับต้องผิดหวังเพราะตรงที่นอนที่เตรียมไว้ให้ไป่ฟานเซียนนั้นกลับไม่ปรากฏร่างของเธอนอนอยู่

             

            แน่นอนว่าไป่ฟานเซียนนั้นไม่จำเป็นต้องนอนมากมายขนาดนั้นบางครั้งที่ล้มตัวลงนอนก็เพราะความเหนื่อยล้าทางจิตใจล้วนๆปกติตอนอยู่ที่บ้านไป่ฟานเซียนจึงมักจะหาอะไรทำไปเรื่อยเปื่อยหรือไม่ก็ฝึกตนไปเงียบๆในตอนกลางคืนเท่านั้น

             

            เซี่ยซูเหยามาพบไป่ฟานเซียนที่ล็อบบี้โรงแรมตอนนี้ยังเป็นเวลาเช้าตรู่ ทำให้ยังไม่ค่อยจะมีแขกออกมาจากห้องพักของตัวเองเท่าไรภาพที่มีหญิงสาวงดงามคนหนึ่งกำลังจิบชาร้อนๆขณะที่ชื่นชมบรรยากาศตอนเช้านอกโรงแรมกลายเป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

             

            “พี่หญิงอรุณสวัสดิ์ค่ะ!”

             

            เซี่ยซูเหยารีบเดินเข้าไปทักทายด้วยความร่าเริงพนักงานโรงแรมถึงกับสะดุ้งตกใจกับการปรากฏตัวกะทันหันของ “นางพญาแม่ม่ายแดง” ที่แสนจะน่าหวาดหวั่นคนนั้น

             

            ทั้งเมื่อมองตามไปที่นั่งอยู่ตรงนั้นคือ “รอยยิ้มของเทพธิดา”ปรมาจารย์ที่พึ่งจะมีชื่อเสียงขึ้นมาเร็วๆนี้อย่าง “ไป่ฟานเซียน”

             

            ไม่ใช่ว่าเมื่อวานพวกเขาพึ่งทะเลาะกันจนหมู่บ้านแทบแตกหรอกหรือ?

             

            ทำไมถึงดูสนิทกันจัง?

             

            พนักงานชายสะบัดหัวไล่ความคิดไร้สาระออกจากหัวสำหรับผู้ฝึกตนตัวเล็กๆที่ทำงานในโรงแรมแห่งนี้ทางเลือกที่ดีที่สุดคือปิดปากแล้วทำงานต่อไปเงียบๆจะดีกว่า

             

            “อืม...”

             

            ไป่ฟานเซียนหันมาพยักหน้ารับเซี่ยซูเหยาและเมื่อหญิงสาวนั่งลงข้างๆลุงหวงที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนก็เข้ามาเสิร์ฟชาร้อนแบบเดียวกันให้กับเซี่ยซูเหยาที่ทำสีหน้าประหลาดใจ

             

            “ขอบคุณนะคะคุณพ่อบ้าน”

             

            “ด้วยความยินดีครับปรมาจารย์เซี่ย” หวงจื่อหานยิ้มรับแล้วถอยออกไปยืนข้างๆ

             

     

     

            ก่อนที่พวกเขาจะสนทนากันมากมายไปกว่านั้นที่ทางเดินก็ปรากฏร่างชราของถังเทียนจี๋ที่อยู่ในชุดคลุมอย่างเป็นทางการเดินออกมา

             

            เขาประหลาดใจเล็กๆที่เห็นปรมาจารย์ทั้งสองท่านมานั่งจิบชากันแต่เช้าแบบนี้แต่เขาก็ยังตรงไปทักทายอย่างยินดี

             

            “ท่านปรมาจารย์ไป่  การสัมมนาของสมาคมโอสถจะเริ่มวันนี้เป็นวันแรกท่านสนใจจะไปด้วยกันไหมครับ?”

             

            แน่นอนว่าคำถามนี้สามารถเรียกความสนใจจากไป่ฟานเซียนได้อย่างแน่นอน

             

            “แล้วข่าวคราวเรื่องหมอเทวดาเป็นอย่างไร?”

             

            แม้จะสนใจแต่ไป่ฟานเซียนก็ยังไม่ลืมจุดประสงค์สำคัญที่ทำให้เธอมาที่นี่ตั้งแต่แรก

             

            “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับถ้าเขาออกมาเมื่อไร ผมจะแจ้งท่านอย่างเร็วที่สุด” เป็นหวงจื่อหานที่ตอบเขาได้ส่งคนของเขาบางส่วนไปดักรอเพื่อสืบข่าวเรื่องนี้เอาไว้แล้วดูเหมือนว่าเพราะเหตุผลบางอย่าง กำหนดการณ์ที่หมอเทวดาจะออกจากการฝึกตนจึงยังดูไม่แน่นอนขึ้นมาเสียอย่างนั้น

             

            และนั่นทำให้ตอนนี้ผู้คนจึงหันไปสนใจงานสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่ของสมาคมโอสถแทน

             

            วันนี้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องล้วนออกจากที่พักแต่เช้าเพื่อขึ้นเขาไปยังสมาคมโอสถที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเทือกเขาอย่างโดดเด่น

             

            “ไปสิ...ไปปลุกเด็กสองคนนั้นด้วยแล้วกัน...”

             

            “ได้ครับท่านปรมาจารย์ไป่” หวงจื่อหานยิ้มแล้วค้อมตัว ก่อนจะเดินไปทำตามสิ่งที่ได้รับมอบหมายอย่างเร็วที่สุด

             

             

            การประชุมและสัมมนาของสมาคมโอสถนั้นเป็นเหมือนงานเทศกาลขนาดย่อมเพราะนอกจากจุดที่เป็นหัวใจของงานอย่างการสัมมนาเรื่องโอสถที่จัดในหอประชุมใหญ่แล้วบริเวณโดยรอบยังอนุญาตให้เหล่านักปรุงโอสถใช้พื้นที่เพื่อจัดแสดงผลงานหรือการวิจัยของตัวเองได้อีกด้วย

             

            ทำให้ตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงด้านหลังของตำหนักที่ไม่ค่อยจะมีผู้คนก็ยังเต็มไปด้วยซุ้มและร้านค้ามากมายที่ถูกจัดให้อยู่ตามที่ตามทางอย่างเป็นระเบียบ

             

            บริเวณงานไม่อนุญาตให้นำรถยนต์เข้ามาทำให้รถทั้งหมดต้องจอดที่ทางเข้าหน้าประตู และบริเวณนั้นย่อมกลายเป็นจุดที่ผู้คนสนใจที่สุดเนื่องจากเหล่าผู้มีชื่อเสียงเองก็ต้องปรากฏตัวที่จุดนี้เช่นกัน

            ก็คล้ายกับงานเดินพรมแดงของยุคปัจจุบันแค่เหล่าดาราหรือผู้มีอิทธิพลมาถึงก็ทำให้ฝูงชนตื่นเต้นได้แล้ว

             

            “นั่นอาจารย์หม้อระเบิดนี่! เขาก็มาด้วยเหรอเนี่ย?”

             

            “อาจารย์นักปรุงยาระดับสามที่มีชื่อเสียงจากความร้อนแรงเวลาหลอมนั่นใช่ไหม?”

             

            “ใช่แล้วฉันเป็นแฟนคลับของเขาเลยล่ะ!”

             

            “อ๊ะ! พวกนายดูนั่น อาจารย์ซุนหมิงฉวนมาถึงแล้ว!”

             

            เสียงโหวกเหวกโวยวายหยุดลงเพื่อเฝ้ารอการมาถึงของรถยนต์คันต่อไป

             

            ที่ลงมาคือหนึ่งชายชราและหนึ่งชายหนุ่มที่เป็นผู้ช่วยอาจารย์ซุนหมิงฉวนวันนี้อารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นวันที่เขาจะได้ไปบรรยายในงานสัมมนา ทั้งในช่วงวันสองวันนี้“จักรพรรดินีโอสถ”ที่มาสร้างเรื่องน่าปวดหัวให้กับเขาในกระดานสนทนานั่นก็ไม่ปรากฏตัวออกมาเลย!

             

            เขาปรากฏรอยยิ้มสบายใจยามที่เดินเข้าประตูสายตาชื่นชมและอิจฉาในความสำเร็จของเขาปรากฏขึ้นประปรายจากผู้ชมรอบตัวเขายืดอกขึ้นขณะที่หูทั้งสองข้างกำลังแอบฟังคำชื่นชมจากฝูงชน

             

            “อาจารย์ซุนที่โดนจักรพรรดินีโอสถสับจนเละคนนั้นใช่ไหม?”

             

            “อืม...โดนว่าจนเถียงไม่ออกสักประโยคเลยล่ะ!”

             

            “น่าสงสารจริงๆแต่ก็ยังดีที่วันนี้เขายังมีแรงมาร่วมงานได้...”

             

            แต่ละประโยคที่ซุนหมิงฉวนได้ยินเกือบทำให้เขาสะดุดขาตัวเองล้มชายชรากัดฟันกรอดขณะที่รีบจ้ำเท้าเข้างานไปอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยงโดยมีผู้ช่วยของเขาที่ทำหน้าเหลอหรารีบตามไป

             

            “พวกนายว่าจักรพรรดินีโอสถจะปรากฏตัวจริงๆไหม?”

             

            “เจ้าตัวพิมพ์บอกเองว่าจะมานี่นา?”

             

            “เธออาจจะมาแล้วแต่พวกเราไม่รู้ก็ได้นะ?”

             

            การถกเถียงเบาๆเกิดขึ้นในหมู่ฝูงชนโดยเฉพาะพวกที่เป็นแฟนคลับของ “จักรพรรดินีโอสถ”ที่ถึงขนาดลงทุนตื่นแต่เช้ามาดักรอที่หน้าทางเข้างานเช่นนี้บางส่วนก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดูในกระทู้ที่นางเข้าไปตอบเพื่อเช็คว่ามีการอัพเดตสถานการณ์อะไรหรือไม่

             

            ขณะที่พวกเขากำลังวุ่นวายรถยนต์สีดำคันหนึ่งก็มาหยุดลงที่หน้าประตูชายชราในชุดพ่อบ้านอันสง่างามก้าวลงมาจากรถเป็นคนแรก ก่อนที่เขาจะเปิดประตูอีกฝั่งปรากฏร่างของผู้เฒ่าที่เต็มไปด้วยพลังเดินออกมาเขาอยู่ในชุดทางการที่ดูเรียบร้อยและทรงภูมิอย่างยิ่ง

             

            ก่อนจะตามมาด้วยเด็กน้อยตัวเล็กๆสองคนที่จับมือกันแล้วกระโดดลงมาจากรถโดยมีชายชราช่วยจูงมืออีกข้างด้วยร้อยยิ้มอบอุ่น

             

            “คนนั้นคือใครน่ะ?”

             

            “เจ้าบ้า นายไม่รู้จักอาจารย์ถังเทียนจี๋รึไง?เขาเป็นผู้ที่ไขความลับของโอสถคืนพลังที่โด่งดังอยู่ตอนนี้”

             

            “อ๋อ! ได้ข่าวว่าเขาสามารถหาผลข้างเคียงที่ไม่ถูกบันทึกจนเจอด้วยใช่ไหม?”

             

            “ใช่แล้ววันนี้เขาก็ได้รับเกียรติให้ขึ้นไปพูดในเวทีใหญ่ด้วยล่ะ”

             

            “แล้วผู้หญิงคนนั้นใครกัน?”

             

            พวกเขาที่กำลังประหลาดใจสังเกตเห็นว่าหลังจากที่เด็กทั้งสองคนลงมาแล้วก็มีร่างบอบบางของหญิงสาวในชุดสีแดงเพลิงอันเป็นเอกลักษณ์ก้าวตามลงมา

             

            นางพญาแม่ม่ายแดงปรมาจารย์เซี่ยซูเหยา!

             

            ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่!

             

            เหล่านักปรุงโอสถและผู้ฝึกตนธรรมดาล้วนขนลุกซู่ที่ได้เห็นเธอเพราะข่าวลือแต่ละอย่างของเธอมันล้วนสั่นสะเทือนและน่าหวาดหวั่นทั้งสิ้น

             

            เช่น“เธอจะวางยาพิษใครก็ตามที่มองหน้าเธอเกิน 5 วินาที” อะไรแบบนี้

             

            นอกจากนี้เธอยังดูไม่ค่อยจะถูกกับสมาคมนักปรุงโอสถสักเท่าไรเพราะตั้งแต่จัดงานสัมมนามาเธอไม่เคยได้เหยียบย่างมาที่นี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว

             

            การที่เธอมากะทันหันทำให้พวกเขาล้วนคิดกันอย่างหัวหมุนว่ามีสาเหตมาจากอะไรกันแน่

             

            นอกจากนี้เธอยังมาพร้อมกับตระกูลถัง!

             

            ตระกูลเซี่ยแห่งภาคเหนือสนิทสนมกับตระกูลถังที่อยู่ทางตะวันออกตั้งแต่เมื่อไรกัน?

             

            แต่หลังจากที่พวกเขานึกว่ามันจะจบแล้วเซี่ยซูเหยากลับยืนรออยู่ด้านข้างประตูทั้งยังยื่นมือออกไปรับราวกับทำตัวเป็นคนสนิท หลังจากนั้นไม่นานก็ปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่จับมือของเซี่ยซูเหยาแล้วเดินออกมาจากรถ

            เส้นผมสีดำของนางยาวสยายและโบกสะบัดยามที่ต้องลมร่างกายที่สมบูรณ์ยิ่งกว่านางแบบผสานกับความสูงส่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวใบหน้างดงามที่หลายคนเคยเห็นแต่เพียงในรูปภาพจนถูกตั้งฉายาให้ว่า”รอยยิ้มของเทพธิดา”

             

            ปรมาจารย์ไป่ฟานเซียน!

             

            ชื่อเสียงของเธอเลื่องลืออย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อวานที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นที่รู้จักเหล่าผู้ฝึกตนที่พึ่งเคยเห็นตัวจริงของนางถึงกับจ้องมองกันอย่างตาค้าง

             

            “นี่มันสวยยิ่งกว่าในรูปเสียอีก!”

             

            “ปรมาจารย์ไป่งดงามเหนือคำร่ำลือจริงๆ!”

             

            “การจัดอันดับเทพธิดาปีนี้อันดับหนึ่งต้องตกเป็นของเธอแน่นอน!”

             

            เสียงเซ็งแซ่นั้นดังเสียยิ่งกว่าตอนที่อาจารย์ซุนหมิงฉวนมาเมื่อครู่ส่งผลให้ชายชราที่พึ่งเดินไปได้แค่ครึ่งทางยังต้องหันมาดู

             

            “วุ่นวายกันเหลือเกิน...”

             

            เขาถอนหายใจแล้วส่ายหัวก่อนจะออกเดินอีกครั้ง

             

            แม้ว่าไป่ฟานเซียนจะเป็นจุดสนใจแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาขัดขวางหรือทำความรู้จักเพราะด้านข้างของนางมีตัวตนที่น่าสะพรึงอย่างนางพญาแม่ม่ายแดงคอยส่งแรงกดดันแปลกๆออกมาเรื่อยๆ

             

            ทำให้คณะของนางสามารถเดินเข้าไปในงานได้อย่างราบรื่นไป่ฟานเซียนมองบรรยากาศของนางเทศกาลอย่างสนใจ ฮุ่ยเอ๋อและถังเย่เย่ก็ถูกถังเทียนจี๋ลากไปซื้อขนมและของแปลกๆอย่างตามใจชายชรายิ้มร่าขณะที่ให้หวงจื่อหานถ่ายรูปตนกับเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังสวมหมวกไหมพรมสีขาวน่ารักสดใสที่ตนพึ่งซื้อให้

             

            ไป่ฟานเซียนมองไปตามข้างทางนอกจากร้านค้าอาหารแล้วก็มีร้านที่ขายวัตถุดิบแปลกๆที่ส่วนมากจะเป็นวัตถุดิบทางยานอกจากนี้ยังมีซุ้มและงานวิจัยมากมายที่ถูกจัดแสดงอยู่เต็มไปหมด

             

            ไป่ฟานเซียนแน่นอนว่าย่อมสนใจความรู้แปลกๆในยุคสมัยนี้นางเดินแวะดูนั่นดูนี่ไม่หยุดโดยมีเซี่ยซูเหยาคอยป้องกันพวกคนที่จะมาวุ่นวายกับพี่หญิงของเธออยู่ข้างๆ

             

            หญิงสาวงดงามกวาดสายตาเพื่ออ่านงานวิจัยที่จัดแสดงอย่างรวดเร็วแต่เมื่ออ่านจบนางกลับขมวดคิ้วแต่ไม่ได้พูดอะไรเดินนำเซี่ยซูเหยาไปดูงานวิจัยต่อไปทันที

            เซี่ยซูเหยาสังเกตสีหน้าของพี่หญิงของเธอว่ามันคล้ายจะขมวดคิ้วมุ่นขึ้นเรื่อยๆยามที่อ่านพวกงานวิจัยเหล่านั้น จนอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาว่า

             

            “...พี่หญิงไม่สบายหรือเปล่าคะ?”

             

            แต่คำถามของเธอก็ทำให้ลุงหวงที่อยู่ไม่ไกลรีบหันกลับมามองเมื่อเขาสังเกตใบหน้าของไป่ฟานเซียนเขากลับรู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ

             

            เขาเคยเห็นใบหน้าแบบนี้มาก่อน!

             

            นี่มันใบหน้าไม่พอใจแบบเดียวกับวันที่นางขอให้เขาช่วยสมัครบัญชี“จักรพรรดินีโอสถ” ให้ไม่ใช่หรือไง!

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน