“คุณว่าอะไรนะครับคุณทนาย ทรัพย์สินของผมถูกขายไปหมดแล้วอย่างงั้นเหรอ” ซูซ่างจิ่นถามอย่างตกใจเมื่อได้รับโทรศัพท์จากทนาย “เป็นไปได้ยังไง ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นชื่อของผม ผมไม่เคยขายมันให้ใคร คุณตรวจสอบดีแล้วหรือยัง”
“ผมไปตรวจสอบดูแล้วครับ เอกสารพวกนั้นครบถ้วนและถูกต้องทุกอย่าง แล้วลายเซ็นของคุณกับตราประทับก็เป็นของจริงด้วยครับ”
“ไม่! เป็นไปไม่ได้ ผมไม่เคยเซ็นเอกสารอะไรทั้งนั้น” ซูซ่างจิ่นค้นลิ้นชักอีกรอบ นอกจากเอกสารสำคัญแล้ว ตราประทับของเขาก็หายไปด้วย
ซูซ่างจิ่นไม่คิดเลยว่าระหว่างที่เขากำลังแก้ปัญหาที่บริษัทขนส่งกับโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าถูกคู่แข่งโจมตีอยู่นั้น ฉั่วหลิวอิงจะกล้ามาขโมยเอกสารสำคัญของเขาไป นอกจากนั้นเธอยังขายทรัพย์สินทุกอย่างออกไปจนเกือบหมด เหลือแค่ร้านขายใบชาและร้านนำเข้าสุราต่างประเทศที่เขาเปิดกิจการด้วยเงินของเขาเอง แต่ทั้งสองกิจการก็กำลังตกต่ำเพราะร้านขายใบชาและร้านนำเข้าสุราจากต่างประเทศของโจวอี้เหวินกำลังขยายสาขาออกไปอีกหลายสาขา และร้านของโจวอี้เหวินก็มีสินค้ามากมายหลากหลายชนิดกว่าร้านของเขา
ซูซ่างจิ่นนึกถึงความเป็นไปได้ หรือสิ่งที่เขาเคยได้ยินมาจะเป็นเรื่องจริง โจวอี้เหวินกับฉั่วหลิวอิงเคยคบกันมาก่อน และตอนนี้เธอหักหลังเขาเพื่อที่จะกลับไปใช้ชีวิตกับโจวอี้เหวินใช่ไหม ซูซ่างจิ่นตะโกนขึ้นอย่างโมโห “ฉั่วหลิวอิง! ฉันน่าจะจัดการแกไปตั้งนานแล้ว”
ทางด้านของฉั่วหลิวอิงกับลูกชายเวลานี้นั่งอยู่บนเรือเพื่อเดินทางออกนอกประเทศอย่างผ่อนคลาย เพราะโจวอี้เหวินเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว เมื่อเขาได้แผนธุรกิจของซูซ่างจิ่นมา เขาก็เริ่มโจมตีกิจการทั้งหมดของซูซ่างจิ่นอย่างไม่ทันให้ฝ่ายนั้นได้ตั้งตัว
ในระหว่างนี้โจวอี้เหวินก็ใช้เส้นสายที่มีช่วยให้ฉั่วหลิวอิงกับลูกชายของเธอเดินทางออกนอกประเทศ จุดหมายปลายทางที่เขาจัดการไว้ให้สองแม่ลูกคือประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเขาได้ให้เพื่อนชาวอเมริกันปลอมแปลงเอกสารให้กับสองแม่ลูก และสถานะของสองแม่ลูกในเอกสารดังกล่าวคือพวกเขาเป็นครอบครัวของนายทหารที่ไปร่วมรบในต่างประเทศ ฉั่วหลิวอิงกับฉั่วจ้านตงได้เป็นพลเมืองอเมริกันตั้งแต่นั้น ทั้งคู่ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ โดยฉั่วหลิวอิงมีชื่อว่า ‘แมรี่’ และฉั่วจ้านตงมีชื่อว่า ‘โทมัส’
หลังจากที่โจวอี้เหวินจัดการกับซูซ่างจิ่นจนซูซ่างจิ่นต้องขายทรัพย์สินอันน้อยนิดที่มีอยู่ในมือไปจนหมด รวมถึงร้านขายใบชาและร้านนำเข้าสุราต่างประเทศ เขาก็ขายออกไปหมดแล้วเช่นกัน
ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้ซูซ่างจิ่นพาครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ที่ไหน ที่บ้านเดิมก็กลับไปไม่ได้เพราะซูต้าจู้ได้ขายที่ดินและบ้านของตัวเองไปหมดแล้ว
เมื่อไม่มีเรื่องของซูซ่างจิ่นมาให้กังวล ฉินซูเม่ยก็กลับมาดูแลร้านอาหารของตัวเองได้อย่างสบายใจ เพราะเธอไม่ต้องกังวลว่าซูซ่างจิ่นจะมาสร้างปัญหาให้เธอและลูกๆ ของเธออีก และหน้าที่ไปรับไปส่งลูกทั้งสามคนก็ถูกส่งกลับไปให้เหอลี่หมิงเหมือนเดิม
“สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเสี่ยวหลงเปาที่ชุ่มไปด้วยน้ำซุป เป็นสูตรพิเศษของทางร้าน คุณลูกค้าสนใจรับไปชิมสักชุดไหมคะ” ฉินซูเม่ยยิ้มทักทายลูกค้า แต่เธอก็ต้องหุบยิ้มและตั้งท่าระวังเมื่อเห็นว่าเป็นซูต้าจู้กับหูเสี่ยวเถาที่เดินเข้ามา เพราะตอนนี้มีเธออยู่ที่ร้านคนเดียว
“หนูซูเม่ยอยู่ร้านคนเดียวเหรอจ๊ะ” หูเสี่ยวเถากำลังจะเดินอ้อมเคาน์เตอร์เพื่อเข้าไปหาฉินซูเม่ย
"คุณลูกค้ายืนรออยู่ด้านนอกหรือไม่ก็หาที่นั่งที่ว่างอยู่นั่งรอสั่งอาหารก่อนนะคะ พื้นที่ด้านในเป็นพื้นที่สำหรับเตรียมอาหาร ฉันไม่สะดวกจะให้ใครเดินเข้ามา” ฉินซูเม่ยรีบห้าม
ซูต้าจู้ดึงแขนภรรยาแล้วเดินไปหาที่นั่ง “ลุงต้องขอโทษหนูด้วยนะหนูซูเม่ย ยายแก่คนนี้บ่นคิดถึงหนูทุกวัน หล่อนแค่อยากเข้าไปทักทายหนูเท่านั้น”
“ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าจะสั่งอะไรดีคะ” ฉินซูเม่ยทำเป็นไม่ได้ยิน เธอทักทายและสอบถามคนทั้งคู่เหมือนกับลูกค้าทั่วไป
“เมื่อกี้ลุงได้ยินว่ามีเสี่ยวหลงเปาสูตรพิเศษใช่ไหม ถ้างั้นก็เอามาให้ลุงกับป้าคนละชุดก็แล้วกัน”
หูเสี่ยวเถารีบดึงแขนเสื้อสามีก่อนกระซิบ “คุณไม่เห็นราคาที่ติดไว้เหรอ สั่งมาตั้งสองชุดแล้วเราจะเอาเงินไหนจ่าย ทั้งเนื้อทั้งตัวฉันมีเงินแค่หยวนเดียว”
“เอาเถอะน่า ถึงเวลานั้นจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินด้วยซ้ำ รอให้ลูกค้าโต๊ะนั้นเดินออกไปเราก็ลงมือได้เลย”
หูเสี่ยวเถามองไปรอบๆ ก็เห็นว่ายังมีลูกค้าที่นั่งทานอาหารอยู่หนึ่งโต๊ะ เวลานี้ใกล้จะเลยเวลาอาหารเช้าแล้ว ลูกค้าในร้านก็จะน้อยลง เหมาะที่เธอกับสามีจะลงมือจริงๆ
“ทำไมวันนี้หนูเฝ้าร้านคนเดียวล่ะจ๊ะ ยุวชนเหอไปไหนแล้วล่ะ” หูเสี่ยวเถาชวนคุย เมื่อก่อนที่ลูกชายพาเธอมาทานอาหาร เธอเคยเห็นยุวชนเหอเจียวเจียวอยู่ช่วยงานฉินซูเม่ยที่ร้าน
“ตอนนี้เธอเปลี่ยนชื่อเป็นเหอลี่หมิงแล้ว และเธอก็ไม่ใช่ยุวชนที่ถูกส่งไปใช้แรงงานอีกแล้วค่ะ คุณช่วยเรียกเธอใหม่ด้วยนะคะ” ฉินซูเม่ยอธิบายพร้อมกับยกถาดใส่เสี่ยวหลงเปาเดินมาเสิร์ฟ “นี่คืออาหารที่สั่ง ขอให้คุณลูกค้าทานให้อร่อยนะคะ”
ฉินซูเม่ยเสิร์ฟอาหารเสร็จก็เดินเข้าไปหลังร้าน โชคดีที่เธอลงทุนติดตั้งโทรศัพท์ไว้ ตอนนั้นเธอยังเสียดายเงินที่ต้องจ่ายออกไป แต่ตอนนี้เธอไม่คิดอย่างนั้นแล้ว เธอรีบโทรศัพท์หาไป๋จิ้งถิง เมื่อสามีรับสายเธอก็รีบบอกสามีทันทีว่าซูต้าจู้กับหูเสี่ยวเถามาทานอาหารที่ร้าน และทั้งสองคนก็ดูไม่น่าไว้ใจ เพราะพวกเขาเอาแต่จ้องเธอไม่วางตา
ไป๋จิ้งถิงเมื่อวางสายจากภรรยา เขาก็รีบฝากงานไว้ให้ไห่อู๋เซินทำต่อ ส่วนเขาก็ไปพาบอดี้การ์ดฝีมือดีสามคนให้ตามเขากลับไปที่ร้าน
เมื่อลูกค้าโต๊ะสุดท้ายคิดเงินเสร็จ ซูต้าจู้กับหูเสี่ยวเถาคิดว่าถึงเวลาแล้ว เพราะถ้ามีลูกค้าเดินเข้ามาอีก หรือถ้าเหอลี่หมิงกลับจากไปส่งเด็กๆ ที่โรงเรียน พวกเขาก็จะพลาดโอกาสลงมือ
ซูต้าจู้เดินไปปิดประตูร้าน ส่วนหูเสี่ยวเถาล้วงผ้าเช็ดหน้าแล้วรีบเดินเข้าไปหาฉินซูเม่ย แต่ฉินซูเม่ยที่คอยระวังตัวไว้ก่อนแล้ว เมื่อเห็นอย่างนั้นเธอก็หยิบท่อนไม้ขึ้นมาแล้วเหวี่ยงเพื่อป้องกันตัว
หูเสี่ยวเถาเข้าไปใกล้เธอไม่ได้ ซูต้าจู้เห็นอย่างนั้นก็ยกเก้าอี้กลมขึ้นแล้วโยนมันใส่ฉินซูเม่ยทันที ฉินซูเม่ยเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ จังหวะนี้เป็นโอกาสให้ซูต้าจู้เข้าไปจับตัวเธอไว้ได้ และหูเสี่ยวเถาก็เอาผ้าเช็ดหน้าที่โปะยาสลบไว้โปะไปบนจมูกของฉินซูเม่ย
ฉินซูเม่ยกลั้นลมหายใจได้ไม่นานก็จำเป็นต้องหายใจเอาอากาศเข้าไป จากนั้นเธอก็หมดสติไปด้วยฤทธิ์ยาสลบ
“ไม่คิดว่าหล่อนจะมีแรงเยอะขนาดนี้” หูเสี่ยวเถายิ้มเยาะ “แรงเยอะอย่างนี้ไม่เก็บไว้ใช้กับซ่างจิ่นของฉันเล่า”
“อย่าพูดมากอยู่เลยน่า เดี๋ยวเหอลี่หมิงก็กลับมาก่อนหรอก รีบมาพยุงหล่อนออกไปเร็วเข้า” ซูต้าจู้บอกภรรยา “ถ้ามีใครถามเธอก็บอกว่าหล่อนไม่สบาย เรากำลังจะพาหล่อนไปโรงพยาบาล”
“ฉันเข้าใจแล้วน่า คุณคิดว่าฉันไม่อยากพาหล่อนกลับไปเร็วๆ หรือไง ฉันอยากให้หล่อนเป็นภรรยาของซ่างจิ่นเร็วๆ ถึงตอนนั้นเราก็ไม่ต้องอดมื้อกินมื้ออีกแล้ว และร้านอาหารร้านนี้ก็จะเป็นของเรา” หูเสี่ยวเถาพูดอย่างอารมณ์ดี เธอมองไปรอบๆ ร้านอีกครั้ง “ให้ฉันได้เป็นเจ้าของที่นี่ก่อนเถอะ อยากกินอะไรฉันจะกินมันให้หมดทุกอย่างเลย”
จากนั้นสองสามีภรรยาก็ช่วยกันประคองฉินซูเม่ยออกไปนอกร้าน เมื่อมีคนถาม พวกเขาก็บอกว่าพวกเขาเป็นญาติของฉินซูเม่ยที่เพิ่งมาจากต่างจังหวัด และตอนที่พวกเขามาเยี่ยมเธอ พวกเขาก็เห็นว่าเธอกำลังจะเป็นลม ที่ร้านไม่มีใครอยู่เลยสักคน พวกเขาจึงจะพาเธอไปส่งโรงพยาบาล เมื่อเพื่อนบ้านได้ฟังคำตอบ ทั้งยังเห็นฉินซูเม่ยหมดสติอยู่จริงๆ เพื่อนบ้านจึงเชื่อคำพูดของซูต้าจู้กับหูเสี่ยวเถาโดยไม่สงสัยอะไรอีก
แต่ซูต้าจู้กับหูเสี่ยวเถาไม่รู้เลยว่าไป๋จิ้งถิงกับบอดี้การ์ดทั้งหมดได้ติดตามพวกเขากลับไปที่บ้านเช่าด้วยแล้ว และที่ไป๋จิ้งถิงไม่เข้าไปช่วยภรรยาทันทีก็เพราะเขาอยากตามไปจับซูซ่างจิ่นมารับโทษให้ได้ เพราะไป๋จิ้งถิงรู้ดีว่าซูต้าจู้กับหูเสี่ยวเถารักลูกชายมาก ทั้งสองคนไม่มีทางซัดทอดความผิดไปให้ซูซ่างจิ่นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นไป๋จิ้งถิงจึงจำเป็นต้องให้ซูต้าจู้กับหูเสี่ยวเถาพาภรรยาของตัวเองไปพบกับซูซ่างจิ่น เขาจะได้มีหลักฐานที่ฝ่ายนั้นจะปฏิเสธไม่ได้
“ทำไมช้านักล่ะครับแม่” ซูซ่างจิ่นเปิดประตูให้พ่อกับแม่ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมา เขาจึงปิดประตูแล้วเตรียมจะอุ้มฉินซูเม่ยเข้าไปในห้องนอนของเขา “ผมจะพาซูเม่ยไปนอนแล้วนะครับ”
“แกแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าจะใช้วิธีนี้ ถ้าหนูซูเม่ยไปแจ้งความจับแก ถึงตอนนั้นเราต้องติดคุกกันหมดนะ” ซูต้าจู้ถามลูกชาย
ซูซ่างจิ่นหัวเราะ “พ่อครับ พ่อมองดูสภาพบ้านที่เราซุกหัวนอนอยู่ตอนนี้ก่อนไหมครับ ถ้าผมไม่ใช้วิธีรวบหัวรวบหาง ซูเม่ยก็คงไม่กลับมาหาผม ผมเข้าใจสิ่งที่พ่อกังวลนะครับ แต่พ่อเชื่อผมเถอะ ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความหรอก เธอมีแต่ต้องไปหย่ากับไป๋จิ้งถิงเพราะรู้สึกผิด และเธอก็ต้องมาอยู่กับผมเพราะกลัวว่าผมจะเอาเรื่องของเธอไปพูดให้คนอื่นฟัง ผู้หญิงทุกคนก็หน้าบางอย่างนี้ล่ะครับ”
“เราพาหล่อนมาถึงนี่แล้วคุณยังไม่มั่นใจอะไรอีก” หูเสี่ยวเถายิ้ม “เชื่อลูกชายเราเถอะน่า รับรองว่าเรื่องนี้ต้องสำเร็จแน่นอน ต่อไปเราก็ไม่ต้องมานอนในห้องเช่าโทรมๆ แล้วเราก็ไม่ต้องออกไปเก็บขยะขายอีกแล้ว เพราะเราจะย้ายไปอยู่ที่ร้านอาหารที่หล่อนเปิด คุณกับซ่างจิ่นก็คอยต้อนรับลูกค้า ฉันจะนั่งคิดเงิน ซูเม่ยก็รับผิดชอบงานในครัวไป ส่วนเฉวียนเฉวียนของเราก็แค่ตั้งใจเรียนไปก็พอ”
“พวกแกกล้าดียังไงถึงมาฉุดภรรยาฉัน!”